Mag-log in“ฮ่องเต้เล่า” ซีฮันถามต่อ “เขามาหรือไม่”
ตงเปียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบาลง
“ฝ่าบาทเสด็จมาเพียงชั่วยามหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ หมอหลวงทูลว่าพระอาการของพระองค์เกิดจากร่างกายอ่อนแอมานาน มิใช่เพราะถูกวางยา ฝ่าบาทจึงรับสั่งให้รักษาตามอาการ แล้ว...แล้วเสด็จกลับไป”
คำตอบนั้นไม่ทำให้นางแปลกใจ แต่ความเจ็บลึกในอกกลับเป็นความรู้สึกของซีฮันคนเดิมที่ยังตกค้างอยู่ ฮ่องเต้เฉียนหลง ชายที่แต่งกับนางเพราะการเมือง ไม่เคยรัก ไม่เคยเข้าใจ และไม่เคยคิดว่านางมีค่าพอให้ปกป้อง ในความทรงจำของร่างเดิม นางเคยรอเขานับครั้งไม่ถ้วน รอเพียงสายตาอ่อนโยนหนึ่งครั้ง คำปลอบโยนหนึ่งคำ หรือแม้แต่ความยุติธรรมเล็กน้อย ทว่าสิ่งที่ได้กลับมีเพียงความเย็นชา
ลิลลี่ หรือซีฮันคนใหม่ กระตุกมุมปากอย่างเย็นเยียบ “ดี เช่นนั้นก็แปลว่าข้าไม่ต้องคาดหวังจากผู้ใด”
ตงเปียนมองนางอย่างตกตะลึง ราวกับไม่เคยได้ยินฮองเฮาพูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้มาก่อน “เหนียงเหนียง...”
“เอากระจกมาให้ข้า”
ตงเปียนรีบลุกไปหยิบกระจกทองเหลืองมาถวาย ซีฮันรับมาอย่างช้า ๆ ภาพในกระจกพร่าเล็กน้อย แต่ยังสะท้อนใบหน้าของสตรีผู้หนึ่ง ใบหน้างดงามสูงศักดิ์ คิ้วเรียวยาว ดวงตาหงส์อ่อนล้าแต่ลึกจนยากคาดเดา ริมฝีปากซีดขาว ผิวพรรณไร้เลือดฝาด นี่ไม่ใช่ลิลลี่ ชุง อีกต่อไป แต่ก็ไม่ใช่ฮองเฮาซีฮันผู้อ่อนแอคนเดิมเช่นกัน
นางวางกระจกลง แล้วกวาดตามองรอบห้อง ตำหนักเย็นแห่งนี้แม้ยังเป็นตำหนักฮองเฮา แต่กลับถูกปล่อยให้ซบเซาอย่างน่าอดสู ผ้าม่านเก่า โคมไฟน้ำมันใกล้หมด ไม้พื้นบางแผ่นชื้นจนเกิดกลิ่นรา แจกันมุมห้องมีดอกไม้เหี่ยวเฉา ไม่มีสิ่งใดสมฐานะมารดาแห่งแผ่นดินแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าคนในวังตั้งใจปล่อยให้นางค่อย ๆ ถูกลืม
“ตงเปียน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ห้ามผู้ใดแตะต้องอาหาร ยา น้ำชา หรือเครื่องหอมของข้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้า เจ้าต้องตรวจทุกอย่างด้วยตนเอง และอย่าไว้ใจหมอหลวงคนใดทั้งสิ้น”
“พ่ะย่ะค่ะ!” ตงเปียนตอบทันที แม้ยังงุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของนาง
ซีฮันเหลือบมองโต๊ะเล็กข้างเตียง บนนั้นมีถ้วยยากระเบื้องสีขาววางอยู่ครึ่งใบ น้ำยาสีดำข้นเหลือก้นถ้วย กลิ่นขมฉุนลอยขึ้นมาแม้ยาจะเย็นไปนานแล้ว นางเอื้อมมือไปหยิบถ้วยขึ้นมาดู ตงเปียนรีบห้ามด้วยความตกใจ
“เหนียงเหนียง ระวังพ่ะย่ะค่ะ!”
