Masuk
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยอันแหลมเล็กบาดลึกเข้ามาในโสตประสาท เกลได้แต่ก้มหน้าซ่อนใบหน้าเปื้อนน้ำตาไว้ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ร่างท้วมของเธอนั่งกองอยู่กับพื้นดินชื้นแฉะ เส้นผมเปียกที่ถักเปียไว้ถูกดึงกระชากจนหนังศีรษะตึงไปหมด
“ยัยอ้วน ยัยหมูพะโล้! ใครอยากเล่นกับเธอ!”
เสียงนั้นเป็นของคิรินเด็กชายหัวโจกของกลุ่ม เขาวิ่งวนเป็นวงกลมรอบตัวเธอพร้อมเพื่อนๆ อีกสามคน แต่ละคนโยนคำพูดร้ายกาจใส่ไม่หยุดหย่อน ความอับอายและเจ็บปวดจากการถูกแกล้งทำให้ไหล่ของเกลสั่นเทา เธอรู้ดีว่าเธออ้วนและเธอรู้ดีว่าน้ำหนักตัวของเธอมันเป็นเรื่องง่ายแค่ไหนที่คนอื่นจะใช้แกล้งเธอ
“หยุดนะ คิริน!”
เสียงแหลมเล็กอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น ทว่าเต็มไปความโกรธเกรี้ยวร่างบอบบางของกรีน พี่สาวของเกลพุ่งเข้ามาขวางราวกับกำแพง กรีนไม่ได้ท้วมเหมือนน้องสาว ใบหน้าจิ้มลิ้มและดวงตาคมกริบของเธอกวาดมองเด็กผู้ชายกลุ่มนั้นอย่างไม่เกรงกลัว ในมือเรียวเล็กถือ ไม้เรียวที่เธอพกติดกระเป๋านักเรียนไว้อย่างพร้อมสรรพ
คิรินชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นความตกใจทันที เขาเคยลิ้มรสความเจ็บปวดจากไม้เรียวของกรีนมาแล้ว
“อ้ากกกก! ยัยปีศาจมาแล้ว! หนีเร็ว!”
กลุ่มเด็กชายรีบแยกย้ายกันวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับมาเยือนอย่างรวดเร็ว กรีนลดไม้เรียวลง หันกลับมามองน้องสาวด้วยแววตาอ่อนโยน
“เกล ลุกขึ้นมาเร็ว เจ็บตรงไหนไหม” เกลเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำสบเข้ากับดวงตาที่ห่วงใยของพี่สาว
ไม่มีคำถาม ไม่มีการตำหนิ มีเพียงกรีนยื่นมือมา ดึงร่างท้วมของน้องสาวให้ลุกขึ้นยืนช้าๆ พวกเธอทั้งสองคนเดินจับมือกันกลับบ้าน
ระหว่างทางเดินกลับบ้านความเงียบสงบกลับมาเยือนอย่างรวดเร็ว กรีน ไม่ได้รอช้า เธอดึงร่างท้วมของน้องสาวให้ลุกขึ้นยืนแล้วเดินนำหน้าไปทันที เกล ก้าวตามหลังพี่สาวไปอย่างเงียบๆ น้ำตาที่ยังไหลอาบแก้มสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็น มืออ้วน ของเธอกำมือเรียวเล็กของพี่สาวไว้แน่นราวกับกลัวว่าผู้พิทักษ์เพียงคนเดียวของเธอจะหายไป อีกข้างหนึ่งก็ยกขึ้นปาดน้ำตาที่ยังคงไหลไม่หยุดหย่อน
กรีนหยุดเดินเธอหันกลับมาเล็กน้อย ดวงตาคู่คมจ้องมองน้องสาวอย่างอ่อนโยน เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อนักเรียน หยิบ ลูกอมเม็ดสีแดงสด ออกมาแล้วยื่นให้เกล
“หยุดร้องได้แล้วเกล” น้ำเสียงของกรีนลดความแข็งกร้าวลง “ถ้าโดนแกล้งอีก มาบอกพี่ พี่จะตีพวกนั้นกลับให้เอง พี่สัญญา”
เกลรับลูกอมไว้ในมือ น้ำเสียงเล็กๆ ของเธอเต็มไปด้วยการสะอื้น “สัญญานะ พี่กรีน”
