Home / แฟนตาซี / จิตมารลวงรัก / ตอนที่ 6 เงาที่ถูกเพ่งเล็ง

Share

ตอนที่ 6 เงาที่ถูกเพ่งเล็ง

last update publish date: 2026-04-02 18:56:21

ตอนที่ 6 เงาที่ถูกเพ่งเล็ง

ท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อมหุบเขาเทียนหมิง ท้องฟ้ายามค่ำคืนกลับดูอึมครึมและเงียบสงัดจนผิดปกติ ลมป่าที่เคยพัดหวีดหวิวกลับหยุดนิ่งราวกับธรรมชาติกำลังกลั้นหายใจด้วยความพรั่นพรึง มันคือความสงบเยือกเย็นที่มักจะเกิดขึ้นก่อนที่พายุคลั่งจะโหมกระหน่ำ และในคืนนี้ พายุลูกนั้นกำลังก่อตัวขึ้นภายในกำแพงหินอันมั่นคงของสำนัก

โถงประมุข บัลลังก์แห่งอำนาจ

ภายในโถงประมุขที่กว้างขวางและโอ่อ่า แสงเทียนสลัวจากเชิงเทียนสำริดส่องสว่างเพียงรำไร เผยให้เห็นเงาร่างของชายชราผู้หนึ่งนั่งตระหง่านอยู่บนบัลลังก์หินสีดำขลับที่สลักลวดลายอสูร เขานั่งนิ่งสงบราวกับรูปปั้นที่ไร้ชีวิต ทว่ารังสีอำนาจที่แผ่ออกมากลับกดทับทุกอณูอากาศจนหนักอึ้ง

หลินอู๋เชียน ประมุขสูงสุดแห่งสำนักเทียนหมิง ชายผู้กุมชะตาชีวิตของทุกคนในหุบเขาแห่งนี้

"เจ้าคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้..." เสียงของเขาดังขึ้นอย่างช้าๆ ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยอำนาจลึกลับ โดยที่ดวงตาของเขายังคงปิดสนิท ไม่ได้บ่งบอกว่ากำลังสนทนากับใครในความมืดนั้น

ที่เบื้องล่างของบัลลังก์ ร่างของสตรีในชุดขาวคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม เซวี่ยอิง เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาของนางฉายแววครุ่นคิด

"ศิษย์ใหม่ผู้นั้น... ผิดปกติอย่างยิ่งเจ้าค่ะ" นางตอบโดยไม่ลังเล "ฝีมือยุทธ์ของเขาดูเหมือนจะได้รับการฝึกฝนมาอย่างเป็นระบบ การเคลื่อนไหวแต่ละท่วงท่าแม่นยำและประหยัดเรี่ยวแรงเกินกว่าจะเป็นเพียงคนพเนจรหรือลูกหลานชาวบ้านทั่วไป"

นางหยุดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยประโยคที่สำคัญที่สุดออกมา "และที่น่ากังวลที่สุด... คือการที่เขาพยายามเข้าใกล้หลินเยว่ซินอย่างจงใจเจ้าค่ะ"

ความเงียบงันที่น่าอึดอัดตกลงมาปกคลุมโถงทันที หลินอู๋เชียนไม่ได้ลืมตาขึ้นในทันที เขาเพียงแค่ใช้ปลายนิ้วเหี่ยวแห้งเคาะลงบนเท้าแขนของบัลลังก์หินเบาๆ เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ ทว่าทุกลมหายใจที่ผ่านไปกลับทำให้เซวี่ยอิงรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงผิวหนัง

"เข้าใกล้เยว่ซินงั้นหรือ..." น้ำเสียงของชายชราเบาหวิว ทว่ากลับเย็นเยียบจนแทบจะทำให้เลือดในกายแข็งตัว

"ข้าจะเป็นคนจัดการเรื่องนี้เองเจ้าค่ะ"

เสียงเย็นเฉียบอีกสายหนึ่งดังขึ้นมาจากประตูโถง หลินเยว่ซิน ก้าวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างามทว่าดุดัน นางคุกเข่าลงเคียงข้างเซวี่ยอิงอย่างที่เคยชินมาตลอดทั้งชีวิต "ในเมื่อเขาถูกจัดให้อยู่ในความดูแลของข้า เขาก็คือศิษย์ของข้า ข้ามีหน้าที่รับผิดชอบในทุกการกระทำของเขา"

คำพูดนั้นทำให้เซวี่ยอิงหรี่ตาลงทันที แววตาที่จ้องมองหลินเยว่ซินเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย

"เช่นนั้นหรือ..." หลินอู๋เชียนเอ่ยช้าๆ พลางค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาขุ่นมัวทว่ากลับมีประกายแหลมคมดุจเหยี่ยว "เจ้ากำลังจะบอกข้าว่า... ชายหนุ่มลึกลับผู้นั้นไม่มีปัญหาใดๆ ให้ข้าต้องกังวลอย่างนั้นรึ?"

หลินเยว่ซินนิ่งเงียบไปเพียงเสี้ยววินาที หัวใจของนางกระตุกวูบเมื่อนึกถึงสัมผัสและเหตุการณ์ในป่าลึก ทว่านางกลับฝืนทำสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด "หากเขามีปัญหาจริง หรือเป็นไส้ศึกที่แฝงตัวเข้ามา..."

นางเงยหน้าขึ้นสบตากับประมุขเฒ่า "ข้าจะเป็นคนปลิดชีพเขาด้วยมือของข้าเอง โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย"

คำตอบนั้นราบเรียบและหนักแน่นไร้ซึ่งร่องรอยของความลังเล ทว่าในดวงตาของหลินอู๋เชียนกลับวาววับขึ้นด้วยประกายประหลาด เหมือนเขาได้กลิ่นอายบางอย่างที่น่าสนใจแฝงอยู่ในน้ำเสียงของหลานสาว

"ดี..." เขาเอ่ยสั้นๆ "ในเมื่อเจ้ามั่นใจถึงเพียงนั้น ข้าก็จะให้โอกาสเจ้า... พิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าดวงตาของเจ้าไม่ได้ฝ้ามัวไปเพราะความใจอ่อน"

ณ ลานประลอง การทดสอบที่เดิมพันด้วยชีวิต

เช้าวันถัดมา เสียงระฆังโบราณดังกังวานกึกก้องไปทั่วหุบเขาเทียนหมิงอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้บรรยากาศกลับต่างออกไป ศิษย์จำนวนมากตั้งแต่อันดับล่างสุดไปจนถึงศิษย์ชั้นในระดับสูงถูกเรียกมารวมตัวกันที่ลานหินกว้างขวาง ทุกสายตาเต็มไปด้วยความฉงนและหวาดหวั่น เมื่อเห็นประมุขสูงสุดก้าวลงมาประทับบนแท่นประธานด้วยตัวเอง

"วันนี้จะมีการทดสอบพิเศษ" เสียงของหลินอู๋เชียนดังก้องกังวานไปทั่วลานประลอง แฝงไปด้วยพลังวัตรมหาศาล "กฎมีเพียงข้อเดียว... ผู้ที่ไม่ผ่าน คือผู้ที่ไม่มีสิทธิ์มีชีวิตอยู่ต่อในเทียนหมิง"

ความเงียบกริบปกคลุมทั่วลานทันที ลมหายใจของหลายคนสะดุด สายตาหลายคู่โดยไม่ได้นัดหมายต่างหันไปมองร่างของคนเพียงคนเดียวที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางลาน

เซียวหาน

เขายืนนิ่งสงบราวกับเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน ใบหน้าเรียบเฉยนั้นดูราวกับเขารู้อยู่ก่อนแล้วว่าวาระนี้จะมาถึง แสงแดดยามเช้าตกกระทบใบหน้าคมคาย เผยให้เห็นดวงตาที่ลุ่มลึกและไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใด

"ศิษย์ใหม่..." ประมุขเฒ่าเอ่ยขึ้น แววตาจ้องมองตรงไปยังชายหนุ่ม "เจ้าจะได้สู้... กับข้า"

