FAZER LOGINDemi Ricardo dan putri kami, aku rela mengorbankan segalanya dan menjadi ibu rumah tangga penuh waktu. Namun, sejak kekasih lamanya resmi bercerai, semuanya pun berubah. Suamiku mulai muak padaku. Putriku memperlakukanku bagaikan seorang pembantu. Hatiku hancur tak bersisa. Aku menandatangani surat cerai, melepaskan semua hak dan meninggalkan segalanya untuk pergi sejauh mungkin. Namun, kenapa sekarang mereka malah menyesal?
Ver maisอ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย ตอนที่ 1
อาณาจักรดันซือ ราชวงศ์หลี่[1] ปี 1546
เสียงกระดิ่งดังเป็นสัญญาณ ให้เหล่าชาวบ้านต้องหลีกทาง ไม่งั้นก็อาจจะโชคร้าย เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบ และวิ่งเข้าบ้านทันที ชายสวมชุดนักพรตสีเหลืองเป็นเดินมาพร้อมกับลูกศิษย์อีกสามคน นั่นเครื่องหมายว่าเขาคือ นักพรตวิชาเหมาซาน[2] และยังมีกลุ่มคนเดินตามเขามา ไม่สิจะเรียกว่าเดินคงจะไม่ได้ ทุกร่างกำลังกระโดดตามเขา มีทั้งชายและหญิง ผิวมีสีขาวอมเขียว และส่งกลิ่นเหม็นชวนอาเจียนออกมาตลอดทาง ที่หน้าของทุกร่างจะมีกระดาษยันต์เขียนด้วยหมึกสีแดงแปะไว้ที่หน้าผาก แม้ร่างนี้จะเคลื่อนที่ด้วยการกระโดด แต่ก็ไม่ได้มีความคิด ไร้ความรู้สึก เพราะพวกเขาตายไปแล้ว ! นี่คือวิชา ปลุกศพหรือที่เรียกว่า เจียงสือ[3] เป็นการเคลื่อนย้ายศพให้กลับไปบ้านโดยจะมีนักพรตคอยสะกดวิญญาณไม่ให้อาละวาด แต่ว่านักพรตคนนี้ปลุกศพขึ้นมาไม่ได้คิดจะส่งกลับบ้านตรงกันข้าม เขาหากินกับเหล่าศพกระโดดเหล่านี้ โดยทุกครั้งที่เดินไปไหน ลูกศิษย์ก็จะร้องบอกว่า
“มียันต์กันสิ่งช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้ายขาย”
เจอศพกระโดดตัวเป็น ๆ ขนาดนี้ ใครจะไม่ซื้อล่ะ เพราะเท่ากับว่าเห็นสิ่งอัปมงคลที่สุดในชีวิตไปแล้ว เป็นการหารายได้ที่พวกนักพรตเหมาซานนิยมทำกันมาก บางครั้งศพกระโดดเหล่านี้ก็มีการแอบขุดศพขึ้นมา
“อาจารย์ครับ ผมว่าที่นี่ได้เงินไม่เท่าไหร่เลยนะครับ หาศพที่น่ากลัวกว่านี้ก็ดีนะครับ”
“คิดว่ามันง่ายนักหรือไงวะหา จะขุดแต่ละทีต้องคอยระวังพวกมือปราบอีก เดี๋ยวนี้ไปไหนไม่มีผีที่ไหนอาละวาดเลยวุย” อาจารย์บ่น
“นี่ถ้าเราหาโอสถทิพย์ตามคำทำนายเจอก็คงจะดีนะครับ เราจะได้รวยกันสักที” ลูกศิษย์พูด
“คำทำนายนั่นมันตั้งแต่ราชวงศ์ก่อนแล้ว เป็นร้อยปียังไม่เจอ จนคนคิดว่าไม่จริงแล้ว” อาจารย์พูดอย่างหัวเสีย
ยังไม่ทันไรมีร่างหนี่งเดินโซเซเหมือนคนเมากำลังมาทางทั้งสองคน ร่างนั้นเป็นชายร่างสูง ใหญ่ผมยาวสีดำ ที่ผมด้านหน้าทักเป็นเปียเล็ก ๆ สองข้าง เขามีผิวขาวซีด ดวงตาสีแดง เขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่แปลกตากว่าคนอื่นแต่มันก็ดูมีราคามีมาก
“ต่างชาติเหรอ ! ท่าทางจะเมา เอางี้มั้ยครับอาจารย์ เราปล้นมันเลยมั้ยครับ ยังไงพวกคนต่างชาติต่อให้โดนฆ่าตายก็ไม่มีใครสนใจหรอกครับ” จริงอยู่ว่าอาณาจักรดันสือ ต้อนรับคนต่างชาติแล้ว แต่เวลามีปัญหา หรือถูกฆ่าตายก็มักไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
“ดูเหมือนมันไม่ได้มีของมีค่าอะไรมากมายหรอก แต่ว่า ก็เอาสิ ถ้ามันตายข้าจะจับมันทำเจียงสือซะเลย รับร้องคนกลัวมันแน่ตัวใหญ่ขนาดนี้ คงขายยันต์ได้หลายตังค์แล้วล่ะ”
“แต่ศิษย์พี่ตัวมันยังกะยักษ์เลยครับพวกเราจะเอาอยู่เหรอ”หนึ่งในลูกศิษย์พูด
“กลัวอะไรวะ มันยืนยังแทบจะไม่ได้เลย พวกเราตั้งสี่คน อีกอย่าง ถ้ามันเก่งเจอเจียงสือข้าเข้าไป รับรอง ตายแน่” นักพรตพูด พวกเขามาใกล้ อีกฝ่ายพูดภาษาที่พวกเขาฟังไม่เข้าใจ
“I'm hungry.(ข้าหิว!)”
นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาจะได้ยิน และเหล่าชาวบ้านในคืนนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด กันแทบทั้งคืน
ณ ตำหนักของอ๋องหลี่หวู่หมิง อ๋อง หลี่หวู่หมิงชายวัยสี่สิบต้น ๆ รูปร่างสูงโปร่ง ไว้หนวด กำลังนั่งวาดภาพอยู่เพียงลำพัง เขาคือ พระเจ้าอาของฮ่องเต้ องค์ปัจจุบันหลี่หลงซิน จึงจัดว่าเป็นคนมีอำนาจมากในอาณาจักรดันซือ เพราะมีกองทัพส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดและเก่งที่สุดในดินแดน
อ๋องท่านนี้เป็นที่นับหน้าถือตาและเป็นที่รักของประชาชนว่ากันว่า อ๋องหลี่หวู่หมิงเป็นรักของประชาชนมากกว่าหลี่หลงซิน ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเสียอีก เพราะนอกจากจะมีทัพเรือแล้ว ยังมีหน่วยมือปราบ ที่สามารถทวงความเป็นธรรมให้กับคนที่ได้รับความอยุติธรรม และยังคอยจับโจรผู้ร้ายอีกด้วย โดยท่านอ๋องได้รับอำนาจนี้จากฮ่องเต้พระองก์ก่อน สี่มือปราบของพระองค์ จะถูกเรียกว่า สี่มือปราบเฟิงเถียวอวี่ซุ่น[4] ที่มาของชื่อนี้มาจากการเอาแซ่ของเหล่ามือปราบมาอ่านรวมกัน ซึ่งประกอบด้วย
เฟิงต้ายงเจ้าของเพลงกระบี่พายุ เป็นชายวัยสามสิบห้าปี รูปร่างสูงใหญ่ หน้าเข้ม เชี่ยวชาญเพลงกระบี่ และยังมีวิชาเกราะฟ้า ทำให้ร่างกายคงกระพันไม่มีอาวุธใดสามารถระคายผิวได้ แต่เขาสอบจองหงวนบู๊ตก เนื่องปีนั้นมียอดฝีมือมากกว่าทุกปี ทว่าอ๋องหลี่หวู่หมิงเห็นความสามารถจึงนำมาชุบเลี้ยงเอาไว้ เขาเป็นคนจริงจังและเคร่งครัดต่อหน้าที่สุดแล้ว จึงได้เป็นหัวหน้าของกลุ่มนี้