“ไม่ต้องกลัว”
นางตอบเสียงเรียบ แล้วเอียงถ้วยให้แสงโคมส่องกระทบก้นถ้วย สายตาของสถาปนิกที่คุ้นเคยกับรายละเอียดเล็กน้อยทำให้นางเห็นสิ่งผิดปกติทันที ตรงขอบด้านในมีเศษผงสีเทาอมเขียวติดอยู่บาง ๆ คล้ายตะกอนที่ไม่ละลายเข้ากับยา นางใช้ปลายเล็บเขี่ยเบา ๆ เศษนั้นแข็งกว่าสมุนไพรบดทั่วไป และมีกลิ่นคาวประหลาดซ่อนใต้กลิ่นยา
ดวงตาของซีฮันค่อย ๆ หรี่ลง ความเย็นแล่นผ่านแววตาอย่างเงียบงัน นี่ไม่ใช่ยาเสีย ไม่ใช่ความบังเอิญ และไม่ใช่โรคเก่ากำเริบอย่างที่หมอหลวงกล่าวอ้าง เศษโอสถนี้คือหลักฐานแรก หลักฐานที่บอกว่านางไม่ได้ฟื้นขึ้นมาในร่างฮองเฮาเพียงเพื่อมีชีวิตใหม่ แต่นางถูกโยนเข้าสู่หลุมพิษที่มีคนขุดรอไว้แล้ว
ตงเปียนเห็นสีหน้านางก็หน้าซีด
“เหนียงเหนียง นั่นคืออะไรพ่ะย่ะค่ะ”
ซีฮันยกถ้วยยาขึ้นมองอีกครั้ง มุมปากปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ แต่รอยยิ้มนั้นไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่เลย
“ของที่คนอยากให้ข้าตายทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า”
ตงเปียนตัวสั่น “เช่นนั้นพระองค์ถูกวางยาแท้จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ซีฮันไม่ตอบทันที นางค่อย ๆ วางถ้วยยาลงบนผ้าเช็ดหน้าสีขาว แล้วพับผ้าปิดไว้อย่างระมัดระวังราวกับเก็บแบบแปลนสำคัญ นางเงยหน้าขึ้นมองประตูตำหนักที่ปิดสนิท ภายนอกยังมีเสียงลมหนาวพัดผ่าน แต่ในดวงตาของนางกลับมีเปลวไฟเย็นเยียบลุกขึ้นอย่างช้า ๆ
“ตงเปียน เก็บถ้วยนี้ไว้ อย่าให้ผู้ใดรู้ว่าข้าพบสิ่งนี้” นางเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ “แล้วไปสืบมาว่าโอสถถ้วยนี้ผ่านมือผู้ใดบ้าง ตั้งแต่คนต้มยา คนส่งยา จนถึงคนที่ถวายยาแก่ข้า”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้”
“ช้าก่อน” ซีฮันเรียกไว้ ดวงตานิ่งลึกจนตงเปียนชะงัก
“อย่าแหวกหญ้าให้งูตื่น ทำเหมือนข้ายังอ่อนแอ ทำเหมือนข้ายังไม่รู้อะไร ให้พวกนางคิดว่าฮองเฮาคนเดิมยังนอนรอความตายอยู่บนเตียงนี้”
ตงเปียนมองนางด้วยทั้งความหวาดหวั่นและศรัทธา
“แล้วเหนียงเหนียงจะทำอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
ซีฮันหลุบตามองถ้วยยาที่ซ่อนอยู่ในผ้า เสียงของนางเบามาก แต่หนักแน่นราวกับคำพิพากษา “ข้าจะจำให้ได้ทุกคนว่าใครยื่นมือมาผลักข้าลงเหว และเมื่อถึงเวลา ข้าจะให้พวกนางตกลงไปทีละคน”