สิ้นคำประกาศ ทั้งลานประลองแทบจะหยุดหายใจ บางคนถึงกับหน้าซีดเผือดเข่าอ่อน การต่อสู้กับประมุขหลินอู๋เชียนไม่ใช่การทดสอบความสามารถ แต่มันคือการประหารชีวิตที่โหดเหี้ยมที่สุด เพราะในแผ่นดินนี้ แทบไม่มีใครต้านทานกระบวนท่าของเขาได้เกินสามกระบวนท่า

หลินเยว่ซินที่ยืนอยู่ไม่ไกลกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ "ท่านปู่... นี่มันไม่ยุติธรรม"

"เงียบ!" เพียงคำเดียวที่เปี่ยมด้วยรังสีสังหารจากชายชรา ก็ทำให้นางไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้อีก ราวกับมีค้อนยักษ์มาทุบที่หน้าอก

เซียวหานก้าวเท้าออกมาข้างหน้าช้าๆ ท่าทางของเขาดูสุขุมเป็นอย่างยิ่ง เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งและประสานมือทำความเคารพอย่างสง่างาม "ขอรับ... ท่านประมุข"

ไม่มีความหวาดกลัวในน้ำเสียง ไม่มีการอ้อนวอนขอชีวิต มีเพียงความนิ่งสงบที่ทำเอาแม้แต่หลินอู๋เชียนยังต้องขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ

หลินอู๋เชียนลุกขึ้นยืนช้าๆ ทว่าในพริบตาที่เขาก้าวมือออกจากแท่นประธาน แรงกดดันมหาศาลก็ระเบิดออกไปรอบทิศทางราวกับคลื่นยักษ์ ตุบ! ศิษย์รอบข้างที่มีพลังวัตรต่ำเตี้ยถึงกับทรุดลงไปกองกับพื้นหิน หลายคนกระอักเลือดออกมาเพียงเพราะทนรับแรงกดดันไม่ได้

"เข้ามา" ประมุขเฒ่าเอ่ยสั้นๆ โดยที่ไม่ได้ตั้งท่ารับแต่อย่างใด

เซียวหานขยับกายขยับเท้า หนึ่งก้าว... สองก้าว... และในจังหวะที่สาม ร่างของเขาก็เลือนหายไปราวกับควันธูป!

ฟึ่บ!

เขาปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าประมุขในชั่วพริบตา คมมีดสั้นในมือพุ่งทะยานเข้าหาจุดตายโดยไม่ลังเล มันเป็นท่าสังหารที่รวดเร็ว แม่นยำ และเต็มไปด้วยเจตนาฆ่าที่ชัดเจน ทว่า

ปัง!

หลินอู๋เชียนเพียงแค่สะบัดแขนเสื้อเบาๆ แรงปะทะมหาศาลก็ซัดเอาร่างของเซียวหานปลิวกระเด็นไปไกลนับสิบจาง ร่างของเขากระแทกกับพื้นหินอย่างรุนแรงจนหินแตกกระจาย เซียวหานกระอักเลือดสีแดงฉานออกมาคำโต ร่างกายของเขาสั่นระริกด้วยความเจ็บปวดที่บาดลึกถึงกระดูก

ความแตกต่างของระดับพลังนั้นชัดเจนเกินไป เหมือนมดปลวกที่พยายามจะสั่นคลอนขุนเขา

หลินเยว่ซินเบิกตากว้าง หัวใจของนางบีบคั้นจนแทบแหลกสลาย "หยุดเถอะ... พอได้แล้ว..." นางพึมพำในใจอย่างสิ้นหวัง

ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงคือ เซียวหานค่อยๆ ใช้มีดสั้นยันกายลุกขึ้นมาอีกครั้ง แม้ร่างกายจะสั่นเทาและโชกไปด้วยเลือด ทว่าดวงตาของเขากลับยังคงนิ่งสงบและวาววับยิ่งกว่าเดิม

"อีกครั้ง" เสียงของประมุขยังคงเรียบเฉยไร้อารมณ์

ครั้งนี้เซียวหานไม่พุ่งเข้าไปตรงๆ เขาเริ่มเคลื่อนไหวเป็นวงกลม ท่วงท่าการเยื้องย่างของเขาเปลี่ยนไป มันรวดเร็วขึ้น ลุ่มลึกขึ้น และซับซ้อนเกินกว่าที่ใครจะคาดเดาได้ การเคลื่อนไหวของเขาในตอนนี้ไม่ใช่ของศิษย์ใหม่อีกต่อไป แต่มันคือท่วงท่าของยอดฝีมือที่ผ่านการต่อสู้มานับไม่ถ้วน

และในจังหวะที่หลินอู๋เชียนฟาดฝ่ามือออกไปเพื่อปิดบัญชี เซียวหานกลับบิดกายในองศาที่มนุษย์ทั่วไปทำไม่ได้ เขา "แตะ" เข้าที่ชายเสื้อของประมุขได้เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกพลังสะท้อนกลับจนล้มลงไปอีกครั้ง

ทั้งลานเงียบกริบ... แม้จะเป็นเพียงการแตะโดนชายเสื้อ แต่นั่นคือสิ่งที่ไม่มีใครในสำนักเคยทำได้มาก่อน!

ดวงตาของหลินอู๋เชียนวาววับด้วยความโกรธระคนตื่นเต้น "น่าสนใจ... น่าสนใจจริงๆ!"

ทว่าในวินาทีถัดมา แรงกดดันรอบกายของเขาเพิ่มขึ้นสิบเท่า บรรยากาศบิดเบี้ยวด้วยรังสีสังหารสีดำทมิฬ ตุบ! เซียวหานถูกกดทับจนเข่ากระแทกพื้นหินอย่างแรง เลือดไหลทะลักออกจากมุมปากไม่ขาดสาย เขากำลังจะถูกบดขยี้ให้เป็นผุยผง!

"พอได้แล้ว!"

เสียงของหลินเยว่ซินกรีดร้องออกมาด้วยความเหลืออด นางก้าวเท้าออกมากลางลานประลองโดยไม่สนสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาด้วยความตกตะลึง นางยืนขวางระหว่างปู่ของนางกับชายหนุ่มที่นอนจมกองเลือด

"เขาพิสูจน์ตัวเองแล้ว... เขาผ่านการทดสอบนี้แล้ว!" น้ำเสียงของนางหนักแน่นและเต็มไปด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน

ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวปกคลุมทั่วลาน หลินอู๋เชียนจ้องมองหลานสาวของตัวเองนิ่งๆ อยู่นานแสนนาน ก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มบางๆ ที่ดูอำมหิต

"เจ้ากำลัง... ปกป้องศิษย์ใหม่ผู้นี้อย่างนั้นหรือ เยว่ซิน?"

คำถามนั้นเปรียบเสมือนใบมีดที่กรีดลงบนกลางใจ หลินเยว่ซินชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะข่มใจตอบ "ข้า... เพียงแค่ทำตามหน้าที่ของอาจารย์ที่ต้องดูแลศิษย์ที่มีพรสวรรค์เจ้าค่ะ"

"ดี..." หลินอู๋เชียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "เช่นนั้น... ข้าจะถือว่าเขาผ่าน"

เสียงถอนหายใจยาวๆ ดังขึ้นพร้อมกันทั่วลานประลองราวกับยกภูเขาออกจากอก ทว่าทุกคนต่างรู้ดีว่า... เกมที่แท้จริง เพิ่งจะเริ่มเดินหมากตัวแรกเท่านั้น

ในห้องพักเล็กๆ ที่เงียบสงัด เซียวหานนอนอยู่บนเตียงไม้ ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยผ้าพันแผลที่ซึมไปด้วยเลือด ทว่าสายตาของเขายังคงทอดมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความนิ่งเฉยดุจเดิม

"เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรืออย่างไร?"

เสียงเย็นชาที่คุ้นเคยดังขึ้นจากหน้าประตู หลินเยว่ซินยืนอยู่ตรงนั้น ดวงหน้าหยกของนางดูซูบซีดและเต็มไปด้วยความโกรธ "เจ้ารู้ไหมว่าเมื่อครู่นี้เจ้าเกือบจะกลายเป็นศพเฝ้าลานประลองไปแล้ว!"

เซียวหานค่อยๆ หันมามองนาง ก่อนจะคลี่ยิ้มจางๆ ที่มุมปาก "แต่สุดท้าย... ข้าก็ยังไม่ตาย และข้าก็ได้เห็นสิ่งที่ข้าอยากเห็น"

คำตอบนั้นทำให้นางกำมือแน่นจนสั่น "ครั้งหน้า... ข้าจะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเจ้าอีกเด็ดขาด จะตายก็เชิญตายไปคนเดียว!"

นางทำท่าจะหันหลังกลับ ทว่าเซียวหานกลับฝืนกายลุกขึ้นนั่งช้าๆ แม้จะเจ็บปวดจนหน้าบิดเบี้ยว เขาก้าวลงจากเตียงและเดินเข้าหานางช้าๆ

"ท่านยื่นมือเข้ามาช่วยข้า... ต่อหน้าศิษย์ทั้งสำนัก และต่อหน้าท่านประมุข" เสียงของเขาเบาหวิวทว่ากลับชัดเจนในโสตประสาท "การกระทำเช่นนั้น... หากไม่เรียกว่า 'ปกป้อง' แล้วจะให้เรียกว่าอะไรได้อีกหรือ?"

หลินเยว่ซินชะงักงัน "ข้าเพียงแค่..."

"หรือว่า..." เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวนาง "จิตใจที่เคยแข็งแกร่งดุจหินผาของท่าน... เริ่มเกิดความลังเลขึ้นมาแล้ว?"

ความเงียบปกคลุมคนทั้งคู่ ลมหายใจของหลินเยว่ซินเริ่มติดขัดและไม่สม่ำเสมอ ความรู้สึกที่พยายามกดทับไว้เริ่มพวยพุ่งขึ้นมาจนยากจะควบคุม

"หุบปากของเจ้าซะ..." นางเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน ทว่ากลับไม่ได้ก้าวถอยหนี สายตาของทั้งสองปะทะกันอย่างดุเดือดในระยะที่ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นของกันและกัน มันเป็นระยะที่อันตรายและไม่อาจถอยหลังกลับได้อีกต่อไป

"หากท่านยังไม่ฆ่าข้าในตอนนี้..." เซียวหานเอ่ยอย่างช้าๆ แต่ละคำหนักแน่นราวกับคำสาป "สักวันหนึ่ง... ท่านจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้อง 'เลือก' และเมื่อถึงวันนั้น ข้าหวังว่าท่านจะเลือกในสิ่งที่ใจท่านต้องการจริงๆ"

คำพูดนั้นหนักหน่วงและทิ่มแทงหัวใจของหลินเยว่ซินอย่างรุนแรง มันคือความจริงที่นางพยายามวิ่งหนีมาตลอด นางผลักอกเขาออกเบาๆ ก่อนจะรีบหันหลังเดินออกจากห้องไปทันที

"อย่าได้บังคับให้ข้าต้องเลือก... เพราะผลลัพธ์ของมัน อาจเป็นสิ่งที่เจ้ามิอาจยอมรับได้"

เสียงของนางแผ่วหายไปในความมืด ทิ้งเซียวหานไว้ท่ามกลางความเงียบงันและแสงจันทร์ที่สาดส่อง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่มอีกครั้ง ทว่าแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยที่ลึกซึ้ง

เกมที่เขาเป็นคนเริ่ม... บัดนี้เริ่ม "แตก" และบิดเบี้ยวไปจากแผนเดิมอย่างแท้จริงเสียแล้ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 49 สิ่งที่เหลืออยู่

    ตอนที่ 49 สิ่งที่เหลืออยู่ควันธูปและเขม่าดินปืนที่พวยพุ่งจากการระเบิดค่อยๆ จางหายไปอย่างเชื่องช้า ทิ้งไว้เพียงทัศนียภาพของความพินาศที่เงียบสงัด... สนามรบที่เคยเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงโลหะปะทะกัน บัดนี้กลับนิ่งงันประหนึ่งสุสานที่ไร้เสียงวิญญาณไม่มีเสียงโหยหาจากผู้บาดเจ็บ ไม่มีเสียงคำรามจากผู้ล่า มีเพียง "ความนิ่งที่ผิดปกติ" ที่กดทับบรรยากาศจนรู้สึกอึดอัดประหนึ่งหายใจเอาก้อนน้ำแข็งเข้าไปในปอด ทุกสรรพสิ่งดูเหมือนจะยอมสยบต่อตัวตนใหม่ที่กำลังยืนหยัดอยู่ ณ ใจกลางซากปรักหักพังนั้นท่ามกลางเศษหินและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่หลินเยว่ซิน... หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้อง คือ "สิ่งที่เคยเป็นนาง"บัดนี้ดวงตาที่เคยแปรเปลี่ยนระหว่างสีแดงคลั่งและสีดำมืดกลับคืนสู่สภาวะสงบ ทว่ามันไม่ใช่ความสงบของมนุษย์ ดวงตาคู่นั้นไม่แดงและไม่ดำ แต่มันกลับ "ว่างเปล่า" ประหนึ่งหลุมมืดที่ไร้แสงสะท้อน ไม่มีแววแห่งอารมณ์ ไม่มีความลังเลใจ และไม่มีรอยร้าวแห่งความทรมานเหลืออยู่แม้เพียงนิดนางยืนนิ่งประหนึ่งรูปสลักน้ำแข็งที่ไม่มีวันหลอมละลาย ทุกลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอและนิ่งสงบผิดธรร

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 48 ระหว่างฆ่า…หรือช่วย

    ตอนที่ 48 ระหว่างฆ่า…หรือช่วยสายลมที่เคยพัดกรรโชกแรงพลันหยุดนิ่งลงกะทันหันประหนึ่งถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากทิ้ง เสียงกรีดร้องและเสียงอาวุธปะทะกันรอบด้านเลือนหายไปในความสลัว เหลือเพียงความเงียบงัดที่น่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ราวกับว่าทั้งโลกกำลัง "กลั้นหายใจ" เพื่อเฝ้ามองเหตุการณ์ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้ายุทธภพไปตลอดกาลเบื้องหน้าของสำนักที่พังทลาย ชายชุดดำลึกลับยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อมของซากปรักหักพัง ดวงตาของเขานิ่งสนิททว่าลุ่มลึกประหนึ่งมหาสมุทรที่ยากจะหยั่งถึง ตรงข้ามกันนั้นคือ หลินเยว่ซิน สตรีผู้ถูกพันธนาการด้วยพลังที่มืดมิดที่สุดเท่าที่เคยมีมา นางยืนอยู่ตรงนั้น ร่างกายสั่นระริกด้วยแรงขับเคลื่อนของสิ่งที่สิงสู่อยู่ภายในคนทั้งสองยืนห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว ทว่าความรู้สึกกลับดูเหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นกลางไว้ มันคือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นมนุษย์และความวิปลาสที่กำลังจะพังทลายลงในไม่ช้าชายชุดดำจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ดำมืดของนาง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าหนักแน่นประหนึ่งขุนเขา“ข้าจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย...”เสียงของเขาดังกังวานไปทั่วบริเวณที่เงียบสงัด “...เจ้า

