เข้าสู่ระบบอคิณวิ่งล่อคนร้ายเข้าไปในป่าลึก แล้วหลบอยู่หลังต้นไม้เพื่อรอจังหวะโต้กลับ หากจะหนีไปตอนนี้ก็ได้ แต่เขาต้องการจับมือปืนให้ได้ เพื่อสาวให้ถึงตัวผู้จ้างวาน ชายหนุ่มหยิบท่อนไม้ขนาดเหมาะมือขึ้นมาเป็นอาวุธ เมื่อมือปืนเดินเข้ามาใกล้ เขาก็พุ่งตัวออกไปฟาดที่กลางหลังมือปืนอย่างแรงจนไม้หักสองท่อน มือปืนเสียหลักล้มหน้าคว่ำลงกับพื้น มือที่ถือปืนยืดเหยียดไปด้านหน้า
“ไอ้เจษส่งมึงมาใช่มั้ย!”
อคิณก้าวเข้าไปใช้เท้าบดขยี้มือที่ถือปืนของมือปืน มันเจ็บจนต้องคลายมือออกจากปืน ชายหนุ่มก้มลงหยิบปืนขึ้นมาแล้วจ่อเล็งไปที่กลางหน้าฝากของคนที่นอนคว่ำอยู่กับพื้น มันไม่ตอบ อคิณจึงยิงขู่เฉียดใบหูมันไปหนึ่งนัด แต่แทนที่มือปืนจะกลัว มันกลับฉวยโอกาสนั้นโต้กลับด้วยการใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่กระชากข้อเท้าอคิณจนร่างสูงล้มฟาดลงกับพื้น มือปืนรีบดีดตัวลุกขึ้นยืน อคิณเล็งปืนมาที่มัน แต่มันก็เร็วพอที่จะใช้เท้าเตะมืออคิณจนปืนกระเด็นห่างออกไป เมื่อปราศจากอาวุธ ชายฉกรรจ์สองคนก็แลกหมัด แลกเท้ากันอย่างดุเดือด
การต่อสู้ของลูกผู้ชายดำเนินไปเกือบสิบนาที อคิณก็กระโดดถีบยอดอกมือปืนกระเด็นไปนอนกองกับพื้น ทว่าโชคไม่เข้าข้างอคิณ เพราะมือปืนดันกลิ้งไปเจอปืนที่ตกอยู่พอดี มันรีบคว้าปืนขึ้นมาเล็งไปที่อคิณพร้อมยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม
“ฤทธิ์มากนักนะมึง ตายซะเถอะ”
จังหวะที่มือปืนกำลังจะเหนี่ยวไกยิงอคิณ อมลรดาก็พุ่งตัวเข้ามากระแทกหลังมือปืนอย่างแรง จนมันเสียหลัก กระสุนที่พุ่งออกจากปลายปืนเฉียดแขนอคิณไปนิดเดียว
“รดา! กลับมาทำไม!!!” อคิณใจหายวาบด้วยความเป็นห่วง ยิ่งเห็นคนร้ายหันขวับไปเล็งปืนใส่เธอด้วยความโกรธแค้นก็ตัวชาตั้งแต่หัวจรดเท้า ชายหนุ่มพุ่งตัวเข้าไปรวบกอดอมลรดาไว้แล้วหันหลังรับกระสุนแทน
ปัง!!!
“คุณอคิณ!!!” ดวงตากลมโตของหญิงสาวเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว เธอเงยหน้าขึ้นมองสบตาอคิณที่กอดเธอไว้แน่น เขายืนนิ่ง ไม่พูดอะไร ไม่เคลื่อนไหว “คุณถูกยิงเหรอ”
“ไม่...ผมไม่เป็นไร” ตอบแล้วก็หันไปมองด้านหลัง เห็นว่ามือปืนล้มลงไปนอนกุมมืออยู่ที่พื้น หลังมือมีรอยกระสุนและเลือดไหลอาบ
“คุณก้อง...”
อมลรดามองตามสายตาของอคิณไป เห็นก้องภพเข้าไปลากตัวมือปืนให้ลุกขึ้นแล้วจับมันมัดมือไพล่หลัง เสร็จแล้วตะโกนบอกอคิณให้พาอมลรดากลับบ้านไปก่อน ส่วนเขาจะจับมือปืนไปส่งตำรวจ
อคิณระบายลมหายใจโล่งอก แม้จะยังไม่รู้ว่าก้องภพมาเจอเขากับอมลรดาได้ยังไง ถ้าก้องภพมาช้ากว่านี้เพียงเสี้ยววินาที เขากับอมลรดาก็อาจจะไม่มีชีวิตรอดแล้ว
“ผมบอกให้หนีไปแล้วกลับมาทำไม” ถามพลางกระชับวงแขนกอดร่างเล็กที่สั่นเทาไว้แนบอกอย่างหวงแหนและเป็นห่วงสุดหัวใจ
“ฉันทิ้งคุณไม่ได้”
“เด็กโง่” อคิณจูบที่หน้าผากเกลี้ยงเกลาเพื่อปลอบขวัญ ใจหนึ่งก็โกรธที่เธอดื้อจนเกือบเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ แต่อีกใจหนึ่งก็ดีใจมากที่เธอเป็นห่วงเขาถึงขนาดนี้
อคิณพาอมลรดากลับมาถึงบ้านในสภาพมอมแมม เนื้อตัวมีแต่รอยฟกช้ำ เสื้อผ้าเต็มไปด้วยฝุ่นและเศษใบไม้ใบหญ้า ชายหนุ่มใช้เวลาอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าราวยี่สิบนาทีแล้วออกมานั่งให้อมลรดาทำแผลให้ในห้องรับแขก
“โอ๊ยยย เบาๆ หน่อยสิรดา” อคิณโอดครวญเมื่ออมลรดาแตะสำลีชุบเบตาดีนลงบนแผลถลอกที่ข้อศอก
“แผลแค่นิดเดียวเอง ร้องซะเวอร์”
“ก็มันแสบ” เขาบอกเสียงอ่อย
“โชคดีนะคะที่ไม่เป็นอะไรมาก มีแค่รอยถลอกกับรอยฟกช้ำนิดหน่อย” หญิงสาพูดพลางป้ายยาแก้ฟกช้ำลงบนรอยสีม่วงคล้ำสองสามจุดที่แผงอกกว้าง “ฉันขอบคุณคุณมากนะที่คุณช่วยชีวิตฉัน”
“ผมไม่ปล่อยให้คุณเป็นอะไรไปหรอก” พูดพลางเชยคางของคนที่ก้มหน้าก้มตาอยู่กับแผงอกของเขาให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากัน
“ทำไมคะ” คำถามที่เต็มไปด้วยความคาดหวังว่าเขาจะให้คำตอบที่ทำให้ชื่นใจสักนิด แต่กลับตรงกันข้าม
“คุณยังตายไม่ได้ ถ้างานยังไม่เสร็จ” พูดออกไปแล้วก็อยากตบปากตัวเอง ทั้งที่ในใจรู้สึกอีกอย่าง แต่ปากกลับพูดทำร้ายจิตใจเธอเสียอย่างนั้น
“งาน?” อมลรดาคิดนิดหนึ่ง “อ๋อ งานทำลูก น่ะเหรอ”
“ใช่”
“ความจริงคุณกับคุณริต้าก็เหมาะสมกันดีนะ ทำไมไม่ไปมีลูกกับเธอล่ะ”
“ใครจะยอมให้ผมปั๊มลูกด้วยง่ายๆ เหมือนคุณ”
อมลรดาจุกขึ้นมาทันใด “ใช่สิ ฉันมันง่าย ซื้อได้ด้วยเงิน แค่เอาเงินฟาดหัวแล้วจะสั่งให้ฉันทำอะไรก็ได้”
“คุณจะมาประชดผมทำไม ในเมื่อมันเป็นข้อตกลงของเราตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” อคิณทำเสียงเหมือนหงุดหงิด ยิ่งทำให้หญิงสาวน้อยใจมากขึ้นไปอีก “ผมว่าถึงเวลาที่เราต้องทำลูกกันจริงจังแล้วนะ ตอนนี้ผมก็พร้อมแล้ว คุณก็หายดีแล้ว หรือคุณว่าไง”
“ถ้าคุณพร้อม ฉันก็พร้อม คืนนี้เลยก็ได้” อมลรดาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พยายามข่มความน้อยใจเอาไว้ให้ลึกที่สุด
อคิณให้อมลรดาไปเตรียมตัวทำใจ ส่วนเขาก็ไปรอก้องภพอยู่ในห้องทำงานจนค่ำกว่าที่เลขาคนสนิทผู้ควบตำแหน่งบอดี้การ์ดของเขาจะกลับจากสถานีตำรวจ
“จากการสอบปากคำเบื้องต้น มือปืนเป็นคนของคุณเจษ ตอนนี้ตำรวจท้องที่ประสานงานไปทางผู้กองสายฟ้าแล้วครับ ผู้กองสายฟ้าจะรับดูแลคดีนี้ต่อเพราะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีที่กรุงเทพ” ก้องภพรายงานแล้วอดถามถึงอมลรดาไม่ได้ “คุณรดาหายตกใจหรือยังครับ”