เถียวเสี่ยวฟู เจ้าวิชาพิณเทพพันลี้ เถียวเสี่ยวฟู เป็นชายวัยยี่สิบห้า ใบหน้างดงามดั่งรูปเกาะสลักจากหยกชั้นดี เขามีรูปร่างเล็กดูบอบบาง ดูแล้วเหมือนพวกชายหนุ่มเจ้าสำราญ ซึ่งตรงตามนั้นเขาเป็นพวกคุณชายเจ้าสำราญ สืบเชื้อสายตระกูลใหญ่ แต่เห็นเอวบางร่างน้อยแบบนี้ ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยพลังวัตร[5]อัดแน่น ทำให้เขาใช้เสียงพิณเป็นอาวุธได้ เสียงพิณของเขาว่ากันสามารถทำลายได้แม้แต่กำแพงหนา ๆ แถมยังมีวิชาที่ชื่อว่า วิชาชิงพลังวัตร คือสามารถดูพลังวัตรของคนอื่นได้ด้วย แม้จะมาจากตระกูลใหญ่แต่ด้วยความที่เป็นลูกของเมียรองเลยทำให้ ไม่ได้รับความสำคัญ เขาจึงใช้เวลาไปกับดนตรีและสุรานารี เสียส่วนมาก สุดท้ายได้เจอกับอ๋อง หลี่หวู่หมิงและได้พูดคุยถูกคอกัน เขากลายเป็นมือปราบของท่านอ๋อง ซึ่งเขาจะเก่งเรื่องการเข้าหาผู้คนเพื่อสืบความลับโดยเฉพาะกับผู้หญิง
อวี่จิ้งเซียง เจ้าของวิชาร่มพิฆาต เป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม วัยยี่สิบปี นางมีหน้าตาสวยงาม แฝงด้วยความขี้เล่นและซุกซน นางเป็นบุตรสาวของนายอำเภอคนหนึ่ง นางหวังว่าจะเป็นขุนนางให้ได้ แต่เพราะเป็นสตรีเพศทำให้สอบเป็นขุนนางไม่ได้ แต่ก็พยายามจนอ่านออกเขียนได้ นางแอบไปดูพวกผู้ชายฝึกยุทธและชอบแอบไปอ่านตำราเพลงยุทธ ที่พ่อของนางเก็บเอาไว้ นางเอาร่มมาฝึกแทนอาวุธ โดยจำจากที่แอบดูมาและดัดแปลงจนกระทั่งนางสามารถคิดวิชาเพลงยุทธได้ด้วยตัวเอง โดยใช้ร่มเป็นอาวุธ จึงตั้งชื่อว่าวิชา ร่มพิฆาต และกำลังจะปลอมตัวไปสอบจอหงวน แต่กรรมการคุมสอบวันนั้นดันเป็นท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงซึ่งเขาจับนางได้ว่าเป็นสตรีปลอมตัวมา แต่เมื่อท่านอ๋องได้ทดสอบความรู้ของนาง ท่านอ๋องถึงกับประหลาดใจ เพราะนางมีความสามารถในระดับดีทีเดียว และเกิดความเอ็นดูขึ้นมา จึงให้นางมาเป็นมือปราบ ซึ่งนางก็เหมือนกับเป็นมันสมองของกลุ่มเพราะนางมีความฉลาด มากที่สุด
ซุ่นมู่ซาน เจ้าของวิชาหมัดอสรพิษ ชายวัยสามสิบปี รูปร่างผอมบางจนเหมือนคนป่วย แต่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้วิชาแพทย์ การใช้พิษ และวิชาหมัดอสรพิษ เดิมทีเขาเป็นสมาชิกในกลุ่มโจรเกือบโดนประหารไปแล้ว แต่ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงได้รับรู้ว่า เขาคอยพยายามรักษาคนป่วยคุกอยู่ตลอดเวลา ทำให้ท่านอ๋องรู้ว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนเลวร้าย จึงได้ขอตัวเอามามือปราบ ซึ่งเขาเหมือนจะเป็นหมอประจำกลุ่มและยังคอยรักษาคนป่วยอยู่เสมอ ๆ
