LOGIN“หากไม่ใช่เพราะท่านชื่นชอบคนหน้าตาดี ข้าก็คงไม่ต้องดูแลตัวเองขนาดนี้หรอก” หว่างมู่กล่าวพลางยกมือลูบศีรษะของหญิงสาว
ซีซวนยิ้มจนตาหยี ก่อนหมุนตัวเดินออกไปทางประตูจวน คนที่ปกป้องนางจากนรกไม่ได้มีเพียงแค่ท่านแม่ทัพเฉิงเท่านั้น แต่มีหว่างมู่เนี่ยแหละที่คอยดูแลนางตั้งแต่วัยเยาว์
จนกำแพงความเป็นนาย-บ่าวไม่มีเหลือระหว่างพวกเขา แต่ถึงอย่างงั้นชายหนุ่มกลับไม่มีความคิดจะทอดทิ้งนางไปจนเวลาพลั่บค่ำซินซีซวนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ภายในโถงกลาง โดยมีอาฟู่คอยปรนนิบัติอยู่ไม่ห่าง ทันใดนั้นเสียงความวุ่นวายภายนอกจวนก็ดังขึ้น ซีซวนเงยหน้าจ้องไปยังที่มาของเสียง ทันใดนั้นหว่างมู่ก็รีบเข้ามาภายในโถงกลาง
“ข้างนอกเอะอะอะไรโวยวายอันใดกัน? มีใครเป็นอันใดหรือไร?” ซีซวนมุ่ยปาก หนังสือเล่มนี้นางจำเป็นต้องรีบอ่านให้จบโดยเร็ว เพราะไม่อย่างงั้นนางคงไม่สามารถไปอวดกับเจ้าของจวนได้
“ท่านแม่ทัพเฉิงมาถึงแล้ว”
หลังจบประโยคคำพูดของหว่างมู่ ซีซวนก้าวเท้ายาว ๆ มุ่งไปยังทิศที่มีเสียงแห่งความวุ่นวาย พอยิ่งใกล้ก็ยิ่งได้ยินเสียงที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ยังไม่ทันที่นางจะเปิดประตูเข้าไป พ่อบ้านฮุ่ยก็เปิดประตูออกมา ทั้งสองจ้องหน้ากันเล็กน้อย ก่อนที่หญิงสาวจะสังเกตเห็นหางคิ้วอีกฝ่ายมีเลือดซึม
“ท่านบาดเจ็บได้อย่างไร?” ซีซวนเอ่ยถามพลางขมวดคิ้ว
แต่พ่อบ้านฮุ่ยเพียงแค่แค่นหัวเราะเท่านั้น “บุรุษและสตรีไม่ควรอยู่ภายในห้องเพียงลำพัง ท่านคงไม่คิดว่าข้าจะปล่อยให้ท่านเข้าไปหรอกกระมัง”
“ข้าไม่ได้มีความคิดเช่นนั้น อามู่พาพ่อบ้านไปทำแผลเถอะ” ซีซวนไม่แม้แต่จะสนใจสายตาคัดค้าน และคำสั่งของนางมีหรือที่ชายหนุ่มคนนั้นจะไม่ปฏิบัติตาม
“ข้าเป็นพ่อบ้าน ณ จวนแห่งนี้ ท่านไม่...”
“ข้าขอเสียมารยาทแล้วท่านพ่อบ้าน” อามู่กล่าวขัด ก่อนที่เขาจะเข้าไปหิ้วปีกอีกฝ่ายออกไป พ่อบ้านฮุ่ยส่งเสียงก่นด่าชายหนุ่มมารยาททรามผู้นี้ตลอดทางจนกระทั่งลับสายตา ซีซวนถอนหายใจเบา ๆ พลางแทรกตัวเข้าไปสู่ห้องแห่งความวุ่นวาย
“นายท่านใจเย็น ๆ ด้วยเถอะขอรับ!” บ่าวชายผู้หนึ่งเอ่ยพลางพยายามหลบเชิงเทียนที่ถูกโยนไปรอบทิศ ห้องที่เคยสว่างก่อนหน้า กลับกลายเป็นเพียงแสงไฟสลัว ๆ
ซีซวนแตะไหล่ของบ่าวชายผู้นั้น พลางส่งสัญญาณให้เขาออกไป อาฟู่ที่เดินตามอยู่ไม่ห่าง จึงออกไปเช่นเดียวกับบ่าวคนนั้น ณ เวลานี้ภายในห้องที่มีเพียงแสงเทียนไม่กี่เล่มกับแสงจันทร์ที่ส่องลอดผ่านบานหน้าต่าง ซีซวนมองชายหนุ่มแสนองอาจในชุดสีดำขรึม อีกฝ่ายไม่ได้หันมามองหญิงงามเลยแม้แต่น้อย เขากลับเอาแต่จ้องมองฝ่ามือที่หยาบกร้าน ก่อนจะคว้าสิ่งของที่อยู่ใกล้มือเพื่อเขวี้ยงทิ้งอีกครั้ง
“ท่านต้องการทำลายข้าวของไปอีกนานเพียงใด?” ซีซวนเอ่ยขึ้นในที่สุด เมื่อหมอนใบหนึ่งเกือบพุ่งโดนใบหน้านาง
แม่ทัพเฉิงที่ได้ยินเสียงหวานเงยหน้าสบตากับเจ้าของเสียง พลันแววตาวูบไหว “ซิงเยียน...”
