Masukชิงพลบรวบมือละพอแล้วมัดด้วยเชือกอย่างแน่นหนา เขาออกแรงเต็มที่เพื่อปราบพยศเธอ
เชือกเส้นใหญ่บาดผิวเนื้อจนได้เลือด “ก็บอกว่าเจ็บไง!” เขามัดต่อไปอย่างใจเย็นจนเสร็จ “สักวันหนูจะทำให้คุณรู้สึกเสียใจ!” “อย่างงั้นเหรอ” ชิงพลบเชยคางละพอขึ้นมา เขาสบสายตาแน่วแน่ของเธอ ใบหน้ายิ้มยียวน “สักวันเถอะ คุณจะต้องได้รับกรรมที่ทำลงไปแน่!” ละพอตีความไปว่าเขายิ้มอย่างท้าทายเพราะคิดว่าเธอไม่ทางทำได้ ชิงพลบกระชากเชือกที่ถือไว้ ลากจูงเธอเข้าไปในบ้านอย่างไม่ปรานี ก่อนจะมัดตัวเธอเอาไว้กับเสากลางบ้าน “งั้นฉันจะรอ…อย่างใจจดจ่อเลยล่ะ” เขาพูดทิ้งท้ายก่อนจะไป หม่าติงอี้ชะงักเท้าเมื่อมีเสียงทักดังขึ้น “ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงมาทำอะไรแถวนี้คนเดียว อ่า ไม่สิ มากันเยอะแยะแบบนี้ล่ะครับ” ในมือสารวัตรพีรพัฒน์ถือหมวกกันน็อก ข้างหลังเขามีตำรวจหญิงตามมาด้วย ทั้งสองเหมือนพึ่งกลับมาจากการไปไหนมาสักที่ เพราะขากางเกงพวกเขาเปื้อนดินโคลนเป็นปื้น หม่าติงอี้เก็บรายละเอียดเงียบๆ แต่ไม่พูดอะไร “ย่อมไม่ใช่ธุระกงการอะไรของคุณอยู่แล้ว” สารวัตรคนใหม่ค่อนข้างกวนตีน มิน่า ถึงมีแต่คนอยากเก็บ “แหม คุณผู้หญิง ดูท่าคุณคงจะเป็นคนของปางไม้สินะครับ เอ๋? หรือว่าคุณจะเป็นอีหนู…” เขาหัวเราะและเว้นว่างไว้ “โทษทีครับ ผมล้อเล่นนะ คุณนี่ไม่มีอารมณ์ขันเอาซะเลย” หม่าติงอี้รู้สึกชังน้ำหน้านายตำรวจคนนี้เข้าไส้ เธอกะจะเก็บเขาพรุ่งนี้ แต่ถ้ายังกวนอารมณ์เธออยู่แบบนี้ คงจะเก็บคืนนี้เลย “ขอโทษทีครับคุณผู้หญิง พอดีผมคิดไปว่าคุณอาจจะเป็นหนึ่งในอีหนูของนายผม ดูท่าจะไม่ใช่ซะแล้ว มองผมตาเขียวปั้ดเชียว” “ถ้าคุณกล้าเรียกฉันว่าคุณผู้หญิงอีกคำเดียว ได้เห็นดีกันแน่” “ครับ รับทราบ” หม่าติงอี้ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะเดินขึ้นบ้านไป เธอยกมือเคาะเรียก ผกก.ที่กกอีหนูอยู่สะดุ้งตื่นขึ้นมา ก่อนจะกุลีกุจอเปิดประตูต้อนรับหม่าติงอี้ ก่อนจะเข้าบ้านไป หม่าติงอี้ปรายตามองสารวัตรพีรพัฒน์อย่างหมายหัว ส่วนพีรพัฒน์ยิ้มหวานใส่ ครั้นประตูปิดลง ใบหน้าสารวัตรคนใหม่ค่อยๆ ขรึมลง “เอาไงดีคะสารวัตร” ดาบตำรวจฟ้าใสกระซิบถามเมื่อเดินเลี่ยงออกมาจนพ้นรัศมีของกลุ่มชายฉกรรจ์ ใจเธออยู่ไม่สุข เพราะไปรับรู้ความลับดำมืดเข้า เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ทั้งเธอและสารวัตรคนใหม่ได้รับสายด่วน แต่ครั้นติดต่อไปก็โทรไม่ติด ถ้าเป็นเวลาปกติดาบตำรวจฟ้าใสก็คงจะไม่สนใจ แต่สารวัตรคนใหม่ของเธอนะสิที่ดั้นด้นจะไปสืบหาให้ได้ว่าใครโทรมา จนพบกับความจริงที่น่ากลัวเข้า “ดาบ คุณว่าพวกเราควรจะยุ่งเรื่องนี้ดีมั้ย” สารวัตรคนใหม่ถามเธอโต้งๆ เขาคงลำบากใจเช่นกัน ดาบตำรวจฟ้าอยู่ที่นี่มาสี่ปีแล้ว เรียนรู้แล้วว่าใครก็ตามที่กล้าตั้งคำถามกับอำนาจของชิงพลบ จบไม่สวยสักราย “เอาแบบคนดีหรือคนที่อยากมีชีวิตรอดต่อไปค่ะสารวัตร” “เอาทั้งสองแบบนั้นแหละ” “อย่างแรกเลยนะคะสารวัตร ต้องช่วยสิคะ เราเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จะมามัวเกรงกลัวอำนาจผู้มีอิทธิพลแล้วไม่ทำอะไรเลยได้ยังไง แต่ถ้าเอาแบบอย่างหลัง อย่ายุ่งเลยค่ะสารวัตร คนทั้งโรงพัก ไม่ๆ ทั้งจังหวัด มีใครที่ไม่ใช่คนของจางเหลียนบ้างคะ แถมลูกน้องตัวเอ้ของจางเหลียน คือคุณชิงพลบนะคะ เขาคงจัดการสารวัตรก่อนที่สารวัตรจะทันได้ทำอะไร” ดาบตำรวจฟ้าใสแจกแจงให้เห็นภาพชัดเจน “จริงของดาบ แต่ว่า ชิงพลบคนนี้เนี่ย ดาบไม่รู้สึกเหรอว่าเขาดูแปลกๆ” เขาพูดต่อ “ผมรู้สึกว่าเขามีอะไรน่าสงสัย” “ยังไงคะสารวัตร อ่อ บางทีสารวัตรอาจจะยังไม่ชินกับความโหดร้ายของเขาก็ได้ คืองี้นะคะสารวัตร คุณชิงพลบเนี่ยไม่ได้เป็นแค่ลูกน้องตัวเอ้ธรรมดานะคะ เขาเป็นลูกเขยอดีตสส.คนเก่าด้วย อิทธิพลในจังหวัดของเขาอาจจะมากกว่าคุณจางเหลียนด้วยซ้ำ เพียงแต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรทั้งนั้น” “แล้วระหว่างจางเหลียนกับชิงพลบ ดาบกลัวใครมากสุด” “คุณชิงพลบค่ะสารวัตร...” “น่าสนใจ ชิงพลบคนนี้น่าสนใจมาก” ไม่รู้ว่าพีรพัฒน์คิดไปเองหรือเปล่า แต่เขารู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาชิงพลบ แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออกสักทีว่าเคยไปเห็นมาจากไหน ท่ามกลางข้อครหามากมายในตัวชิงพลบ พีรพัฒน์มั่นใจได้อย่างหนึ่งว่าเขาคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา เขาคนนี้มีอะไรมากกว่าที่เห็น “เอาล่ะดาบ ไหนๆ พวกเราก็ถูกหมายหัวแล้ว ก็ทำตัวเป็นคนดีศรีสังคมหน่อยแล้วกัน เรามาต้านอำนาจมืดกัน ดาบว่าดีมั้ย” “เรา? เราเหรอคะ” ดาบตำรวจฟ้าใสแตกตื่น เธอไปร่วมมือกับสารวัตรตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ธูปได้สติเมื่อรุ่งสางมาเยือน เขานอนอยู่บนเตียง รอบกายเป็นห้องสี่เหลี่ยมไร้ข้าวของเครื่องใช้อื่นใด ตรงประตูมีคนเฝ้าอยู่สองคน หลังมือเขามีเข็มน้ำเกลือเสียบอยู่ ธูปหยัดตัวลุกขึ้น กัดฟันอดทนต่อความรู้สึกเจ็บปวดทั้งมวลที่ถาโถมเข้ามา ตอนนั้นเองที่มีคุณหมอเดินเข้ามาพร้อมถาดยา เธอเข้ามาตรวจดูอาการคร่าวๆ ธูปไม่ได้ขัดขืนหรือต่อต้าน ยอมนอนนิ่งให้ตรวจแต่โดยดี สุดท้ายคุณหมอยื่นยาให้เขากิน ทั้งหมดสี่เม็ด ธูปรับมากิน ดื่มน้ำตามแล้วเอนตัวลงตามเดิม เขาจับผ้าห่มมาคลุมถึงคางแล้วหลับไป ภาพทุกอย่างที่เกิดขึ้นไปปรากฏบนจอใหญ่ที่ห้องของจางเหลียน ชายชราเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสงสัยหรือผิดสังเกตจึงวางใจลงได้ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครจับตาดูแล้ว ธูปแอบคายยาที่ซ่อนไว้ใต้ลิ้นทั้งหมด เขายอมตายดีกว่ากลืนยาของจางเหลียน ใกล้รุ่งเช้าแล้ว รถกระบะสีบรอนซ์ของหัสดินทร์จอดลงตรงทางแยกที่ตัดผ่านไปยังฟาร์มชมจันทร์และปางไม้ เมื่อเช้าหัสดินทร์ได้รับสายจากชิงพลบ เขาโทรมาขอนัดพบ หัสดินทร์กำหมัดแน่นเมื่อเห็นด้านหลังของชิงพลบที่ยืนอยู่ในแสงสลัวยามรุ่งสาง เขาตรงไปชกหน้าชิงพลบทีหนึ่งอย่างแรงจนร่างสูงเซไปพิงกับต้นไม้ ชิงพลบไม่ได้ตอบโต้ แผลใหม่ซ้ำแผลเก่า หมัดหนักทั้งคนพ่อคนลูกจริงๆ “มึงยังมีหน้ามานัดพบกูอีกเหรอไอ้พลบ! บอกกูมาสิ! เหตุผลดีๆ สักข้อที่กูจะต้องใจเย็นคุยกับมึง ทำไมว่ะ! ทำไมมึงต้องมายุ่งกับลูกกูอีกแล้ว ละพอไปทำอะไรให้พวกมึงหนักหนา!” หัสดินทร์กำลังรวบรวมกำลังคนเพื่อบุกปางไม้แต่เช้า ทว่าชิงพลบโทรมาก่อน “เพื่อชีวิตของละพอยังไงล่ะ นายไม่อยากให้ละพอตายหรอกใช่มั้ย” “คนระยำอย่างมึงไม่มีสิทธิ์มาเรียกชื่อลูกกูหรอก เอาลูกกูกับธูปคืนมาซะ!” “ธูปเป็นลูกบุญธรรมของจางเหลียน” ชิงพลบพูดสวน ทำให้หัสดินทร์ชะงักมือที่กำลังจะง้างขึ้นชกอีกที “จางเหลียนไม่กล้าฆ่าธูปหรอก ในทางกลับกัน จางเหลียนก็จะไม่ฆ่าละพอเช่นกันเพราะอยากมีเธอไว้ต่อรองกับธูป...” ชิงพลบกลืนเลือดก่อนจะพูดต่อ “นายรู้หรือเปล่าว่าทำไมคุณนกถึงอยากได้ละพอเป็นลูกสะใภ้ เคยสงสัยมั้ย” “คุณนกเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้” แน่นอนว่าเขาสงสัย “นายคงไม่ไร้เดียงสาขนาดที่จะคิดว่าเรื่องนี้มันไม่มีอะไรในกอไผ่หรอกนะ” “แล้วยังไง เลิกอมพะนำแล้วบอกมาสิว่าทำไมคุณนกต้องการตัวละพอมากขนาดนั้น” หัสดินทร์ตรงเข้าไปคว้าคอเสื้อชิงพลบอย่างเหลืออด “เพื่อซ่อนบาปไงล่ะ สามีคุณนกเสียชีวิตไปเมื่อสี่ปีก่อน ก่อนหน้านั่นเขาดำรงตำแหน่งเป็น สส.สองปี แล้วรู้มั้ยว่าสิ่งสุดท้ายที่สามีคุณนกได้ทำก่อนจะสิ้นใจคืออะไร” “หมายความว่า...” “มันไม่ใช่อุบัติเหตุ” ไฟป่าที่ล้างบางชาวเขาเป็นฝีมือของอดีตสส. ซึ่งตายไปแล้ว “เขากับจางเหลียนร่วมมือกัน สั่งให้ธูปไปเผาป่า คุณนกรู้ดี เขาถึงได้อยากควบคุมละพอ เพราะรู้ว่าเธอเป็นผู้รอดชีวิตหนึ่งเดียวจากไฟครั้งนั้น” หากละพอโตมากกว่านี้และพยายามหาหนทางเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ครอบครัวและผู้บริสุทธิ์ คุณนกไม่ปล่อยละพอไว้แน่ “แล้วมึงต้องการอะไรถึงมาบอกกู มึงก็คนของปางไม้ ลูกน้องของจางเหลียน เอาตรงๆ นะ มึงก็ไม่ต่างอะไรกับคุณนกหรอก มึงก็ต้องการอะไรบางอย่างจากละพอ ซึ่งมันน่ารังเกียจสิ้นดี!” ผีย่อมเห็นผี ความต้องการซ่อนเร้นของชิงพลบมีหรือที่หัสดินทร์จะไม่เห็น “ไม่มีทางเลือกแล้ว จางเหลียนไม่ปล่อยเธอไว้อีกแน่ นอกจากนี้ ครอบครัวนายก็จะไม่ปลอดภัย อย่าลืม นายมีเมียมีลูก” จางเหลียนจัดการคนนับร้อยได้ง่ายๆ นับประสาอะไรกับครอบครัวสี่ชีวิตของหัสดินทร์ “นี่คือคำขู่สินะ” หัสดินทร์ยิ้มเหยียด เขารู้ว่าชิงพลบพูดถูก แต่ไม่อยากยอมรับ “คำเตือนด้วยความหวังดีต่างหาก” “เก็บความหวังดีของมึงไว้เถอะไอ้เหี้ยพลบ” เขาพูดเสียงกร้าว นัยน์ตาฉายชัดถึงความเด็ดเดี่ยวมั่นคง “มาดูกันว่าพวกมึงจะยิ่งใหญ่คับฟ้าได้แค่ไหน!” หัสดินทร์เดินไปขึ้นรถด้วยใบหน้าโกรธจัด ชิงพลบถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า เขายกมือขึ้นมานวดคลึงระหว่างคิ้วที่ปวดตุบๆ ใต้ตาดำคล้ำเพราะอดนอนมาทั้งคืน แผนการที่วางไว้ดิบดีเหมือนจะล้มครืนลงตรงหน้าเพราะความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ชิงพลบไม่เข้าใจ ทำไมเรื่องทุกอย่างถึงได้ผิดฝาผิดตัวได้ขนาดนี้ เขาเอนตัวลงพิงกับต้นไม้ ปรายตาลงมองร่างหนึ่งที่แอบอยู่ไม่ไกล “ออกมา” สารวัตรพีรพัฒน์จำใจออกจากที่ซ่อนอย่างเสียไม่ได้ “คุณไม่ธรรมดาอย่างที่ผมคิดเอาไว้จริงๆ ด้วย” “ผมไม่มีปีกหรือเขางอก ก็แค่คนธรรมดาทั่วไป” พีรพัฒน์ยักไหล่ “ไม่หรอก คุณไม่ธรรมดา” เขายื่นมือทำความรู้จัก “สารวัตรพีรพัฒน์ครับ เรียกผมว่าพุก็ได้” “ชิงพลบ” “ผมรู้ครับ สืบเรื่องคุณมาเยอะเลย แต่ยิ่งสืบไปสืบมาก็ยิ่งสงสัย คุณเป็นคนที่มีอะไรมากกว่าที่เห็น ทำตัวเลวอย่างชัดเจน แต่คุณไม่ได้ดูเป็นคนอย่างนั้นเสียทีเดียว” ชิงพลบเพียงหยักยิ้ม “ก็แค่คนดูแลปางไม้ จะมีอะไรมากกว่านี้อีก สารวัตร ผมขอเตือนด้วยความหวังดี อย่ายุ่งกับเรื่องนี้เลย ไม่งั้นคงไม่ได้อยู่ใช้บำเหน็จบำนาญ” “ไม่รู้สิครับ การยุ่งเรื่องคนอื่นเป็นงานของผม” ชิงพลบยิ้มเยาะ “ตำรวจนี่ดีจัง เสือกได้อย่างถูกกฎหมาย” “คุณดูเกลียดตำรวจ” “มีคนชอบตำรวจด้วยเหรอ” ชิงพลบเสริม “ตำรวจน้ำดีไม่ตายห่าก็ถูกบีบออกจากราชการ ส่วนตำรวจชั่วๆ กลับรวยเอาๆ” “ผมไม่ใช่ตำรวจชั่วๆ เชื่อว่าคุณก็ทราบ” ชิงพลบยักไหล่ “งั้นคุณก็ควรไสหัวออกไปจากที่นี่ ก่อนจะไม่มีโอกาสอีก”‘วันนี้มีสัมภาษณ์งาน อาจจะกลับค่ำหน่อยนะคะ’ ชิงพลบอ่านทวนข้อความเธอนับสิบครั้งได้ตั้งแต่ที่เธอส่งมาตอนเย็นๆ ไม่รู้ว่านาฬิกาคนเราไม่เท่ากันหรือเปล่า ทำไมตอนนี้เข็มสั้นเขามันชี้ไปที่เลขสิบสองแล้วแต่ละพอยังไม่กลับมา ครั้นจะโทรไปตามหรือส่งข้อความไป เขาก็กลัวเธอคิดว่าเขาจู้จี้ ดังนั้นจึงได้แต่นั่งรอเงียบๆ ในบ้าน จวบจนเขาได้ยินเสียงเครื่องยนต์แล่นผ่านรั้วบ้านเข้ามา เขารีบไปรอที่บันไดพร้อมกับซ่อนตัวในความมืด ด้วยนัยน์ตาวาววับ ละพอผลักประตูเข้ามาด้วยความระมัดระวัง เธอแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงทับเสื้อสูทสีครีม ชิงพลบหรี่ตา เพราะดูเหมือนวันนี้เธอจะสวยน่ารักเป็นพิเศษ ความรู้สึกหึงหวงพุ่งขึ้นมากลางอก เขาค่อยๆ เผยตัวออกมาในความมืด รวบร่างเธอมาไว้ในอ้อมกอด “พี่พลบ! เล่นอะไรคะเนี่ย” ละพอตกใจจึงปล่อยของร่วงหมด “ทำไมกลับดึกขนาดนี้ แน่ใจนะว่าแค่ไปสัมภาษณ์งาน” น้ำเสียงเขาเข้มงวด พลางรัดเธอแรงๆ “ก็ใช่สิ หนูก็บอกแล้วไง แล้วทำไมพี่ยังไม่นอนอีก มันดึกแล้วนะคะ” ชิงพลบเคาะหน้าผากเธอ พอได้กลิ่นน้ำหอมหวานๆ ก็แอบกลืนน้ำลาย “รู้ว่าดึกแล้วทำไมยังกลับดึกขนาดนี้” “หนูนอนดึกได้ไม่เป็นไร แต่พี่นอนดึกไม่ได้ พี่อา
“แล้วยังไงคะ พี่ไปเจอเขาทำไม” ละพอเป็นห่วง กลัวว่าเขาจะเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรกับผู้มีอิทธิพลอีก (เรื่องนี้คุยทางโทรศัพท์ไม่สะดวก เอาไว้พรุ่งนี้เราค่อยมาถามได้มั้ย) “โถ ไม่เอาสิ หนูกำลังอยากรู้เลย อ่านกระทู้บนเน็ตอยู่เนี่ย เรื่องของบริษัทของเอริคที่ถูกฟ้องร้อง ดูท่าจะเป็นเรื่องใหญ่มาก” (ทำไมต้องสนใจเขาขนาดนั้นด้วย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเราหรอกเขาก็แค่มาสะสางเรื่องในอดีต) “แสดงว่าเขาแค่มาและจะไปใช่มั้ยคะ” เธอละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจว่าเขามาเพื่อเก็บกวาดอิทธิพลที่หลงเหลือของจางเหลียนโดยเฉพาะแล้วจะไปเอง (ไม่แน่ใจเหมือนกัน เอริคเป็นคนเดายาก) “เขาไม่ได้คิดร้ายอะไรกับพี่ใช่มั้ย?” (ไม่จ้า) แม้จะไม่นับเป็นมิตร แต่ก็ไม่ใช่ศัตรูแน่นอน “ดีแล้วค่ะ ได้ยินแบบนี้หนูก็สบายใจ” (พี่ไม่ทำกายภาพแล้ว เดี๋ยวพี่ไปหา) “พี่มาหาไม่ได้ หนูอยู่หอ” ชิงพลบหัวเราะ (ถ้าพี่ต้องการสะอย่าง ไม่มีอะไรขวางพี่ได้หรอก) ละพอเฝ้ารอการมาเยือนของชิงพลบด้วยใจจดจ่อ เธออาบน้ำแต่งตัว อยู่ในชุดน้อยชิ้นที่เขาชื่นชอบ “สวยขนาดนี้ คิดจะทำให้พี่คลั่งตายเหรอครับ” นัยน์ตาโลมเลียมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “ค่ะ หนูจะทำให้พี่คลั่งตาย” ละ
“ก็ได้ค่ะ สัปดาห์หน้าหนูจะไปหาพี่แน่ๆ สัญญาเลย” ละพอวางสาย เดินกลับเข้าไปหาเพื่อน กลางเดือนกรกฎาคม ละพอมีนัดทานข้าวกับพี่รหัส เธอส่งข้อความไปบอกชิงพลบเพื่อรายงานเขา เขาตอบกลับมาทันที ‘ทานให้อร่อยนะ’ “รอนานมั้ยคะพี่ ขอโทษที่สายนะคะ” ถึงจะรีบมาแค่ไหน แต่ก็สายจนได้ “ไม่เลย มาสิ มานั่งทานกันเถอะ คงจะหิวกันมากแล้ว” เขาผายมือไปเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เพราะข้างๆ มีเจจับจองแล้ว “งั้นไม่เกรงใจแล้วนะคะพี่ เร็วๆ พอนี่ รีบๆ นั่ง ฉันหิวจนแทบจะกินช้างม้าวัวควายได้ทั้งครอกแล้ว” “เจ เธอพึ่งผ่าไส้ติ่งนะ กินอาหารอ่อนๆ ได้อย่างเดียว” ละพอห้ามเมื่อเพื่อนตักน้ำจิ้มสามรสมารอท่า “แต่มาร้านชาบูแล้วไม่กินหมูกับน้ำจิ้มแซ่บๆ ได้ยังไงล่ะพอนี่” เจนจบกระเง้ากระงอด “เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวก็ได้กลับไปนอนหยอดน้ำเกลือเหมือนเดิมหรอก” เธอเปลี่ยนถ้วยน้ำจิ้มให้ทันที “โถพอนี่ ขอสักวันเถอะ เธอไม่รู้หรอกว่าตลอดสัปดาห์มานี่ฉันชอกช้ำแค่ไหน กินแต่ข้าวต้มก็ไม่ไหวปะ ใช่มั้ยคะพี่” คนที่ร้องโอดครวญว่ากำลังจะตายตอนไส้ติ่งแตกน่ะ หายไปแล้ว “เอาแค่พอประมาณแล้วกัน” เธอเลื่อนถ้วยน้ำจิ้มกลับไปให้ เจนจบกระดี๊กระด๊าดีใจยกใหญ่ รถยนต์คันห
เช้าวันถัดมาข่าวการปลิดชีพตัวเองภายในเรือนจำของจางเหลียนติดหน้าหนึ่งทุกสำนักข่าว พัศดีผู้เห็นศพคนแรกให้การว่าช่วงเวลาประมาณตีสามกว่าๆ เห็นความผิดปกติของจางเหลียนจากกล้องวงจรปิด ครั้นพอเร่งรีบไปดูก็พบว่าจางเหลียนเสียชีวิตแล้ว เขาตายเพราะโขกศีรษะกับพื้นแข็งๆ ในห้องขังจนตาย ตำรวจไม่คิดจะสืบสวนหาสาเหตุต่อ สรุปคดีเพียงว่าจางเหลียนเครียดจนฆ่าตัวตาย “พ่อคะ อาหารพร้อมแล้วพี่อาชิให้มาตามค่ะ” ละพอขึ้นมาเรียก บ้านหลังใหญ่ครึกครื้นขึ้นมากเมื่อคนในครอบครัวเดินทางมาเยี่ยมหา “แล้วหนูล่ะ?” “หนูทานทีหลังค่ะ ตอนนี้ต้องป้อนข้าวพี่พลบก่อน” พี่พลบ! ฟังแล้วหัสดินทร์แสลงหูนัก อย่างชิงพลบนะ แก่เกินจะเรียกพี่แล้ว! “ไอ้พลบแขนด้วนเหรอ หนูจะต้องไปปรนนิบัติพัดวีอะไรขนาดนั้น” หัสดินทร์รู้สึกว่าชิงพลบมันแอบปิดบังอะไรบางอย่างอีกแล้ว แต่เขายังไม่มีหลักฐานเลยไม่กระโตกกระตาก “โธ่ ก็พี่พลบยังไม่หายดีนี่ค่ะ ไปก่อนนะคะ” ละพอจับถาดอาหารตรงไปหาชิงพลบ เธอยกมือเคาะสองสามทีให้เขาทราบว่าเธอมาแล้ว ชิงพลบนั่งอยู่ที่โต๊ะอย่างเรียบร้อยด้วยรอยยิ้มกว้าง “ขอบคุณครับ” เขาอ้าปากรับอาหารอย่างสุขใจ กระทั่งละพอป้อนเรียบร้อยแล้วถ
ระยะเวลายี่สิบนาทียาวนานไม่รู้จบสิ้น ละพอลงจากรถแท็กซี่อย่างรีบเร่งก่อนจะวิ่งฉิวเข้าบ้านชิงพลบโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ชิงพลบต้องอยู่ในบ้านแน่ๆ พวกจิ๊กซอว์เหล่านั้นพึ่งถูกวางขายไม่นานนี่เอง “มีอะไรกันหนู ทำไมวิ่งหน้าตั้งมาแบบนั้น” พฤกษ์เดินออกมารับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “เขาอยู่ไหนคะ?!” ละพอจับมือคุณอาหมอมากุม “บอกหนูมาเถอะค่ะ เขาอยู่ที่ไหน หนูอยากเจอเขา ให้หนูเจอเขาเถอะนะคะ!” “หนู พลบเขา…” “หนูไม่เชื่อ! เขายังอยู่ หนูรู้สึกได้” คุณอาพฤกษ์มีท่าทีอึกอัก แต่สุดท้ายก็ยิ้มพ่ายแพ้แล้วเอ่ย “ดอกกุหลาบยังบานอยู่ ไปดูสักหน่อยสิ” กลิ่นดอกกุหลาบหอมระริน ละพอก้าวเดินอย่างระมัดระวังไปทางสระ พุ่มดอกสีแดงสดยังคงบานสะพรั่งอย่างงดงาม ชิงพลบนั่งรับลมอยู่บนศาลา เขาสวมชุดสบายๆ ในมือแกร่งมีอาหารเม็ด ครั้นเขาโยนลงไปในน้ำ ฝูงปลาแหวกว่ายกันเข้ามาแย่งชิงอาหารกันจนน้ำสาดกระเซ็น ละพอผ่อนฝีเท้า เพื่อสังเกตการณ์ ก่อนจะพบว่านัยน์ตาชิงพลบไม่มองสิ่งใดเลย เหมือนเขามองไม่เห็น “คุณอาหรือครับ?” ละพอไม่ตอบ เธอยืนร้องไห้มองเขาเหมือนคนโง่ “ปล่อยผมไว้แบบนี้สักครู่เถอะ ผมไม่เซ่อซ่าตกสระหรอก” เพราะไม่มีเสียงตอบกลับ ช
ละพอได้ยินมาว่าชิงพลบไม่ใช่หลานชายคนโปรด ความดื้อรั้นและหัวแข็งของเขาสร้างความบาดหมางให้เขาและคุณตา สุดท้ายชิงพลบออกจากบ้านไปอยู่เมืองนอกเมืองนาตั้งแต่เด็ก ทว่าด้วยความเป็นคนดื้อรั้น ไม่ยอมคน ทำให้ชิงพลบไปได้สวยในเส้นทางที่เลือกเดิน บางทีหากไม่เกิดเรื่องร้ายขึ้นกับน้องชายของเขา ชิงพลบคงกลายเป็นซีอีโอหนุ่มไฟแรง หรืออภิมหาเศรษฐีไปแล้ว ชิงพลบยอมทิ้งชีวิตที่เขาก่อร่างสร้างตัวมาอย่างอุตสาหะเพื่อกลับมาแก้แค้นให้น้องชาย และเพื่อเธอ ละพอเดินมาหยุดอยู่ตรงห้องนอน ความเป็นชิงพลบยังคงซึมลึกอยู่ในเตียงและข้าวของเครื่องใช้ ราวกับเขาอยู่ที่นี่ และจากไปก่อนเธอจะมาเพียงไม่กี่นาที บนโต๊ะยังมีจิ๊กซอว์ที่เล่นค้างไว้ เขาคงชอบเล่น ในห้องมีงานที่เขาต่อครบถ้วนแล้ววางไว้สองสามภาพ “สวัสดีจ้ะ” ละพอหันไปตามเสียง ชายวัยประมาณห้าสิบปลายๆ แต่ดูอิ่มเอิบและสุขภาพดียืนยิ้มจนเห็นเส้นตีนกาอยู่ตรงกบประตู “สวัสดีค่ะคุณหมอ” ละพอพนมมือไหว้ “เรียกว่าอาก็ได้ อาเป็นอาของพลบกับเพลิง” ศาสตราจารย์พฤกษ์เป็นญาติที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของชิงพลบ เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นจิตแพทย์ชื่อดัง “พลบเล่าเรื่องหนูให้อาฟังบ่อยๆ