ลมหนาวพัดแรงจนโคมไฟในห้องสั่นไหว เงาของฮองเฮาซีฮันทอดยาวบนผนังเก่า ร่างกายนางยังอ่อนแรง ใบหน้ายังซีดขาว แต่บางอย่างในตัวนางได้ตายไปพร้อมฮองเฮาผู้อ่อนแอแล้ว และสิ่งที่ฟื้นขึ้นมาแทน ไม่ใช่สตรีที่วังหลังจะกลืนกินได้ง่ายอีกต่อไป
ปลายนิ้วของนางแตะผ้าขาวที่ห่อถ้วยยาไว้เบา ๆ ก่อนเอ่ยกับตนเองด้วยเสียงเย็นเยียบ
“ลิลลี่ ชุง ตายไปแล้ว ส่วนซีฮันผู้นี้...จะไม่ยอมตายฟรี”
ความทรงจำของร่างเดิม
รุ่งอรุณของพระราชวังยังไม่ทันสาดแสงผ่านหน้าต่างไม้แกะสลัก เสียงระฆังยามเช้าก็ดังขึ้นแผ่วเบาจากหอระฆังหลวง สายลมต้นฤดูหนาวพัดลอดช่องหน้าต่างเข้ามาปะทะผิวกายที่ยังอ่อนแรงของฮองเฮาซีฮัน ความหนาวเย็นทำให้นางสะดุ้งเล็กน้อย แต่ความหนาวภายนอกกลับไม่อาจเทียบกับความเย็นยะเยือกที่กำลังกัดกินหัวใจของนางได้
หลังจากตงเปียนนำถ้วยยาที่มีเศษโอสถปริศนาไปซ่อนไว้ตามคำสั่ง ทั้งตำหนักก็ตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงฝีเท้าของนางกำนัลเวรยามเดินผ่านเป็นระยะ ซีฮันหลับตาลงเพียงหวังพักผ่อนสักครู่ ทว่าเมื่อเปลือกตาปิดสนิท โลกทั้งใบกลับเปลี่ยนไปทันที
ความมืดดำค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยภาพอันพร่าเลือน ก่อนจะชัดเจนราวกับนางกำลังยืนอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริง
เสียงหัวเราะของสตรีหลายคนดังขึ้นในสวนหลวง
ฮองเฮาซีฮันในอดีตกำลังนั่งอยู่ที่ศาลาริมสระบัว ใบหน้าซีดเซียวเพราะอาการประชวร มือเรียวกำลังจับถ้วยชาไว้แน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความหวังเล็ก ๆ ว่าวันนี้เหล่าสนมที่มาเข้าเฝ้าจะพูดคุยกันอย่างสงบ
แต่ทันทีที่เข่อชิงหวงกุ้ยเฟยก้าวเข้ามา บรรยากาศทั้งหมดก็เปลี่ยนไป
ยิ่งเป็นเช่นนั้น นางยิ่งไม่อาจเอ่ยความจริงได้ หากนางบอกว่าตนเป็นวิญญาณของหญิงสาวจากโลกอีกใบหนึ่ง ผู้ใดจะเชื่อ ต่อให้ฮ่องเต้เชื่อ นั่นอาจนำไปสู่ความหวาดกลัว ความหวาดระแวง หรือแม้แต่การถูกมองว่าเป็นปีศาจสิงร่าง ความจริงนั้นจะไม่ช่วยชีวิตใคร มีแต่จะทำลายทุกสิ่งที่นางสร้างขึ้นมา ซีฮันจึงสูดลมหายใจลึก“เพคะ” นางตอบช้า ๆ “หม่อมฉันมีเรื่องที่ปิดบังพระองค์”ฮ่องเต้ทรงนิ่ง “พูดมา”ซีฮันก้มหน้าลงเล็กน้อย “หม่อมฉันปิดบังความรู้สึกของตนเอง”พระขนงของฮ่องเต้ขมวดเข้าหากัน นางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบ“วันที่หม่อมฉันถูกวางยาจนเกือบสิ้นพระชนม์ วันที่หม่อมฉันนอนอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย หม่อมฉันคิดว่าชีวิตคงจบลงแล้ว”นางหลับตาลงชั่วครู่ ภาพในวันนั้นย้อนกลับมาอีกครั้ง แม้ร่างเดิมจะตายไปแล้ว แต่ความทรงจำของซีฮันยังคงอยู่ครบถ้วน“ในช่วงเวลานั้น หม่อมฉันคิดหลายเรื่อง คิดถึงชีวิตที่ผ่านมา คิดถึงความโง่เขลาของตน คิดถึงการยอมให้ผู้อื่นเหยียบย่ำ และคิดว่าหากยังมีโอกาสลืมตาขึ้นอีกครั้ง”