“ข้าไม่ใช่ท่านแม่ และข้าไม่ใช่พี่สาวของท่าน” ซีซวนกล่าวเสียงเรียบอีกครา แต่เฉิงซีห่าวกลับพุ่งมาประชิดตัวนาง พร้อมทั้งกุมไหล่เล็กทั้งสองข้างด้วยมือที่สั่นเทา
“ซิงเยียน ไม่ว่าจะต้องอยู่ภายใต้เงาของใคร ข้านั้นยินยอมทุกสิ่ง ได้โปรดเถิดอย่ากล่าวเช่นนี้เลย” ซีห่าวกล่าวเสียงสั่น พลางดึงร่างบางเข้าสู่อ้อมอกแกร่ง
เพียงสองชั่วยามที่เฉิงซีห่าวและซินซีซวนกลับมาถึงจวนแม่ทัพ แม้ตลอดทางพวกเขาไม่ปริปากอันใด แต่บรรยากาศรอบข้างก็ช่างดำมืดจนแม้แต่ไป๋หลิ่งหงที่นั่งอยู่ด้วยกันยังแทบไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงแค่หายใจยังแทบทำได้ยากเสียด้วยซ้ำ เพราะใบหน้าบึ้งตึงของหญิงสาวและแววตาคุกรุ่นของชายหนุ่มช่างราวกับไฟที่พร้อมแผดเผาเฉิงซีห่าวเดินเข้ามาภายในห้องเขียนหนังสือ โดยมี ไป๋หลิ่งหงตามมาสมทบอยู่ไม่ห่าง จากคำกล่าวหาของแม่นางซิน ช่างเรียกความสนใจจากชายหนุ่มผู้ชื่นชอบการยุ่งเรื่องของชาวบ้านได้ดีนัก“ท่านว่าเป็นผู้ใดที่ส่งมือสังหารมาจัดการนาง” ไม่ต้องรอให้เวลาล่วงเลยไป ไป๋หลิ่งหงเอ่ยถามทันทีที่ท่านแม่ทัพเฉิงนั่งประจำที่“แล้วเจ้าคิดว่าเป็นผู้ใดกันล่ะ” เฉิงซีห่าวสบตาคมกริบกับอีกฝ่าย ภายในใจนึกย้อนถึงท่าทางและคำพูดของหญิงสาว“เป็นท่านจริงงั้นรึ?” ไป๋หลิ่งหงส่งเสียงสูง พลางรีบถลามายังโต๊ะเขียนหนังสือ “ท่านตั้งใจจะฆ่านางจริงหรือ!?”เฉิงซีห่าวเพียงแค่สบตากับหลิ่งหงนิ่ง ๆ พลางเลื่อนสายตามายังกองหนังสือที่อยู่บนโต๊ะ“พูดมากน่ารำคาญเสียจริง เจ้าอย่าลืมว่าข้าติดพันการทำศึกสงคราม จะเอาเวลาที่ไหนมากระทำการต่ำช้าเช่นนี้”
เขาก้าวเท้าออกเดินไปบนเส้นทางที่ทอดตัวยังข้างหน้า อย่างน้อยภารกิจส่วนตัวที่อยากทำก็เสร็จสิ้นไปเรื่องหนึ่งแล้ว เหลือแค่ว่าเขาจะสามารถปั่นป่วนนางได้มากเพียงใด เวยจางหมิ่นหัวเราะขึ้นอีกครั้ง พร้อมทั้งไขว้มือไว้ด้านหลังแล้วเดินอย่างมีความสุขซีซวนที่แอบย่องออกมากับหว่างมู่ รีบหลบเข้าซอกซอยเล็ก ๆ แม้สถานการณ์จะแปรเปลี่ยนไป แต่นางย่อมต้องหาทางได้เสมอ ในตอนที่ทั้งคู่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เงาสูงคู่หนึ่งก็ทอดมายังคนทั้งคู่ราวกับนักโทษที่แอบหนีคุกหลวง ซีห่าวกอดอกจ้องหน้าสาวงามอย่างสงบนิ่ง แต่ภายในใจเขากลับนึกขันนัก เมื่อใบหน้าที่มักราบเรียบ กลายเป็นใบหน้าที่เหมาะสมกับวัย ดวงตากลมโตและริมฝีปากเล็กเบิกกว้างเล็กน้อย“เจ้าอย่าลืมว่าข้าต้องคอยคุมความประพฤติของเจ้า” ซีห่าวเอ่ยหญิงสาวแทบอยากปาถุงเงินลงพื้นนัก ความสนุกอยู่ตรงหน้าแท้ ๆ แต่กลับมีมารผจญตัวใหญ่เป็นเสือร้ายเสียได้“ข้าไม่หนีไปไหนไกลหรอก ข้าเพียงแค่อยากเดินเที่ยวชมความเจริญของเมืองเท่านั้น หวังว่าท่านแม่ทัพเฉิงจะเห็นใจผู้น้อยไร้ความผู้นี้ด้วย” ซีซวนประกบมือทั้งสองข้าง พลางโค้งลงอย่างเชื่องช้านา
