เข้าสู่ระบบเช้าวันต่อมา กันต์ตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ด้วยความเคยชิน ชายหนุ่มมักจะออกมาวิ่งรอบหมู่บ้าน ก่อนกลับเข้ามารับประทานอาหารเช้า และอาบน้ำอาบท่า
ซึ่งวันนี้กันต์ตื่นเช้ากว่าปกติเนื่องจากต้องเข้าไปรายงานตัวเพื่อเริ่มงานใหม่ในวันแรก
ทว่าพอกันต์เปิดประตูห้องออกมาก็ได้กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารลอยมากระทบจมูกโด่ง คิ้วหนาขมวดย่นด้วยความแปลกใจที่คุณกรุณาผู้เป็นมารดาตื่นเช้ากว่าทุกวัน
กันต์อาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวใจกลางกรุงอันเป็นสมบัติตกทอดจากคุณตาและคุณยายผู้ล่วงลับ ตั้งแต่จำความได้ชายหนุ่มก็มีกันเพียงแค่สองคนกับมารดา และคุณกรุณาก็รักและผูกพันบ้านหลังนี้มาก
ถึงแม้ว่ากันต์สามารถทำงานหาเงินได้มากมาย และมีกำลังซื้อบ้านหลังใหญ่กว่านี้ ทว่าคุณกรุณาก็ไม่อยากย้ายออกไปจากบ้านหลังนี้ กันต์จำต้องยอมตามใจมารดา และทำได้เพียงซ่อมแซมดูแลไปตามความต้องการของผู้เป็นแม่
“คุณนายทำไมตื่นแต่เช้าครับเนี่ย”
กันต์เดินเข้ามาชะโงกมองไข่พะโล้หม้อใหญ่ที่คุณกรุณากำลังเคี่ยวอย่างตั้งอกตั้งใจ ก่อนหอมแก้มเหี่ยวย่นหนึ่งฟอด และเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำออกมาเปิดยกขึ้นกระดกดื่มไปกว่าค่อนขวด
“วันนี้ต้องไปทำงานไม่ใช่เหรอลูก ยังจะออกไปวิ่งอีก”
“สักนิดครับแม่ มันติด ไม่งั้นไม่สดชื่น”
“นี่ถ้าไม่บอกว่าเป็นหมอ เพื่อนบ้านคงคิดว่าลูกแม่เป็นนักวิ่ง คนอะไรวิ่งเช้าวิ่งเย็น ค่ำมืดดึกดื่นก็วิ่ง” คุณกรุณากล่าวติดตลก
“เดี๋ยวนี้แซวเก่งนะครับเนี่ย” ชายหนุ่มว่าพลางเดินไปหยิบถุงเท้ารองเท้าออกมาจากตู้ ก่อนจะเดินกลับมานั่งใส่ในครัว
“กันต์...” คุณกรุณาเอ่ยเรียกลูกชายพร้อมทำหน้าครุ่นคิด
“ครับ”
“ลูกตัดสินใจดีแล้วใช่ไหมที่กลับมา”
“ทำไมถามแบบนั้นล่ะแม่”
“ก็แม่เห็นลูกพูดตลอดว่าทำงานที่นั่นดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ แล้วทำไมถึงรีบกลับมาซะล่ะ”
กันต์ได้ฟังคำถามพร้อมสีหน้าจริงจังของมารดา ชายหนุ่มหยัดกายลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปหาคุณกรุณาและประคองสองมือของท่านขึ้นมากุมเอาไว้
“แม่ครับ อย่างที่ผมบอกว่าผมอิ่มตัวกับงานที่โน่นแล้ว และผมก็คิดถึงแม่ อยากกลับมาอยู่กับแม่”
“อืม ถ้าเป็นแบบนั้นก็แล้วไป แม่กลัวว่าลูกจะฝืนตัวเองกลับมาเพื่อแม่” คุณกรุณาดึงมือออกจากมือลูกชาย และหันมาง่วนกับหม้อพะโล้ต่อ ทำคนเป็นลูกมองตามด้วยความสงสัย
“นี่คุณนายไม่คิดถึงลูกบ้างเลยหรือไงครับ” กันต์หรี่ตามองมารดาราวกับเคลือบแคลงอะไรบางอย่าง “ผมว่าแม่ดูแปลกจริง ๆ นะ ทำเหมือนไม่เหงาไม่คิดถึงผมเลย อย่าบอกนะ...” กันต์ทำตาโตและหยุดพูดเอาดื้อ ๆ