จากสตรีผู้หวาดกลัวและอ่อนแอ กลายเป็นผู้หญิงที่เฉียบคม เด็ดขาด และสามารถคลี่คลายคดีซับซ้อนทีละเรื่อง ฮ่องเต้เฉียนหลงทอดพระเนตรซีฮันโดยไม่ตรัสสิ่งใด พระองค์เองก็เคยตั้งคำถามนี้อยู่ในใจ เพียงแต่ไม่เคยมีผู้ใดกล้าเอ่ยมันออกมาต่อหน้าคนทั้งราชสำนัก ซีฮันรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะหากเรื่องที่นางเป็นวิญญาณจากอีกโลกหนึ่งถูกเปิดเผย นางไม่มีทางอธิบายให้ผู้ใดเข้าใจได้ แต่ความหวาดหวั่นนั้นเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ประสบการณ์ในฐานะสถาปนิกและผู้บริหารในชีวิตก่อนสอนให้นางรู้ว่า ยิ่งสถานการณ์วิกฤต ยิ่งต้องสงบนิ่ง ซีฮันยกสายตาขึ้นสบตาเข่อชิง สีหน้าของนางไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย“พระอัครเทวี” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ในเมื่อเจ้ากล่าวหาข้า เช่นนั้นก็จงแสดงหลักฐาน”เข่อชิงหัวเราะเบา ๆ “บางเรื่องไม่จำเป็นต้องมีหลักฐาน”“จริงหรือ”“ทุกคนในวังเห็นเหมือนกันว่าเจ้ากลายเป็นคนละคน”ขุนนางบางคนเริ่มกระซิบกันอีกครั้ง ซีฮันก้าวออกมาหนึ่งก้าว“ถ้าเช่นนั้น ข้าขอถามเจ้า” นางเว้นจังหวะเพียง
นางมิได้รีบร้อนกล่าวหาใคร แต่กลับโค้งคำนับฮ่องเต้ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“หม่อมฉันขอขอบพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเปิดศาลหลวงครั้งนี้ หม่อมฉันไม่ต้องการชัยชนะเหนือผู้ใด สิ่งเดียวที่หม่อมฉันต้องการคือความจริง”ฮ่องเต้พยักพระพักตร์ “เริ่มได้”ซีฮันเดินไปยังโต๊ะตัวแรก แทนที่จะหยิบหลักฐานแบบสุ่ม นางกลับนำแผ่นผ้าไหมผืนใหญ่ซึ่งเขียนลำดับเวลาออกมาคลี่บนโต๊ะ ทันทีที่คลี่ออก ทุกคนก็เห็นแผนผังขนาดใหญ่แบ่งออกเป็นห้าปี เรียงเหตุการณ์ทุกคดีของฮองเฮาตามวัน เดือน และปีอย่างละเอียด ตงเปียนช่วยปักหมุดไม้เล็ก ๆ ลงบนแผนผังทีละจุด“ปีแรกหลังเข้าวัง ปีที่สอง ปีที่สาม ปีที่สี่ ปีที่ห้า”ทุกคดีถูกจัดวางเหมือนแบบแปลนการก่อสร้างที่ซีฮันเคยทำในโลกเดิม ไม่มีเส้นใดไขว้กันอย่างไร้เหตุผล ทุกหลักฐานเชื่อมโยงเป็นระบบจนแม้แต่เสนาบดีกรมอาญายังมองด้วยความชื่นชม ขุนนางผู้หนึ่งกระซิบกับเพื่อนเบา“นี่ไม่ใช่การนำหลักฐาน แต่เป็นการสร้างภาพของคดีทั้งหมด”อีกคนพยักหน้า “มองเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจทุกเหตุการณ์&rdqu
คำว่า "นักโทษที่ถูกเนรเทศ" ทำให้ขุนนางหลายคนพยักหน้าเห็นด้วยเซียนรื่อหงเคยเป็นสนมต้องโทษ หลิวซ่งเองก็เพิ่งรับสารภาพหลังถูกสอบสวน น้ำหนักของพยานทั้งสองจึงถูกลดทอนลงทันที เข่อหยวนฉิงกล่าวเสียงหนักแน่น“หากราชสำนักยอมเชื่อคำพูดของคนเช่นนี้ แล้วจะมีผู้ใดกล้ารับราชการอีก”ทันทีที่เขาพูดจบ ขุนนางฝ่ายเดียวกับตระกูลเข่อก็ก้าวออกมาพร้อมกันหลายคน“กระหม่อมเห็นด้วย เรื่องนี้ยังไม่มีหลักฐานเอาผิดพระอัครเทวีโดยตรง ไม่ควรให้ข่าวลือทำลายพระเกียรติ หากสอบสวนต่อไปโดยไม่มีเหตุผล บ้านเมืองจะไร้เสถียรภาพ”เสียงสนับสนุนดังต่อเนื่องทั่วท้องพระโรง ขุนนางฝ่ายที่เป็นกลางต่างนิ่งเงียบ ไม่มีผู้ใดกล้าออกหน้า เพราะต่างรู้ดีว่าเข่อหยวนฉิงมิใช่คู่ต่อสู้ธรรมดาด้านหลังฉากกั้นในตำหนักด้านข้าง ซีฮันนั่งฟังทุกถ้อยคำผ่านม่านไหมตามธรรมเนียมของฮองเฮา ตงเปียนยืนอยู่ข้างกาย“เหนียงเหนียง” เขากระซิบ “เสนาบดีใหญ่เริ่มลงมือแล้ว”ซีฮันพยักหน้าเบา ๆ “ข้ารอวันนี้มานาน เข่อชิงเป็นเพียงหมาก แต่คนที่ควบคุมกระดานมาตลอด...ค
บ่ายวันเดียวกัน องครักษ์หลวงล้อมบ้านไม้หลังหนึ่งนอกกำแพงเมือง หลิวซ่งซึ่งมีอายุเกือบเจ็ดสิบกำลังรดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน เมื่อเห็นตราพระราชลัญจกรก็หน้าซีดทันที“ใต้เท้า”“ฝ่าบาทมีรับสั่ง”หัวหน้าองครักษ์กล่าวเสียงเรียบ “เชิญท่านเข้าวัง”หมอหลวงเฒ่ามือสั่น เขาพยายามยิ้ม “เรื่อง...เรื่องใดหรือ”“เมื่อไปถึงก็จะทราบเอง”ห้องสอบสวนกรมอาญา หลิวซ่งนั่งอยู่กลางห้อง ตรงหน้าเขาคือฮ่องเต้ ซีฮัน เสนาบดีกรมอาญา ตงเปียน และขุนนางผู้ใหญ่หลายคน บนโต๊ะมีสำนวนเก่าเรียงเป็นตั้ง ฮ่องเต้เปิดเล่มแรก“ลายมือของเจ้าหรือไม่”หลิวซ่งเหลือบมอง “ใช่...พ่ะย่ะค่ะ”“เจ้าเป็นผู้ตรวจพระอาการฮองเฮาเอง”“ใช่พ่ะย่ะค่ะ”“ทุกครั้ง”“ใช่...พ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้เปิดอีกเล่ม “แล้วเหตุใดทุกครั้งจึงลงความเห็นเหมือนกัน”หลิวซ่งก้มหน้า “เพราะ...เพราะพระพลานามัยของฮองเฮาอ่อนแอจริง”