แม่ทัพเฉิงลงจากรถม้าเป็นคนแรก ชายหนุ่มยื่นมือให้ซีซวนจับ นางมองมือหนาที่หยาบกระด้าง พลันนึกถึงยามที่ตนเองยังรู้สึกปลาบปลื้มเขาจนสุดหัวใจ นางชั่งใจอยู่สักพักก่อนตัดสินใจส่งมือให้อีกฝ่ายหว่างมู่ที่หมายจะรีบมาประคองนายสาว ได้แต่มองการกระทำที่เกิดขึ้น ในใจเขารับรู้ได้ว่านายสาวตนตื่นเต้นมากเพียงใดกับการมาเที่ยวครั้งนี้ หากแต่ต้องเก็บอาการจนกลายเป็นคนไร้ความรู้สึกถึงกระนั้นนอกจากเรื่องการได้ท่องเที่ยวที่ทำให้นางดูอิ่มเอมใจ คงมีเรื่องที่นายท่านเฉิงเริ่มดูอ่อนโยนกับนางขึ้นมาก ถึงทำให้นางยังไม่อยากกระทำการเสียมารยาทในยามนี้ซีซวนก้าวลงจากรถม้า กวาดสายตามองทั่วบริเวณ แม้หัวใจเต้นระรัวเร็วแต่ใบหน้ากลับสงบนิ่ง ในตอนที่ท่านแม่ทัพเฉิงจะกล่าวอันใดกับหญิงสาว คุณชายเวยรีบก้าวลงมายืนเคียงข้างนาง พลางยกแขนยืดอกอย่างภาคภูมิใจ“ในฐานะที่ข้ามักแอบมาเที่ยวเล่นที่นี่บ่อยครั้ง ข้าจะนำเจ้าไปทุกสถานที่ที่เจ้าอยากไป ดีหรือไม่ซีเอ๋อร์” จางหมิ่นเผยยิ้มสว่างกับซีซวน แววตาดำสนิทของเขาทอประกายเพียงเล็กน้อย“หยุดเรียกข้าว่าซีเอ๋อร์ได้แล้ว” ซีซวนขมวดคิ้วมุ่น“ข้าตกลงเพียงแค
เพียงฝ่าเท้าเล็กก้าวออกจากประตูห้องโถงกลาง ร่างบางที่ไม่ทันระวังถูกดึงเข้าสู่มุมอับ ซีซวนสะบัดแขนให้หลุดออกจากอีกฝ่าย ก่อนหันไปสบตากับผู้กระทำการอุกอาจที่เพียงแค่แสยะยิ้มร้าย“เจ้านี่ช่างมารยาหลายร้อยกระบวนท่า ทำเอาข้านึกอยากศึกษาจากตัวเจ้า” ซูลี่กอดอกพลางเอ่ยเสียงหวาน นัยน์ตาเรียวยาวมองกดอีกฝ่าย แล้วเดินเข้าใกล้ซีซวนลากนิ้วเรียวไล่บนใบหน้าหวาน“หน้าตารึ ก็ช่างแลดูไร้เสน่หา ร่างกายก็ไม่ยวนเย้าเท่าข้า นิสัยแข็งกระด้างไร้ความสามารถอิสตรี วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเตร่เล่นนอกจวน ไม่มีด้านที่งดงามอันใด มีเพียงความหน้าด้านและมารยาเท่านั้นที่ข้านับถือ นอกจากนั้นเจ้ามีอันใดให้ท่านแม่ทัพเฉิงสนใจกัน”ซีซวนแค่นหัวเราะในลำคอ พลันปัดนิ้วเรียวยาวอีกฝ่ายให้ออกไป นางถอนหายใจแล้วชำเลืองสายตาไปทางประตูที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตรงนี้นัก“มารยาเจ้าก็ใช่ว่าจะด้อยไปเสียกว่าข้า ต้องขอบคุณเจ้าในวันนั้นที่กระโดดลงสระด้วยตัวเอง ข้าถึงไม่ต้องเหนื่อยออกแรงอันใดให้มากความ แต่ข้าก็แอบนึกเสียใจไม่น้อย ที่ไม่ออกแรงผลักเจ้าให้แรงมากกว่านี้ มิเช่นนั้นปานนี้ข้าอาจได้มาจุดธูปขอขมาเจ้าแทน”
