LOGINสิ่งเดียวที่สะเพร่าและบ้าบิ่นที่สุดในชีวิตก่อนของฉัน คือการตกหลุมรักลูก้า โมเรตติ เป็นเวลาถึงห้าปีที่ฉันเรียกเขาว่าพี่ชายในยามกลางวัน และนอนอยู่ในอ้อมแขนของเขาในยามค่ำคืน กระทั่งครึ่งเดือนก่อน หน้าคลับของตระกูลโมเรตติ ฉันได้ยินเขากำลังคุยอยู่กับลูกน้องของตัวเอง 'ลูก้า นายจะเอายังไงกับเด็กผู้หญิงที่เกรซพาเข้ามาล่ะ? ไหนว่าตกลงกันว่าจะแค่เล่นๆ แล้วก็เขี่ยทิ้งไง ทำไมถึงปล่อยให้มันยืดเยื้อมาตั้งห้าปีได้วะ?' 'นายเข้าหาเธอเพื่อแก้แค้นแม่เลี้ยงสินะ? ก็โซเฟียทิ้งนายไปตอนนั้น นายก็เลยหันไปเล่นงานลูกสาวสุดที่รักของเกรซแทน อย่าบอกนะว่านายดันหลงรักเธอเข้าจริงๆ' จากนั้น น้ำเสียงที่เย็นชาและไร้ความปรานีของลูก้าก็ลอดผ่านรอยแง้มของประตูออกมา 'รักงั้นเหรอ? จะบ้าหรือไง ฉันแค่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะจบเรื่องนี้ยังไงต่างหาก บางทีฉันอาจจะปล่อยให้เธอยืนเคว้งอยู่คนเดียวในโบสถ์วันงานหมั้นของเราก็ได้ น่าสนุกดีออก' เสียงหัวเราะดังระเบิดออกมาจากห้องส่วนตัว ฉันยืนอยู่หน้าประตู มือและเท้าเย็นจนชา ที่แท้ความรักตลอดห้าปีของฉันก็เป็นแค่ของแก้เบื่อ เป็นแค่มีดเล่มหนึ่งที่เขาใช้กรีดแทงแม่ของฉันเท่านั้น ฉันวิ่งหนีออกจากคลับอย่างตื่นตระหนก ขับรถพุ่งตรงเข้าพายุ และจบชีวิตลงในอุบัติเหตุรถชนกันระนาวทางใต้ของชิคาโก เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ฉันก็ย้อนเวลากลับมาก่อนที่ใครจะล่วงรู้เรื่องราวระหว่างฉันกับลูก้า ฉันจะไม่รอให้เขี่ยทิ้งอีกต่อไปแล้ว ฉันจะเป็นฝ่ายเดินจากไปก่อนเอง
View Moreสองปีต่อมา ฉันเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแห่งลอนดอนในวันนั้น ลอนดอนมีแดดออกอย่างหาได้ยาก สนามหญ้าเต็มไปด้วยบัณฑิตที่กำลังสวมชุดครุย แสงแดดอุ่นๆ ทาบทาลงบนกำแพงหินเก่าแก่แม่เกรซบินตรงมาจากชิคาโก เธอยืนปะปนอยู่ในฝูงชนพร้อมช่อดอกกุหลาบสีขาวในมือ เพื่อรอคอยฉันอยู่ตรงนั้นวินาทีที่ฉันเห็นเธอ ฉันก็วิ่งเข้าไปสวมกอดเธอทันที แม่หัวเราะเบาๆ พลางตบหลังฉันเบาๆ ในขณะที่ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ 'เอเลน่าของเราเรียนจบสักทีนะลูก''แม่คะ อย่าร้องไห้สิคะ''แม่ไม่ได้ร้องเสียหน่อย' เธอยรีบปฏิเสธทันควัน ก่อนจะก้มหน้าลงซับหางตา 'ลมมันพัดเข้าตาต่างหากล่ะ'แคสปาร์ยืนถือกล้องถ่ายรูปอยู่ใกล้ๆ หลังจากผ่านการฝึกฝนมาสองปี ฝีมือการถ่ายรูปของเขาก็ดีขึ้นบ้างแล้ว ถึงจะยังมีภาพหลุดโฟกัสอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ถ่ายจนคนหลุดขอบเฟรมไปอีกแล้วล่ะฉันกุมมือแม่เกรซไว้แล้วก้าวขึ้นไปยืนบนขั้นบันได ชูสองนิ้วส่งยิ้มกว้างให้กล้องตอนที่ชัตเตอร์กดดังขึ้น แหวนบนนิ้วของฉันก็สะท้อนกับแสงแดดเป็นประกายแม่เกรซสังเกตเห็นเข้าทันที รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอฉายชัดจนปิดไม่มิด 'แคสปาร์นี่รสนิยมใช้ได้เลยนะเนี่ย'ฉันก้มลงมองแหวนที่นิ้ว ไม่มีเ
เป็นครั้งแรกที่ลูก้าสูญเสียการควบคุมต่อหน้าทุกคนเขาทำลายข้าวของทุกอย่างในห้องทำงานจนแหลกละเอียด สั่งปิดตายสนามบิน ท่าเรือ และรันเวย์ส่วนตัวทั้งหมด พร้อมทั้งส่งคนบินไปลอนดอนเพื่อตามหาที่อยู่ของเอเลน่าแต่ทุกเบาะแสกลับจมดิ่งลงสู่ก้นทะเลราวกับก้อนหินร่องรอยการเดินทางของเธอหายสาบสูญไปทันทีที่เครื่องบินแลนดิ้ง หาตัวอพาร์ตเมนต์ไม่พบ และระบบของมหาวิทยาลัยก็แสดงข้อมูลเพียงสถานะพื้นฐานเท่านั้น เครือข่ายรักษาความปลอดภัยของตระกูลรอสส์ปิดกั้นทุกเส้นทางราวกับกำแพงเหล็กเมื่อโซเฟียได้ยินข่าวสิ่งที่เกิดขึ้น เธอก็เดินทางมาที่คฤหาสน์ด้วยตัวเอง เธอยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องทำงานที่พังเสียหาย ความไม่พอใจฉายชัดในน้ำเสียง 'ลูก้า นายเสียสติไปแล้วเหรอ? การที่เธอยัยเด็กนั่นไปซะมันไม่ดีตรงไหน? ไหนตกลงกันว่าถ้าเธอเจ็บ เกรซก็จะเจ็บปวดเจียนตายไงล่ะ?'ลูก้าเงยหน้าขึ้นมอง เพียงแค่สายตาคู่เดียวนั้นก็เยือกเย็นเสียจนหลังของโซเฟียเยือกแข็ง 'ออกไป''ลูก้า...''ฉันบอกว่าให้ออกไป'ลูก้าไม่ได้ปรายตามองเธออีกเลยเขาซุกซองจดหมายของเอเลน่าไว้แนบอก ราวกับนั่นคือเส้นด้ายเส้นสุดท้ายที่กำลังจะขาดสะบั้นจากนั้นเขาก็เริ่มย
ตอนตีห้า ลูก้าตื่นขึ้นมาด้วยความเคยชินสิ่งแรกที่เขาทำคือเอื้อมมือไปควานหาความอบอุ่นในพื้นที่ข้างกายยังคงว่างเปล่า เธอดำดิ่งหายไปทั้งคืนและไม่กลับมาเลยหัวใจของลูก้าหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่ม เขากลับมาที่ห้องนอนของตัวเอง กำลังจะต่อสายโทรศัพท์ให้คนช่วยตรวจสอบพิกัดของเอเลน่า แต่นิ้วของเขากลับไปสัมผัสโดนสิ่งของสองชิ้นที่ซ่อนอยู่ใต้หมอนจดหมายหนึ่งฉบับ และบัตรธนาคารหนึ่งใบการเคลื่อนไหวของเขาชะงักกึกในอดีต เวลาที่เอเลน่าต้องการง้อหรือสร้างความประหลาดใจให้เขา เธอแอบซ่อนของขวัญชิ้นเล็กๆ ไว้ใต้หมอนเสมอ ทั้งการ์ดเขียนมือ กระดุมข้อมือ หนังสือรวมบทกวีหายาก แม้กระทั่งลูกอมที่ปิดผนึกไว้ในขวดแก้ว นั่นคือพิธีกรรมเล็กๆ อันไร้เดียงสาของพวกเราลูก้าจ้องมองจดหมายฉบับนั้น ความมืดมนที่กัดกินจิตใจเขามาตลอดทั้งคืนพลันอ่อนยวบลงเธอยังจำวันเกิดของเขาได้ เธอคงแค่กำลังงอนและดื้อรั้นไปตามประสาเขาไม่ได้เปิดจดหมายอ่าน ทำเพียงหยิบบัตรธนาคารเดินไปที่ห้องทำงานแล้วสั่งให้เลขาช่วยตรวจสอบยอดเงินในบัญชีครึ่งชั่วโมงต่อมา เลขารายงานด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง 'ท่านประธานค่ะ ในบัตรมีเงินอยู่เก้าสิบเก้าล้านบาทค่ะ'มือที่
เที่ยวบินมุ่งหน้าสู่ลอนดอนออกเดินทางตรงเวลาเมื่อตัวเครื่องบินทะยานผ่านก้อนเมฆ ฉันกำที่วางแขนแน่นจนฝ่ามือชุ่มเหงื่อ มีเพียงแสงไฟของเมืองชิคาโกเลือนหายไปภายใต้สายหมอกนั่นแหละ ฉันถึงค่อยๆ คลายมือออกทีละน้อยฉันไปแล้วจริงๆ หลุดพ้นจากคฤหาสน์ หลุดพ้นจากลูก้า และหลุดพ้นจากเอเลน่าผู้คอยแต่จะขังตัวเองไว้ระหว่างความรักและคำโกหกเมื่อเครื่องบินลงจอดที่สนามบินฮีทโธรว์ ฝนปรอยๆ กำลังโปรยปรายลงมาทั่วกรุงลอนดอนฉันเข็นกระเป๋าเดินทางสามใบออกมาจากผู้โดยสารขาเข้า และสะดุดตากับป้ายกระดาษที่มีชื่อของตัวเองทันทีผู้หญิงหน้าตานอบน้อมคนหนึ่งถือป้ายนั้นอยู่ มีสามีของเธอยืนอยู่เคียงข้าง และอีกด้านหนึ่งคือชายหนุ่มร่างสูงในโค้ตสีดำ โครงหน้าของเขาคมชัดสะอาดสะอ้าน แต่ในดวงตากลับไม่มีความก้าวร้าวใดๆ แบบลูก้าเลยแม้แต่น้อยคุณนายมาร์กาเร็ตสังเกตเห็นฉันแล้วโบกมือเรียกทันที 'เอเลน่า! ทางนี้จ๊ะ!'เธอคือมาร์กาเร็ต รอสส์ เพื่อนสนิทในวัยเด็กของแม่เกรซ ซึ่งปัจจุบันทำธุรกิจบริษัทรักษาความปลอดภัยในลอนดอนร่วมกับสามีฉันเข็นกระเป๋าเข้าไปหาพวกเขา ผู้คนหนาแน่นมากจนกระเป๋าใบหนึ่งของฉันถูกเบียดกระเด็นออกไป ก่อนที่ฉันจะทันได