เพียงได้ยินชื่อนั้น พระพักตร์ของฮ่องเต้ก็เคร่งขรึมขึ้น “นางถูกเนรเทศไปแล้ว เหตุใดจึงส่งจดหมายกลับมา”“เพราะนางเชื่อว่าหากยังเงียบต่อไป จะมีผู้ตายเพิ่มขึ้น”ซีฮันมอบจดหมายให้พระองค์อ่าน นางมิได้กล่าวแทรกหรือชี้นำ ปล่อยให้ฮ่องเต้พิจารณาถ้อยคำทุกบรรทัดด้วยพระองค์เองยิ่งอ่าน พระพักตร์ของพระองค์ก็ยิ่งเย็นชา พระหัตถ์ที่ถือกระดาษค่อย ๆ กำแน่น เมื่ออ่านถึงคดีขนมดอกกุ้ย พระองค์ทรงหยุดอยู่นาน“พระสนมหลานถูกส่งเข้าตำหนักเย็นเพราะคดีนี้”“เพคะ”“นางยืนยันจนวันตายว่าตนไม่ได้ทำ”ซีฮันก้มหน้าลง “แต่ในเวลานั้นไม่มีผู้ใดเชื่อนาง”ฮ่องเต้หลับพระเนตรครู่หนึ่ง ภาพของสตรีผู้เคยคุกเข่าร้องขอความเป็นธรรมหน้าตำหนักกลับเข้ามาในพระทัย ตอนนั้นพระองค์ทรงเชื่อหลักฐานและคำให้การของคนในวัง จึงมีพระบัญชาลงโทษโดยไม่ตรวจลึกไปกว่านั้นบัดนี้ หากทุกอย่างเป็นการจัดฉากจริง เท่ากับพระองค์ทรงลงโทษคนบริสุทธิ์ด้วยพระหัตถ์ของตนเอง“บัญชีเหล่านี้ตรวจสอบแล้วหรือยัง”&
ความผิดพลาดของแม่มดโอสถท่ามกลางความวุ่นวาย ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย นั่งนิ่งสนิท ใบหน้าของนางซีดเผือดราวกระดาษ มือที่เคยนิ่งมั่นคงในการปรุงยาพิษบัดนี้สั่นเทาจนต้องซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อกว้าง นางยังคงตกใจกับคำพูดของฮองเฮาที่เอ่ยถึง 'ดอกโถวเข่า' และสัดส่วนทางเคมีที่นางมั่นใจว่าคนในยุคนี้ไม่มีทางเข้าใจ"ยู่จิน
เธอยืนนิ่งอยู่กลางอุทยาน สูดลมหายใจลึกๆ "ตงเปียน ข้าขอบใจเจ้ามากที่คอยเตือน ข้าเริ่มเข้าใจแล้ว วังหลวงนี่มันก็เหมือนโปรเจกต์งานสร้างที่ซับซ้อนที่สุด ถ้าข้าไม่เรียนรู้กฎเกณฑ์ของวัสดุ ข้าก็ไม่มีทางสร้างโครงสร้างที่แข็งแรงได้"ตงเปียนมองเจ้านายด้วยความซาบซึ้ง "พระนางทรงเป็นศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดพ่ะย่
“แล้วเจ้าว่าพวกนางเป็นเช่นไรเล่าตงเปียน”“พวกนางไม่น่าไว้วางใจ พระองค์ไว้วางพระทัยพวกนางมิได้เลยแม้แต่คนเดียว เหล่านางเหมือนงูพิษคอยฉกกัดพระองค์”“ตงเปียน...เจ้ารู้หรือเปล่าว่าพวกงูกลัวอะไรมากที่สุด”“กลัวอะไรหรือเพคะ?”“มันก็เหมือนสัตว์ทั่วไป กลัวการถูกทำร้าย งูน่ะพิษแรงและมันก็มีวิธีการเอาตัวรอด
ปัดเป่าภัยร้าย “มินานดอก หากเจ้าอดทนเพื่อปัดเป่าให้คำทำนายของโหรหลวงที่บอกว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงนั้นผ่อนเบาลงได้”กษัตริย์ยุคโบราณเชื่อการทำนายทายทักถึงขนาดนี้เลยเชียวหรือ? ลิลลี่นึกในใจ เธอเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์ฮวงจุ้ยในการออกแบบและแม้ว่ามันจะมีความสำคัญสำหรับการก่อสร้างในยุคสมัยใหม