“เจ้า!นี่เจ้า!” ซูลี่ถอยกรูดทันควัน พลางยกนิ้วชี้หน้าอีกฝ่าย “อย่ามาเสแสร้งปั้นท่าว่าเจ้าถูกกระทำเชียวนะ! ท่านพ่อดูนางสิ! นางไม่เห็นมีท่าทีสำนึกผิดแม้แต่น้อย” ซูลี่หันไปทางเสนาบดีไท่ที่มองมาทางพวกนางด้วยแววตารำคาญใจ ก่อนที่เขาจะถอนหายใจเสียงดัง แล้วหันมาทางแม่ทัพเฉิง“ไหนท่านว่าแม่นางซินสำนึกผิดแล้วอย่างไร”ซีห่าวหัวเราะหน่อย ๆ ก่อนยกจอกน้ำชาให้กับเสนาบดีไท่ “ต้องขออภัยด้วยท่านเสนาบดี ได้โปรดอย่าถือสาเอาความเด็กไร้ความผู้นี้เลย ถ้าเปลี่ยนเป็นข้าขอโทษแทนจะได้หรือไม่”เสนาบดีลูบเครางาม ก่อนหันไปพินิจพิเคราะห์ซินซีซวนอีกครั้ง “ช่างเถิด! เพียงแค่เด็ก ๆ เล่นกันเท่านั้น อย่าทำให้เรื่องราวมันใหญ่โตไปมากกว่านี้เลย แต่คราวหน้าข้าหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก”“ท่านพ่อ!” ซูลี่ตะโกนก้อง นางขบฟันแน่นเมื่อเห็นซีซวนยิ้มมุมปากให้นาง“ซูลี่!พอได้แล้ว นางก็ขอขมาเจ้าแล้ว เจ้ายังจะเล่นอันใดอีก กลับห้องเดี๋ยวนี้เลย!” เสนาบดีไท่แทบอยากตีลูกสาวตนนัก อาการสำรวมเรียบร้อยยังมีน้อยกว่าคนที่มาขอขมายิ่ง ถึงกระนั้นเขาก็ยังนึกเอ็นดูลูกสาวคนนี้เป็นที่สุดซูลี่
ซีซวนหัวเราะในลำคอ นางรู้อยู่แก่ใจว่าพวกเสนาบดีก็ไม่ต่างอันใดกับฝูงงูเฒ่าที่รอวันเป็นมังกร การที่แม่ทัพเฉิงได้รับความดีความชอบจากศึกชิงเมืองในครานี้ มีหรือจะไม่เรียกผู้ละโมบมากเข้ามาขอส่วนบุญทว่าซีห่าวเพียงแค่ยกยิ้มมุมปาก ก่อนรินน้ำชาให้เสนาบดีไท่และตนเอง “ธุระที่ข้ามาในวันนี้ ก็มีเพียงให้ แม่นางซินขอขมาแม่นางไท่เท่านั้น”เวยจางหมิ่นที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ หัวเราะเสียงค่อย เรียกความสนใจจากผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะไท่ซูลี่ที่รู้สึกว่าการหัวเราะในครั้งนี้ มีไว้เพียงเยาะเย้ยนางที่เหมือนโดนปฏิเสธอยู่กลาย ๆ“มองข้ากันทำไมล่ะพวกท่าน เชิญเสวนาเรื่องสู่ขอกันให้เสร็จเถิด เมื่อเสร็จธุระเรื่องสู่ขอของท่านแม่ทัพเฉิง ก็จะได้ถึงคราที่ข้าจะสู่ขอซีเอ๋อร์เสียบ้าง” เวยจางหมิ่นยกยิ้มพร่างพราว ซีห่าวที่ได้ยินเยี่ยงนั้นหางคิ้วถึงกับกระตุกหน่อย ๆซีซวนลอบหยิกท่อนแขนแกร่งอีกฝ่าย พลางกระซิบลอดไรฟัน “หุบปากเน่า ๆของเจ้าเสีย หรือเจ้าอยากให้ธุรกิจระหว่างเราต้องพังพินาศ”“หึ ๆ” จางหมิ่นหัวเราะอีกครา ก่อนที่เขาจะหันมามองซีซวนด้วยแววตาหวานเยิ้ม “เจ้าช่างเป็นคนตลกเสียจริงซีเอ๋อร์