หลังจากที่ทั้งสี่มาอยู่ในสังกัดของท่านอ๋องก็สร้างชื่อในการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับชาวบ้าน โดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม
ทั้งสี่เดินเข้ามา ทุกคนอยู่ในชุดยาวสีแดงที่ปลายแขนเสื้อปักด้วยด้ายสีฟ้าเป็นรูปท้องทะเล และชายเสื้อก็ปักเป็นรูปเดียวกัน และใส่สายคาดเอวสีดำ สวมหมวกสีดำติดด้วยพู่สีแดง และทำความเคารพท่านอ๋องพร้อมกัน
“ขอพระองค์ อายุยืน เก้าพัน เก้าพัน ปี ขออภัยที่พวกข้ามาช้า”
“ลุกขึ้นทำตัวตามสบายเถอะ แล้วก็ข้าบอกหลายทีแล้วไม่ต้องมากพิธีหรอก นี่มันในบ้านข้า” ท่านอ๋องพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองแต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจ ทั้งสี่ลุกขึ้นแทบทัน
“ท่านอ๋องเรียกพวกเรามาวันนี้ด้วยกิจอันใดหรือพะยะค่ะ” เฟิงต้ายงถามทันที
“รู้เรื่องโอสถทิพย์ หรือยังล่ะ” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงตรัส ทั้งสี่มองหน้ากัน ซุ่นมู่ซานเลยพูดขึ้นมา
“โอสถทิพย์ คือ ยาวิเศษ ในคำทำนายของโหรหลวง[6]ของราชวงศ์ก่อนนี่ มันเป็นเหมือนเรื่องเล่า ข้าเรียนรู้ตำรแพทย์มา ก็เคยอ่านเจอเท่านั้นไม่เคยเห็นของจริงเลยนะพะยะค่ะ จนหลายคนคิดไม่มีแล้วล่ะพะยะค่ะ อาจารย์ข้าเองก็พยายามปรุงยาที่ว่ามาหลายปีแล้วล่ะพะยะค่ะ แต่ก็ขว้าน้ำเหลวตลอด จนบางคนคิดว่าโหรหลวงคนนั้นเป็นพวกต้มตุ๋มไปแล้ว”
ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพยักหน้าก่อนจะพูดว่า
“ตอนนี้ของจริงปรากฎขึ้นมาแล้วล่ะ”
“ทรงพูดอะไรนะเพค่ะ” อวี่จิ้งเซียงรีบถามทันที
“เป็นเรื่องจริงสายข่าวของข้า แจ้งแแล้วว่าเรื่องนี้มีมูลความจริง”
“จริงเหรอพะยะค่ะ” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น คนอื่น ๆ เองก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย ท่านอ๋องพยักหน้า
“สายข่าวบอกว่า มีนักพรตเหมาซานคนหนึ่ง ได้ทำการปลุกเจียงซือ เพื่อส่งร่างคนตายกลับบ้าน แล้วนักพรตไปพบโอสถทิพย์เข้าและ เผลอเอาโอสถทิพย์ให้เจียงซือตนหนึ่งกิน เจียงซือตนนั้น คืนชีพ กลับมาสติอีกครั้งหนึ่ง และทำร้ายนักพรตคนนั้นตาย เจ้าเจียงซือตนนั้นก็หนีไปพร้อมกับโอสถทิพย์” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพูดขึ้นมา
“พระองค์แน่พระทัยแล้วหรือเพค่ะ ว่าข่าวนี้เชื่อถือได้ พวกเหมาซานส่วนมากก็เป็นพวกต้มตุ๋นทั้งนั้นเลยนี่” อวี่จิ้งเซียงแย้งขึ้น
