ANMELDENรถหรูมาจอดเทียบหน้าตึกคณะ ชูครีมนั่งด้านหลัง ฉันนั่งด้านหน้าคู่คนขับ ตลอดทางไม่มีการพูดคุยเพราะทั้งฉันและชูครีมเกรงใจคนขับ ใช้เวลาสักพักใหญ่ก็ถึงผับ K Night ที่ยังไม่เปิดให้บริการ ชูครีมส่งไลน์มาบอกก่อนถึงที่หมายแทนการพูดคุยว่าถึงอะพาร์ตเม้นต์ให้ฉันไลน์บอก
พอเหลือสองคนภายในรถก็ชวนให้อึดอัด พี่โอบเอาแต่ขับรถ ไม่คิดพูด ไม่คิดคุย บางทีฉันก็กลัวตะคริวจะกินใบหน้าของเขา เห็นแบบนี้มานานมาก นานก่อนเราจะรู้จักกันด้วยซ้ำ นั่งเงียบๆ อีกสักพักฉันก็ก้มหน้ามองลูกอมฮอลล์ตรงช่องวางแก้วที่เหลืออยู่เม็ดเดียว
"เหลือเม็ดสุดท้ายปันกินได้ไหมคะ"
"ก็เห็นกินอยู่คนเดียว"
นั่นคือการอนุญาต ฉันจึงหยิบลูกอมฮอลล์รสมะนาวมาแกะเปลือก แต่ก่อนจะโยนเข้าปากกลับคิดบางอย่างได้
มันแบ่งครึ่งได้นี่หน่า อย่างน้อยจะได้ไม่รู้สึกผิดมากที่กินหมด ฉันใช้ฟันกัดลูกอมให้ขาดครึ่ง ครึ่งหนึ่งเอาไว้ในปากตัวเอง อีกครั้งที่เหลือยื่นไปให้เขา
"คนละครึ่งค่ะ จะได้ไม่เสียเปรียบ"
"ไม่ได้พูดว่ากลัวเสียเปรียบ" พี่โอบขมวดคิ้ว
"พี่ไม่พูด แต่อาจจะคิดก็ได้นี่คะ" ฉันยื่นมือไปใกล้ริมฝีปากหนามากขึ้น "กินเถอะค่ะ มือปันเลอะหมดแล้ว"
คนขับถอนหายใจคล้ายรำคาญแล้วจับมือฉันให้ป้อนลูกอมครึ่งนั้นเข้าปากเขา ฉันตัวสั่นขนลุกชันในตอนที่ปลายลิ้นสากแตะโดนปลายนิ้วชี้ของฉัน
ครั้นมือถูกปล่อยเป็นอิสระ ฉันก็รีบชักมือกลับมากำแน่นเบือนหน้ามองนอกกระจก
บ้าเอ๊ย! ช็อตเมื่อครู่ทำหัวใจของฉันเกือบวายแหนะ แม้พี่โอบจะไม่ได้สนใจแล้วอมลูกอมเม็ดนั้นอย่างสบายใจก็ตาม
"จะแวะซื้ออะไรไปกินหรือเปล่า"
"ไม่ซื้อค่ะ ในตู้เย็นพอมีของกินอยู่ แต่ถ้าพี่จะแวะก็ได้นะคะ"
เฟี้ยว! โป๊ก!
อีกแล้ว! พี่โอบหักพวงมาลัยรถกะทันหันจนหัวฉันกระแทกกระจกอีกแล้ว
"ทำไมพี่ถึงชอบทำแบบนี้นะ"
ฉันกุมหน้าผากน้ำตาซึม ตั้งใจมองค้อนเขาเพราะพี่โอบมองฉันอยู่ ก็สมควรจะมอง เสียงหัวโขกเบาที่ไหนกันล่ะ แต่มองเท่านั้นก็ลงจากรถเข้าไปในร้านสะดวกซื้อตรงหน้า อยู่คนเดียวในรถ ฉันก็ยืดตัวขึ้นสูงส่องดูหน้าผาก
"แดงเลย ปูดแน่ๆ"
ตู๊ดๆๆ แต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น ฉันตกใจมองซ้ายมองขวาหาเสียงจนพบว่ามันคือเสียงจากวิทยุ บนหน้าจอปรากฏตัวอักษรภาษาอังกฤษว่า 'Jan' ยังไม่ทันได้ประมวลผลว่ามันคืออะไรก็มีเสียงผู้หญิงลอยออกมา
[โอบ ฮัลโหล..โอบ]
"เปิดบลูทูธไว้เหรอ"
พี่โอบน่าจะเชื่อมต่อมือถือกับบลูทูธของรถเอาไว้แล้วดันลืมรับสาย
[ได้ยินเสียงเจนไหม]
ยังไม่มีเสียงตอบรับและพี่โอบก็เดินออกจากร้านสะดวกซื้อมาหยุดยืนข้างตัวรถ เขายกมือถือแนบหูไปด้วยและเหมือนจะรู้ตัวว่าที่ไม่ได้ยินเสียงของปลายสายเพราะเสียงมันดังอยู่ในรถก็ตอนที่สบตากับฉันผ่านกระจกฟิล์มดำทึบ
[คืนนี้มาไหมโอ..]
พลันสายก็ถูกตัดไปพร้อมกับพี่โอบเอามือถือเก็บใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ เขาหยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบอยู่ห้านาทีก็กลับมาขึ้นรถแล้ววางถุงใบใหญ่ลงบนหน้าตักฉัน
วินาทีเดียวกันนั้นฉันก็สะดุ้งเพราะความร้อนจากของในถุงเลยต้องรีบยกมันขึ้น
"ร้อนนร้าพี่โอบ"
ฉันโวยเสียงหลง ถลกกระโปรงพลีสขึ้นมาดูตรงต้นขาว่าเป็นอะไรหรือไม่
อ่า.. แดงนิดหน่อย
"อ๊ะ!!"
แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อมีปลายนิ้วของอีกคนแตะลงตรงตำแหน่งแดงเบาๆ ฉันตกใจรีบคว้าหมับมือพี่โอบแล้วหันมองเขา
"จะทำอะไรคะ"
"จะดูว่าเป็นแผลไหม"
คนมีกำลังขืนมือออกแล้วแตะลงบนรอยแดงอีกครั้ง
"พี่อย่าแตะนะคะ"
และเป็นอีกครั้งที่ฉันคว้ามือใหญ่ออก เอามือไปวางคืนเจ้าของบนหน้าตักแล้วดึงกระโปรงลงคลุมหัวเข่า
"นิดหน่อยเอง เดี๋ยวก็หายค่ะ แต่อยากให้พี่ระวังหน่อยนะคะ ปันเจ็บทั้งหัวเจ็บทั้งขาเลย"
ฉันชี้ตรงหน้าผากที่มีสีไม่ต่างจากขา ให้เดาว่าพี่โอบคงมีจิตใจหยาบกระด้างไม่รู้สึกสงสารฉันหรอก ไม่อย่างนั้นเขาจะทำฉันเจ็บตัวทำไมตั้งหลายครั้ง
ทว่าถุงที่ฉันยังถือค้างอยู่ถูกยื้อแย่ง พี่โอบหยิบลูกอมฮอลล์ออกสองถุงวางลงตรงช่องวางแก้ว เอาหลอดยาสีขาววางบนมือฉันแล้วเอาถุงใบใหญ่วางลงตรงช่องวางขาของฉัน หลอดยาถูกยกขึ้นมาดู แต่ยังไม่ทันได้อ่านว่าคือยาอะไรก็มีคนมาแย่งไปอีก
"ทาก่อนมันจะบวม"
คนหน้านิ่งป้ายยาสีขาวลงบนปลายนิ้วแล้วเอามาแตะๆ ลงบนหน้าผากฉัน ไม่ได้เบามือ ไม่ได้ทะนุถนอม หน้าคนป้ายก็โหด แต่ฉันกลับใจเต้นแรงและเขินจนแก้มแดง ก็ใครจะไปคาดคิดว่าพี่โอบมีโมเม้นต์นี้ด้วย
ตรู๊ดๆๆ เสียงแปลกประหลาดดังขึ้นอีกครั้งชะงักมือใหญ่ ทั้งฉันและพี่โอบมองไปยังหน้าจอที่ปรากฏชื่อคนเดิม เขาไม่ได้รับสายเหมือนเมื่อครู่ แต่หยิบมือถือออกมากดตัดสายทิ้งแล้วเหมือนจะยกเลิกการเชื่อมต่อบลูทูธไปด้วย
ทะเลาะกับแฟนเหรอ เสียงเธอคนเมื่อครู่ก็ดูร้อนรนถามว่าจะไปไหนอยู่นะ
พี่โอบมีแฟนแล้วเหรอเนี่ย
แล้วการที่ฉันมานั่งบนรถของเขาหลายต่อหลายครั้งจะเป็นการทำให้แฟนของเขาเข้าใจผิดหรือเปล่า
หลายคำถามหลายสิ่งตีกันมั่วในหัว รู้สึกตัวอีกทีรถก็มาจอดหน้าอะพาร์ตเม้นต์แล้ว
"เดี๋ยวพี่จอดรถรอปันแปปหนึ่งนะคะ ปันจะรีบไปหยิบเสื้อแล้วรีบลงมา"
ฉันเปิดประตูรถก้าวขาลงไปหนึ่งข้าง ถุงใบใหญ่ที่อยู่ตรงขาก็ลอยละลิ่วมาเกือบชนใบหน้า
"เอาไปด้วย"
"ของพี่ไม่ใช่เหรอ จะให้ปันเอาไปทำไมคะ"
"ขี้เกียจกินแล้ว"
"อ้าว! แล้วพี่จะซื้อมาทำไม มันเปลืองเงินรู้ไหมคะ"
ขาข้างที่โผล่ไปนอกรถกลับเข้ามาในรถอีกครั้ง ฉันรับถุงนั้นมาอ้าออกดู ทั้งข้าวทั้งขนม มีนมและน้ำอัดลมด้วย
"ไม่รู้ รวยอยู่"
ฉันอึ้งกระพริบตาปริบๆ มองพี่โอบ อวดรวยด้วยหน้านิ่งเนี่ยน่ะ
"ก่อนนี้บ้านปันก็รวยค่ะ ตอนนี้เป็นไงล่ะคะ เฮ้อ! มันไม่มีอะไรแน่นอนหรอกค่ะ จริงๆ นะ"
ไม่อยากพูดถึงชีวิตอันแสนหดหู่ ในเมื่อให้ฉันก็รับ ฉันหอบเอาถุงนั้นลงจากรถแล้วย้ำพี่โอบอีกครั้ง
"รอห้านาที ปันจะรีบมาค่ะ"
ฉันยิ้มแล้ววิ่งเข้ามาในตึก อะพาร์ตเม้นต์นี้มีแค่แปดชั้น ฉันอยู่ชั้นห้า เข้าห้องได้ก็วางถุงนั้นบนโต๊ะ หยิบเสื้อช็อป เอามาแค่กุญแจกับมือถือลงมาชั้นล่างอีกครั้ง
"อ้าว..."
แต่พอลงมาถึงหน้าประตูใหญ่ รถที่ควรจะจอดรออยู่ตรงนี้กลับไม่อยู่แล้ว ฉันวิ่งไปทางโน้นทางนี้เพื่อดูว่าพี่โอบไปจอดรอตรงไหนหรือเปล่า แต่ก็ไม่พบเลยตัดสินใจโทรหา
"พี่โอบ.."
[มีธุระเลยรีบออกมา]
"แล้วเสื้อล่ะคะ"
[ฝากไว้ก่อน]
เท่านี้พี่โอบก็วางสาย พาลให้ฉันไม่สบายใจ รีบไปหาแฟนไหมนะ.. ก็คงใช่นั่นแหละ
วันนี้โอบไม่ได้ไปบ่อนเพราะเขาไม่มีเวลาเหลือพอ หลังจากเข้าไปขลุกตัวอยู่ที่ผับ K Night ในฐานะหุ้นส่วน โอบไม่ลืมส่งแชทบอกสิงหราชให้เก็บเรื่องที่เจอปันปันวันนี้เป็นความลับแล้วขับรถออกจากผับมากับเจไดตรงไปยังซอยหนึ่งในเวลาเที่ยงคืนภายในซอยเงียบสงัดด้วยบ้านหลังน้อยหลังใหญ่ส่วนมากแล้วจะเป็นบ้านคนมีเงินที่มักไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครรถคันสีดำไม่เปิดแม้แต่ไฟหน้ารถกลืนไปกับความมืดจอดนิ่งสนิทห่างจากบ้านชั้นเดียวประตูรั้วเหล็กสีดำราวหนึ่งร้อยเมตร ชายสองคนสวมใส่หมวกแก๊ปลงจากรถมายืนสูบบุหรี่อยู่ด้านหน้าจ้องมองไปยังบ้านหลังนั้น"ใครมันกล้ามากระตุกตีนมึงวะ" เจไดสงสัยโอบบอกเขาแค่ว่าให้มาช่วยจัดการคน มีเรื่องกันเมื่อกลางวัน แต่ไม่ได้ขยายความว่าเป็นใครและมีเรื่องอะไรกัน"ในนั้นมีคนอยู่คนเดียวกับพิทบูลสี่ตัว""แล้วมึงต้องการอะไร""ให้มันไม่กล้าไปพล่านกับใครได้อีก"คนพูดสูดบุหรี่เข้าปอดหนักๆ ก่อนจะพ่นควันขึ้นด้านบนแล้วนึกถึงสภาพกระเซอะกระเซิงของปันปัน ความโมโหก็วิ่งมาสุมอยู่ในอกไม่ต่างจากลาวา"ใครที่ว่าใช่มึงไหม""ไม่ใช่"เจไดเกาหัว โอบพูดเหมือนว่าไม่ได้มาเอาคืนให้ตัวเองอย่างนั้น"มึงขยายความได้ไหม กูจะได้ช่ว
พี่โอบจูบฉันอีกครั้งเหิมเกริมหนักด้วยเรียวลิ้นสอดเข้ามาหยอกล้อในโพรงปาก ฉันเป็นเด็กดีนั่งนิ่งให้เขาทำตามใจและเรียนรู้ไปในคราวเดียวกันครั้นได้ยินเสียงครางต่ำในลำคอหนา พี่โอบก็ผละออกแล้วจับใบหน้าฉันให้หันกลับมาทางเดิม"เล่ามาได้แล้ว"จูบขนาดนั้นฉันจะยังจำอะไรได้ไหมล่ะฉันเอนตัวพิงซบเหมือนเดิม อย่างแรกควรพูดให้เขารู้ว่าฉันมีปัญหาทางการเงินเพราะอะไร"เมื่อปีที่แล้วบ้านปันล้มละลายค่ะ พ่อแม่ไปต่างประเทศแล้วทิ้งเงินไว้ให้หนึ่งก้อน ตอนนี้เงินหมดแล้ว ปันเลยต้องดิ้นรนหาเงิน"พี่โอบไม่ได้ตอบโต้ แต่มือใหญ่ที่ลูบวนอยู่ที่หน้าท้องบอกให้รู้ว่าเขาฟังอยู่"ปันรับงานเป็นที่ปรึกษาปัญหาชั่วโมงละ 200 บ. ปกติจะคุยผ่านมือถือ จะคุยต่อหน้าเฉพาะนักศึกษาในมอ แต่วันนี้เห็นว่าเป็นวันเสาร์ ปันเลยไปรับงานข้างนอก เขาบอกสถานที่เป็นห้องซ้อมดนตรี ปันไม่คิดว่าห้องนั้นจะอยู่ในบ้านที่มีรั้วทึบ และไม่รู้ว่าปัญหาของเขาคือ..นกเขาไม่ขัน"มือใหญ่หยุดชะงัก ฉันเงยหน้ามองพี่โอบ เขาก็ก้มหน้าลงมาเช่นกัน"ต่อ""มันบอกนกเขาไม่ขัน แต่พอมันถอดกางเกงออกมาก็ตั้งโด่เหมือนของพี่เลย แบบนี้เขาเรียกขันใช่ไหมล่ะคะ มันบอกให้ปันช่วยหน่อย ปันเลย
รถเคลื่อนตัวออกมาได้ห้านาทีฉันก็ยกฝ่ามือขึ้นมาปาดเช็ดน้ำตาแล้วใช้มันปิดใบหน้ากดความรู้สึกย่ำแย่ เหตุการณ์เมื่อครู่เลวร้ายยิ่งกว่าพ่อแม่ทิ้งเอาไว้คนเดียวเสียอีก ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าฉันช่วยตัวเองออกมาไม่ได้จะเป็นอย่างไร"ไปไหนมา"ในที่สุดก็มีคำถามจากพี่โอบ ฉันสูดน้ำมูกแรงๆ แล้วเอามือออกจากใบหน้าหันมองเขา"ไปทำงานค่ะ""งานอะไร"เขาไม่ได้มองหน้าฉันนะ แต่ใบหน้ายังคงขึงขังคิ้วขมวด"งานที่ปรึกษา""แล้ว?""ปันถูกลูกค้าหลอกมาปล้ำ"เสียงของฉันสั่นพยายามกลั้นที่สุด พี่โอบยังคงมองตรงไปข้างหน้าแล้วเงียบไปตั้งแต่นั้นไม่มีคำถามใดต่อ จากนั้นความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้นไปพร้อมกับบรรยากาศในรถคุกรุ่นด้วยอารมณ์บางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกร้อนๆ หนาวๆและฉันก็คิดว่าพี่โอบคงจะพาไปส่งอะพาร์ตเม้นต์ แต่กลับคิดผิดเมื่อรถเข้ามาจอดนิ่งสนิทในลานจอดรถใต้อาคารคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งฉันไม่ได้ถามว่าที่นี่่ที่ไหน พาฉันมาที่นี่ทำไม และเขาเองก็ยังคงเงียบและนั่งนิ่งมานานกว่าห้านาทีแล้วเป็นฉันเองที่ทนกับความอึดอัดนี้ไม่ไหวจึงยื่นมือไปจับท่อนแขนหนาเอ่ยทำลายความเงียบ"พี่โอบมีแฟนไหม"เขาหันมาสบตาทันที"มีแฟนไหมคะ""ถามเพื่อ?""ถามเ
ฉันพยายามลืมเรื่องที่พี่โอบพูดแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงานที่ปรึกษาชั่วโมงละสองร้อยบาทต่อไป ในเมื่อตอนนี้ฉันมีเวลาและกำลังไหวเท่านี้ก็ต้องกัดฟันวันเสาร์ฉันมีนัดนอกสถานที่ คุณคุณสายฟ้านัดหมายให้ฉันไปนั่งรับฟังเขาปรับทุกข์ที่ห้องซ้อมดนตรีแห่งหนึ่ง เขายินดีจ่ายค่าเดินทางให้ฉันหนึ่งพันบาท ไหนๆ วันเสาร์ก็ว่างอยู่แล้ว ก็เลยไม่อยากปฏิเสธเงินค่าเดินทางที่ได้มากกว่าค่าจ้างฉันมาถึงสถานที่นัดหมายเวลาบ่ายโมง ห้องซ้อมดนตรีแห่งนี้อยู่ใน..บ้านชั้นเดียวหลังหนึ่ง ฉันคิดว่ามันจะอยู่ในอาคารพาณิชย์เสียอีก"อยู่ในบ้านเหรอ""ปันปันใช่ไหมครับ"ในขณะยืนงงอยู่ ประตูเหล็กบานเล็กก็ถูกเปิดพร้อมกับผู้ชายรูปร่างผอมสูงโผล่หน้าออกมา"ใช่ค่ะ""เข้าข้างในเถอะ ผมอยากคุยกับคุณจะแย่อยู่แล้ว"มือใหญ่หยาบกร้านยื่นออกมาคว้าแขนฉันให้เข้าไปด้านในประตูรั้ว อย่างแรกที่ฉันเห็นคือสุนัขพันธุ์พิทบูลอยู่ในกรงสี่ตัว บ้านปิดประตูเอาไว้แน่น บนพื้นมีเศษใบไม้แห้งมากมาย เสียงสุนัขเห่ามาพร้อมกับลมพัดเบาหวิวชวนให้รู้สึกวังเวง ฉันยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองไปมา"ทางนี้ครับ"เฮือก! ฉันสะดุ้งเมื่อเสียงพูดนั้นดังใกล้เกินไปราวกับพูดอยู่ข้างหู หันมองก็พบว
ฉันคิดผิดที่ว่าไม่มีธุรกงการอะไรกับพี่โอบอีกเพราะกลับมาถึงห้องถึงเพิ่งรู้ตัวว่าคืนของให้พี่โอบไม่หมดฉันหยิบพวงกุญแจเกียร์ที่วางอยู่บนชั้นหนังสือข้างโต๊ะขึ้นมาดู ลืมไปเสียสนิทว่าตอนซักเสื้อฉันเอามันมาวางไว้ตรงนี้"หรือเขาจะโทรมาทวงเกียร์"ใช่แน่ๆ ฉันนั่งทำใจอยู่สักพักก็หยิบมือถือมาโทรหาพี่โอบ รอสายไม่กี่วินาทีทางนั้นก็รับสาย"เดี๋ยวเอาพวงกุญแจไปคืนให้พรุ่งนี้ค่ะ"พูดจบฉันก็วางสายไม่รอฟังว่าพี่โอบจะตอบกลับว่าอย่างไรติ๊งๆ ไม่เกินคาดว่าต้องมีข้อความตามมา ฉันไม่ได้เปิดอ่าน แต่อ่านจากแจ้งเตือนบนหน้าจอคนโหด : เป็นแรปเปอร์?คนโหด : พรุ่งนี้บ่ายสองจะรอที่ตึกวิศวะ"ไปให้โง่ทำไม"แต่เพราะความกลัวว่าเขาจะบุกไปหาถึงตึกคณะ ฉันเลยเลือกจะมาหาพี่โอบเองดีกว่า บ่ายสองฉันก็มาเกาะอยู่ต้นไม้หน้าตึกวิศวกรรมศาสตร์ สวมวิญญาณพวกถ้ำมองมองหาคนหน้าโหดเอี๊ยด!เสียงล้อยางบดเบียดถนนพร้อมกับรถที่มาจอดเทียบบดบังการมองเห็น ฉันตัวชาวาบขนลุกเพราะรถคันนั้นเป็นของพี่โอบ เขาเปิดกระจกรถแล้วกระดิกนิ้วชี้เรียว..ฉันชิ! ตาดีเชียวฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เดินอย่างเชื่องช้าเข้่าไปหาเขา และคงไม่ทันใจนั่นแหละ พี่โอบถึงได้ลงจากรถม
หลังจากดีดดิ้นอยู่บนบ่าแกร่งจนเหนื่อย ฉันก็ถูกพี่โอบเหวี่ยงเข้ามานั่งในรถ พอเป็นอิสระฉันก็เบี่ยงตัวหนีด้วยความหวาดกลัวตัวสั่น"ปืนไม่ได้จ่อหัวเรา จะกลัวเพื่อ?""พี่เป็นคนถือปืนจะไปเข้าใจอะไร"ฉันหลบหลีกดวงตาคมน่ากลัวก้มมองรองเท้าแก้วที่เหลือข้างเดียว มันน่าจะหล่นระหว่างทางที่เดินมา"ปันอยากได้รองเท้าคืนค่ะ""เราควรออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด"พี่โอบรัดเข็มขัดนิรภัยให้ฉันเสร็จก็หยัดยืนขึ้นเตรียมปิดประตู แต่ฉันก็ปลดมันออกแล้วผลักประตูดึงดัน"พี่อยากไปก็ไปเลยค่ะ ปันจะไปเอารองเท้า เอาของๆ ปันในนั้น"ฉันหย่อนขาลงจากรถ ก่อนจะได้ยืนขึ้นคนโหดที่อยู่ไม่ไกลกลับจับมันมาวางที่เดิม มือใหญ่สอดรับปลายคางมนบีบแน่น"เตือนอีกครั้งว่าอย่าดื้อกับพี่ถ้าไม่อยากเจ็บตัว""ฮึก! ฮึก!"ความน่ากลัวและคำข่มขู่เรียกเสียงสะอื้นไห้ น้ำตาร่วงเผาะเป็นเม็ดๆ อาบแก้ม ฉันก็แค่จะไปเอาของ ทำไมถึงต้องมาข่มขู่กันด้วยเหมือนว่าพี่โอบจะไม่ชอบน้ำตาเท่าไหร่ เขาดึงมือออกด้วยแรงหงุดหงิดแล้วปิดประตูอย่างแรง ฉันยกมือขึ้นปิดใบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น พยายามสลัดความหวาดกลัวเท่าไหร่ก็สลัดไม่ได้ เขาเป็นนักศึกษานะ ทำไมถึงมีปืน ทำไมถึงกล้าทำ







