เข้าสู่ระบบรถม้าของจวนชินอ๋องแล่นฝ่าความมืดมิดแห่งรัตติกาลกลับสู่เรือนหอ บรรยากาศภายในรถเงียบสงัดวังเวงจนน่าขนลุก... สำหรับ หลินซีเหยา
เขานั่งตัวลีบติดมุมรถ ลอบชำเลืองมองสามีที่นั่งกอดอกหลับตาพริ้มอยู่ที่เบาะตรงข้าม รอยยิ้มมุมปากของ จ้าวจินหลง นั้นดูเจ้าเล่ห์และอันตรายยิ่งกว่าโจรป่าร้อยเล่ห์
"ท่านพี่..." หลินซีเหยาเรียกเสียงอ่อย "เรื่องเชือกกับเทียน... ข้าเพียงแค่ล้อเล่น ท่านคงไม่..."
จ้าวจินหลงลืมตาขึ้น นัยน์ตาสะท้อนแสงตะเกียงวาววับดุจดวงดาว
"เปิ่นหวางเป็นคนรักษาคำพูด... ในเมื่อภรรยาป่าวประกาศสรรพคุณสามีไว้ดิบดีเพียงนั้น ข้าจะทำให้เจ้าเสียหน้าได้อย่างไร?"
...
ณ เรือนเหมันต์พิสุทธิ์
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องนอน จ้าวจินหลงอุ้มหลินซีเหยาโยนลงบนเตียงกว้างอย่างไม่เบาแรงนัก ก่อนจะเดินไปที่ลิ้นชักหัวเตียง รื้อค้นสิ่งของบางอย่างออกมา
"นั่นสิ่งใด?" หลินซีเหยาถามเสียงสั่นเครือ ถดกายหนีไปจนชิดหัวเตียง
ในมือของท่านอ๋อง มิใช่เชือกป่านหยาบกร้านอย่างที่คิด แต่เป็น 'แถบผ้าแพรไหมสีแดงสด' ยาวเหยียด มันคือผ้าผูกเอวของชุดเจ้าสาวที่หลินซีเหยาเคยสวมใส่
"เชือกมันหยาบ เกรงว่าจะบาดผิวสวยๆ ของเจ้า..." จ้าวจินหลงยิ้มพราย เดินคุกเข่าขึ้นมาบนเตียง "ใช้เจ้านี่แทนก็แล้วกัน"
"ท่านพี่! อย่านะ ข้าเกียจคร้านจะเล่นงิ้วกับท่าน!"
"เจ้ามิต้องเล่น... เจ้าเพียงแค่อยู่นิ่งๆ"
จ้าวจินหลงรวบข้อมือขาวผ่องทั้งสองข้างของหลินซีเหยาขึ้นเหนือศีรษะ พันธนาการด้วยผ้าแพรสีแดงชาด ผูกเงื่อนตายยึดไว้กับหัวเตียงไม้แกะสลักอย่างแน่นหนา
ภาพที่ประจักษ์แก่สายตาทำเอาลมหายใจของท่านอ๋องสะดุด
ผิวขาวจัดของหลินซีเหยา ตัดกับสีแดงสดของผ้าแพร แขนเรียวที่ถูกดึงรั้งเผยให้เห็นช่วงลำตัวที่แอ่นโค้ง เสื้อคลุมหลุดลุ่ยลงมาที่ไหล่ลาด ช่างเป็นภาพที่ปลุกเร้าอารมณ์ดิบเถื่อนได้อย่างชะงัดนัก
"งดงามยิ่งนัก..." จ้าวจินหลงพึมพำ ก้มลงประทับจูบหนักๆ ที่แอ่งชีพจรข้อมือ
"อื้อ... ท่านพี่... มันตึง..." หลินซีเหยาบิดข้อมือไปมา แต่ยิ่งดิ้นรน ผ้าแพรก็ยิ่งรัดแน่น "ปล่อยข้านะ..."
"ไหนเจ้าบอกแม่นางซูเหยาว่าเจ้าชอบถูกพันธนาการ?" จ้าวจินหลงเลิกคิ้ว แสร้งยั่วเย้า มือหนาเริ่มปลดสายคาดเอวของหลินซีเหยาออก
"และเจ้าบอกว่า... ข้าชอบใช้ 'เทียน' สินะ?"
เขาหยิบขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กออกมาจากอกเสื้อ เปิดจุกออก กลิ่นหอมร้อนแรงของน้ำมันระเหยโชยแตะนาสิก
"น้ำมันจันทน์อุ่น..." จ้าวจินหลงเทน้ำมันอุ่นร้อนลงบนฝ่ามือ แล้วประกบลงบนยอดอกสีหวานที่ชูชันผ่านเนื้อผ้าบางเบาของหลินซีเหยา
"อ๊า!" หลินซีเหยาสะดุ้งเฮือก ร่างกายบิดเร่า ความร้อนวูบวาบซึมผ่านอาภรณ์ลงสู่ผิวเนื้อ
"ร้อน... มันร้อน..."
"ประเดี๋ยวก็ดี..."
จ้าวจินหลงกระชากสาบเสื้อของคนใต้ร่างออกจนหมดสิ้น เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าที่อาบไล้ด้วยแสงเทียนสลัว มือชุ่มน้ำมันอุ่นร้อนลูบไล้ไปทั่วแผ่นอก เน้นย้ำวนเวียนที่ยอดถันจนมันแข็งขึงสู้มือ หลินซีเหยาหอบหายใจถี่กระชั้น ใบหน้าแดงซ่าน สองมือที่ถูกมัดกำผ้าแพรแน่น
"ท่านพี่... พอแล้ว... เสียวซ่าน... อือ..."
จ้าวจินหลงมิฟังคำทัดทาน เขาไล้มือต่ำลงผ่านหน้าท้องแบนราบที่เกร็งกระตุก ไปจนถึงส่วนอ่อนไหวที่ตื่นตัวเต็มที่ เขากอบกุมมันไว้ด้วยมือเดียว รูดรั้งเนิบนาบแต่หนักหน่วง
"อ๊ะ... อ๊า... เร็ว... เร็วอีก..." หลินซีเหยาเผลอครางออกมาอย่างลืมตัว สะโพกสอบขยับสวนทางมืออย่างห้ามมิได้
"ใจร้อนจริง..." ท่านอ๋องยิ้มมุมปาก เขาปล่อยมือจากส่วนหน้า แล้วสอดนิ้วที่ชุ่มน้ำมันเข้าไปสำรวจช่องทางด้านหลังที่คุ้นเคย
"อึก!"
ความอุ่นร้อนของน้ำมันทำให้ช่องทางผ่อนคลายได้เร็วกว่าปกติ นิ้วแกร่งสอดแทรกเข้าไปอย่างง่ายดาย ควานหาจุดกระสันที่เขาจดจำได้แม่นยำ
"ตรงนี้สินะ..."
กึก! เขางอนิ้วกดเน้นย้ำจุดนั้น
"ฮื๊ออออ! ท่านพี่! ตรงนั้น... ไม่ไหว... มันลึก..." หลินซีเหยาหวีดร้อง น้ำตาซึมที่หางตา ขาเรียวเกร็งจิกที่นอนแน่น
"เจ้าบอกว่าข้า 'เจ็ดหน' มิใช่หรือ? นี่เพิ่งเริ่มต้นเองนะ"
จ้าวจินหลงถอนนิ้วออก แล้วแทนที่ด้วยความใหญ่โตของตนที่ปวดหนึบจนแทบระเบิด เขาจับขาเรียวข้างหนึ่งพาดบ่า อีกข้างปล่อยให้พาดลงข้างเตียง เปิดทางให้ตนเองแทรกกายเข้าไปได้ลึกที่สุด
"มองข้า... ซีเหยา"
จ้าวจินหลงสั่งเสียงพร่า ขณะกดส่วนปลายเข้าไปที่ปากทาง
หลินซีเหยาปรือตามองภาพสามีที่ดูดุดันและงดงามเย้ายวนเหลือร้าย เส้นผมสีดำระใบหน้าคมคาย เหงื่อกาฬไหลซึมตามขมับ
สวบ!
"อ๊าาาาา!"
หลินซีเหยาร้องลั่นเมื่อความใหญ่โตกระแทกเข้ามาจนสุดโคนในคราวเดียว ข้อมือที่ถูกมัดกระตุกเกร็งจนผ้าแพรตึงเปรี๊ยะ
"แน่น... เจ้าจะรัดข้าให้ขาดเลยหรือ..." จ้าวจินหลงคำราม กัดฟันข่มความเสียวซ่าน แช่นิ่งไว้เพื่อให้คนใต้ร่างปรับตัว เขาโน้มตัวลงไปจูบซับน้ำตาที่แก้มใส แล้วเลื่อนมาดูดดึงริมฝีปากบวมเจ่ออย่างหิวกระหาย เมื่อหลินซีเหยาเริ่มผ่อนคลาย จ้าวจินหลงก็เริ่มขยับสะโพก จังหวะรักในครานี้มิได้อ่อนโยนเหมือนครั้งก่อน แต่มันดุดัน ร้อนแรง และเต็มไปด้วยความต้องการที่อัดอั้น
ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก!
