LOGINสี่ปีก่อน ‘โม่เฉวียน’ ซุป’ตาร์หนุ่มฉายาของดีเมืองกว่างโจว ฝากฝังความเจ็บปวดแสนสาหัสไว้ให้ ‘หยางหลิน’ ปีนี้เธอกลับมาพร้อมลูกน้อยที่เป็นดังชีวิตและจิตใจ ลูกน้อยที่เขาไม่เคยรับรู้ว่ามีตัวตน เด็กแฝดที่เป็นดังโซ่ทองคล้องใจ นำพาให้เขาและเธอกลับมาพานพบกันอีกครั้ง ครั้งนั้นจากไปเพราะไม่ต้องการผูกมัดเขา เพราะรู้ทั้งรู้ว่าเขามีใครอีกคนในใจ ครั้งนี้เล่าเธอจะหนีรอดจากพันธนาการของโม่เฉวียนได้หรือไม่ เพราะทันทีที่เขารับรู้ว่าตัวเขาเป็นคุณพ่อของเด็กแฝด เขากลับพาตัวเข้ามาพัวพันไม่ยอมออกห่าง ใจหนึ่งกลับหวั่นไหวให้เขาไปแล้วโดยไม่ตั้งใจ แต่ใจหนึ่งกลับลังเลและหวาดกลัวความไม่มั่นคง หยางหลิน หนอ หยางหลิน ในเมื่อเลือกแล้วว่าจะจากมา เพราะอะไรวันนี้กลับยังคงโหยหาเขา แค่นี้ชีวิตยังวุ่นวายไม่พออีกหรือ!!!
View More“เสี่ยวเหยียนเหยียนอย่าวิ่งสิลูกเดี๋ยวหกล้ม”
เสียงอุทานพร้อมกับร่างรีบคว้าเด็กชายวัยสี่ขวบที่วิ่งไปข้างหน้าอย่างตื่นเต้น ทำเอาหยางหลินยิ้มพร้อมกับรุนรถเข็นสัมภาระออกมาจากช่องผู้โดยสารขาเข้า
บรรยากาศท่ามกลางผู้คนที่ท่าอากาศยานนานาชาติกว่างโจวไป๋อวิ๋น ยังคงวุ่นวายและคึกคัก เหมือนกับวันนั้น...วันที่หยางหลินเพิ่งมาเยือนครั้งแรก
“พี่เสี่ยวเหยียนอย่าวิ่งสิคะ”
เด็กสาวที่หน้าตาเหมือนกันกับเด็กชายคนแรกกล่าวตามผู้เป็นแม่ มองปราดเดียวก็รู้ว่าทั้งสองคนเป็นฝาแฝดกันอย่างไม่ต้องสงสัย
“เร็วๆ สิฮะแม่ เร็วเข้าเสี่ยวเซวียนเซวียน คุณป้าอยู่ตรงหน้านั่นแล้ว” เหยียนเหยียนตะโกนพร้อมกลับหันมามองด้านหลังอย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นว่าเหลียนเซียนยืนรออยู่ไม่ไกล
“คุณป้าครับ!” เหยียนเหยียนตะโกนเรียกพร้อมกับวิ่งเข้าไปหาเป้าหมาย
“คุณป้า!” ตอนนี้แม้แต่เซวียนเซวียนเองก็รีบวิ่งเข้าไปกอดเหลียนเซียน เพื่อนรักของผู้เป็นแม่ซึ่งเคยเดินทางไปเยี่ยมที่อเมริกา
สี่ปีแล้วที่หยางหลินตัดสินใจเดินทางไปหาพี่ชายที่อเมริกา ทั้งนี้ก็ไปให้พ้นบางสิ่งที่ทำให้เธอเจ็บปวด ใครบางคน ทว่าท่ามกลางความเจ็บปวดนั้น ก็ยังมีสองชีวิตน้อยๆ ที่ช่วยทำให้เธอผ่านพ้นมาได้
เหยียนเหยียน เซวียนเซวียน ฝาแฝดผู้น่ารักน่าชัง ลูกน้อยของเธอ
ด้วยความช่วยเหลือจากพ่อและแม่ ทำให้เธอเลี้ยงลูกน้อยทั้งสองมาได้อย่างราบรื่น กระทั่งเมื่อต้นปีเธอได้รับข้อเสนอจากทางบริษัทที่เธอทำงานอยู่ ให้เดินทางมาประจำที่สาขากว่างโจวสองปี
ระยะเวลาที่เธอเลี้ยงลูกทั้งสอง หยางหลินพร่ำสอนให้เด็กทั้งสองเป็นเด็กที่เข้าใจง่าย ไม่สร้างปัญหาให้คนอื่น ทั้งคู่ก็ไม่เคยทำให้เธอผิดหวัง
แน่นอนว่าเด็กทั้งคู่รู้ว่าพ่อคือใคร เพียงแต่ไม่ทราบว่าทำไมพ่อจะต้องอยู่ที่จีนและแม่อยู่ที่อเมริกา ทั้งนี้หยางหลินบอกเพียงว่าพ่อต้องทำงาน
“แม่ฮะทำไมพ่อไม่มาอยู่กับเราละฮะ” เหยียนเหยียนเคยถามทั้งน้ำตา เมื่อถูกเด็กคนอื่นล้อว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อ
“ทำไมพ่อจะต้องไปทำงานที่จีนด้วยละคะ ที่นั่นไกลมากมั้ย” เซวียนเซวียนพลอยอยากรู้ไปด้วย
“ผมเกลียดพ่อที่ทิ้งเราไปแบบนั้น”
“เหยียนเหยียน เซวียนเซวียน ฟังแม่นะทั้งคู่เลย อย่าเกลียดพ่อเขาเลย ทั้งแม่และพ่อต่างก็มีเหตุผล และเหตุผลนั้นแม่จะบอกลูกเมื่อถึงเวลา ลูกเชื่อแม่สักครั้งไม่ได้เหรอจ้ะ”
เด็กทั้งสองเงียบไปเมื่อได้ยินแม่พูดแบบนั้น
“ก็ได้เราจะเชื่อแม่”
“ขอบใจจ้ะ” หยางหลินกอดลูกน้อยทั้งน้ำตา
โม่เหยียน โม่เซวียน ชื่อแซ่ของเด็กแฝดที่พ่อของพวกเขาไม่รู้ว่ามีตัวตน แซ่โม่ของผู้เป็นพ่อที่เขาอุตส่าห์เซ็นรับรองบุตร ทั้งที่ไม่อ่านว่ามันคืออะไร
...แต่นั่นมันก็เป็นข้อดี เพราะท่ามกลางความเจ็บปวดที่เขามอบให้ ในความเจ็บปวดนั้นก็ยังมีชีวิตอันบริสุทธิ์ถึงสองชีวิตมาช่วยเติมเต็มความว่างเปล่าให้หยางหลินผ่านมันมาได้
หยางหลินเดินสำรวจบ้านเช่าที่มีสามห้องนอนอย่างใจเย็น บ้าน ห้องชุด รวมไปถึงอพาร์ทเม้นที่เธอไปดูมา ทั้งหมดนั้นเธอเลือกหลังที่อยู่ในที่ใกล้กับที่ทำงาน และยังมองหาโรงเรียนเตรียมอนุบาลในแถบใกล้ๆ เพื่อให้เหยียนเหยียนกับเซวียนเซวียนได้เข้าเรียนด้วย
สองพี่น้องวิ่งไปมาจากห้องโน้นไปห้องนี้อย่างตื่นเต้น เมื่อรู้ว่านี่อาจจะเป็นบ้านใหม่
“ลูกสองคนคิดยังไงจ้ะ ชอบไหม”
“ก็ดีนะครับ หน้าบ้านมีสนามหญ้าแบบที่อเมริกาเลย”
“นั่นสิคะแม่ ตอนอากาศดีๆ เราจะได้ออกมานั่งปิกนิกที่สนามหญ้าหน้าบ้านได้ยังไงละคะ”
“งั้นก็ได้จ้ะ เราไปดูกันหลายที่แล้ว ที่นี่เหมือนว่าจะดูดีที่สุด” หยางหลินยิ้มมองไปยังนายหน้าหาบ้าน
ไม่ว่าจะทำอะไรเธอจะถามความเห็นลูกๆ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ ทำให้การตัดสินใจทั้งหมดเป็นของทั้งสามคนรวมกัน ไม่ใช่เฉพาะใครคนใดคนหนึ่ง และในที่สุดทั้งสามก็ได้บ้านที่น่าอยู่โดยการช่วยกันเลือก
หยางหลินเริ่มเข้าทำงานทันทีที่จัดการเรื่องต่างๆ ลงตัวไม่ว่าจะเป็นเรื่องบ้าน หรือเรื่องโรงเรียนของเด็กแฝด และวันแรกของการทำงาน ก็เป็นวันแรกของสองฝาแฝดที่จะต้องไปโรงเรียนเช่นกัน
ทั้งสามนั่งอยู่บนรถและต่างก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันเลย “แม่ดูโอเคสำหรับการทำงานวันแรกใช่ไหมจ้ะ”
“คุณแม่สวยที่สุดอยู่แล้วค่ะ”
“ครับคุณแม่สวยสุดๆ ไปเลยครับ”
หยางหลินหอมแก้มของลูกน้อยฟอดใหญ่ “ขอบใจจ้ะ ตั้งใจเรียนแล้วก็เชื่อฟังคุณครูนะจ้ะ”
“แม่ครับ เราไม่เป็นไรหรอก”
“หนูว่าคุณแม่เองนั่นแหละที่ดูไม่โอเคเลย คุณแม่อยู่ได้โดยที่ไม่มีพวกเราแน่นะคะ”
หยางหลินหัวเราะ ยอมรับว่าลูกสาวตัวน้อยพูดแทงใจดำจริงๆ “นั่นสิจ้ะ แม่ตื่นเต้นจังเลย”
“ทุกอย่างจะต้องโอเคค่ะแม่” เซวียนเซวียนปลอบผู้เป็นแม่
“จ้ะแล้วแม่จะมารับหลังเลิกเรียนนะจ้ะ” หยางหลินมองลูกน้อยทั้งสองเดินเข้าไปด้านในโรงเรียนกับคุณครูอย่างเป็นห่วง ทว่าตัวเธอเองก็มีงานที่ต้องรับมือ ดังนั้นจึงไม่มีเวลามาโอ้เอ้ ร่างระหงจัดชุดสูทสีดำให้เข้าที่พร้อมกับเดินกลับไปขึ้นรถ
ระยะเวลาสองอาทิตย์ที่ผ่าน สามคนแม่ลูกเริ่มที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งต่างๆ ได้พอสมควร สองฝาแฝดเองก็เริ่มที่จะมีเพื่อน อีกทั้งเริ่มกินอาหารจีนได้โดยไม่ต้องกังวล
เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง หยางหลินจึงเริ่มติดต่อไปหาเพื่อนเก่า เพราะตั้งแต่กลับมาคราวนี้เว้นเพียงเหลียนเซียน เพื่อนคนอื่นๆ เธอยังไม่มีโอกาสได้พบ
เฉียวอิงและซวงซวงดูเหมือนจะตกหลุมรักสองฝาแฝดตั้งแต่แรกเห็น และด้วยความน่ารักสดใสบวกกับนิสัยเข้ากับคนได้ง่ายของเหยียนเหยียนกับเซวียนเซวียน ทำให้สนิทกับคุณป้าทั้งสองคนได้ในเวลาอันรวดเร็ว
“พี่ขอโทษ ขอโทษนะ ยกโทษให้พี่” เขากอดหญิงสาวแน่นพร่ำพูดซ้ำๆความรักมักทำให้คนอ่อนแอคำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด จนแล้วจนรอดหลังจากแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง ท้ายที่สุดหยางหลินก็ยังพ่ายแพ้อยู่ดี เธอยอมรับในที่สุดว่าในใจยังคงรักโม่เฉวียนสุดใจ หากไม่รักก็ไม่ต้องเจ็บปวดจนถึงทุกวันนี้ท่ามกลางเสียงหัวเราะและใบหน้ายิ้มแย้มด้วยความยินดี โม่เฉวียนในชุดสูทหล่อเหลามองดูเจ้าสาวที่กำลังเดินเข้ามา ด้านหน้ามีเด็กแฝดซึ่งเป็นดังโซ่ทองคล้องใจให้เขาได้มีโอกาสแก้ตัว ให้เขาได้มีโอกาสมีหยางหลินกลับมายืนเคียงข้างโม่เหยียนเหยียน โม่เซวียนเซวียน ลูกที่น่ารักของเขาเขาสาบานกับตัวเองว่าจากวันนี้จะไม่ปล่อยมือหยางหลิน จะรักและดูแลจนชั่วชีวิตนี้ลมหายใจจะพรากจากกัน จะอุ้มชูลูกที่น่ารักทั้งสองคน ดูแลสั่งสอนให้เติบโต คอยมองดูและคอยประคับประคองให้พวกเขาสามารถข้ามผ่านเรื่องเลวร้ายเขาเคยบอกกับหยางหลินในค่ำคืนที่เขาขอโอกาส เขาไม่อาจรับปากว่าชีวิตคู่ของทั้งสองจะราบรื่นไปตลอดทาง เพราะทุกชีวิตต่างก็มีเส้นทางที่ขรุขระบ้าง เจอปัญหาบ้าง แต่เขาสัญญาว่าจะไม่ทำผิดซ้ำสอง จะไม่ทำอะไรให้หญิงสาวรู้สึกไม่มั่นคง จะรักและซื่อสัตย์ตราบที่
โม่เฉวียนสบตากับหยางหลินนิ่ง หญิงสาวพูดไม่ออกได้แต่เก็บความเจ็บปวดเอาไว้ในใจ เห็นลูกน้อยพูดเรื่องนี้ออกมาด้วยใบหน้าไร้เดียงสา ความรู้สึกผิดก็ยิ่งเพิ่มพูนเต็มอก“นอนกันได้แล้วจ๊ะดึกแล้ว ฝันดีจ๊ะ” หยางหลินเปลี่ยนเรื่อง หญิงสาวก้มลงจูบแก้มสองข้างของเซวียนเซวียน จากนั้นก็เหยียนเหยียนอย่างเคยชินสองฝาแฝดทำเช่นเดียวกันทั้งกับหยางหลินและโม่เฉวียน ทว่าเมื่อโม่เฉวียนจะเอื้อมมือไปปิดไฟหัวเตียงเด็กแฝดกลับร้องลั่น“แล้วคุณพ่อกับคุณแม่ล่ะครับ/คะ!!”“พ่อทำไมจ๊ะ”หยางหลินสังหรณ์ใจบางอย่างขึ้นมา “ได้เวลานอนแล้วจ๊ะ”“กู๊ดไนท์คิสของคุณแม่ละครับคุณพ่อ”“นั่นสิคะ เราต้องกู๊ดไนท์คิสด้วยสิคะ จะได้ฝันดีไง”เซวียนเซวียนและเหยียนเหยียนมองหน้าผู้เป็นพ่อกับแม่ด้วยสายตาอันบริสุทธิ์ หยางหลินขยับตัวมองหน้าโม่เฉวียนอย่างทำอะไรไม่ถูกผิดกับโม่เฉวียนที่ยิ้มอย่างผู้มีชัย“วันนี้คุณพ่อทำตัวไม่ดีเหรอครับถึงไม่ได้กู๊ดไนท์คิสจากคุณแม่”“จริงเหรอคะคุณพ่อ” เซวียนเซวียนหันไปมองโม่เฉวียนบ้าง“เอ่อ...ก็คงใช่ครับ” โม่เฉวียนไม่กล้าสบตาหยางหลิน “พ่อ...ทำตัวไม่ดีจริงๆ สมควรถูกแม่เค้าลงโทษแล้ว”หยางหลินทำอะไรไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง ถึง
“เอาละวันนี้ใครอยากจะมานอนกับยายบ้าง”“ใช่ ใครอยากจะมานอนกับตาบ้าง”“เห่อหลานจริงนะฮะ” โม่อวิ๋นหัวเราะ“เอาไว้เรามีลูกบ้างดีไหมคะ” ฟางฟางกระซิบกับโม่อวิ๋น“ว่าไงจ๊ะ มีใครอยากนอนกับคุณตาคุณยายไหม”“ไม่ได้หรอกค่ะ/ครับ”“ทำไมละ” พวกผู้ใหญ่ถึงกับงงเมื่อเห็นว่าทั้งคู่เอ่ยออกมาพร้อมกับอย่างแข็งขัน“เดี๋ยวคุณแม่ฝันร้ายตื่นขึ้นมาไม่เจอเราแล้วจะร้องไห้อีก”เซวียนเซวียนพูดจบทุกคนถึงกับเงียบไป“คุณแม่ฝันร้ายบ่อยเหรอจ๊ะ” โม่เฉวียนเดินออกมาจากห้องนอน“ค่ะ ยิ่งตอนที่เรามาที่นี่ก็ยิ่งฝันร้ายบ่อยๆ” เซวียนเซวียนฉอเลาะ“เวลาฝันร้ายคุณแม่ก็จะเข้ามาในห้องของเรา ปูฟูกบนพื้น แล้วเราสามคนก็จะนอนคุยกันจนหลับไปเลย จนถึงวันนี้เราก็ยังนอนด้วยกันเพราะคุณแม่บอกว่านอนบนพื้นสบายกว่านอนบนเตียงนอนคนเดียว” เหยียนเหยียนเสริมด้วยรอยยิ้ม เขาเองก็ชอบนอนกันสามคนอาการเครียดสะสมและร่างกายที่ตรากตรำงานหนัก บวกกับการพักผ่อนน้อยทำให้หยางหลินล้มป่วย คุณอาหมอรับรองว่าไม่มีอะไรน่ากังวล ดังนั้นจึงฉีดยาให้แล้วย้ำให้พาหญิงสาวไปตรวจร่างกายให้สะเอียดที่โรงพยาบาลโม่เฉวียนยืนมองหยางหลินที่หลับสนิทบนเตียง ก่อนละสายตาไปมองฟูกนอนซึ่งมีเด็ก
“ก็ขึ้นรถมาแล้วนี่” โม่เฉวียนออกรถทันที“คุณยายคะ” เซวียนเซวียนเปิดสปีกเกอร์โทรศัพท์ของโม่เฉวียน“จ้าว่าไงจ๊ะหลานรักของยาย” เสียงของสวีลั่วทำให้หยางหลินชะงักและเงียบไป“คุณแม่อยู่บนรถแล้วค่ะ เรากำลังจะไปที่บ้านของคุณยายนะคะ”“เรามีของฝากด้วยนะครับ แต่คุณยายต้องทำขนมให้เรากินด้วยนะครับ คุณแม่บอกว่าคุณยายทำขนมอร่อยมาก ผมอยากกินหลายอย่างเลย”“หนูด้วยค่ะ”“เสี่ยวหลิน” สวีลั่วเสียงเครือ “ค่ะคุณแม่”โม่เฉวียนยิ้มกว้างเมื่อได้ยิน“กลับมาก็ดีแล้วนะลูก แม่อยากจะพบหนูกับเด็กๆ”“ค่ะคุณแม่” หยางหลินเองก็สูดจมูก แน่ละเธอคิดถึงกว่างโจว คิดถึงทุกๆ คนที่เคยรู้จัก ยิ่งกลับมาก็ยิ่งคิดถึงทุกอย่างที่นี่เมื่อวางสายหยางหลินก็เงียบผิดปกติ จะมีก็แต่เสียงคุยของพ่อลูกที่ดังต่อเนื่องไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย กระทั่งหยางหลินหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน เพราะสองสามวันมานี้เธอมีงานล้นมือต้องขนกลับมาทำที่บ้านทั้งยังต้องตื่นแต่เช้า ทั้งนี้ก็เพื่อเตรียมตัวให้สองแฝดไปโรงเรียน“คุณแม่หลับไปแล้วค่ะ” เซวียนเซวียนกระซิบกับโม่เฉวียน“ชู่ว อย่าเสียงดังสิเดี๋ยวคุณแม่ก็ตื่นหรอก”“แม่เค้าทำงานหนักแบบนี้บ่อยเหรอลูก” โม่เฉวียนคุยกับลู
โม่เฉวียนเลิกคิ้วมองเพราะไม่เคยเห็นด้านนี้ของหญิงสาวใบหน้าแดงก่ำเพราะแอลกอฮอล์ชิดลงมาหาเขา พร้อมกับทำในสิ่งที่โม่เฉวียนไม่คาดคิด หยางหลินกำลังก้มลงจูบเขามันไม่ใช่จูบแบบแตะแผ่วๆ แต่เป็นจูบจริงๆ ที่ใช้ปลายลิ้นเข้าจู่โจม โม่เฉวียนคำรามในลำคอเพราะแทบจะอดใจไม่อยู่ สัญชาตญาณดิบของชายหนุ่มถูกหญิงสาวปลุก
มองดูแก้วคอกเทลที่ถูกเปลี่ยนกลับมา แม้ว่านี่จะเป็นเพียงแก้วที่สาม แต่สำหรับหยางหลินมันก็มากพอที่จะทำให้มึนนิดๆ“ถ้าเขาไม่อยากอยู่ก็อย่าไปบังคับ” โม่เฉวียนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย“เสี่ยวเฉวียน” เฟิงเยี่ยนมองรุ่นน้องด้วยท่าทางประหลาดใจ“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่เฟิง ฉันว่าฉันกลับเลยดีกว่า” หยางหลินมองโม่เฉ
ถึงอย่างนั้นเมื่อมองเห็นเฉียวอิง เขากลับขบกรามแน่น ภายใต้เขามองเห็นหยางหลินที่หัวเราะและพูดคุยกับเพื่อน ทั้งยังทำท่าคล้ายปฏิเสธที่จะเดินไปยังฟลอร์เต้นรำโม่เฉวียนถึงกับถลึงตาและมองอย่างไม่อยากจะเชื่อ “บ้าจริงเสี่ยวหลิน”ฮานน่าที่นั่งห่างออกไปหันมามองเขาด้วยความประหลาดใจ มองโม่เฉวียนที่เอาแต่จดจ้องห
“เขา...เขาเหมือนอยากจะฆ่าฉัน...” หยางหลินสะอื้นฮัก“เธอน่าจะยังกลัวมากถ้ากลับไปที่ห้อง ถ้ายังไง...” ลู่หม่าโจวมองกระจกหลังพร้อมกล่าว“ครับ” โม่เฉวียนรับคำ มองหยางหลินที่ร้องไห้จนเหนื่อยอ่อนและหลับไปแล้ว หญิงสาวไม่รู้ตัวแม้กระทั่งตอนที่โม่เฉวียนอุ้มเธอลงจากรถและพาเข้าไปในห้องซึ่งมีเจียงรุ่ยนั่งรออยู