เข้าสู่ระบบแกรก
เสียงขูดช้อนโลหะกับก้นถ้วยกระเบื้องดังลากยาวบาดแก้วหู ดังมาจากฝั่งของขุนเขา มันเป็นเสียงที่ฟังดูน่าขนลุกและเต็มไปด้วยการคุกคาม พาสเทลสะดุ้งเฮือกราวกับถูกไฟฟ้าช็อก ตวัดสายตาไปมองก็พบว่าขุนเขากำลังกดปลายช้อนลงกับถ้วยเปล่าอย่างแรงจนข้อนิ้วขาวซีด นัยน์ตาสีนิลคู่นั้นไม่ได้มองที่ช้อน แต่มันจ้องเขม็งทะลุทะลวงมาที่ดวงตาของพาสเทลโดยตรง!
ดวงตาของขุนเขามืดมิดราวกับหลุมดำ แฝงไปด้วยรังสีอำมหิตที่พร้อมจะฆ่าฟัน มุมปากหยักลึกกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่ส่งสารเตือนภัยระดับสูงสุด ถ้ามึงยอมให้มันจับหน้ามึงมือมึงขาดแน่
“ไม่เป็นไรครับพี่น่าน! พาสเทลเช็ดเองได้ครับ!” พาสเทลรีบผงะถอยหลังหนีมือของน่านน้ำอย่างรวดเร็วจนหลังกระแทกพนักเก้าอี้ คว้ากระดาษทิชชูมาเช็ดปากตัวเองอย่างลนลาน มือไม้สั่นไปหมดจนเช็ดเปรอะเปื้อนยิ่งกว่าเดิม น่านน้ำชะงักมือค้างกลางอากาศ กะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงุนงง
ทำไมจู่ ๆ น้องพาสเทลถึงปฏิกิริยารุนแรงขนาดนั้นวะ?
หรือว่าเขาจะรุกหนักเกินไปจนน้องตั้งรับไม่ทัน?
สงสัยต้องค่อยเป็นค่อยไปซะแล้วสิไอ้น่านน้ำเอ๊ย
“อ่า โอเคครับ ๆ เช็ดเองก็ได้ เอ่อ น้องพาสเทลนั่งทานไปก่อนนะครับ เดี๋ยวพี่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำแป๊บหนึ่ง ส่วนมึงไอ้ขุน! นั่งนิ่ง ๆ ห้ามแกล้งอะไรน้องเขาเด็ดขาด เข้าใจไหม!” น่านน้ำดึงมือกลับมาเกาหัวแก้เก้อ ก่อนจะรู้สึกปวดหน่วง ๆ ที่ท้องน้อย อาการปวดเบาจากการดื่มน้ำเปล่าไปหลายแก้วเริ่มประท้วง
น่านน้ำหันไปชี้หน้าคาดโทษเพื่อนสนิท ขุนเขาเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ น่านน้ำลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ ก่อนจะเดินนวยนาดตรงไปยังทางเดินไปห้องน้ำหลังร้าน ทิ้งให้บรรยากาศที่โต๊ะตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม ทันทีที่แผ่นหลังบางของน่านน้ำลับสายตาไป อุณหภูมิรอบโต๊ะก็คล้ายจะดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็งในฉับพลัน
พาสเทลนั่งตัวสั่นงันงก ก้มหน้ามองถ้วยบิงซูที่เริ่มละลายราวกับมันเป็นสิ่งน่าสนใจที่สุดในโลก ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับมัจจุราชที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เสียงเพลง K-pop ในร้านดูเหมือนจะเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน เหลือเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกที่ติดขัดของตัวเอง
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที แต่สำหรับพาสเทลมันช่างยาวนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ จู่ ๆ เงาดำขนาดใหญ่ก็ทาบทับลงมาบดบังแสงสว่างจากโคมไฟด้านบน พาสเทลสะดุ้งเฮือก ค่อย ๆ ช้อนสายตาที่สั่นระริกขึ้นมองด้วยความหวาดกลัว
ร่างสูงใหญ่ของขุนเขาไม่ได้นั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แบบสบาย ๆ อีกต่อไป เขาโน้มตัวข้ามโต๊ะกระจกเข้ามาใกล้ ใกล้เสียจนพาสเทลได้ยินเสียงลมหายใจหนัก ๆ และสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมสปอร์ตผสมกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวอีกฝ่าย แขนแกร่งทั้งสองข้างของขุนเขาวางค้ำอยู่บนโต๊ะ ล้อมกรอบพื้นที่ของพาสเทลเอาไว้อย่างคุกคาม
ใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับด้วยรอยสักเถาวัลย์หนามอยู่ห่างจากใบหน้าของพาสเทลเพียงแค่คืบ นัยน์ตาคมกริบสีนิลวาวโรจน์ไปด้วยรังสีอำมหิตขั้นสุด มันไร้ซึ่งความปรานี ไร้ซึ่งความล้อเล่น มันคือสายตาของนักล่าที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อให้ขาดเป็นชิ้น ๆ
พาสเทลกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก น้ำตาเริ่มคลอหน่วยด้วยความหวาดกลัวสุดขีด สัญชาตญาณร้องเตือนว่าผู้ชายคนนี้อันตรายเกินไป อันตรายระดับที่สามารถฆ่าเขาหมกป่าได้โดยไม่ต้องกะพริบตา! ริมฝีปากหยักลึกของขุนเขาขยับเปิดออก ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำ แหบพร่า และเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก จะถูกกดต่ำกระซิบลอดไรฟันออกมา มันเป็นประโยคสั้น ๆ ที่ไม่ได้ตะคอก แต่กลับดังก้องกังวานและกรีดลึกเข้าไปในโสตประสาทของคนฟัง
“ฟังนะ คนนี้กูจองแล้ว” ขุนเขาเว้นจังหวะ นัยน์ตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เบิกกว้างของพาสเทล
“...” พาสเทลอ้าปากค้าง วิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง
“ถ้าไม่อยากเดือดร้อน ก็เลิกยุ่งกับมันซะ”
คำขู่ที่แสนจะเรียบง่ายแต่ทรงพลังอำนาจ ทำเอาพาสเทลหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม เลือดในกายสูบฉีดอย่างบ้าคลั่งด้วยความตื่นตระหนก ขนทุกเส้นบนร่างกายลุกชัน น้ำใส ๆ ที่รื้นอยู่ตรงขอบตาเริ่มหยดแหมะลงมาอาบแก้มเนียน เขารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมด หายใจไม่ออก สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ
“เข้าใจแล้วครับ ฮึก พาสเทลจะไม่ยุ่งแล้วครับ ไม่ยุ่งแล้ว” พาสเทลละล่ำละลักตอบเสียงสั่นเครือ น้ำตาร่วงเผาะลงบนตัก มือไม้สั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้ ความน่ากลัวของพี่ขุนเขามันเกินกว่าที่เด็กปีหนึ่งบอบบางอย่างเขาจะรับมือไหว รังสีหวงของที่แผ่ออกมามันชัดเจนเสียจนคนตาบอดยังดูออกว่าสองคนนี้ไม่ใช่แค่เพื่อนสนิทธรรมดาแน่ ๆ! แล้วพี่น่านน้ำมาหลอกจีบเขาทำไมเนี่ย! อยากให้เขาโดนฆ่าหั่นศพยัดถังเหรอ!
ขุนเขามองผลงานการไซโคของตัวเองด้วยแววตาพึงพอใจ รอยยิ้มมุมปากแห่งชัยชนะผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา เขาผละตัวออกจากการคุกคาม เอนหลังกลับไปนั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าสบาย ๆ ตามเดิม ราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น กรงเล็บของราชสีห์ถูกเก็บซ่อนกลับเข้าไปใต้ท่าทีนิ่งขรึมอย่างแนบเนียน
“มาแล้ว ๆ รอนานไหมครับน้องพาสเทลคนดี พี่ไป”
เสียงเจื้อยแจ้วของน่านน้ำดังขึ้นพร้อมกับร่างโปร่งที่เดินยิ้มร่ากลับมาที่โต๊ะ แต่คำพูดของเขาก็ต้องชะงักค้างอยู่แค่นั้น เมื่อเห็นสภาพของรุ่นน้องเป้าหมาย พาสเทลผุดลุกขึ้นยืนพรวดพราดจนเก้าอี้ขูดกับพื้นเสียงดังเอี๊ยด ใบหน้าหวานซีดเซียว น้ำตาไหลอาบสองแก้ม ท่าทางลุกลี้ลุกลนราวกับคนเพิ่งเห็นผีมาหมาด ๆ
“อ้าว น้องพาสเทล เป็นอะไรครับ! ทำไมร้องไห้! ไอ้ขุน! มึงทำอะไรน้องเขา!” น่านน้ำรีบถลาเข้ามาหา หมายจะเข้าไปจับแขนปลอบประโลม แต่พาสเทลกลับสะดุ้งสุดตัวและถอยกรูดหนีไปด้านหลังราวกับน่านน้ำเป็นตัวเชื้อโรค
“พี่น่านน้ำ! พาสเทล เอ่อ พาสเทลปวดท้อง! ปวดท้องกะทันหันครับ! สงสัยบิงซูจะทำพิษ! แล้วก็ แล้วก็หมาที่บ้านป่วยหนักด้วยครับ พาสเทลต้องรีบกลับไปพาหมาไปหาหมอ! ขอตัวก่อนนะครับ! ลาก่อนครับ! ชาตินี้ไม่ต้องมาเจอกันอีกนะครับพี่!”
พูดจบประโยคข้ออ้างที่ฟังดูป่วยการที่สุดในโลก พาสเทลก็คว้ากระเป๋าสะพายข้างของตัวเอง แล้วใส่เกียร์หมาสับขาวิ่งเตลิดเปิดเปิงพุ่งตัวออกจากร้านบิงซูไปอย่างรวดเร็วปานพายุเฮอริเคน ทิ้งให้น่านน้ำยืนอ้าปากค้าง มือค้างอยู่กลางอากาศ มองตามแผ่นหลังที่วิ่งหนีไปจนลับสายตาด้วยความช็อกสุดขีด
“ดะ เดี๋ยวสิครับน้องพาสเทล! บิงซูยังกินไม่หมดเลย! หมาป่วยอะไรวะ บ้านน้องเขาอยู่หอพักไม่ใช่เหรอ!” น่านน้ำโวยวายเสียงหลง หันขวับกลับมามองหน้าขุนเขาที่นั่งไขว่ห้างหน้าตาเฉย
“ไอ้ขุน! มึงทำอะไรน้องเขา! สารภาพมาเดี๋ยวนี้นะ! ตอนกูไม่อยู่มึงขู่อะไรน้องเขา!” ขุนเขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ทำหน้าตายสนิทราวกับรูปปั้นหิน
“กูไม่ได้ทำอะไร กูแค่นั่งหายใจของกูเงียบ ๆ เด็กนั่นมันคงปวดท้องจริง ๆ อย่างที่มันบอกนั่นแหละ มึงก็เห็นว่ามันกินบิงซูไปตั้งหลายคำ อาจจะท้องเสียกะทันหันก็ได้”
“มึงโกหก! หน้าตาน้องเขาเหมือนคนโดนผีหลอกมากกว่าคนปวดท้องขี้อีก!” น่านน้ำทึ้งผมตัวเองอย่างบ้าคลั่ง ความฝันที่จะมีแฟนเป็นหนุ่มน้อยน่ารักพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตาอีกครั้ง!
“โอ๊ยยยยยย! ทำไมวะ! ทำไมกูถึงจีบใครไม่ติดเลย! หรือว่ากูจะดวงตกจริง ๆ วะ! เจ้ากรรมนายเวรต้องตามมาขัดลาภกูแน่ ๆ เลย! ไอ้หมอดูที่บอกว่ากูมีมารผจญขัดขวางความรักมันพูดจริงเหรอเนี่ย!” น่านน้ำทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดอาลัยตายอยาก ยกมือขึ้นปิดหน้า คร่ำครวญโทษฟ้าโทษฝน โทษราศีเกิด โทษดวงชะตา โทษทุกอย่างบนโลกใบนี้ ยกเว้นโทษเจ้ากรรมนายเวรตัวเป็น ๆ ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ขุนเขามองดูคนตรงหน้าที่กำลังฟูมฟายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูปนขบขันที่ซ่อนไว้อย่างมิดชิด เขาไม่ได้พูดปลอบใจ หรือแก้ตัวอะไรเพิ่มเติม ร่างสูงใหญ่เพียงแค่ขยับตัวโน้มไปข้างหน้า เอื้อมมือไปดึงถ้วยบิงซูสตรอว์เบอร์รีชีสเค้กของพาสเทลที่ยังเหลืออยู่เต็มถ้วยมาวางตรงหน้าตัวเอง มือหนาจับช้อนตักสตรอว์เบอร์รีลูกโตเคลือบน้ำเชื่อมสีแดงสดเข้าปาก เคี้ยวอย่างเชื่องช้าและอารมณ์ดี รสชาติความหวานอมเปรี้ยวของสตรอว์เบอร์รีมันช่างเข้ากันได้ดีกับรสชาติของชัยชนะ อย่างบอกไม่ถูก
“เออ คงงั้นมั้ง” ขุนเขาตอบรับคำคร่ำครวญของน่านน้ำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ามุมปากหยักลึกกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ รอยยิ้มที่น่านน้ำไม่มีวันได้เห็น ร้องไห้ไปเถอะไอ้ลูกแมว เพราะตราบใดที่กูยังนั่งอยู่ตรงนี้ ต่อให้มึงไปหาหมอดูแก้เคล็ดอีกสิบวัด มึงก็ไม่มีทางหาเมียได้หรอกปฏิบัติการหมาหวงก้าง สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีอีกหนึ่งภารกิจ!
“ขะ ขอโทษครับพี่! ผมไม่ได้ตั้งใจมองทาง ขอโทษจริง ๆ ครับ!” นักศึกษาคนนั้นรีบหันมาผงกหัวขอโทษขอโพยหน้าตาตื่น เมื่อเงยหน้าขึ้นมาสบเข้ากับดวงตาคมกริบดั่งพญามัจจุราชของขุนเขาที่จ้องมองมาอย่างเอาเรื่อง เด็กหนุ่มก็หน้าซีดเผือด รีบยกมือไหว้ปลก ๆ แล้ววิ่งหนีตามกลุ่มเพื่อนไปอย่างรวดเร็วเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นและจบลงภายในเวลาไม่ถึงสามวินาที แต่วินาทีที่ยาวนานที่สุด กลับเป็นวินาทีที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น น่านน้ำเบิกตากว้างค้างอยู่ท่าเดิม ร่างกายแข็งทื่ออยู่ในอ้อมกอดของเพื่อนสนิท อะดรีนาลีนที่สูบฉีดพลุ่งพล่านจากความตกใจเมื่อครู่ กำลังถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกประหลาดบางอย่างที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากกลางอกแผ่นหลังของเขาสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้างของขุนเขา สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อภายใต้เสื้อยืดบาง ๆ และที่สำคัญที่สุด เขาสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่หนักแน่นและสม่ำเสมอของคนที่ซ้อนอยู่ด้านหลังกลิ่นหอมสปอร์ตราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นบุหรี่จาง ๆ และฟีโรโมนดิบ ๆ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของขุนเขา ลอยกรุ่นเตะจมูกเข้าอย่างจัง มันเป็นกลิ่นที่อวลอยู่ในอากาศรอบตัวเขา กลิ่นที่ทำให
“โอ๊ยยยยยยย! ทำไมชีวิตของไอ้น่านน้ำคนนี้มันถึงได้รันทดบัดซบขนาดนี้วะ! ฟ้าไม่ยุติธรรม! สวรรค์กลั่นแกล้ง! โลกใบนี้มันช่างโหดร้ายกับรุกตัวพ่ออย่างกูเกินไปแล้ว!”เสียงโวยวายโอดครวญดังก้องไปตลอดทางเดินฟุตบาทริมถนนหน้ามหาวิทยาลัย ร่างโปร่งบางของน่านน้ำในชุดเสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซซ์ลายทางที่อุตส่าห์ตั้งใจแต่งมาหล่อเต็มพิกัด บัดนี้กำลังเดินเตะฝุ่นเตะก้อนหินริมทางอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก ไหล่ที่เคยตั้งตรงอย่างสง่าผ่าเผยลู่ตกลงจนดูคล้ายกับลูกหมาเปียกฝนที่เพิ่งโดนเจ้าของทิ้ง ใบหน้าหวานที่เคยมั่นใจนักมั่นใจหนาหงิกงอเป็นม้าหมากรุก ริมฝีปากบางขมุบขมิบบ่นกระปอดกระแปดไม่หยุดหย่อนมาตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากร้านคาเฟ่บิงซูภาพความฝันที่จะได้มีแฟนน้องปีหนึ่งหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มควงแขนเดินเล่นในมหาวิทยาลัย พังทลายแหลกละเอียดเป็นผุยผง ลอยหายไปกับสายลมพร้อมกับแผ่นหลังของน้องพาสเทล ที่ใส่เกียร์หมาสับขาวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งไว้เพียงข้ออ้างระดับตำนานเรื่องปวดท้องกะทันหันและหมาที่บ้านป่วยหนัก หมาป่วยบ้าบออะไรกัน! เด็กปีหนึ่งอยู่หอพักในมหาวิทยาลัยเขาห้ามเลี้ยงสัตว์โว้ย! ข้ออ้างห่วยแตกแบบนี้เด็กอนุบาลยั
แกรกเสียงขูดช้อนโลหะกับก้นถ้วยกระเบื้องดังลากยาวบาดแก้วหู ดังมาจากฝั่งของขุนเขา มันเป็นเสียงที่ฟังดูน่าขนลุกและเต็มไปด้วยการคุกคาม พาสเทลสะดุ้งเฮือกราวกับถูกไฟฟ้าช็อก ตวัดสายตาไปมองก็พบว่าขุนเขากำลังกดปลายช้อนลงกับถ้วยเปล่าอย่างแรงจนข้อนิ้วขาวซีด นัยน์ตาสีนิลคู่นั้นไม่ได้มองที่ช้อน แต่มันจ้องเขม็งทะลุทะลวงมาที่ดวงตาของพาสเทลโดยตรง!ดวงตาของขุนเขามืดมิดราวกับหลุมดำ แฝงไปด้วยรังสีอำมหิตที่พร้อมจะฆ่าฟัน มุมปากหยักลึกกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่ส่งสารเตือนภัยระดับสูงสุด ถ้ามึงยอมให้มันจับหน้ามึงมือมึงขาดแน่“ไม่เป็นไรครับพี่น่าน! พาสเทลเช็ดเองได้ครับ!” พาสเทลรีบผงะถอยหลังหนีมือของน่านน้ำอย่างรวดเร็วจนหลังกระแทกพนักเก้าอี้ คว้ากระดาษทิชชูมาเช็ดปากตัวเองอย่างลนลาน มือไม้สั่นไปหมดจนเช็ดเปรอะเปื้อนยิ่งกว่าเดิม น่านน้ำชะงักมือค้างกลางอากาศ กะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงุนงงทำไมจู่ ๆ น้องพาสเทลถึงปฏิกิริยารุนแรงขนาดนั้นวะ?หรือว่าเขาจะรุกหนักเกินไปจนน้องตั้งรับไม่ทัน?สงสัยต้องค่อยเป็นค่อยไปซะแล้วสิไอ้น่านน้ำเอ๊ย“อ่า โอเคครับ ๆ เช็ดเองก็ได้ เอ่อ น้องพาสเทลนั่งทานไปก่อนนะครับ เดี๋ยวพี่ขอตัวไปเ
ร้านคาเฟ่บิงซูสไตล์เกาหลีชื่อดังหน้ามหาวิทยาลัย ซึ่งปกติแล้วมักจะอบอวลไปด้วยบรรยากาศสดใสของวัยรุ่น เสียงเพลง K-pop จังหวะสนุกสนาน และกลิ่นหอมหวานของนมข้นหวานผสมสตรอว์เบอร์รี บัดนี้กลับมีมวลอากาศบางอย่างที่หนักอึ้งและเย็นเยียบแผ่ซ่านปกคลุมอยู่บริเวณโต๊ะมุมสุดของร้าน คล้ายกับมีเมฆฝนทึบแสงลอยตัวอยู่เฉพาะจุด ท่ามกลางการตกแต่งร้านด้วยโทนสีชมพูพาสเทลและตุ๊กตาหมีขนฟู“พี่น่านน้ำ เอ่อ พี่คนนี้เขา”เสียงหวาน ๆ ของ “น้องพาสเทล” เฟรชชี่ปีหนึ่งหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ดวงตากลมโตที่สุกใสราวกับลูกกวางน้อย บัดนี้กำลังเบิกกว้างและสั่นระริกขณะช้อนสายตาขึ้นมองสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ ที่นั่งแผ่รังสีอำมหิตอยู่ฝั่งตรงข้าม น่านน้ำผู้ซึ่งวันนี้จัดเต็มด้วยเสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซซ์ลายทางที่เขาคิดเอาเองว่าใส่แล้วดูเป็นโอปป้าสายรุกยืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะผายมือไปทางเพื่อนสนิทหน้าตายที่นั่งกอดอกอยู่ข้าง ๆ“อ๋อ ไม่ต้องตกใจไปครับน้องพาสเทล นี่ไอ้ขุนเขาเพื่อนสนิทพี่เอง วันนี้มันว่างจัดไม่มีอะไรทำ พี่เลยลากมันมาเป็น เอ่อ เป็นเพื่อนช่วยคุมเชิงน่ะครับ ถือซะว่าม