“จิ้งเซียงตั้งแต่เจ้า เข้าศาสนาใหม่เนี่ย ก็มองพวกความเชื่อเก่า ๆ กลายเป็นผู้ร้ายตลอดเลยนะ” เถียวเสี่ยวฟูพูดพลางหัวเราะ
[1] ไม่ต้องเปิดตำราไหนดูหรอกนะครับ ราชวงค์นี้สมมุติขึ้นมาครับ ดินแดนก็เหมือนกัน คำว่า ดันซือ แปลว่าโลกครับ ถ้าเทียบเวลาก็น่าจะช่วงกลางหมิงครับ แต่ธีมของจีนเป็นหมิง แต่มีการผสม ของประเทศอื่นมาด้วย
[2] วิชาเหมาซาน วิชาเหมาซาน เป็นศาสตร์หนึ่งของลัทธิเต๋า ที่เกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์, ค่ายกล, คณิตศาสตร์ และ กลศึก ซึ่งอาจเรียกได้ว่า วิทยาศาสตร์แบบจีน ซึ่งที่มาของคำว่า เหมาซานนั้น เป็นชื่อของภูเขาแหน่งหนึ่งในหนานจิง ซึ่งเป็นที่ตั้งของของสำนักเหมาซานนั่นเอง
[3] 1.เจียงสือคือ ผีดิบ ตามความเชื่อจีน โดยมีนักประพันธ์ชาวจีนในราชวงศ์ชิง ปีค.ส.1724-1805 หรือ พ.ศ.2267-2348 นามว่า จี้เสี่ยวหลาน ได้บันทึกเอาไว้ โดยได้ระบุสาเหตุในการฟิ้นคืนชีพไว้ดังนี้ 1.ถูกปลุกชีพโดยพวกหมอผี
2.ศพถูกสิงโดยวิญญาณชั่วร้าย
3ศพได้รับการดูดซับพลังหยินหยางจนสามารถคืนชีพได้
4.หยวนเหม่ย นักปราชในยุคเดียวกันได้ตั้งทฤษีจิตเลวจิตดีจิตเลวเอาไว้ว่า มนุษย์มีทั้งจิตดีและจิตชั่วอยู่ในร่างเมื่อตนเราตายลงจิตทั้งสองจะออกจากร่าง แต่ถ้าจิตชั่วอยู่ในร่าง จะทำให้กลายเป็นผีดิบ
5.ศพไม่ได้ถูกฝั่งอย่างถูกต้องในช่วงเวลาที่กำหนด ถ้ามีแมวดำมากระโดดใส่ หรือถูกผ้าฝ่าใส่ศพจะกลายเป็นเจียงสือ
6.ตายอย่างผิดธรรมชาติ เช่นถูกฆ่าตาย ศพจะอาฆาตและกลายเป็นเจียงสือ
7.ติดเชื้อเพราะโดนเจียงสือกัน
แต่ว่าจริง ๆ มาจาก พิธีส่งศพพันลี้ การขนศพในท่ายืน จะเคลื่อนย้ายโดยการสอดลำไม้ไผ่ไว้ใต้รักแร้ พร้อมผูกแขนทั้งสองข้างของศพไว้กับไม้ไผ่ ใช้คนหามปลายลำไม้ด้านหน้าและหลังอย่างละ 1 คน ซึ่งบ้างครั้งอาจขนศพมากถึง 2-3 ศพในครั้งเดียว แล้วนักพรตก็จะมีกระดิ่งไว้สั่น เพื่อให้คนที่ได้ยินรู้ว่ากำลังมีพิธีนี้อยู่แถว ๆ นั้น เพราะพิธีนี้ถือเป็นลางร้ายสำหรับผู้พบเห็ทำให้เมื่อคนทั่วไปเห็นวิธีการขนศพดังกล่าวก็จะเข้าใจผิด เกิดความเชื่อเรื่องเจียงซือเดินทางด้วยการกระโดด สาเหตุที่ไม่ใช้โลงเพราะเพราะค่าใช้จ่ายสูงและขนย้ายลำบาก
[4] เฟิงเถียวอวี่ซุ่น (风调雨顺 - Fēng tiáo yǔ shùn) เป็นสำนวนจีนมงคลที่แปลว่า 'ลมพัดดี ฝนตกต้องตามฤดูกาล' สื่อถึงความราบรื่น สะดวกสบาย สภาพอากาศดีเยี่ยม และความสำเร็จสมปรารถนาในทุกสิ่ง มักใช้เป็นคำอวยพรให้กิจการก้าวหน้า การเดินทางปลอดภัย และชีวิตมีความสุขสงบ รุ่งเรือง.
[5] พลังวัตร คือ พลังงานชีวิตที่ไหลเวียนในร่างกายมนุษย์ ซึ่งสามารถฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นได้ผ่านการทำสมาธิ การกำหนดลมหายใจ และการเคลื่อนไหวร่างกาย.
[6] โหรหลวงจีน คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์จีน หรือที่เรียกกันว่า เซาโลแส (先生) ทำหน้าที่ทำนายดวงชะตา ผูกดวงจีนโดยใช้หลัก ธาตุทั้ง 5 (五行) (น้ำ, ไม้, ไฟ, ดิน, ทอง) และ หลักปีนักษัตร (สิบสองราศี), ศาสตร์การคำนวณเวลาเกิด, และ หลักฮวงจุ้ย เพื่อพยากรณ์อนาคต, การดำเนินชีวิต, การงาน, ความรัก, สุขภาพ และช่วยปรับปรุงฮวงจุ้ยให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นศาสตร์โบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในจีน.
Sejak hari itu, Ricardo tidak pernah lagi datang mengganggu. Dia memilih untuk diam dan menemani dari kejauhan. Dia tahu, membuat Eva mau menerimanya kembali bukanlah hal yang mudah. Yang bisa dia lakukan hanyalah bersabar dan menunggu perlahan.Eva pun mulai terbiasa dengan kenyataan bahwa Ricardo dan Ivany tinggal tepat di seberang rumahnya. Ivany tetap seperti biasa, sesekali datang bermain ke rumah, bahkan terkadang makan malam bersama mereka.Hubungannya dengan Kengo juga berjalan baik dan tidak pernah ada konflik yang berarti.Bahkan, Ivany kini jauh lebih dewasa dibanding dulu. Dia tahu cara menjaga dan mengalah pada Kengo dan itu sudah merupakan hal yang sangat berharga.Namun, kasih sayang Eva padanya tetap terbatas. Dia tidak lagi rela memberi segalanya tanpa syarat seperti dulu.Bagi Eva yang sekarang, Kengo adalah anak kandungnya, satu-satunya yang benar-benar dia anggap sebagai miliknya. Sedangkan Ivany ... tetaplah anak yang dulu pernah mengutuk dirinya mati dan mengataka
Sekarang, Ricardo menjadi sangat berhati-hati. Dia takut Eva masih enggan menemuinya, bahkan tidak berani menaruh harapan terlalu besar. Karena dia tahu, semakin besar harapan, semakin besar pula kekecewaan.Itu adalah pelajaran yang baru benar-benar dia pahami setelah Eva meninggalkannya. Semua siksaan dan hukuman yang dulu ditimpakannya pada Eva, kini seakan berbalik menyiksa dirinya sendiri.Sejak kepergian Eva, Ricardo semakin menyadari apa yang sebenarnya dia inginkan dan apa yang benar-benar dia cintai.Keputusannya datang ke kota kecil di utara ini dan sengaja tinggal di dekat Eva, sudah cukup membuktikan bahwa dia tidak pernah benar-benar menyerah.Namun dia juga sadar, luka yang dia torehkan di hati Eva terlalu dalam. Mengharapkan maaf darinya itu nyaris mustahil. Dia bahkan sudah berkali-kali berniat meminta maaf. Tak peduli Eva akan menghukumnya dengan cara apa pun, selama dia bisa mendapatkan pengampunan, Ricardo rela melakukan apa saja.Sayangnya, Eva tidak pernah memberin
Sejak Eva berhasil mengadopsi Kengo secara resmi, hidupnya terasa jauh lebih bahagia dan lengkap. Suasana hatinya pun jauh lebih baik dibandingkan sebelumnya. Namun anehnya, selama beberapa waktu ini, keberadaan Herbert seolah lenyap tanpa jejak.Sudah setengah bulan berlalu, memangnya rapat yang dia ikuti belum selesai juga?Kengo sering menanyakannya, membuat Eva bingung harus memberi jawaban seperti apa.Sore itu, mereka duduk berdampingan di tepi tempat tidur sambil memandangi salju yang turun di luar jendela. Pikiran mereka melayang jauh, sama-sama memikirkan sosok yang sama.Sebenarnya, Eva sempat ingin menghubungi Herbert lebih dulu, entah lewat telepon atau pesan singkat. Namun, dia tidak menemukan alasan yang tepat.Meskipun Herbert adalah bosnya, interaksi langsung mereka di tempat kerja tidak terlalu banyak.Lagi pula, urusan Kengo juga hanya karena Herbert bersedia membantu. Dia sudah banyak berkorban, Eva pun merasa tidak enak hati jika harus merepotkannya lagi untuk hal l
Herbert tiba-tiba mulai sering mengajak Eva makan bersama. Eva cukup terkejut, tetapi dalam hatinya tetap merasa sedikit bahagia.Sejak pertemuan terakhir mereka yang berakhir tanpa kejelasan, mereka memang tidak lagi berkomunikasi. Eva bisa memahaminya, bahkan menganggapnya sebagai hal yang sangat wajar.Tidak semua orang bisa menerima keadaannya. Dia pernah menikah, wajahnya masih memiliki bekas luka, dan dia mengasuh seorang anak yang bukan darah dagingnya sendiri. Kalau ada yang merasa ragu atau menolak, itu hal yang lumrah.Setelah makan malam selesai, Kengo menggandeng tangan Eva dan Herbert dengan kedua tangannya. Anak itu terlihat sangat senang.Eva tersenyum, sudut bibirnya terangkat penuh kelembutan. Dia sendiri tidak tahu, sampai kapan momen seperti ini akan terus ada dalam hidupnya. Namun baginya, walaupun hanya sesaat, itu sudah cukup berharga.Apa pun yang terjadi, dia tidak mungkin meninggalkan Kengo. Anak itu bukan hanya sandarannya, tapi juga satu-satunya alasan mengap
Eva tahu benar, setiap kata yang diucapkan Fiona itu dimaksudkan untuk memancing emosinya. Akan tetapi, wajahnya tetap tenang dan tidak menunjukkan reaksi apa pun."Aku sudah memutuskan untuk melepaskan semuanya. Aku nggak akan rebut apa pun darimu," ucap Eva dengan datar.Fiona tertawa sinis. "Suda
Saat melihat mereka pulang, tidak ada gelombang emosi apa pun di hati Eva.Tak ada lagi rasa benci seperti dulu. Lagi pula, hanya tinggal dua hari tersisa. Setelah itu, kemungkinan besar mereka tidak akan pernah bertemu lagi. Maka, biarlah semuanya berakhir dengan tenang dan damai.Sikap Eva yang se
Setelah acara makan malam berakhir, Ricardo menolak halus ajakan Fiona untuk mampir ke rumahnya dan minum teh. Dalam hati, dia merasa bersalah. Awalnya, dia berniat pulang untuk menghibur Eva agar luluh.Namun tak disangka, Eva sama sekali mengabaikannya. Seketika, kemarahan meledak dalam dirinya."
Ricardo duduk bersama Fiona dan Ivany, dikelilingi beberapa orang lain yang tidak dikenali oleh Eva.Hari ini adalah ulang tahun Fiona. Di kepalanya terpasang topi ulang tahun dan dia duduk manja bersandar di sisi Ricardo.Orang-orang di meja itu bercanda dengan riang. "Pak Ricardo dan Fiona benar-b


















Selamat datang di dunia fiksi kami - Goodnovel. Jika Anda menyukai novel ini untuk menjelajahi dunia, menjadi penulis novel asli online untuk menambah penghasilan, bergabung dengan kami. Anda dapat membaca atau membuat berbagai jenis buku, seperti novel roman, bacaan epik, novel manusia serigala, novel fantasi, novel sejarah dan sebagainya yang berkualitas tinggi. Jika Anda seorang penulis, maka akan memperoleh banyak inspirasi untuk membuat karya yang lebih baik. Terlebih lagi, karya Anda menjadi lebih menarik dan disukai pembaca.
avaliações