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังลั่นห้อง ผสานกับเสียงเตียงไม้ที่โยกไหวอย่างรุนแรง
"อ๊ะ... อ๊ะ... ท่านพี่... ลึกไป... จุก... ฮื่อ..."
หลินซีเหยาครางไม่ได้ศัพท์ ศีรษะสั่นคลอนไปตามแรงกระแทก ทุกครั้งที่จ้าวจินหลงสวนกายเข้ามา มันโดนจุดกระสันซ้ำๆ จนเขารู้สึกเหมือนสมองขาวโพลน ตัวลอยคว้างอยู่กลางเวหา
"ผู้ใดเป็นคนของข้า?" จ้าวจินหลงถามเสียงเข้ม ขณะเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น
"ข้า... อ๊ะ... ข้าเอง..."
"ตอบให้ชัดเจน!" เพียะ! มือหนาฟาดลงที่สะโพกมนเบาๆ เป็นการลงทัณฑ์ที่น่าอาย
"อ๊า! ...ข้าเป็นของท่าน! ...ซีเหยาเป็นของจินหลง! ...อื้อ!"
คำตอบที่น่าพอใจทำให้ท่านอ๋องคำรามลึก เขาจับเอวสอบไว้มั่น แล้วโหมกระหน่ำแรงรักระลอกสุดท้ายอย่างมียั้งแรง
"พร้อมกันนะ... เด็กดี..."
"ไม่ไหว... จะออก... อ๊าาาาา!"
หลินซีเหยาเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง ปลดปล่อยธารอารมณ์ออกมาเลอะหน้าท้องและอกแกร่งของสามี จ้าวจินหลงคำรามก้อง กดกระแทกเน้นหนักอีกสองสามครา ก่อนจะปลดปล่อยสายธารอุ่นร้อนเข้าไปในกายภรรยาจนล้นทะลัก
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงของคนสองคน
จ้าวจินหลงซบหน้าลงกับอกบางที่กระเพื่อมขึ้นลงแรงๆ เขาจูบซับเหงื่อที่หน้าผากหลินซีเหยา ก่อนจะเอื้อมมือไปปลดผ้าแพรสีแดงที่ข้อมือออกให้ ทันทีที่เป็นอิสระ หลินซีเหยาก็ทิ้งแขนลงข้างตัวอย่างหมดแรง ข้อมือขาวมีรอยแดงจางๆ จากการเสียดสี
"เจ็บหรือไม่?" จ้าวจินหลงถามเสียงอ่อนโยน พลิกข้อมือมาจูบเบาๆ
"เจ็บ..." หลินซีเหยาเบะปาก น้ำตายังคลอเบ้า "เจ็บไปหมดทั้งตัวเลย... ท่านมันปีศาจ... ท่านมันคนมุสา..."
"ข้าโกหกตรงที่ใด?"
"ท่านบอกจะนอนเฉยๆ ... แต่นี่ข้าเหนื่อยกว่าวิ่งรอบจวนเสียอีก!" หลินซีเหยาโวยวาย เสียงแหบแห้ง "แถมยังมัดข้าอีก... ท่านมันนิยมความรุนแรงจริงๆ ด้วย!"
จ้าวจินหลงหัวเราะร่า รวบตัวคนขี้บ่นเข้ามากอดแนบอก
"ก็ผู้ใดใช้ให้เจ้าไปป่าวประกาศเยี่ยงนั้นเล่า... ข้าก็เพียงแค่สนองเจตนาของพระชายา"
เขาดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเปลือยเปล่าของทั้งคู่
"นอนเถิด... สัญญาว่ารอบเดียว สำหรับราตรีนี้ "
หลินซีเหยาซุกหน้าเข้าหาอกอุ่นอย่างเคยชิน แม้วาจาจะบ่น แต่ดวงใจกลับรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างประหลาด
เอาเถอะ... ถึงจะรุนแรงไปหน่อย แต่ก็... รู้สึกดียิ่งนัก
"ท่านพี่..."
"หืม?"
"คราวหน้า... ไม่เอาเชือกแล้วนะ"
"อืม..."
"แต่น้ำมันอุ่นนั่น... ก็มิเลวนะ"
จ้าวจินหลงชะงัก ก้มมองคนในอ้อมกอดที่หลับตาพริ้ม รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าท่านอ๋อง
หึ... ดูเหมือนกระต่ายน้อยจะเริ่มติดใจบทเรียนของสุนัขป่าเสียแล้วสิ
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี







