Mag-log in“Datanglah ke Rumah Sakit Insan Harapan, kamar no. 05. Ada pertunjukan yang sangat mengasyikkan untukmu, Irisha ....” Satu pesan misterius itu menghancurkan semua impian Irisha. Di balik pintu kamar itu, ia menyaksikan pengkhianatan yang tak akan pernah ia lupakan. Dari luka yang menyesakkan, lahirlah dendam, dendam yang menuntunnya melakukan hal paling gila dalam hidupnya, menikah dengan ayah kandung pria yang dulu ia cintai.
view moreผ่านมาสองชั่วยามแล้ว สตรีที่หมดสติไปก่อนหน้านี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมา เฉินฮ่าวหรานถือผ้าชุบน้ำอุ่นที่บิดหมาดไว้ในมือ เขาเช็ดหน้าให้นางอยู่ตลอดไม่ห่างกาย แต่คนที่นอนนิ่งบนเตียงกลับหลับลึกเหมือนไม่คิดจะลืมตาขึ้นมาอีก
เขาเริ่มกระวนกระวาย เดินออกจากบ้านไปที่บ้านลุงหวังที่อยู่ไม่ไกลกันมาก "ลุงหวังอยู่หรือไม่" เสียบแหบห้าวร้องถามเบา ๆ ไม่นานก็มีคนออกมาพบ "ฮ่าวหราน เกิดอะไรขึ้นหรือ" "ท่านป้า จิ่วเอ๋อร์ไม่ได้สติมาสองชั่วยามแล้ว เช็ดตัวให้ก็ไม่ฟื้น เห็นท่านลุงรักษาคนป่วยเป็นข้าเลยมาขอรบกวน..." "ทำไมเพิ่งมาบอก รอเดี๋ยวนะ" ซูเฟิ่ง ภรรยาหวังต้าซานออกมาต้อนรับ เมื่อได้ยินว่ามีคนไม่สบายก็ร้อนใจขึ้นมาทันทีและรีบเข้าไปตามสามี "อาการเป็นอย่างไรบ้าง ข้าจะรีบไปดูให้" หวังต้าซานหรือลุงหวังสะพายย่ามใส่เครื่องมือไปพร้อมกับเฉินฮ่าวหรานอย่างรีบเร่ง เมื่อมาถึงก็รีบเข้าไปจับชีพจรของซ่งจิ่วเอ๋อร์ทันที หวังต้าซานแตะนิ้วลงบนข้อมือที่ซูบซีดของซ่งจิ่วเอ๋อร์ คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแน่น ใบหน้าปรากฏความเครียดขึ้นเรื่อย ๆ จนเฉินฮ่าวหรานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ใจคอไม่ดีตามไปด้วย "ชีพจรอ่อนนัก จนแทบจะจับไม่ได้แล้ว" เขาพึมพำ น้ำเสียงหนักใจ ถอนหายใจยาว "ฮ่าวหราน เจ้าทำใจไว้หน่อยเถิด ร่างกายนา..." ยังไม่ทันที่หวังต้าซานจะพูดจบประโยค ชีพจรใต้ปลายนิ้วที่เคยริบหรี่กลับพุ่งพรวดกระตุกเต้นขึ้นมาอย่างรุนแรงและหนักแน่น เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอและมีพลังขึ้นมาทันตาเห็น หวังต้าซานเบิกตากว้าง สะดุ้งจนเกือบจะชักมือกลับ "นี่มัน... เป็นไปได้อย่างไร" "เฮือก" ร่างบนเตียงกระตุกขึ้นเล็กน้อย สูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกใหญ่ดึงอากาศเข้าปอด พร้อมกับเปลือกตาบางที่เบิกกว้างขึ้นทันที ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีแววล่องลอยของคนใกล้ตายแม้แต่น้อย แต่กลับฉายแววเฉียบคม ว่องไว และกระจ่างใสอย่างน่าประหลาด ซ่งจิ่วเอ๋อร์กวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ชายหนุ่มร่างผอมซูบเซียว และตาแก่ที่กำลังจับข้อมือตัวเองอยู่ด้วยความตกตะลึง "ตกบันไดลงมา แต่ทำไมไม่เจ็บหัวสักนิด" ซ่งจิ่วเอ๋อร์พึมพำกับตัวเองเบา ๆ เสียงใสกระจ่างก้องไปทั่วห้องนอนเงียบกริบ ทำเอาทั้งเฉินฮ่าวหรานและลุงหวังยืนแข็งทื่อเป็นหิน มองคนที่เมื่อครู่เกือบจะ หมดลมแต่ตอนนี้กลับลุกพรวดขึ้นมานั่งได้อย่างหน้าตาเฉย ความทรงจำมากมายไหลทะลักจนทำให้นางรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้างไปครู่หนึ่ง 'ไม่ตายหรอกหรือ อย่าบอกนะว่าทะลุมิติเหมือนในนิยาย' คงจะเป็นอย่างที่นางคิด นอกจากความทรงจำประหลาด ยังมีผู้ชายต่างวัยสองคนสวมชุดชาวบ้านโบราณยืนท่ามกลางห้องเก่า ๆ ห้องนี้ ซ่งจิ่วเอ๋อร์กลืนน้ำลายลงคอทันทีและเหมือนเฉินฮ่าวหรานจะรู้ เขารีบหยิบถ้วยใส่น้ำบนโต๊ะมาให้นางโดยไม่รีรอ "ดื่มน้ำก่อน" นับว่าเขายังมีสติแก้สถานการณ์ได้ไว ขณะที่ลุงหวังยังพูดไม่ออกบอกไม่ถูก นอกจากไม่เคยพบเรื่องอย่างนี้ ยังนึกไม่ออกว่าตนจะต้องทำเช่นไร "ขอบคุณ" นางดื่มรวดเดียวหมดถ้วยแล้วยื่นคืนไป ชายหนุ่มชะงักมือค้างก่อนรับมาวางไว้ตามเดิม คำพูดก็เปลี่ยนไป น้ำเสียงนุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ตอนนี้เขาเองก็มึนงงเช่นเดียวกับลุงหวังแล้ว "จิ่วเอ๋อร์ เป็นอย่างไรบ้าง" ลุงหวังเอ่ยถาม เป็นห่วงนางอยู่ไม่น้อย "ก็...ดีเจ้าค่ะ" นางตอบเสียงใสไม่เหมือนคนที่เพิ่งฟื้นเลยสักนิด ลุงหวังเห็นดังนั้นก็โล่งใจ "เจ้าหายก็ดีแล้ว ข้าจะให้ยาบำรุงเอาไว้กินก็แล้วกันนะ นอนพักให้มากหน่อย" เขาเห็นนางหายดีก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันใด จากนั้นก็เดินออกจากห้องโดยมีเฉินฮ่าวหรานเดินออกไปส่ง "ยาห่อนี้เป็นยาบำรุงเอาไว้ต้มให้นางดื่ม อ้อ เจ้าก็ควรดื่มด้วย" ลุงหวังส่งห่อยาให้เขา ชายหนุ่มยังไม่รับ แววตาของเขาหม่นแสงลง กล่าวขึ้นเสียงเบา "ขอบคุณท่านลุงขอรับ แต่ข้ายังไม่มีเงินจ่าย" ลุงหวังคะยั้นคะยอไม่นานก็ยัดห่อยาใส่มือเขาสำเร็จ "มีเมื่อไหร่ค่อยจ่ายก็ได้ แต่เจ้ากับจิ่วเอ๋อร์ควรบำรุงร่ายกายนะ จะได้สุขภาพดีขึ้น เจ้าผอมลงกว่าเดิมแล้ว" ลุงหวังบอกอย่างเป็นห่วงและหวังดี คุยกันอีกสามสี่คำเฉินฮ่าวหรานก็กล่าวขอบคุณเป็นคำรบสอง คำนับอย่างอ่อนน้อมส่งลุงหวังที่หน้าบ้าน ทั้งหมดไม่พ้นสายตาของซ่งจิ่วเอ๋อร์ที่ตามไปยืนแอบฟังตรงประตูห้อง ครอบครัวนางยากจนนั้นเข้าใจได้จากความทรงจำ แต่นางไม่เคยรู้เลยว่าทั้งบ้านจะไม่มีเงินสักอีแปะเดียว เมื่อส่งลุงหวังกลับไปแล้ว เฉินฮ่าวหรานหมุนตัวเดินกลับเข้ามาในบ้าน ชายหนุ่มถอนหายใจยาวพลางก้มมองห่อยาบำรุงในมือด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง แต่เมื่อก้าวผ่านประตูห้องนอนเข้ามา เขาก็ต้องชะงัก ร่างผอมบางในชุดผ้าป่านสีซีดเช่นเดียวกับเขากำลังยืนพิงกรอบประตู จ้องมองเขาด้วยสายตานิ่งสงบ เฉินฮ่าวหรานเกร็งไปทั้งตัวแอบสูดลมหายใจลึก เผชิญหน้ากับความกลัวในใจที่คุ้นเคย ตามปกติแล้ว หากซ่งจิ่วเอ๋อร์รู้ว่าในบ้านไม่เหลือเงินสักอีแปะเดียว นางจะต้องเปิดฉากด่าทอว่าเขาเป็นคนไร้ความสามารถ หรือทุบข้าวของโวยวายจนบ้านแทบแตก "ในบ้าน... ไม่มีเงินเลยหรือ" น้ำเสียงใสกระจ่างเอ่ยถามขึ้นมาเรียบ ๆ ไม่มีความดุดัน หรือแววตาเกรี้ยวกราดแม้แต่น้อย มีเพียงความสงสัยที่ฉายชัดในดวงตาคู่งาม เฉินฮ่าวหรานอึ้งไปครู่หนึ่ง หัวใจที่เตรียมรับแรงกระแทกจากคำด่าทอกลับหวิวขึ้นมาอย่างประหลาด เขาหลบสายตาเหลือบมองห่อยาในมือ ก่อนตอบเสียงเบาแผ่ว ๆ "อืม ตอนนี้ไม่มีแล้ว ข้า... ข้าจะไปต้มยาให้เจ้าก่อน" พูดจบ เขารีบหมุนตัวทำท่าจะเดินหนีไปยังครัวทันที ราวกับกลัวว่าหากช้าไปกว่านี้ ระเบิดอารมณ์ของนางจะปะทุขึ้นมา "เดี๋ยวสิ" ซ่งจิ่วเอ๋อร์เรียกไว้ เสียงของนางไม่ได้ดังแต่มีอำนาจบางอย่างที่ทำให้ขาของเฉินฮ่าวหรานหยุดก้าวโดยไม่รู้ตัว นางก้าวเข้ามาหาเขา ชะโงกหน้ามองห่อยาในมือชายหนุ่ม แล้วขมวดคิ้วยุ่ง "นั่นยาอะไร ยาบำรุงที่ท่านลุงหวังให้มาน่ะหรือ" "ใช่ ท่านลุงบอกว่าให้ต้มบำรุงร่างกาย ทั้งเจ้าและ..." "เอามานี่ ข้าขอดูหน่อย" ไม่รอให้เขาอนุญาต มือผอมเล็กก็ยื่นไปหยิบห่อยาจากมือเขามาเปิดออกทันที สัญชาตญาณของหมอสั่งการให้นางวิเคราะห์สมุนไพรแห้งในห่ออย่างรวดเร็ว ซ่งจิ่วเอ๋อร์คลี่ห่อยาออกดู กลิ่นสมุนไพรโชยเตะจมูก เพียงแค่เขี่ยดูตัวยาไม่กี่ชนิด สมองของนางก็ประมวลผลได้ทันที ‘ยารสขมฤทธิ์เย็น ขมบาดคอขนาดนี้ ขืนต้มดื่มตอนท้องว่างมีหวังกัดกระเพาะจนปวดเกร็งแน่ ๆ’ "ข้าต้มเองดีกว่า เจ้าไปนั่งพักเถอะ" นางพับห่อยากลับตามเดิมแล้วพูดขึ้นเรียบ ๆ ก่อนจะเดินตรงไปยังครัวเล็กหลังบ้านทันทีโดยไม่รอฟังคำคัดค้าน เฉินฮ่าวหรานเบิกตากว้าง ยืนตื่นตะลึงไปชั่วขณะ นางถือห่อยาตรงเข้าครัวไปเองเนี่ยนะ "จิ่วเอ๋อร์ เดี๋ยวก่อน ร่างกายเจ้ายัง..." ชายหนุ่มที่เพิ่งได้สติรีบก้าวเท้าตามไปติด ๆ หมายจะแย่งห่อยากลับมา ร่างกายของเขายังอ่อนแอแถมป่วยเรี่ยวแรงน้อย ก้าวเดินยาว ๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็เริ่มหอบเหนื่อย แต่สตรีตรงหน้ากลับก้าวเท้า คล่องแคล่วว่องไว ราวกับไม่ใช่นางคนเดิมที่เกือบจะหมดลมหายใจเมื่อครู่นี้เลยสักนิด พอตามเข้ามาถึงในครัวแคบ ๆ ที่มีคราบเขม่าดำเกาะแน่น เฉินฮ่าวหรานก็ต้องชะงักตรงหน้าประตู ภาพตรงหน้าทำให้เขาแทบไม่อยากเชื่อสายตา ซ่งจิ่วเอ๋อร์ไม่ได้เงอะงะหรือทำข้าวของพังเหมือนที่เขาหวาดหวั่น แต่นางกลับหยิบจับสิ่งของในครัวได้อย่างคล่องแคล่วมือเล็กหยิบเศษไม้แห้งและฟางมาจุดไฟในเตาอย่างง่ายดายด้วยท่าทางชำนาญ นำกาต้มน้ำดินเผาไปล้างเช็ดจนสะอาด แล้วคัดเลือกตัวยาในห่อแยกออกเป็นสองส่วนอย่างละเอียด "เจ้า... เจ้าทำอะไรน่ะ นั่นมันยาบำรุงของท่านลุงหวังนะ" เฉินฮ่าวหรานเอ่ยถามเสียงหอบเบา ๆ พลางยกมือยันกรอบประตูไว้ "ก็ใช่น่ะสิ" ซ่งจิ่วเอ๋อร์ตอบโดยไม่หันกลับมามอง มือยังคงหยิบขิงแก่แง่งเล็กที่เหลือติดตะกร้ามาฝานบาง ๆ อย่างแม่นยำ "ยาร้อนกับเย็นปนกันมั่วไปหมด แถมขมขนาดนี้ ขืนต้มกินเปล่า ๆ ร่างกายซูบซีดอย่างเจ้ากับข้าได้อาเจียนออกมาหมดพอดี ข้าเลยแบ่งยาตัวที่รสขมเกินไปออก แล้วใส่ขิงลงไปช่วยขับลมและบำรุงกระเพาะแทน" เฉินฮ่าวหรานยืนแข็งเป็นหิน สมองสับสนจนพูดอะไรไม่ออก น้ำเสียง การพูดจา ท่าทางการจับสิ่งของ และความรู้เรื่องสมุนไพรที่พรั่งพรูออกมาจากปากของนางอย่างเป็นธรรมชาติดูเหมือนผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษา มากกว่าภรรยาชาวบ้านที่เอาแต่โวยวายไปวัน ๆ "ยืนอยู่ทำไมล่ะ" จิ่วเอ๋อร์หันกลับมามองเขา พลางกวาดสายตาสำรวจแผงอกผอมเกร็งและลมหายใจที่ยังหอบถี่ของเขา "ข้าบอกให้ไปนั่งพัก ร่างกายอ่อนแอกินข้าวไม่ครบสามมื้ออย่างเจ้า ถ้าลมจับล้มลงไปตรงนี้ ข้าไม่มีแรงแบกขึ้นเตียงหรอกนะ"Ruangan dokter Arif yang sunyi hanya menyisakan deru pendingin udara yang monoton. Reni menyerahkan sampel rambut dan sikat gigi Yuda dengan tangan yang masih gemetar. Di sisi lain, Revan mengeluarkan sebuah amplop kecil berisi sampel milik Reino. Saat kedua sampel itu berpindah tangan ke atas meja dokter Arif, suasana seketika terasa seperti pengadilan yang siap menjatuhkan vonis mati atas sebuah pernikahan. “Prosesnya akan memakan waktu beberapa hari jika kita ingin hasil yang sangat akurat,” ujar Arif sambil memasukkan sampel-sampel tersebut ke dalam wadah steril. “Tapi karena ini permintaan khususmu, Van, aku akan memprioritaskannya di laboratorium pusat kami.” Revan mengangguk kaku. “Lakukan secepat mungkin, Rif. Aku butuh kepastian sebelum mereka sempat menghilangkan jejak.” Setelah keluar dari ruangan dokter, Reni mendadak lemas. Ia terduduk di kursi tunggu koridor yang dingin. Revan berdiri di hadapannya, menjulang seperti menara yang kokoh namun penuh misteri. “Kenapa kam
Panggilan itu terputus. Tanpa jeda, Revan langsung membuka aplikasi pesan dan mengetik cepat pada seseorang. Ekspresinya berubah serius, dingin, penuh perhitungan. Irisha yang sedari tadi memperhatikannya tak bisa menahan rasa penasaran. “Om?” Revan mengangkat wajahnya. “Iya, Sayang. Ada apa?” “Sekarang Mbak Reni sudah tahu semuanya,” lanjut Irisha. “Lalu … rencanamu ke depan bagaimana?” Revan meletakkan ponselnya, menatap Irisha dalam-dalam. “Menurut kamu, om harus apa?” Irisha menyilangkan tangan di dada, senyumnya mengembang penuh makna. “Beri pasangan mesum itu pelajaran. Yang pantas.” Revan mengangguk pelan. “Tentu. Tapi kita tidak bisa gegabah. Kita harus susun strategi dulu. Kamu tahu sendiri … Dita masih belum mengakui kalau Rieno bukan anakku.” Tatapan Irisha menggelap, senyum di bibirnya perlahan memudar. “Iya juga,” Irisha mengangguk pelan. “Mereka pasti akan mengelak.” “Betul,” sahut Revan tenang. “Kita tunggu saja hasil tes DNA Reino dan Yuda. Semoga …
Setibanya di kediaman, Reni, wanita itu duduk dengan lesu di tepi sofa. Tatapannya menyapu foto pernikahannya dengan Yuda, pria yang selama dua puluh enam tahun menemani hidupnya, meski tak pernah ada satu pun anak yang lahir dari pernikahan itu. Bingkai foto itu terasa begitu berat untuk dipandang. Senyum mereka terpajang rapi, seolah menyimpan janji yang dulu diucapkan dengan keyakinan penuh. Reni menelan ludah, dadanya terasa sesak. Dengan tangan gemetar, ia meraih ponsel lalu menekan nama Yuda. Nada sambung terdengar panjang, namun tak kunjung ada jawaban. Sekali. Dua kali. Hingga akhirnya panggilan itu terputus dengan sendirinya. Reni menjatuhkan punggungnya ke sandaran sofa. Pandangannya kosong, pikirannya penuh oleh potongan-potongan kenangan yang kini terasa mencurigakan. “Apa benar Mas Yuda dan Mbak Dita …,” ucapnya bergetar, “… mereka selama ini mengkhianatiku?” Pertanyaan itu tak ada yang menjawab, namun perihnya terasa nyata. “Mas, angkat teleponnya jangan memb
Reni terbelalak. Tubuhnya seolah kehilangan tumpuan. “Apa … apa maksudnya, Mas?” ucapnya bergetar, “Mas Revan bercanda, kan?” Revan menggeleng pelan. Rahangnya mengeras, sorot matanya tetap dingin, seolah fakta itu sudah lama ia telan sendirian. “Saya berharap ini hanya bercanda. Tapi tidak, Ren.” Reni memundurkan tubuhnya. Tangannya refleks mencengkeram ujung meja agar tidak jatuh. “Tidak mungkin … Reino itu anak Mas Revan dan Mbak Dita. Semua orang bahkan tahu—” “Semua orang tahu dari cerita yang dibangun,” potong Revan tenang, tapi nadanya menyimpan luka yang dalam. “Tes DNA tidak pernah berbohong.” Hening menggantung, berat dan mencekik. “Lalu … apa hubungannya dengan Mas Yuda?” bisik Reni, matanya berkaca-kaca. Ia takut pada jawaban yang bahkan belum terucap. Revan menarik napas panjang. “Saya tidak ingin menuduh sembarangan. Tapi waktunya, sikap mereka, dan hasil tes itu … semuanya saling mengikat.” Reni menggeleng cepat, air mata mulai luruh. “Tidak … Mbak Dit
Selamat datang di dunia fiksi kami - Goodnovel. Jika Anda menyukai novel ini untuk menjelajahi dunia, menjadi penulis novel asli online untuk menambah penghasilan, bergabung dengan kami. Anda dapat membaca atau membuat berbagai jenis buku, seperti novel roman, bacaan epik, novel manusia serigala, novel fantasi, novel sejarah dan sebagainya yang berkualitas tinggi. Jika Anda seorang penulis, maka akan memperoleh banyak inspirasi untuk membuat karya yang lebih baik. Terlebih lagi, karya Anda menjadi lebih menarik dan disukai pembaca.