“สัญญา” กรีนตอบหนักแน่น แล้วพวกเธอก็เดินจับมือกันต่อไป ลูกอมเม็ดนั้นถูกแกะเปลือกออกอย่างรวดเร็ว ความหวานที่สัมผัสได้ช่วยปลอบประโลมความเจ็บปวดที่เพิ่งได้รับมา
เมื่อก้าวเข้าสู่ประตูบ้าน กลิ่นอาหารหอมกรุ่นที่ลอยมาปะทะจมูกก็แทรกซึมเข้ามาแทนที่ความรู้สึกเศร้าหมองทั้งหมด เกล แทบจะลืมไปแล้วว่าเมื่อครู่เธอเพิ่งโดนแกล้งจนร้องไห้ โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยอาหารน่ารับประทานมากมาย ทั้งปีกไก่ทอดสีทอง ปลาทอดตัวอวบ และผัดผักชามใหญ่
เธอนั่งลงที่เก้าอี้ของตัวเอง แล้วเริ่มกินข้าวอย่างมีความสุขความเครียด ความอับอาย หรือแม้แต่คำพูดร้ายกาจของคิริน หายไปทั้งหมดในทันทีที่เธอได้จดจ่ออยู่กับอาหารตรงหน้า
ตาของเกลเป็นประกายขณะที่เธอมองไปยัง ปีกไก่ทอด ชิ้นใหญ่ที่สุด เธอเอื้อมมือออกไปหวังจะคว้ามันเข้ามาในจาน
“เกล! พอแล้ว! อ้วนเป็นหมูจะทำยังไงลูก”
เสียงอันเฉียบขาดของ อรุณี ผู้เป็นมารดาดังก้องไปทั่วโต๊ะอาหาร มือของเกลที่กำลังจะสัมผัสปีกไก่ต้อง หดกลับ เข้ามาทันทีอย่างอัตโนมัติ ใบหน้าของอรุณีเคร่งเครียด ดวงตาเต็มไปด้วยการตำหนิ เธอจับจ้องที่ลูกสาวคนเล็กราวกับกำลังจ้องมองความล้มเหลวที่แก้ไขไม่ได้
เกลก้มหน้าลงทันที ความสุขทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาของคำพูดผู้เป็นแม่ ปีกไก่ทอดชิ้นนั้นดูห่างไกลและน่าเศร้ากว่าเดิมหลายเท่า
ทันใดนั้น เกลก็รู้สึกถึงแรงสะกิดเบาๆ ที่เอว เธอไม่ทันได้มอง ร่างกายก็ถูกดึงให้ชิดกับกำแพง เมื่อก้มลงมอง มือเรียวเล็ก ของพี่สาวกำลังทำสิ่งที่คุ้นเคย ช็อกโกแลตแท่งเล็กๆ ถูกยื่นมาใส่มือเธออย่างรวดเร็วและลับๆ ล่อๆ เกลเงยหน้าขึ้น มองพี่สาวที่ทำทีเป็นมองวิวข้างทาง สีหน้าของกรีนเรียบเฉย แต่แววตาของเธอเตือนให้น้องสาวรีบซ่อนมันไว้
เด็กหญิงร่างท้วมแอบยิ้มดีใจในความมืดสลัวที่พี่สาวสร้างขึ้น ถึงแม้ แม่ จะใจร้ายกับเธอ คอยจับจ้องและตำหนิเรื่องอาหารการกินตลอดเวลา แต่เธอก็ยังมี พี่สาว ของเธอนี่แหละ ที่เป็นเหมือนผู้กอบกู้ เป็นความลับที่อบอุ่น เป็นคนเดียวที่คอยแอบยื่นความหวานชิ้นเล็กๆ เหล่านี้มาให้เธอได้กินอย่างมีความสุข
ช็อกโกแลตแท่งนั้นถูกกำไว้แน่น มันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความรักที่ซ่อนเร้น และเป็นความสุขเดียวที่เธอได้เป็นเจ้าของ
หลายปีผ่านไป
แสงจากวงแหวนไฟ LED ดับลงแล้ว แต่บรรยากาศภายในห้องคอนโดก็ยังเต็มไปด้วยประกายระยิบระยับของคริสตัลที่ตกแต่งตามข้าวของเครื่องใช้หรูหรา
“โอเคค่ะ วันนี้เม้าท์มอยกันสนุกมากเลยน้าทุกคน เอาไว้เจอกันใหม่สัปดาห์หน้าเวลานี้นะคะ บ๊ายบายค่ะ! รักนะคะ จุ๊บๆ”
เกลกดปุ่ม ‘End Stream’ อย่างรวดเร็ว หน้าต่างแชตที่เต็มไปด้วยข้อความและอิโมจินับพันข้อความก็หายไปทันที เหลือไว้เพียงภาพใบหน้าของเพื่อนอีกสามคนที่กำลังนั่งรอเธอบนโซฟาหนังอย่างอดทน