“อย่าบอกอะไร” คุณกรุณากลืนน้ำลายลงคอพร้อมทำสายตาล่อกแล่กดูมีพิรุธ
“แม่มีแฟนเหรอ”
“มีกับผีน่ะสิ อายุปูนนี้แล้ว” คุณกรุณาว่าจบก็ฟาดฝ่ามือลงบนต้นแขนลูกชายเสียหนึ่งทีให้กับความทะเล้น
“อายุเท่าไหร่ก็มีความรักได้ทั้งนั้นแหละ ถ้าแม่จะมีผมไม่ว่าอะไรหรอก แค่บอกผมหน่อยก็พอ”
“อย่ามาสนใจความรักของแม่เลย สนใจของตัวเองเถอะ อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว เมื่อไหร่จะมี หืม”
คำถามของมารดาทำเอากันต์ถึงกับถอนหายใจยาว ชายหนุ่มยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยราวกับยิ้มเยอะในโชคชะตาของตน
“ผมไม่ได้คิดเรื่องนี้มานานแล้วครับ”
“กันต์...” คุณกรุณาเอ่ยเรียกลูกชาย พลางมองด้วยสายตาสงสารและเห็นใจ
“เฮ้อ ไปวิ่งดีกว่า แม่มัวแต่ชวนคุยเดี๋ยวผมไปทำงานสายพอดี” จู่ ๆ กันต์ก็ตัดบทเอาเสียดื้อ ๆ
“อ้าว ไหงมาโทษแม่ล่ะ”
“ล้อเล่นครับ” กันต์หันมายิ้มทะเล้นให้มารดา ก่อนจะเหลือบมองพะโล้หม้อใหญ่ด้วยความข้องใจ “ว่าแต่แม่ทำพะโล้ไปไหนเยอะแยะ”
เมื่อถูกถามกะทันหัน คุณกรุณาก็ออกอาการอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะรีบกล่าวตอบออกมา
“ทำบุญ! แม่เอาไปทำบุญลูก” คุณกรุณาว่าจบก็กลืนน้ำลายลงคอ พยายามปรับสีหน้าให้เรียบเฉยไม่ให้ดูน่าสงสัย
“อ่อ นี่เลี้ยงพระได้ทั้งวัดเลยนะครับเนี่ย”
“ก็ประมาณนั้นแหละ อ้าว จะรีบไปวิ่งไม่ใช่เหรอ รีบไปเร็ว”
คุณกรุณารีบดันแผ่นหลังของลูกชายให้เดินออกจากห้องครัว ท่านยืนมองจนกระทั่งกันต์ออกจากบ้าน และเดินออกไปจนพ้นประตูรั้ว ก่อนที่ท่านจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ลูกไม่ได้มุสานะคะท่าน ลูกทำไข่พะโล้ไปทำบุญจริง” คุณกรุณาว่าพลางยกสองมือขึ้นประนมไหว้ท่วมหัว
เป็นจังหวะเดียวกันกับที่มีเสียงเรียกเข้าจากสมาร์ตโฟนที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ไอส์แลนด์ คุณกรุณารีบสาวเท้าก้าวเข้าไปคว้าอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมากดรับ
“ว่าไงคะลูก”
“โอเค แม่เสร็จพอดีเลยค่ะ”
“เดี๋ยวแม่ออกไปรอหน้าบ้านนะคะ หนูมาถึงแล้วจะได้รีบไปกันเลย”
คุณกรุณากดวางสาย ก่อนจะหันไปปิดเตา และตะโกนเรียกเด็กในบ้านมาช่วยยกพะโล้หม้อใหญ่ออกไปวางที่โต๊ะหินอ่อนหน้าบ้าน จากนั้นท่านก็รีบขึ้นไปแต่งตัวเพื่อเตรียมออกเดินทางไปทำบุญกับใครบางคนที่นัดเอาไว้
เวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง คุณกรุณาที่กำลังเดินกระสับกระส่ายอยู่หน้าบ้าน เมื่อเห็นรถตู้
สีดำคันหรูขับเข้ามาจอดก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ก่อนจะหันไปเรียกเด็กในบ้านให้มายกหม้อพะโล้ขึ้นรถ จากนั้นท่านก็เดินตรงไปขึ้นไปนั่งยังห้องโดยสารด้านหลัง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่กันต์วิ่งกลับมาพอดี และเห็นมารดาขึ้นรถตู้สีดำออกไปชายหนุ่มหยุดยืนมองด้วยความสงสัย ก่อนเร่งฝีเท้าตรงเข้าบ้านเพื่อไถ่ถามเด็กในบ้าน ทว่าก็ไม่ได้คำตอบอะไรมากนัก นอกจากคุณกรุณาออกไปทำบุญและไปเที่ยวกับเพื่อนของท่านเช่นนี้เป็นประจำ คนเป็นลูกจึงได้แต่เก็บงำความสงสัยเอาไว้ในใจ และรีบขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมออกไปทำงาน
หลังจากจุมพิตร้อนแรงกลางแจ้งอย่างไม่อายฟ้าดินได้ผ่านพ้นไป ปรียาดาก็ลุกขึ้นมาจัดเสื้อผ้าเผ้าผมและนั่งนิ่งอยู่เนิ่นนาน ทำเอาคนตัวโตเกิดอดรนทนไม่ไหวเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “จูบพี่ก็ออกจะฟิน ทำไมนั่งเงียบแบบนั้นล่ะ หรือว่าเสียดายไม่อยากหยุด” ปรียาดาได้ยินคำพูดยียวนกวนโมโหแบบนั้นแทนที่จะโวยวายเช่นทุกครั้ง ทว่าเธอกลับหันมามองคนข้างกายด้วยแววตาจริงจัง “พี่กันต์ทำแบบนี้ทำไม” “พี่จูบเมียพี่ผิดตรงไหน” ถ้อยคำทีเล่นทีจริงทำเอาหญิงสาวถอนหายใจยาวออกมา ก่อนตัดสินใจหันไปกล่าวกับเขาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “พี่กันต์ฟังปลื้มนะ เรื่องคืนนั้นถ้ามันเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ...” พูดไปก็สะอื้นในอก จนเธอต้องหยุดพูดไปชั่วขณะก่อนสูดลมหายใจเข้าสะกดก้อนสะอื้นนั้นไว้จึงค่อยกล่าวต่อ “ปลื้มจะบอกว่าปลื้มไม่ได้โกรธหรือไม่ได้เกลียดอะไรเลย พี่กันต์ไม่จำเป็นต้องมารับผิดชอบอะไรทั้งนั้น” “เพราะแบบนี้ปลื้มก็เลยหลบหน้าพี่ใช่ไหม” “อืม” “คิดว่าพี่รู้สึกผิด อยากจะรับผิดชอบ” “อืม” เธอพยักหน้ารับพลางมองใบหน้าหล่อเหลาด้วยแววตาเศร้า
คณะทีมงานของมูลนิธิเดินทางด้วยรถตู้ออกมานอกเมือง โดยมีจุดหมายปลายทางคือหมู่บ้านบนดอย ซึ่งอยู่ห่างไกลความเจริญ อีกทั้งถนนหนทางนั้นค่อนข้างลำบาก รถตู้ขับออกจากท่าอากาศยานเชียงใหม่เป็นระยะทางกว่าร้อยกิโลเมตร จากนั้นทุกคนต้องเปลี่ยนมาขึ้นรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อเพื่อขึ้นไปหมู่บ้านบนดอย ซึ่งกว่าคณะทีมงานจะเดินทางไปถึงก็เป็นเวลาบ่ายแก่ ทีมงานชายหญิงช่วยกันคนข้าวของสัมภาระลงจากรถ นำมากองรวมกันด้านหน้าโรงเรือนขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างง่าย ๆ โดยใช้ไม้และหลังคาสังกะสี ส่วนช่องหน้าต่างประตู ก็เป็นเพียงช่องสี่เหลี่ยมที่ไร้บานเปิดปิดด้านหน้ามีแผ่นป้ายทำจากไม้ เขียนกำกับไว้ว่าที่แห่งนี้คือห้องเรียนเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นสาขาของโรงเรียนหลัก ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเด็กที่อยู่ห่างไกลได้มีโอกาสร่ำเรียนโดยไม่ต้องเดินทางขึ้นเขาลงห้วยไปไกลหลายกิโลปรียาดาในฐานะผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าไปทักทายผู้ใหญ่บ้านที่ออกมาต้อนรับ และพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ผู้นำชุมชนจะเชิญชวนให้ทุกคนเข้าไปพักผ่อนภายในอาคารเรียน และนั่นก็ทำให้เธอได้รู้ว่าเธอจะต้องพักแรมในอาคารกึ่งเปิดโล่งนี้ตลอดทั้งสัปดาห์ ห
“น้องปลื้มลูก เตรียมของที่จำเป็นเรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ”คุณศิริกัญญาเปิดประตูห้องนอนของลูกสาวเข้ามาได้ก็รีบเอ่ยถามด้วยความห่วงใย และเป็นคำถามเดิม ๆ ที่ท่านถามปรียาดาซ้ำ ๆ มาตลอดทั้งสัปดาห์ “เรียบร้อยแล้วค่ะแม่ แม่ถามปลื้มเป็นร้อยรอบได้แล้วมั้งคะ” ปรียาดาที่กำลังนั่งขัดสมาธิจัดกระเป๋าเดินทางอยู่บนเตียงนอน เงยหน้าขึ้นมาพร้อมส่งยิ้มสดใส “โธ่ลูก ก็แม่เป็นห่วงนี่คะ ว่าแต่...ไม่ไปไม่ได้เหรอ ให้คนอื่นไปแทนดีไหม”คนเป็นแม่ที่รักลูกสาวดั่งแก้วตาดวงใจ หนำซ้ำในอดีตลูกคนนี้เคยประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัส นั่นยิ่งทำให้ท่านเป็นกังวลตั้งแต่ได้รับรู้ว่าปรียาดาจะต้องออกเดินทางไปกับทีมงานของมูลนิธิเพื่อสำรวจพื้นที่ทุรกันดารที่มีการร้องขอความช่วยเหลือมา“โธ่...แม่ขา...” หญิงสาวเรียกมารดาเสียงอ่อนเสียงหวาน พร้อมวางมือจากการเก็บกระเป๋าคลานเข่าเข้ามาสวมกอดมารดาที่นั่งอยู่ปลายเตียง ก่อนเอนกายลงนอนวางศีรษะลงบนตักคุณศิริกัญญา “ไม่ต้องห่วงนะคะ ปลื้มจะโทรหาแม่ทุกวันเลยค่ะ ปลื้มสัญญาว่าจะดูแลตัวเองอย่างดี อีกอย่างหนึ่งปลื้มเตรียมตัวพร้อมมาก แต่ถ้ามีอะไรฉุกเฉินปลื้มจะรีบโทรหาคุณพ่อเลยค
นับตั้งแต่วันนั้น ปรียาดาก็หลบหน้ากันต์มาโดยตลอด หญิงสาวตัดสินใจไม่เข้าไปที่โรงพยาบาลสักระยะ อีกทั้งยังหอบงานของมูลนิธิเข้ามาทำที่ศูนย์ดูแลผู้ป่วยของคุณศิริกัญญาผู้เป็นมารดา นอกจากนี้เธอยังกำชับเลขานุการของเธอให้ปิดปากให้สนิท ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้เป็นอันขาด โดยเฉพาะกับนายแพทย์กันต์ หญิงสาวปักหลักทำงานภายในห้องทำงานของวทานิกา ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ดูแลผู้ป่วยพ่วงด้วยตำแหน่งพี่สะใภ้ของปรียาดา วทานิกาจ้องมองอาการของปรียาดาที่นั่งถ่มลมหายใจออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไร้ซึ่งสมาธิที่จะ จดจ่อกับงานตรงหน้า และหล่อนก็สังเกตเห็นความผิดปกติของน้องสาวสามีมาได้หลายวันแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “พี่ปลื้มคะ” น้องสะใภ้ที่อ่อนวัยกว่าเอ่ยเรียก ทว่าปรียาดากลับนั่งเหม่อ ดวงตาเลื่อนลอยไม่ยอมขานรับ วทานิกาจึงตัดสินใจเรียกอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังขึ้น “พี่ปลื้มคะ!” เสียงนั้นทำปรียาดาที่นั่งเอนหลังพิงโซฟาหนังถึงกับสะดุ้งโหยง ก่อนหันมามองวทานิกาหน้าตาตื่น “มีอะไรหรือเปล่าหวาน เรียกซะเสียงดัง พี่ตกใจหมด” “ก็หวานเรียกเส
“ไอ้กันต์” เจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียก แล้วก็เจอเข้ากับปฐวีที่กำลังยืนตัวแข็งทื่อในมือข้างหนึ่งถือจุกนมปลอมของทารก ส่วนมืออีกข้างกำผ้าอ้อมไว้แน่นกันต์แสร้งทำสีหน้าให้เป็นปกติ ด้วยไม่รู้ว่าเพื่อนรักเห็นเหตุการณ์มากน้อยเพียงใด และอีกใจหนึ่งก็อยากรีบตามปรียาดาออกไป“อ้าว ไอ้โปรด แล้วลูกมึงล่ะ กูเพิ่งล้างมือเสร็จว่าจะมาเล่นด้วย”“…” ปฐวีไม่ตอบ หนำซ้ำยังหรี่ตามอง เพื่อนรักอย่างจับผิด“มึงเป็นเชี่ยไรเนี่ย มองกูอย่างกับเป็นผู้ต้องสงสัย”“ก็มึงมันน่าสงสัย”“สงสัยอะไรของมึง” กันต์ว่าพลางทำท่าฮึดฮัดกลบเกลื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่อง กูเห็นนะ” ปฐวีว่าพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้เพื่อพยายามจับผิดเพื่อนรัก ทำเอากันต์เริ่มร้อนตัวขึ้นมา“เห็นอะไรของมึง เลี้ยงลูกไม่ได้หลับได้นอนจนเพี้ยนไปแล้วหรือไง หรือมึงว่างมากจนต้องมาจ้องจับผิดกูเนี่ย”“จับผิดห่าอะไรกูเดินกลับมาเอาจุกนมกับผ้าอ้อมให้ลูกแล้วก็ได้ยินเสียงกุกกักในห้องน้ำ แล้วก็เห็นมึงกับปลื้มออกมาจากห้องน้ำพร้อมกันนี่แหละ” สิ้นเสียงของปฐวีกันต์ก็ทำหน้าเหวอ ทว่าชายหนุ่มก็ยังพยายามหาทางดิ้นให้หลุดจากสถานการณ์นี้ เนื่องจากเขาอยากเคลียร์กับปรียาดาให้เข
ตลอดทั้งสัปดาห์ กันต์พยายามหาทางติดต่อปรียาดา ทว่าเขาก็ไม่สามารถติดต่อเธอผ่านหมายเลขส่วนตัวได้ ราวกับหญิงสาวได้บล็อกเบอร์เขาเอาไว้ชายหนุ่มจึงโทรเข้าไปที่โรงพยาบาล เอ.พี.อินเตอร์เนชั่นแนลทุกวัน เพื่อหวังจะได้คุยกับเธอแต่ก็เจอแค่เพียงเลขาฯหน้าห้อง ซึ่งให้คำตอบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทุกวันว่าปรียาดาไม่มาทำงาน ครั้นพอถามว่าปรียาดาอยู่ที่ไหน ทางนั้นก็ยืนกรานเสียงแข็งว่าไม่สามารถให้ข้อมูลได้ เขาจึงเหลือเพียงที่พึ่งสุดท้าย นั่นก็คือปฐวีเพื่อนรัก ผู้เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวของปรียาดา ทว่าโทรไปกี่ครั้ง ปฐวีก็ไม่ยอมรับสาย ถ้าจะให้เดาเพื่อนรักก็คงกำลังวุ่นวายอยู่กับการเลี้ยงลูกน้อยนั่นเองเมื่อเป็นแบบนั้น กันต์จึงจำต้องถอดใจชั่วคราว เนื่องจากภาระหน้าที่ตำแหน่งอาจารย์แพทย์นั้นรัดตัวจนไม่สามารถเจียดเวลาไปทำอย่างอื่นได้เลย และก็เหมือนสวรรค์เป็นใจ ในวันที่ชายหนุ่มเข้ามาทำงานที่โรงพยาบาล เขาก็ได้รับคำเชิญจากท่านผู้อำนวยการให้ไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกันที่บ้าน หากเป็นเมื่อก่อนกันต์คงรีบปฏิเสธออกไป เพราะไม่อยากมีความสัมพันธ์ในแบบส่วนตัวกับผู้บังคับบัญชา ทว่าในตอนนี้ชายหนุ่มหมายมั่นปั