“หายแล้วมั้ง เถียงฉันได้ฉอดๆ เหมือนเดิมแล้วนี่”
“คุณรดาเป็นห่วงท่านประธานมากเลยนะครับ ถึงขนาดย้อนกลับไปช่วยทั้งที่รู้ว่าอันตรายมาก”
“ย้อนกลับไปให้เป็นภาระมากกว่า” ถึงแม้ว่าจะรู้สึกดี แต่ก็อดบ่นไม่ได้
ก้องภพแอบยิ้มให้กับคนปากกับใจไม่ตรงกัน ทำงานด้วยกันมาตั้งนานทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเจ้านายรู้สึกอย่างไรกับอมลรดา
“แล้วนี่แกตามไปช่วยฉันทันได้ยังไง” เจ้านายถาม
“ผมขับรถมาเจอรถท่านประธานพอดี แต่เห็นคุณรดาขับมาคนเดียว แล้วที่รถก็มีรอยชน รอยกระสุน เลยคิดว่าต้องเกิดเรื่องแน่ๆ ก็เลยขับตามไปครับ”
“ขอบใจนะ ถ้าแกไปไม่ทัน ฉันกับรดาคงไม่รอด”
“มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ” ก้องภพตอบรับอย่างเต็มใจแล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ท่านประธานจะกลับกรุงเทพวันไหนครับ ผมจะได้รายงานเบื้องบนถูก”
“เบื้องบนของแกนี่ใครมั่ง”
“คุณท่าน คุณสุมาลี แล้วก็คุณแพรครับ”
“รายงานไปว่าฉันจะกลับพรุ่งนี้ตอนบ่ายก็แล้วกัน” อคิณตอบเซ็งๆ ยังไม่อยากกลับไปเจอความวุ่นวายที่กรุงเทพตอนนี้ เพราะช่วงเวลาที่ได้อยู่กับอมลรดาที่นี่สองคนนับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก
“คุณปู่กับคุณแม่ดูมีความสุขมากนะ แล้วก็ปล่อยวางความคาดหวังในตัวคิณลงได้แล้วด้วย” แพรวาพูดกับอคิณพลางมองไปยังสุมาลีและดนัยที่เล่นกับอนาคิณอยู่ที่สนามหญ้าของบ้านพักเชิงดอยที่เชียงใหม่ สองวันที่อยู่ที่นี่ผู้อาวุโสทั้งสองท่านไม่ยอมอยู่ห่างจากเจ้าตัวเล็กเลย “คงเป็นเพราะอนาคิณ นี่คุณปู่กับคุณแม่ไม่สนใจผมเลยนะ วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับอนาคิณ ตอนนี้ผมกลายเป็นหมาหัวเน่าไปแล้ว” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ “คิณจะให้ลูกโตที่นี่จริงๆ เหรอ” แพรวาตะล่อมถามด้วยความกังวลใจ อคิณนิ่งไปอย่างใช้ความคิด ความจริงเขาก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน โรงเรียนที่นี่ดีก็จริง แต่เขาก็มีศักยภาพมากพอที่จะให้ลูกได้เรียนในที่ที่ดีกว่านี้ อยากให้ลูกได้เห็นโลกที่กว้างกว่ารีสอร์ตในป่าเขาแบบนี้ และอีกใจก็เป็นห่วงแพรวาด้วย เขารู้ดีว่าในแวดวงธุรกิจมีแต่พวกเสือสิงห์เขี้ยวลากดิน ผู้หญิงที่ทำงานเก่งแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยมอย่างพี่สาวเขาคงต้องเหนื่อยยากแสนสาหัสในการต่อสู้กับคู่แข่ง “กลับไปอยู่ที่กรุงเทพด้วยกันนะคิณ แกรนด์ธาดาต้องการคิณ พี่ก็ต้องการคิณ ตอนนี้โรงแรมกำลังจะเปิดสาขาให
“คุณอคิณคะ พวกเขามาถึงกันแล้วค่ะ” อมลรดาเดินเข้ามาบอกสามีในห้องทำงาน ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังเล่นกับลูกอย่างสนุกสนานชะงักแล้วตีหน้าขรึมขึ้นมาทันที “ท่าทางคุณปู่กับคุณแม่ใจอ่อนลงมากแล้วอย่างที่พี่แพรบอกจริงๆ ค่ะ มาถึงก็เรียกหาอนาคิณเลย คงอยากเจอหน้าหลานกันมาก” “อนาคิณ ไปรับแขกกับพ่อนะครับ” พูดพลางจูงมือลูกชายเดินออกไปด้วยสีหน้าราบเรียบไม่ยินดียินร้ายอะไรทั้งสิ้น “แขกคืออะไรครับคุณพ่อ” เด็กชายทำหน้างุนงง “แขกก็คือคนที่มาบ้านเราแค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับกันแล้ว” คุณพ่อตอบหน้านิ่ง “แขกที่ไหนกันคะ ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น” อมลรดายิ้มส่ายหน้าเบาๆ แล้วเดินตามไปจูงมืออีกข้างของลูกชาย ภาพสามคนพ่อ แม่ ลูกเดินจูงมือกันเข้ามาในล็อบบี้เป็นภาพที่ดนัยและสุมาลีเห็นแล้วถึงกับน้ำตาซึมเพราะเป็นภาพที่ทั้งคู่ปรารถนาที่จะได้เห็นมานานแล้ว อคิณยกมือไหว้คุณปู่และแม่ด้วยท่าทีหมางเมินตามารยาทโดยไม่กล่าวคำทักทายก่อนจะนั่งลงร่วมโต๊ะแล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นนั่งบนตัก อมลรดานั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างสามีและลูก พลางมองสบตากับแพรวาด้วยความลำบากใจที่อคิณยังมีทิฐิกับค
“ดูอะไรอยู่คะคุณแม่” แพรวาเดินเข้ามาถามสุมาลีที่นั่งดูไอแพดด้วยอาการยิ้มกว้างอย่างมีความสุขสลับกับปาดน้ำตาเป็นระยะ “ลูกชายคิณ” สุมาลีตอบพลางปาดน้ำตาอีกครั้ง “ว่าไงนะคะ!?” แพรวาอุทานด้วยความประหลาดใจแล้วปราดเข้าไปนั่งข้างแม่เพื่อจะดูคลิปหลานชายที่กำลังเล่นกับพ่ออยู่ “คิณแอบซุกเมียไว้ที่เชียงใหม่เหรอคะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมแพรไม่รู้เรื่อง แล้วคุณแม่ได้คลิปนี่มายังไงคะ” “แม่แอบจ้างพนักงานในรีสอร์ตของคิณให้คอยส่งข่าวคิณมาให้แม่เป็นระยะตั้งแต่คิณไปเปิดรีสอร์ทที่นั่นใหม่ๆ” “เด็กนี่น่ารักมากเลยนะคะ หน้าเหมือนคิณตอนเด็กเปี๊ยบเลย ว่าแต่แม่ของเด็กเป็นใครคะ” “รดา” สุมาลีตอบเสียงอ่อน พอได้เห็นหน้าหลาน ผู้สูงวัยก็รู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำกับอมลรดา จากเหตุการณ์นั้นทำให้เธอเสียลูกชายไปด้วย เพราะตั้งแต่วันนั้นอคิณก็ไม่กลับมาเหยียบที่บ้านอีกเลย โทร.ไปก็ไม่รับสาย เขาตัดขาดจากครอบครัวราวกับอยู่กันคนละโลก “รดากลับมาหาคิณตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” “พนักงานบอกว่ากลับมาได้สองอาทิตย์แล้ว” สุมาลีตอบโดยที่ไม่ยอมละส
“เรื่องมันผ่านไปตั้งนานแล้วรดา” อคิณบอกเสียงอ่อนแล้วเดินไปนั่งข้างหญิงสาวที่เอามือปิดหน้าตัวเองร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน อยากโอบกอดปลอบขวัญแต่ก็ไม่กล้า เพราะรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์เหนือร่างกายเธออีกต่อไปแล้ว “อย่าโทษตัวเองเลย ลูกคุณมาแล้ว หยุดร้องไห้เถอะ เดี๋ยวเด็กตกใจ” อมลรดารีบกลั้นสะอื้นแล้วใช้สองมือปาดน้ำตาออกจากแก้มแบบลวกๆ “สวัสดีคุณอคิณ” โอลิเวอร์ที่กำลังอุ้มเด็กชายยื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้าอคิณ “สวัสดีโอลิเวอร์” อคิณลุกขึ้นจับมือทักทายกับหนุ่มอังกฤษตามมารยาทพลางมองหน้าหนูน้อยด้วยความเอ็นดู อีกทั้งยังรู้สึกคุ้นหน้ามากแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร “ลูกชายคุณน่ารักมาก” “ลูกชายผมเหรอ?” โอลิเวอร์ทวนคำด้วยรอยยิ้มกึ่งขบขันแล้วหันไปถามอมลรดา “คุณยังไม่ได้บอกเขาเหรอเอด้า” “บอกอะไร” อคิณถาม “ถ้าเอด้ายังไม่ได้บอก งั้นผมบอกให้เอง” โอลิเวอร์พูดพลางมองหน้าอคิณอย่างนับถือหัวใจเขามากที่ยอมทิ้งเงินทองมากมายเพื่อแลกกับความรัก “ผมพาภรรยากับลูกชายของคุณมาคืนให้” บอกพลางส่งเด็กชายในอ้อมกอดคืนให้คนเป็นพ่ออุ้
“คุณรดา!” เสียงที่ไม่คุ้นหูของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นทันทีที่ประตูลิฟต์ที่อมลรดากับโอลิเวอร์ซึ่งกำลังอุ้มเด็กชายอนาคิณอยู่เปิดออก อมลรดาชาวาบไปทั้งตัวเมื่อละสายตาจากลูกชายแล้วหันมามองเจ้าของเสียง“คุณริต้า...” อมลรดาเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่วอย่างจำได้แม่นทั้งที่เคยพบกันแค่ครั้งเดียวที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่“ผมพาลูกไปรอที่รถนะ คุณคุยกับเพื่อนตามสบาย” โอลิเวอร์บอกอมลรดาแล้วหันไปยิ้มทักทายกับรชิตาตามมารยาทแล้วอุ้มเด็กชายอนาคิณเดินออกไป“คุณรดาแต่งงานกับ...เอ่อ...” หญิงสาวมองตามหลังโอลิเวอร์กับเด็กชายไปด้วยแววตาสงสัยอมลรดายิ้มก่อนตอบ “โอลิเวอร์เป็นเพื่อนของฉันค่ะ เรารู้จักกันตั้งแต่ตอนที่ฉันเรียนไฮสกูลอยู่ที่อังกฤษ แล้วเขาก็ช่วยฉันดูแลลูกตั้งแต่แรกคลอดด้วย สองคนนั้นก็เลยสนิทกันเหมือนพ่อลูกจริงๆ คุณริต้าท้องกี่เดือนแล้วคะเนี่ย” ถามพลางก้มลงมองหน้าท้องที่นูนป่องของอีกฝ่าย“เจ็ดเดือนแล้วค่ะ” รชิตาตอบเสียงใสพลางลูบท้องตัวเองอย่างเบามือ “นี่ท้องสองแล้วนะคะ คนแรกเป็นผู้ชาย ตอนนี้สองขวบแล้ว”“แล้วคุณอคิณไม่มาด้วยเหรอคะ” อมลรดาอดที่จะถามถึงผู้ชายที่เธอคิดถึงทุกวินาทีไม่ได้“พี่ค
สี่ปีเต็มที่อมลรดากับอคิณแยกย้ายกันไปมีชีวิตของตัวเองและถึงแม้ว่าหญิงสาวกลับมาเยี่ยมพ่อที่เรือนจำในวันพบญาติทุกปี แต่เธอก็หลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ข่าวสารของอคิณทุกช่องทาง เนื่องจากไม่อยากทำให้ตัวเองเจ็บไปมากกว่านี้ เพราะจนถึงวันนี้เธอก็ยังรักเขาอยู่ไม่เสื่อมคลาย อีกทั้งเวลาที่เธอมองหน้า ‘อนาคิณ’ ลูกชายวัยสามขวบกว่าของเธอกับเขาที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อทุกกระเบียดนิ้วทีไรก็ยิ่งทำให้เธอคิดถึง ‘พ่อของลูก’ ขึ้นมาจับใจทุกที “อนาคิณก็อยากมาเยี่ยมคุณตาด้วยนะคะคุณพ่อ” อมลรดาบอกสุรชัยที่อยู่ในชุดผู้ต้องขัง “อย่าพาลูกเข้ามาในที่แบบนี้เลย อีกปีเดียวพ่อก็พ้นโทษแล้ว พ่ออยากไปเจอหน้าหลานอย่างสง่าผ่าเผยมากกว่า ไม่อยากให้หลานถามว่าทำไมตาต้องมาอยู่ในนี้” “คุณเจษฎาจะพ้นโทษพร้อมพ่อด้วยหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามอย่างเป็นกังวล เพราะกลัวว่าถ้าเจษฎาพ้นโทษแล้วจะกลับไปแก้แค้นอคิณ “คุณเจษต้องอยู่อีกหลายปี เพราะมีคดีจ้างวานฆ่าคุณอคิณถึงสองครั้งด้วย” พูดแล้วสุรชัยก็ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างรู้สึกผิด “ถ้าพ่อไม่ติดหนี้พนัน ก็คงไม่ถูกคุณเจษชักจูงเข้าร่วมขบวนก