“คุณเกล เกวลิน จะเลิกไลฟ์ได้ยังยะ! แม่ดาราท่านหนึ่ง!” พิชชี่ เอ่ยแซะทันทีที่เกลหันกลับมา เขากอดอกอย่างไม่สบอารมณ์ ร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟเน้นให้ชุดนักศึกษาของเขาดูโดดเด่นเกินกว่าเหตุ
“แหมๆ อย่าแซะเพื่อนสิคะพิชชี่” ข้าวฟ่าง ปรามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนตามแบบฉบับ “เราเพิ่งได้ยอดจองบิกินี่ ‘สายสิญจน์’ คอลเลกชันใหม่จากไลฟ์ไปตั้งหลายร้อยชุดนะ แกไม่ดีใจกับเพื่อนเหรอ”
เกลปิดโน้ตบุ๊กเก็บเข้ากระเป๋าอย่างไม่รีบร้อน เธอหันกลับไปหาเพื่อนๆ พร้อมรอยยิ้มที่ไม่ได้หวานเหมือนตอนอยู่หน้ากล้องแล้ว
“โถ่ พัชร แค่ไลฟ์ขายของเอง พัชรก็รู้ว่าเกลต้องหาเงินจ่ายค่าเทอม” เกลตอบอย่างใจเย็น
“หาเงิน? อี๋! พูดอย่างกับไม่มีเงินจากที่บ้าน อีเกล! แกน่ะมัน หลอกลวง ย่ะ! เป็นถึงเจ้าของแบรนด์ชุดว่ายน้ำพันเชือกที่บ้าที่สุดในประเทศ เอาลูกปัดมาผูกบิกินี่ขายตัวละเกือบหมื่น แต่มานั่งไลฟ์ทำเป็นคนธรรมดาหาเงินค่าเทอม แม่ดาราท่านหนึ่ง เขาทำกัน! แล้วอีกอย่างนะ แกหยาบคายมากนะ พิชชี่ย่ะ ไม่ใช่พัชร”
พิชชี่ด่ากลับมาทันควัน แววตาของเขามีความหมั่นไส้ในความสามารถในการทำเงินของเพื่อน
เกลยักไหล่ เธอเดินตรงไปยังโซฟาแล้วล้มตัวลงนั่งข้าง เมษา ซึ่งเป็นผู้ห้ามทัพของกลุ่ม
“พิชชี่ก็พูดเกินไป” เกลว่าพลางซบไหล่เมษาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู
“แบรนด์ ‘Siren Strings’ ของเกลมันคือ แฟชั่นเลยนะ มันคือศิลปะที่นำเอา เชือก มาถักทอประสานกับ ลูกปัด หลากสีสัน เพื่อตกแต่งบิกินี่ให้ไม่เหมือนใคร ใครๆ ก็อยากใส่ชุดที่ทำให้ตัวเองดูผอมเพรียวและโดดเด่นที่ทะเลทั้งนั้นแหละ”
เกลพูดพร้อมตรวจเช็คชุดไปด้วย แบรนด์นี้เธอเริ่มทำตั้งแต่เข้ามหาลัย เธอเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาแฟชั่นดีไซน์ หลังจากทำได้ไม่นาน เกลก็ชวนข้าวฟ่างเข้ามาทำแบรนด์ด้วยกัน ส่วน พิชชี่กับเมษาเป็นเพื่อนคณะเดียวกันแต่อยู่สาขาศิลปะการแสดง
เกลเดินตรงไปยังโซฟา เธอล้มตัวลงนั่งข้างเมษา ซึ่งกำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อย่างเงียบๆ เมษาคือผู้ห้ามทัพคนสำคัญของกลุ่มนี้เสมอ
“เมษาขาาาา ดูพิชชี่สิคะ! ดุเกลอีกแล้ววว” เกลหันไปอ้อนพลางซบไหล่เมษาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู
เมษาหัวเราะเบาๆ เธอยกมือขึ้นลูบผมเกลอย่างปลอบโยน ก่อนจะเงยหน้าสบตากับพิชชี่ที่ยังทำหน้าเหวี่ยงไม่เลิก
“พอเลยทั้งสองคน” เมษาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ข้าวฟ่างพยักหน้าเห็นด้วยอย่างร่าเริง กลิ่นของความวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ ก็จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนาของเพื่อนรักทั้งสี่คน
“จะทะเลาะกันทำไมเนี่ย” เมษาเอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างใจเย็น น้ำเสียงของเธอเป็นกลางและนุ่มนวลเสมอ เธอกล่าวพลางยื่นมือไปแตะแขนพิชชี่เบาๆ เพื่อให้เพื่อนลดโทนลง
ข้าวฟ่างพยักหน้าเห็นด้วยอย่างร่าเริง เธอใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนประเด็นทันที
“ถูกต้องค่ะ! พวกเรา ‘แรดเรียกพี่ กระทิงเรียกน้อง’ จะตีกันเองไม่ได้นะ” ข้าวฟ่างว่าพลางเดินไปหยิบแก้วน้ำมาเสิร์ฟให้เพื่อนๆ
“ชุดใหม่ของเกลสวยมากเลยนะเกล ข้าวมั่นใจเลยค่ะว่าเกลทุ่มเทกับรายละเอียดเชือกและลูกปัดมากแค่ไหน คอลเลกชั่นนี้ต้องปังแน่ๆ เห็นแล้วข้าวอยากใส่ไปเที่ยวเกาะทางใต้เองเลยค่ะ”
พิชชี่ทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างขัดใจ แต่ก็ยอมนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม ใบหน้ายังคงแสดงความไม่พอใจ แต่สายตาของเขากลับเหลือบมองแคตตาล็อกชุดว่ายน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะกาแฟ
“แน่นอนสิยะ ยัยเกล น่ะ… เป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่า การปิดบังอำพราง จุดบกพร่องของตัวเองด้วย เชือกและลูกปัด น่ะ มันได้ผลดีแค่ไหน” พิชชี่พูดเสียงเบาลง
รอยยิ้มบนใบหน้าของเกลชะงักไปเล็กน้อย แววตาของเธอวูบไหวด้วยความไม่พอใจ ในเสี้ยววินาทีนั้นเธอเห็นตัวเองในชุดนักเรียนเก่าๆ ร่างท้วมที่ถูกกลุ่มเด็กผู้ชายรุมล้อเลียนในอดีต ภาพความอับอายและปีกไก่ที่ถูกห้ามไม่ให้กินมันย้อนกลับมาอย่างรวดเร็ว
แต่แล้ว สติของเธอก็กลับมา เกล ไม่ใช่เด็กคนนั้นอีกต่อไปแล้ว เธอคือเจ้าของแบรนด์ Siren Strings ที่ประสบความสำเร็จ
เกลผละศีรษะออกจากไหล่เมษาอย่างช้า ๆ เธอปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นแบบ ปกติ ที่ควบคุมทุกอย่างได้ มือเรียวของเธอเอื้อมไปหยิบแคตตาล็อกชุดว่ายน้ำขึ้นมา แล้วยกมันขึ้นสูงตรงหน้าพิชชี่
“ใช่ค่ะพิชชี่” เกลตอบด้วยน้ำเสียงหวาน
“ดีไซเนอร์ที่ดีต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร และรู้ว่าอะไรคือจุดบกพร่องที่ต้องซ่อนไว้ ชุดว่ายน้ำของเกลมันไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่มันคือ อาวุธ ที่ทำให้ลูกค้าของเราทุกคนมั่นใจ ไม่ว่าจะมีรูปร่างแบบไหน”
เกลพลิกแคตตาล็อกไปที่หน้าภาพชุดบิกินี่ ‘สายสิญจน์ของพิชชี่ ซึ่งมีรายละเอียดการผูกเชือกและร้อยลูกปัดที่ซับซ้อน
“เอาล่ะ” เกลตัดบทอย่างเด็ดขาด “มาทำงานกันได้แล้ว ข้าวฟ่าง! เมษา! ช่วยเกลคัดเลือก เลือกชุดสำหรับถ่ายแบบคอลเลกชันใหม่ได้แล้วค่ะ เดี๋ยวเรายังมีถ่ายแบบชุดกันอีกสามเซ็ทนะคะ”
ทุกคนสลายตัวจากโซฟาไปรวมกันที่หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็ว ความวุ่นวายเล็กๆ ที่เกิดจากปมในอดีตของเกล ก็ถูกกลบไว้ด้วยความเร่งรีบของธุรกิจ และการทำงานร่วมกันของแก๊งเพื่อนรัก ที่พร้อมจะก้าวข้ามทุกดราม่าเพื่อความสำเร็จของกันและกัน
มหาวิทยาลัย X, คณะศิลปกรรมศาสตร์
เสียงประกาศจากลำโพงดังลอดออกมาจากหอประชุมกลางของคณะศิลปกรรมศาสตร์ แม้จะอยู่ไกล แต่ก็ยังได้ยินชัดเจน
เกลในชุดนักศึกษาที่เสื้อเข้ารูปและกระโปรงสั้นตามแฟชั่น ยืนพิงเสาอยู่ข้างโต๊ะลงทะเบียน เธอย้อมผมสีบลอนด์อ่อน ทันทีที่พ้นช่วงปีหนึ่งมาได้ เพื่อประกาศอิสรภาพจากกฎระเบียบเดิม ๆ
“โอ๊ยยย! เมื่อไหร่จะเสร็จสักทีเนี่ย!” พิชชี่ บ่นเสียงดังขณะที่เขากำลังสแกนบาร์โค้ดให้น้องปีหนึ่งที่ต่อแถวยาวเหยียด
“ฉันบอกแล้วไงว่าการบังคับให้ฉันมานั่งเป็นพี่โต๊ะ มันคือการทำลายความงามของฉันนะยะ ผิวฉันจะเสียแสงแดด”
“โถ่ พิชชี่… ทนหน่อยน่า” ข้าวฟ่าง ที่กำลังยุ่งกับการจัดแฟ้มเอกสารเงยหน้าขึ้นมาตอบด้วยรอยยิ้ม เธอมวยผมเป็นดังโงะ อย่างเป็นระเบียบพร้อมปักดินสอสีเหลืองเอาไว้ข้างมวยผมอย่างเป็นเอกลักษณ์
“ก็อย่างที่เมษาบอก เราเป็นคณะกรรมการนักศึกษาปีสามนี่นา อีกอย่าง น้องปีหนึ่งหล่อ ๆ เยอะแยะเลยนะคะปีนี้ โดยเฉพาะพวกที่ลงทะเบียนสาขา ศิลปะการแสดง น่ะ ฉันเห็นแล้วใจละลายเลย”
พิชชี่ชะงักมือจากการสแกน เขาเลิกคิ้วสูงอย่างเห็นด้วย
“จริง! หล่อกรุบกริบมากหลายคน! แต่พวกสาขาดีไซน์อย่างเรานี่… ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แถมส่วนใหญ่ก็ดูเนิร์ด ๆ ทุ่มเทให้กับการออกแบบกันไปหมด”
เกลยิ้มเล็กน้อย พลางใช้ปากกาเคมีขีดชื่อในลิสต์รายชื่อปีหนึ่ง
“ก็ดีแล้วนี่” เกลตอบอย่างสบาย ๆ “เราต้องโฟกัสที่งานค่ะ ข้าวฟ่างงานออกแบบสำคัญกว่าผู้ชายนะย่ะ”
“แหม! แม่คนเก่ง! แม่คนไม่สนผู้ชาย!” พิชชี่กลอกตา
“แต่เอาจริงเถอะเกล เธอว่าชุดนักศึกษาแบบนี้มันจำเจตายตัวไปมั้ย? ทำไมไม่หาทางดัดแปลงอะไรให้มันดูเป็นแฟชั่นมากกว่านี้”
“เกลน่ะดัดแปลงไปแล้วไง ด้วยสีผมเนี่ย” เกลหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเบนความสนใจไปที่เสียงจากไมโครโฟน
เมษาในฐานะประธานรุ่นปีสามและหัวหน้าฝ่ายกิจกรรมของงานรับน้องก้าวขึ้นไปยืนบนเวทีเล็ก ๆ ข้างหน้า เธอรวบผมหางม้าเรียบร้อยและสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่รีดอย่างคมกริบ ใบหน้าของเธอดูสงบและมีอำนาจตามแบบฉบับของคนที่ต้องควบคุมสถานการณ์ใหญ่
เสียงประกาศของเธอดังออกมาจากไมโครโฟนด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง:
“เอาล่ะค่ะน้องๆ วันนี้พอแค่นี้นะคะ” เมษาพูดผ่านไมค์
“พี่ๆ เข้าใจว่าคณะของเราอาจจะไม่ได้เข้มงวดเรื่องการแต่งกายมากนัก แต่สำหรับน้องๆ ปีหนึ่ง อย่าลืมนะคะว่ากฎระเบียบของมหาวิทยาลัยในช่วงปีแรกยังค่อนข้างเข้มงวด โดยเฉพาะเรื่องการแต่งกายให้เรียบร้อย และที่สำคัญที่สุดคือห้ามย้อมผมในช่วงรับน้องนะคะ!”
เมษาพูดจบ ก็มีเสียงฮือฮาเล็กน้อยจากกลุ่มน้องใหม่ ขณะที่เกลหัวเราะคิกคักเบา ๆ
“เห็นไหมล่ะ?” เกลหันไปกระซิบกับพิชชี่ “หลังจากผ่านปีหนึ่งมาได้ เกลเลยย้อมผมบลอนด์ทันที!”
พิชชี่ทำปากยื่น “แกมันสายแข็งอยู่แล้ว! แต่เอาเถอะ อย่างน้อยกิจกรรมวันนี้ก็จบแล้ว ไปหาอะไรกินกัน ฉันหิวมาก!”
เมษายิ้มให้ทุกคนก่อนจะวางไมค์ลง และเดินลงจากเวทีมาหาเพื่อน ๆ ทันที
“จบสักที” เมษาถอนหายใจ “เหนื่อยจะตายอยู่แล้วค่ะ ไป! พิชชี่หิวแล้ว ไปหาอะไรรองท้องก่อนเข้าประชุมบ่ายกันดีกว่า”
ทุกคนเก็บของอย่างรวดเร็ว เสียงบ่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จางหายไปแทนที่ด้วยเสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อนสนิท ที่พร้อมจะวุ่นวายและไปหาของอร่อยกินกันต่อ
บรรยากาศในคอนโดของเกลเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสุข หลังจากการฉลองวันเกิดย้อนหลังของคิรินจบลง ทุกคนก็เริ่มเก็บของเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ยอมกลับบ้านง่าย ๆคิรินที่กำลังนั่งคุยอยู่กับไนท์เหลือบมองนาฬิกา เที่ยงคืนตรง!“เฮ้ย ทุกคน” คิรินตะโกนขึ้นมาเสียงดัง จนทุกคนหันมามองเขา “เที่ยงคืนแล้ว”ทันใดนั้นเอง! พิชชี่ เมษา และข้าวฟ่าง ก็ทำตามแผนที่วางไว้ พวกเธอยกเค้กก้อนที่สองออกมา มันเป็นเค้กที่ตกแต่งอย่างน่ารักสีชมพูอ่อน และทุกคนก็เริ่มร้องเพลงวันเกิดขึ้นพร้อมกันทันที"Happy Birthday to You! Happy Birthday to You!"เกลที่เพิ่งจะเขินเรื่องการปาดครีมเค้กของคิรินไปหยกๆ ถึงกับอึ้งไปอีกครั้ง วันนี้เป็นวันเกิดของเธอเอง“สุขสันต์วันเกิดนะยัยเกล” เมษาบอกอย่างรักใคร่เกลน้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้งใจ เธอไม่เคยคิดว่าวันเกิดตัวเองจะวุ่นวายและน่ารักได้ขนาดนี้ หลังจากร้องเพลงจบ ทุกสายตาก็พุ่งเป้ามาที่เกล คิรินเดินเข้ามาหาเกลเป็นคนแรก เขายิ้มกวน ๆ แต่ดวงตาของเขากลับอ่อนโยนอย่างที่สุด“ไหน เป่าเทียนสิ” คิริน
หลังจากกลับมาจากทริปเขาใหญ่ ความสัมพันธ์ระหว่างเกลกับคิรินก็ยิ่งใกล้ชิดขึ้นไปอีก คิรินยังคงแสดงความห่วงใยอย่างเปิดเผย จนพิชชี่ยกสถานะให้คิรินเป็นผัวเธอแล้วที่โต๊ะเรียนของคณะ กลุ่มสาว ๆ กำลังรวมตัวกันตามปกติ“คิรินมันเป็นอะไรของเขาก็ไม่รู้อะ” เกลบ่นพึมพำอย่างหงุดหงิด เธอวางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์“เป็นอะไรอีกล่ะ” พิชชี่ถามพลางยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ“ก็เขาอะ! อยู่ ๆ ก็ไม่อ่านไม่ตอบไลน์ฉัน! โทรไปก็รับแบบห้วน ๆ เหมือนโกรธใครมา! ฉันทำอะไรผิดอีกเนี่ย!” เกลบ่นด้วยความมึนงง เพราะความสัมพันธ์กำลังไปได้ดีแท้ ๆพิชชี่ยิ้มขำ “โอ๊ย! ผัวเมียทะเลาะกันหรอคะคุณเกล!”เกลรีบเถียงทันที “ไม่ใช่ผัวเมีย! ก็แค่เพื่อน! แล้วฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าทำไมเขาถึงทำหน้าบึ้งใส่ฉันตั้งแต่เมื่อเช้า”เมษาที่กำลังพิมพ์แชตอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมาสมทบ“เมื่อกี้ฉันแชตไปถามเดย์มา” เมษาบอก “เดย์บอกว่าวันนี้คิรินหน้าเป็นตูดอีกแล้ว ทั้งวันเลยตั้งแต่ตื่นนอน แถมยังไม่ยอมพูดคุยกับใครด้วย&rdq
แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางช่องหน้าต่างเล็ก ๆ ปลุกให้เกลตื่นขึ้นจากอาการมึนงงเกลรู้สึกว่าอาการปวดหัวลดลงไปมาก แต่ยังมีความรู้สึกมึนงงหลงเหลืออยู่เล็กน้อย เธอจำเหตุการณ์เมื่อคืนได้ราง ๆ โดยเฉพาะคำถามที่เธอถามคิรินในเปลญวน“ถ้าเราไม่ได้ใจเต้นกับเขา แต่รู้สึกสบายใจที่มีเขาอยู่ข้าง ๆ มันคือการชอบมั้ย?”เกลหลับตาลงเงียบๆ เมื่อนึกถึงคำถามที่ตัวเองถามออกไปอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ที่แปลกคือ เธอรู้สึกว่าริมฝีปากของเธอมันเหมือนมีอะไรมาสัมผัสเบา ๆ เมื่อคืนนี้ แต่ก็คิดว่าคงเป็นเพียงความฝันจากอาการเมา“ตื่นแล้วเหรอแก!” เสียงของพิชชี่ดังขึ้นมาจากข้างเตียง“เมื่อคืนแกสลบไปเลยนะเกล” เมษาพูดพลางยื่นน้ำเปล่าให้ “ดีนะที่คิรินอุ้มแกเข้ามาส่ง”เกลรับน้ำมาดื่ม ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินชื่อคิริน“คิรินมาส่งฉันเหรอ?” เกลถามเสียงเบา พยายามควบคุมความรู้สึกสั่นไหวในใจ“เออดิ! อุ้มเข้ามาเหมือนเจ้าหญิงเลยนะ” พิชชี่แซว “ฉันกับเมษาต้องแกล้งหลับแทบตาย ไม่อยากเป็นก้างขวางคอ”เกลไม่พูดอะไรต่อ เธอทำเป็นลุกไปอา
เกลมองไปยังเพื่อน ๆ ที่ส่งสายตาจับจ้องมาอย่างคาดหวัง“ฉันเลือก จริง” เธอตัดสินใจเลือกจริง เพราะถ้าเลือก 'ท้า' เธอกลัวว่าคิรินจะท้าอะไรที่มันเลยเถิดไปมากกว่าเดิม เสียงหวานตอบเสียงแผ่ว แต่ใบหน้าเริ่มแดงก่ำคิรินยิ้มกว้างขึ้นทันที เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้เกลเล็กน้อย จนทุกคนต้องเงียบฟัง“คำถามของฉันง่ายมากเลย” คิรินพูดเสียงทุ้มคิรินจ้องตาเกลอย่างสื่อความหมาย ใบหน้าหล่อเหลาของเขาอยู่ใกล้จนเกลรู้สึกว่าหัวใจกำลังจะหลุดออกมาจากอก“ตอนนี้ เธอชอบใครอยู่?”บรรยากาศรอบวงเงียบสนิทลงทันที ทุกคนรู้ว่าคำถามนี้พุ่งเป้าไปที่เกลกับคิรินโดยตรง เกลหายใจติดขัด เธอพยายามจะเรียบเรียงคำพูด แต่สายตาที่จริงจังของคิรินทำให้เธอไม่กล้าโกหกหน้าสวยหวานส่ายหน้าช้า ๆ “ฉัน” เกลอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจน“ตอนนี้ ฉันไม่มีใครที่ชอบอยู่หรอก”ทุกคนในวงมองหน้ากันอย่างผิดหวังเล็กน้อยโดยเฉพาะพิชชี่ที่ถึงกับทำหน้าเหวอ เพราะเขาจิ้นคู่นี้มาก ๆคิรินฟังแล้วก็เงียบ เขารู้ว่ามันคงยากที่เกลตอบออกมาว่าชอบเขา เขาได้แต่หวั
“หัวเราะอะไรหนักหนา ยัยอ้วน!” คิรินแกล้งทำเสียงดุ เกลรีบหยุดหัวเราะ แล้วทำท่าจะถอยหนี แต่ไม่ทันแล้ว คิรินคว้าเข้าที่เอวบางของเธออย่างรวดเร็ว แล้วอุ้มร่างเล็กของเธอขึ้นด้วยแขนแกร่งเพียงข้างเดียว ทำให้เกลต้องรีบใช้มือโอบรอบคอเขาไว้แน่นด้วยสัญชาตญาณ“เฮ้ย! ทำอะไรของนาย!” เกลตกใจ ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นทันทีที่ถูกอุ้มลอยขึ้นมาในท่าเจ้าหญิงแบบฉับพลันคิรินชั่งน้ำหนักของเกลอย่างสบาย ๆ ในวงแขน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ทำให้เกลใจเต้นไม่เป็นส่ำ“ก็ไม่อ้วนเท่าไหร่นะ” คิรินยิ้มกวน ๆ “ตัวแค่นี้” เกลพยายามดิ้นรนอยู่ในอ้อมแขนที่เปียกน้ำของเขา“ปล่อยนะไอ้บ้า! เกลใส่ชุดถ่ายรูปอยู่นะ!”“ไม่ปล่อย!” คิรินทำเสียงดื้อ ก่อนที่เขาจะพาเกลเดินไปที่ขอบสระว่ายน้ำอย่างรวดเร็ว“กรี๊ดดดด!” เกลร้องเสียงหลงเมื่อรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไรคิรินกระโดดลงน้ำต่อทันที โดยที่ยังอุ้มเธอไว้ในอ้อมแขน ร่างของทั้งคู่ตกลงไปในน้ำพร้อมกัน ทำให้เกิดเสียงดัง ตูม! ตามมาเป็นครั้งที่สาม น้ำกระเซ็นไปทั่วบริเวณจนเพื่อน ๆ ที่เหลือหัวเราะลั่น ส่วนเกลเมื่อโผล่ขึ้นมาจากน้ำ เธอก็รีบพ่นน้ำออกจากปาก แล้วตีไหล่ของคิรินอย่างแรงด้วยความโมโหที่ปนความ
นี่มันน่าจับมาตีแทนคุณป้าอรุณีจริง ๆ เลย สั้นจนเห็นตูดละนั้น! ถ้าไม่ติดว่าผ้ามันพลิ้ว ๆ แล้วมีกางเกงซับในนะ...คิรินวางโทรศัพท์ลงอย่างช้า ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหาเกลที่กำลังหมุนตัวอยู่หน้ากระจก“ชุดนี้สวยนะ” คิรินพูดเสียงทุ้ม เขายืนประชิดด้านหลังเกลจนเธอสัมผัสได้ถึงความร้อนจากร่างกายของเขา“แน่นอน” เกลตอบอย่างภูมิใจ คิรินโน้มตัวลงมาใกล้จนปากของเขาอยู่ข้างใบหูของเธอ แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างรวดเร็ว“แต่เกลมันโป๊ไป”เกลหันขวับมามองเขาอย่างกวนๆ “โป๊อะไรละ ยาวเป็นคืบ”คิรินไม่ได้ตอบเป็นคำพูด เขาละเบื่อไอนิสัยดื้อตาใสของยัยอ้วนจริงๆเขาใช้มือข้างหนึ่งจับเข้าที่เอวบางของเกล ก่อนจะเลื่อนมือลงไปสัมผัสที่ขอบกระโปรงสั้นกุดของเธอ การสัมผัสที่ดูรุกล้ำและคุกคามทำให้เกลตัวแข็งทื่อทันที“มันถอดง่ายไงล่ะ” คิรินพูดเสียงต่ำ ดวงตาของเขามองลึกเข้าไปในดวงตาของเกลอย่างดุดัน “ผู้ชายมันไม่ได้คิดดีแบบที่เธอคิดหรอกนะเกล”เขาหยุดมือไว้ที่ขอบกระโปรงนั้น ก่อนจะเลื่อนมันขึ้นไปสัมผัสที่ต้นขาของเธอเบา ๆ เป็นการแสดงให้เห็นถึงขีดจำกัดของชุดที่ง่ายต่อการเข้าถึง“ขนาดฉันที่อยู่กับเกลแบบ