ความเงียบโรยตัวลงปกคลุมห้องพักทันทีที่น่านน้ำยื่นคำขาด ขุนเขาจ้องหน้าน่านน้ำเขม็ง นัยน์ตาสีนิลวาวโรจน์ไปด้วยรังสีความไม่พอใจอย่างรุนแรง กรามคมสันขบเข้าหากันจนนูนเป็นสัน บรรยากาศรอบตัวเริ่มลดต่ำลงจนน่าอึดอัดให้เขาไปช่วยไอ้ลูกแมวตัวนี้จีบคนอื่นเนี่ยนะ?ฝันไปเถอะ!แค่ได้ยินชื่อไอ้เด็กพาสเทลอะไรนั่นเขาก็อยากจะเดินไปหักคอทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด!“ไม่-มี-ทาง เรื่องไร้สาระ กูไม่ทำ” ขุนเขากดเสียงต่ำ เน้นทีละคำอย่างชัดเจนและเด็ดขาด“แต่มึงต้องทำ! มึงเป็นต้นเหตุนะโว้ย! มึงเห็นแก่ความเป็นเพื่อนของเราหน่อยดิวะ กูขอร้องล่ะ ช่วยกูจีบน้องพาสเทลหน่อย นะ ๆ ๆ ๆ ไอ้ขุนเพื่อนรัก” น่านน้ำไม่ยอมแพ้ กระชากแขนเสื้อของขุนเขาอย่างแรง“กูบอกว่าไม่ อย่ามางี่เง่า น่านน้ำ เลิกมโนว่าตัวเองเป็นรุกแล้วอยู่เงียบ ๆ ไปซะ” ขุนเขาสะบัดแขนออกอย่างไม่ไยดี ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ออร่าความกดดันแผ่ซ่านออกมาจนน่านน้ำต้องเผลอก้าวถอยหลัง คำปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยบวกกับคำด่าที่แทงใจดำ ทำเอาน่านน้ำปรี๊ดแตกขั้นสุด ความน้อยใจและความโกรธตีรวนขึ้นมาจนหน้าแดงก่ำ ในเมื่อพูดดี ๆ ไม่ชอบ ใช้ไม้แข็งก็ไม่สะเทือน มันก็ต้องเจอกับไพ่ตายที่เขาเพิ่งนึ
หน้าจอสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดส่องแสงสว่างวาบสะท้อนกับใบหน้าหวานที่กำลังขมวดคิ้วมุ่นจนแทบจะผูกกันเป็นปม น่านน้ำนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงนอนนุ่มฟู สองขากระดิกไปมากลางอากาศอย่างคนร้อนรน นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างพิมพ์ข้อความยุกยิก ๆ ลงบนแป้นพิมพ์ทัชสกรีน ก่อนจะกดลบ แล้วก็พิมพ์ใหม่ วนเวียนอยู่แบบนี้มาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วดวงตาเรียวรีจ้องเขม็งไปยังรูปโปรไฟล์ในแอปพลิเคชันสีเขียวของเป้าหมายหมายเลขหนึ่ง “น้องพาสเทล”น้องพาสเทลคือเด็กเฟรชชี่ปีหนึ่งจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ เจ้าของฉายานางฟ้าแห่งตึกศิลป์ รูปลักษณ์ของน้องเรียกได้ว่าตรงสเปกของน่านน้ำทุกกระเบียดนิ้ว ผิวขาวจัดจนแทบจะเรืองแสงได้ แก้มยุ้ย ๆ สีชมพูระเรื่อ ดวงตากลมโตสุกใสเหมือนลูกกวางน้อย รูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอม แถมยังชอบใส่เสื้อสเวตเตอร์สีพาสเทลโอเวอร์ไซซ์ที่ดูนุ่มนิ่มไปหมดทั้งตัว ในสายตาของคนที่สถาปนาตัวเองว่าเป็นรุกตัวพ่ออย่างน่านน้ำ น้องพาสเทลคือสุดยอดของแรร์ไอเทมสายรับที่เขาจะต้องคว้ามาควงแขนเพื่อลบคำสบประมาทและกอบกู้ศักดิ์ศรีคืนจากไอ้แฮชแท็ก #แมวของขุนเขา ให้จงได้! แต่ทว่าปฏิบัติการล่าเหยื่อครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่หมูอย่างที่คิดน่านน้ำสุดหล่อ:







