로그인“ฮ่องเต้เล่า” ซีฮันถามต่อ “เขามาหรือไม่”
ตงเปียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบาลง
“ฝ่าบาทเสด็จมาเพียงชั่วยามหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ หมอหลวงทูลว่าพระอาการของพระองค์เกิดจากร่างกายอ่อนแอมานาน มิใช่เพราะถูกวางยา ฝ่าบาทจึงรับสั่งให้รักษาตามอาการ แล้ว...แล้วเสด็จกลับไป”
คำตอบนั้นไม่ทำให้นางแปลกใจ แต่ความเจ็บลึกในอกกลับเป็นความรู้สึกของซีฮันคนเดิมที่ยังตกค้างอยู่ ฮ่องเต้เฉียนหลง ชายที่แต่งกับนางเพราะการเมือง ไม่เคยรัก ไม่เคยเข้าใจ และไม่เคยคิดว่านางมีค่าพอให้ปกป้อง ในความทรงจำของร่างเดิม นางเคยรอเขานับครั้งไม่ถ้วน รอเพียงสายตาอ่อนโยนหนึ่งครั้ง คำปลอบโยนหนึ่งคำ หรือแม้แต่ความยุติธรรมเล็กน้อย ทว่าสิ่งที่ได้กลับมีเพียงความเย็นชา
ลิลลี่ หรือซีฮันคนใหม่ กระตุกมุมปากอย่างเย็นเยียบ “ดี เช่นนั้นก็แปลว่าข้าไม่ต้องคาดหวังจากผู้ใด”
ตงเปียนมองนางอย่างตกตะลึง ราวกับไม่เคยได้ยินฮองเฮาพูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้มาก่อน “เหนียงเหนียง...”
“เอากระจกมาให้ข้า”
ตงเปียนรีบลุกไปหยิบกระจกทองเหลืองมาถวาย ซีฮันรับมาอย่างช้า ๆ ภาพในกระจกพร่าเล็กน้อย แต่ยังสะท้อนใบหน้าของสตรีผู้หนึ่ง ใบหน้างดงามสูงศักดิ์ คิ้วเรียวยาว ดวงตาหงส์อ่อนล้าแต่ลึกจนยากคาดเดา ริมฝีปากซีดขาว ผิวพรรณไร้เลือดฝาด นี่ไม่ใช่ลิลลี่ ชุง อีกต่อไป แต่ก็ไม่ใช่ฮองเฮาซีฮันผู้อ่อนแอคนเดิมเช่นกัน
นางวางกระจกลง แล้วกวาดตามองรอบห้อง ตำหนักเย็นแห่งนี้แม้ยังเป็นตำหนักฮองเฮา แต่กลับถูกปล่อยให้ซบเซาอย่างน่าอดสู ผ้าม่านเก่า โคมไฟน้ำมันใกล้หมด ไม้พื้นบางแผ่นชื้นจนเกิดกลิ่นรา แจกันมุมห้องมีดอกไม้เหี่ยวเฉา ไม่มีสิ่งใดสมฐานะมารดาแห่งแผ่นดินแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าคนในวังตั้งใจปล่อยให้นางค่อย ๆ ถูกลืม
“ตงเปียน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ห้ามผู้ใดแตะต้องอาหาร ยา น้ำชา หรือเครื่องหอมของข้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้า เจ้าต้องตรวจทุกอย่างด้วยตนเอง และอย่าไว้ใจหมอหลวงคนใดทั้งสิ้น”
“พ่ะย่ะค่ะ!” ตงเปียนตอบทันที แม้ยังงุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของนาง
ซีฮันเหลือบมองโต๊ะเล็กข้างเตียง บนนั้นมีถ้วยยากระเบื้องสีขาววางอยู่ครึ่งใบ น้ำยาสีดำข้นเหลือก้นถ้วย กลิ่นขมฉุนลอยขึ้นมาแม้ยาจะเย็นไปนานแล้ว นางเอื้อมมือไปหยิบถ้วยขึ้นมาดู ตงเปียนรีบห้ามด้วยความตกใจ
“เหนียงเหนียง ระวังพ่ะย่ะค่ะ!”
“ไม่ต้องกลัว”
นางตอบเสียงเรียบ แล้วเอียงถ้วยให้แสงโคมส่องกระทบก้นถ้วย สายตาของสถาปนิกที่คุ้นเคยกับรายละเอียดเล็กน้อยทำให้นางเห็นสิ่งผิดปกติทันที ตรงขอบด้านในมีเศษผงสีเทาอมเขียวติดอยู่บาง ๆ คล้ายตะกอนที่ไม่ละลายเข้ากับยา นางใช้ปลายเล็บเขี่ยเบา ๆ เศษนั้นแข็งกว่าสมุนไพรบดทั่วไป และมีกลิ่นคาวประหลาดซ่อนใต้กลิ่นยา
ดวงตาของซีฮันค่อย ๆ หรี่ลง ความเย็นแล่นผ่านแววตาอย่างเงียบงัน นี่ไม่ใช่ยาเสีย ไม่ใช่ความบังเอิญ และไม่ใช่โรคเก่ากำเริบอย่างที่หมอหลวงกล่าวอ้าง เศษโอสถนี้คือหลักฐานแรก หลักฐานที่บอกว่านางไม่ได้ฟื้นขึ้นมาในร่างฮองเฮาเพียงเพื่อมีชีวิตใหม่ แต่นางถูกโยนเข้าสู่หลุมพิษที่มีคนขุดรอไว้แล้ว
ตงเปียนเห็นสีหน้านางก็หน้าซีด
“เหนียงเหนียง นั่นคืออะไรพ่ะย่ะค่ะ”
ซีฮันยกถ้วยยาขึ้นมองอีกครั้ง มุมปากปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ แต่รอยยิ้มนั้นไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่เลย
“ของที่คนอยากให้ข้าตายทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า”
ตงเปียนตัวสั่น “เช่นนั้นพระองค์ถูกวางยาแท้จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ซีฮันไม่ตอบทันที นางค่อย ๆ วางถ้วยยาลงบนผ้าเช็ดหน้าสีขาว แล้วพับผ้าปิดไว้อย่างระมัดระวังราวกับเก็บแบบแปลนสำคัญ นางเงยหน้าขึ้นมองประตูตำหนักที่ปิดสนิท ภายนอกยังมีเสียงลมหนาวพัดผ่าน แต่ในดวงตาของนางกลับมีเปลวไฟเย็นเยียบลุกขึ้นอย่างช้า ๆ
“ตงเปียน เก็บถ้วยนี้ไว้ อย่าให้ผู้ใดรู้ว่าข้าพบสิ่งนี้” นางเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ “แล้วไปสืบมาว่าโอสถถ้วยนี้ผ่านมือผู้ใดบ้าง ตั้งแต่คนต้มยา คนส่งยา จนถึงคนที่ถวายยาแก่ข้า”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้”
“ช้าก่อน” ซีฮันเรียกไว้ ดวงตานิ่งลึกจนตงเปียนชะงัก
“อย่าแหวกหญ้าให้งูตื่น ทำเหมือนข้ายังอ่อนแอ ทำเหมือนข้ายังไม่รู้อะไร ให้พวกนางคิดว่าฮองเฮาคนเดิมยังนอนรอความตายอยู่บนเตียงนี้”
ตงเปียนมองนางด้วยทั้งความหวาดหวั่นและศรัทธา
“แล้วเหนียงเหนียงจะทำอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
ซีฮันหลุบตามองถ้วยยาที่ซ่อนอยู่ในผ้า เสียงของนางเบามาก แต่หนักแน่นราวกับคำพิพากษา “ข้าจะจำให้ได้ทุกคนว่าใครยื่นมือมาผลักข้าลงเหว และเมื่อถึงเวลา ข้าจะให้พวกนางตกลงไปทีละคน”
ลมหนาวพัดแรงจนโคมไฟในห้องสั่นไหว เงาของฮองเฮาซีฮันทอดยาวบนผนังเก่า ร่างกายนางยังอ่อนแรง ใบหน้ายังซีดขาว แต่บางอย่างในตัวนางได้ตายไปพร้อมฮองเฮาผู้อ่อนแอแล้ว และสิ่งที่ฟื้นขึ้นมาแทน ไม่ใช่สตรีที่วังหลังจะกลืนกินได้ง่ายอีกต่อไป
ปลายนิ้วของนางแตะผ้าขาวที่ห่อถ้วยยาไว้เบา ๆ ก่อนเอ่ยกับตนเองด้วยเสียงเย็นเยียบ
“ลิลลี่ ชุง ตายไปแล้ว ส่วนซีฮันผู้นี้...จะไม่ยอมตายฟรี”
ความทรงจำของร่างเดิม
รุ่งอรุณของพระราชวังยังไม่ทันสาดแสงผ่านหน้าต่างไม้แกะสลัก เสียงระฆังยามเช้าก็ดังขึ้นแผ่วเบาจากหอระฆังหลวง สายลมต้นฤดูหนาวพัดลอดช่องหน้าต่างเข้ามาปะทะผิวกายที่ยังอ่อนแรงของฮองเฮาซีฮัน ความหนาวเย็นทำให้นางสะดุ้งเล็กน้อย แต่ความหนาวภายนอกกลับไม่อาจเทียบกับความเย็นยะเยือกที่กำลังกัดกินหัวใจของนางได้
หลังจากตงเปียนนำถ้วยยาที่มีเศษโอสถปริศนาไปซ่อนไว้ตามคำสั่ง ทั้งตำหนักก็ตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงฝีเท้าของนางกำนัลเวรยามเดินผ่านเป็นระยะ ซีฮันหลับตาลงเพียงหวังพักผ่อนสักครู่ ทว่าเมื่อเปลือกตาปิดสนิท โลกทั้งใบกลับเปลี่ยนไปทันที
ความมืดดำค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยภาพอันพร่าเลือน ก่อนจะชัดเจนราวกับนางกำลังยืนอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริง
เสียงหัวเราะของสตรีหลายคนดังขึ้นในสวนหลวง
ฮองเฮาซีฮันในอดีตกำลังนั่งอยู่ที่ศาลาริมสระบัว ใบหน้าซีดเซียวเพราะอาการประชวร มือเรียวกำลังจับถ้วยชาไว้แน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความหวังเล็ก ๆ ว่าวันนี้เหล่าสนมที่มาเข้าเฝ้าจะพูดคุยกันอย่างสงบ
แต่ทันทีที่เข่อชิงหวงกุ้ยเฟยก้าวเข้ามา บรรยากาศทั้งหมดก็เปลี่ยนไป
หมอหลวงชะงักไปเล็กน้อย“อาจเป็นเพราะเหนื่อยล้าและตกใจอย่างหนักพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้ไม่ได้ตรัสสิ่งใดอีก พระองค์ยังจำเสียงแผ่วเบาที่หลุดจากริมฝีปากของนางได้ชัดเจน แจ๊คกี้ชื่อประหลาดซึ่งไม่คล้ายชื่อของชาวต้าชิง ไม่มีเสียงใดใกล้เคียงกับชื่อบุรุษในราชสำนัก และไม่น่าจะเป็นชื่อจากแคว้นรอบด้าน ที่สำคัญคือซีฮันเรียกชื่อนั้นในยามหมดสติ ด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดราวกับกำลังเรียกคนซึ่งฝังอยู่ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ ฮ่องเต้พยายามบอกพระองค์เองว่ามันอาจเป็นเพียงเสียงละเมอไร้ความหมาย แต่ยิ่งคิด ภาพความเปลี่ยนแปลงของซีฮันก็ยิ่งย้อนกลับเข้ามาลายมือที่ไม่เหมือนเดิม ความรู้ทางการแพทย์ซึ่งไม่มีผู้ใดเคยสอน วิธีวิเคราะห์บัญชีและโครงสร้างอาคารที่เกินกว่าสตรีในวังหลังจะรู้ ความกล้าที่เกิดขึ้นหลังรอดชีวิตจากความตาย รวมถึงคำพูดหลายครั้งซึ่งราวกับนางเคยใช้ชีวิตอยู่อีกสถานที่หนึ่งมาก่อน พระองค์เคยตัดสินใจว่าจะไม่บีบบังคับให้นางเปิดเผยความลับ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือการกระทำของนางในปัจจุบัน แต่เมื่อได้ยินชื่อชายอื่นจากริมฝีปากของนาง ความสงสัยกลับกลายเป็นบางสิ่งที่เจ็บปวดเก
พระองค์ทรงรีบวิ่งฝ่าเปลวไฟเข้าไป หลังคาที่พังลงมาปิดกั้นพื้นที่ครึ่งห้องไว้ ใต้คานไม้ขนาดใหญ่ หญิงสาวผู้หนึ่งนอนอยู่กับพื้น แขนทั้งสองยังกอดม้วนเอกสารเอาไว้แน่น ซีฮันยังมีสติเล็กน้อย แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยเขม่าควัน ริมฝีปากซีดจนแทบไม่มีสีเลือด ฮ่องเต้ทรุดพระองค์ลงทันที“ซีฮัน”นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก เมื่อเห็นพระพักตร์ของพระองค์ นางตกใจจนพยายามดันตัวลุก“ฝ่าบาท...เหตุใด...”“เรามารับเจ้า”ซีฮันส่ายหน้า“ไม่ได้...รีบออกไป...อาคารจะถล่ม”“เราจะออกไปพร้อมกัน”พระองค์พยายามยกคานไม้ แต่เศษหลังคาที่ตกลงมาทับอยู่ด้านบนทำให้น้ำหนักมหาศาลเกินกว่าจะขยับด้วยพระองค์เดียว องครักษ์สองนายรีบเข้ามาช่วย ทั้งสามออกแรงพร้อมกัน ในที่สุดคานก็ขยับพอให้ดึงขาของซีฮันออกมาได้ นางร้องเบา ๆ ด้วยความเจ็บปวด ข้อเท้าขวาบวมแดงทันที“เดินไหวหรือไม่”ซีฮันส่ายหน้า ฮ่องเต้ไม่ลังเลแม้แต่น้อย พระองค์ทรงอุ้มนางขึ้นในอ้อมพระกร ซีฮันตกใจ“ฝ่าบาท วางหม่อมฉันลง...&
ซีฮันโยนสมุดสองเล่มข้ามกองไฟ ตงเปียนรับไว้ได้ แต่เมื่อจะโยนม้วนสุดท้าย เพดานด้านข้างก็พังลงมาอีกส่วน นางต้องกระโดดหลบ เศษไม้ร่วงขวางทางจนมองไม่เห็นคนฝั่งตรงข้าม ควันดำหนาทึบทำให้หายใจลำบาก ซีฮันก้มต่ำ คลานไปยังผนังด้านเหนือ หวังหาช่องระบายอากาศตามที่ผู้ดูแลบอก แต่ไฟได้ลามถึงโครงไม้รอบห้องแล้ว เสียงตะโกนจากภายนอกดังขึ้นไกล ๆ นางจำพระสุรเสียงนั้นได้ทันที“ซีฮัน!”ฮ่องเต้มาถึงแล้ว นางพยายามตอบ แต่ควันทำให้ไอจนไม่มีเสียง ด้านนอก ฮ่องเต้เฉียนหลงเสด็จมาถึงพร้อมทหารรักษาพระองค์ เมื่อเห็นหอเอกสารถูกไฟกลืน พระพักตร์ก็เปลี่ยนทันที“ฮองเฮาอยู่ที่ใด”หัวหน้าองครักษ์คุกเข่าลง “ยังอยู่ชั้นสามพ่ะย่ะค่ะ ทางขึ้นถูกไฟตัดขาด”พระองค์คว้าผ้าชุบน้ำจากทหาร “เปิดทาง”หัวหน้าองครักษ์รีบขวาง “ฝ่าบาทเสด็จเข้าไปมิได้ อาคารกำลังจะถล่มพ่ะย่ะค่ะ”“นางยังอยู่ข้างใน!”ฮ่องเต้ผลักเขาออกและก้าวไปทางประตู แต่เสียงแตกสนั่นดังขึ้นจากชั้นบนเสียก่อน หลังคาด้านหนึ่งทรุดตัว ทหารทั้งหมดร้องเตือนและ
นางหันไปยังเจ้าหน้าที่ “มีบัญชีสำเนาหรือไม่”“น่าจะอยู่ชั้นสามพ่ะย่ะค่ะ เป็นทะเบียนกลางของเอกสารลับทั้งหมด”ซีฮันตัดสินใจขึ้นไปทันที ตงเปียนตามหลังอย่างกังวล“เหนียงเหนียง ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าหากพบสิ่งผิดปกติให้เสด็จออกทันทีนะพ่ะย่ะค่ะ”“เราพบเอกสารหาย ไม่ใช่คนร้าย”“แต่นี่อาจเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการให้พระองค์พบ”ซีฮันหยุดชั่วครู่ คำเตือนนั้นมีเหตุผล ทว่าในเวลาเดียวกัน เสียงโลหะกระทบพื้นก็ดังมาจากชั้นล่าง ตามด้วยเสียงคนตะโกน“จับเขาไว้!”เสียงฝีเท้าวิ่งวุ่นวายขึ้นทันที หัวหน้าองครักษ์หันไปสั่ง“คุ้มครองฮองเฮา!”องครักษ์สองนายยืนปิดทางบันได ขณะที่อีกกลุ่มวิ่งลงไปด้านล่าง ซีฮันก้าวไปชะโงกมองผ่านราวไม้ เห็นชายในชุดคนส่งน้ำผลักทหารออกแล้ววิ่งไปทางประตูหลัง เขาถือไหดินเผาใบหนึ่งไว้ในมือก่อนจะถูกจับ ชายผู้นั้นขว้างไหเข้าใส่กองเอกสารข้างผนัง ไหแตกกระจาย ของเหลวที่มีกลิ่นฉุนไหลกระจายไปทั่วพื้น ตงเปียนร้องขึ้น“น้ำมัน!”
ซีฮันกล่าวเสริม“ตรวจคนส่งน้ำ คนครัว และช่างซ่อมทั้งหมดด้วย คนของตระกูลเข่ออาจมิได้สวมชุดขุนนางหรือองครักษ์”ตงเปียนรับคำแล้วรีบออกไป ฮ่องเต้มองนางอยู่ครู่หนึ่ง“คืนนี้เจ้าไม่ต้องไปหอเอกสาร”ซีฮันเลิกคิ้ว“เหตุใดเพคะ”“เพราะอาจเป็นกับดัก”“ยิ่งเป็นกับดัก หม่อมฉันยิ่งควรเห็นด้วยตนเองว่าอีกฝ่ายต้องการทำลายสิ่งใด”“เราไม่ได้ขาดเจ้าหน้าที่”“แต่พวกเขาไม่รู้ว่ากำลังค้นหาอะไร”ฮ่องเต้ขมวดพระขนง“แล้วเจ้ารู้หรือ”“ยังไม่รู้ทั้งหมดเพคะ แต่หม่อมฉันรู้เส้นทางของคดีนี้ตั้งแต่เสบียงหายไปจนถึงการวางยาร่างเดิม บางครั้งเอกสารที่ดูไม่เกี่ยวข้องอาจเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่สุด”พระองค์เงียบไปซีฮันจึงกล่าวต่อ“ฝ่าบาททรงบอกว่าจะเริ่มมองหม่อมฉันให้ดีตั้งแต่วันนี้ เช่นนั้นก็ควรทรงเห็นว่าหม่อมฉันไม่ใช่สตรีที่จะยอมนั่งรออยู่ในตำหนัก ขณะที่หลักฐานกำลังตกอยู่ในอันตราย”ฮ่องเต้ถอนพระทั
ฮ่องเต้ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาจึงกล่าวต่อ“ฝ่าบาททรงเชื่อว่าจับกระหม่อมแล้ว ทุกอย่างจะสิ้นสุดหรือพ่ะย่ะค่ะ”ซีฮันหรี่ตาลง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”เข่อหยวนฉิงยิ้ม “บางเรื่องใหญ่เกินกว่าจะอยู่ในมือคนคนเดียว บางเอกสาร ต่อให้ค้นทั้งจวนก็ไม่มีวันพบ”หัวหน้าองครักษ์เข้าจับแขนเขา ชายชราไม่ขัดขืน เพียงหันมามองซีฮันเป็นครั้งสุดท้าย“เหนียงเหนียงทรงชนะในท้องพระโรงวันนี้ แต่หากเอกสารชิ้นนั้นถูกเปิดเผย ผู้ที่พังทลายอาจไม่ใช่ตระกูลเข่อเพียงฝ่ายเดียว”ซีฮันก้าวเข้ามา “เอกสารอะไร”เข่อหยวนฉิงหัวเราะโดยไม่ตอบ องครักษ์จึงลากตัวเขาออกจากท้องพระโรง ท่ามกลางสายตาของขุนนางทั้งราชสำนักเมื่อประตูใหญ่ปิดลง ฮ่องเต้ก็มีรับสั่งให้จับผู้เกี่ยวข้องตามรายชื่อทั้งหมด บางคนถูกควบคุมตัวในทันที บางคนถูกถอดตราประจำตำแหน่ง และบางคนถูกสั่งห้ามออกจากจวนจนกว่าการสอบสวนจะสิ้นสุด การประชุมใหญ่จบลงด้วยความโกลาหล แต่ซีฮันกลับไม่ได้รู้สึกโล่งใจ นางยืนมองเอกสารบนโต๊ะ ความคิดวนเวียนอยู่กับคำพูดสุดท้ายของเข่อหยวน
ตงเปียนรีบห้ามฮองเฮาที่คว้ามืดเล่มเดิมขึ้นมาและดึงพระเกษาทำท่าจะตัดทิ้ง ลิลลี่หยุดชะงักและเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของขันทีหนุ่ม“ทำไมข้าตัดผมไม่ได้ นี่รู้หรือเปล่าว่าตอนอยู่ศตวรรษที่21 ข้าให้ช่างหั่นผมจนสั้นเลยนะ”“พระองค์จะทรงทำเช่นนั้นมิได้ การตัดพระเกษาออกนั่นหมายถึงการไว้ทุกข์เมื่อฮ่องเต้สวรรคต หาก
“หม่อมฉันดีใจที่พระองค์ยังทรงความจำดีอยู่ เรื่องนี้หลงลืมมิได้อย่างเด็ดขาดเลยนะเพคะ”“เรื่องแม่ยายกับลูกสะใภ้ ยุคสมัยไหนก็ไม่ต่างกันหรอกนะ...โอเค...ฉัน...เอ๊ย...ข้าจะไม่ขัดเจ้าละ”ตงเปียนเลิกคิ้ว “โอเค...คืออะไรหรือเพคะ”“แปลว่าตกลง...เจ้าจะเอาไปพูดก็ได้นะ”“เช่นนั้นหม่อมฉันก็จะขอเล่าต่อว่าพระองค์เ
เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของฮองเฮาทำให้ขันทีหนุ่มซึ่งตอนนี้เหงื่อกาฬซึมไปทั่วถึงกับลอบถอนใจ เขาคลานเข้าไปและคุกเข่าลงข้าง ๆ พระอัครมเหสี ลิลลี่ในร่างของสตรีผู้สูงศักดิ์กว่าผู้ใดในแผ่นดินแห่งยุคราชวงศ์ชิงก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง น้ำตาของเธอเหือดแห้ง นัยน์ตาฉายประกายกล้าขึ้น ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้
“บอกมาสิเคไนน์ว่าเรื่องที่ฉันรู้มาเป็นความจริง”“เรื่องอะไรลิลลี่...นี่คุณพูดเรื่องอะไรอยู่”“เมื่อคืนคุณพานางแบบจากยอร์ชผับไปกกที่คอนโดใช่มั้ย”“บ้าน่า! ผมจะทำเรื่องแบบนั้นทำไม”“คุณทำมันบ่อย ฉันรู้ว่าคุณทำมาหลายหนแล้ว ไหนรับปากกับฉันว่าจะเลิก จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงพวกนั้น บอกว่าจะมีฉันคนเดียว”