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 47 เป้าหมายของทั้งใต้หล้า

    ตอนที่ 47 เป้าหมายของทั้งใต้หล้าเสียงระเบิดกัมปนาทที่ฉีกกระชากสำนักเงามรณะยังไม่ทันมอดดับลงสนิท ทว่ากระแสแห่งความตื่นตระหนกกลับแพร่กระจายออกไปไกลยิ่งกว่าเปลวเพลิง ข่าวลือที่น่าสะพรึงกลัวถูกหอบไปตามสายลม พัดผ่านโรงน้ำชา ตรอกซอกซอย และหออำนาจของทุกสำนักใหญ่ประหนึ่งโรคระบาดที่ไร้ทางรักษา"สำนักศูนย์กลางถูกถล่มยับเยิน... ปราการหินที่แข็งแกร่งที่สุดพังทลายลงในคืนเดียว!""พลังมืดจากบรรพกาลตื่นขึ้นแล้ว... มันสิงสถิตอยู่ในร่างสตรีนางหนึ่ง!""นางผู้นั้น... เสียสิ้นสติสัมปชัญญะและกลายเป็นปีศาจที่ไม่มีใครควบคุมได้อีกต่อไป!"จากทายาทตระกูลหลินผู้สูงส่ง บัดนี้ชื่อของ "หลินเยว่ซิน" ถูกจารึกไว้ในฐานะ "ภัยพิบัติสีดำ" ที่ต้องถูกกำจัดออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ชื่อของนางถูกพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความหวาดกลัว และนั่นนำไปสู่การขยับเขยื้อนของกลไกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกยุทธภพเหล่าเจ้าสำนักจากทั้ง 5 ทิศส่งคำสั่งสั้นกระชับทว่าเด็ดขาดออกไปพร้อมกันประหนึ่งนัดหมาย ไม่มีคำว่า "จับกุม" ไม่มีคำว่า "เจรจา" และไม่มีที่ว่างสำหรับความเมตตา คำสั่งเดียวที่เหล่ายอดฝีมือและมือสังหารรับทราบคือ "ฆ่า" นักล่าค่าหัว ยอดฝีมือสั

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 46 สิ่งที่ตื่นใต้เงา

    ตอนที่ 46 สิ่งที่ตื่นใต้เงาลมหายใจ...ในวินาทีนี้ มันไม่ใช่ของนางอีกต่อไปบรรยากาศภายในห้องลับของสำนักเงามรณะพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเงียบที่เคยนิ่งสนิทบัดนี้กลับ "หนักอึ้ง" จนได้ยินเสียงกระดูกลั่นเกรียวเพียงแค่ขยับกาย อากาศโดยรอบบิดเบี้ยวและควบแน่นประหนึ่งกลายเป็นเหล็กกล้าที่มองไม่เห็น กดทับทุกสรรพสิ่งให้จมดิ่งลงสู่กรงขังแห่งเงามืดที่มืดมิดที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จักชายชุดดำผู้ลึกลับยังคงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แววตาของเขาจ้องมองมาที่หลินเยว่ซินด้วยความสงบนิ่งทว่าเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังที่น่าสยดสยอง เขาไม่ได้ขยับเขยื้อน ราวกับกำลัง “รอคอย” วินาทีที่กลไกแห่งหายนะจะเริ่มต้นทำงานอย่างสมบูรณ์หลินเยว่ซินยืนหยัดอยู่กลางห้องด้วยท่วงท่าที่แข็งกร้าวทว่าไร้ซึ่งความมั่นคง ลมหายใจของนางเริ่มถี่รัวและไม่สม่ำเสมอ ประสาทสัมผัสทุกส่วนถูกจู่โจมด้วยแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ“...ภาชนะ”ถ้อยคำนั้นสะท้อนก้องอยู่ในหัวของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าประหนึ่งเสียงระฆังใบสุดท้ายที่ประกาศจุดจบของความเป็นมนุษย์ครืน... ครืน...ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะทันได้โต้ตอบ เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นมา... มัน

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 45 สิ่งที่เริ่มไม่ใช่ข้า

    ตอนที่ 45 สิ่งที่เริ่มไม่ใช่ข้าเสียงฝีเท้า...มันดังสะท้อนก้องอยู่ในโถงทางเดินหินที่มืดมิดและหนาวเหน็บเพียงลำพัง ทุกลมหายใจที่พ่นออกมาเป็นไอสีขาวจางๆ บ่งบอกถึงชีวิตที่ยังหลงเหลือ ทว่าในความเงียบงันที่บีบคั้นประสาทนี้ กลับไม่มีเสียงของใครอื่นอีกเลย มีเพียงร่างระหงที่ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งวิญญาณที่หลงทางอยู่ในนรกที่ตนเองเป็นคนสร้างขึ้นทางเดินยาวเหยียดเบื้องหน้ามืดมิดและเย็นเยือกประหนึ่งปากของอสูรกายที่ไม่มีวันอิ่มหนำ หลินเยว่ซิน ก้าวเดินไปตามทางนั้นอย่างสม่ำเสมอ นางไม่ได้เร่งรีบ และไม่ได้หยุดพัก ทุกลมหายใจของนางหนักอึ้งประหนึ่งแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่านางไม่หันกลับไปมองเบื้องหลัง...แม้จะรู้ดีว่า "สิ่งที่อยู่ข้างหลัง" คือซากศพของความรักและลมหายใจสุดท้ายของชายที่นางรักที่สุดที่เพิ่งดับสูญไป แต่นางกลับบังคับตัวเองให้ก้าวเดินต่อประหนึ่งหุ่นเชิดที่ไร้หัวใจ นางรู้ว่าหากหันกลับไปเพียงวินาทีเดียว... เศษเสี้ยวที่เหลืออยู่ของวิญญาณนางจะแตกสลายจนไม่อาจประกอบคืนได้อีกตลอดกาลความเงียบภายนอกไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย เพราะภายในหัวของนาง... มันไม่เคยเงียบลงแม้เพียงเสี้ยววินาที เสีย

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 44 มือที่ต้องปล่อย

    ตอนที่ 44 มือที่ต้องปล่อยหยาดโลหิตสีแดงฉานยังคงไหลรินออกมาจากบาดแผลที่หน้าอกของเขา... มันไหลซึมผ่านง่ามนิ้วของเซวี่ยอิงที่พยายามกดห้ามเลือดเอาไว้ ทว่ากลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่ง กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายเย็นเยือกของสำนักเงามรณะ ยิ่งตอกย้ำถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาทักทายชายหนุ่มผู้เป็นดั่งดวงใจเซียวหาน นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหินที่หนาวเหน็บ ใบหน้าที่เคยคมคายบัดนี้ซีดเผือดประหนึ่งกระดาษขาว ลมหายใจของเขาแผ่วเบาและขาดห้วงจนแทบสัมผัสไม่ได้ ทุกลมเข้าออกคือความทรมานที่แสนสาหัสความเงียบที่ปกคลุมห้องหินในยามนี้ช่างหนักอึ้งและบีบคั้นประสาทจนแทบคลั่ง หลินเยว่ซินยืนตระหง่านอยู่ไม่ไกล ร่างระหงของนางนิ่งค้างประหนึ่งถูกสาปด้วยมนต์ดำ มือนางยังคงสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้... และนางรู้ดีว่าเหตุใดมันจึงสั่นเช่นนั้นเพราะมันคือ 'มือที่เพิ่งจะแทงเขาด้วยตัวเอง'เซวี่ยอิงคุกเข่าลงข้างกายเซียวหาน มือหนึ่งกดแผล อีกมือหนึ่งวางลงบนชีพจรที่ลำคอเพื่อตรวจสอบร่องรอยของชีวิตที่หลงเหลืออยู่ ใบหน้าของนางตึงเครียดและเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“เขายังไม่ตาย...” เซวี่ยอิงเอ่ยน้ำเสียงสั่นพร่า ท

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 43 มือที่ไม่ใช่ของข้า

    ตอนที่ 43 มือที่ไม่ใช่ของข้าความเงียบที่เคยใช้เป็นโล่กำบังจิตใจ บัดนี้มันไม่ช่วยอะไรได้อีกต่อไป...บรรยากาศภายในห้องลับของสำนักเงามรณะสั่นสะเทือนด้วยกระแสพลังที่บิดเบี้ยว ทุกลมหายใจที่พ่นออกมาคือไอสังหารที่เข้มข้นจนพร่ามัว เพราะในยามนี้ "ตัวตน" ของผู้ที่ยืนอยู่ใจกลางความมืด ไม่ได้สถิตอยู่ในที่ที่ม

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 42 สิ่งที่กลับมา…ไม่ครบ

    ตอนที่ 42 สิ่งที่กลับมา…ไม่ครบความมืดมิดที่เข้าปกคลุมหลังการระเบิดของพลังวิญญาณนั้นช่างเงียบสงัด... มันเป็นความนิ่งที่ลุ่มลึกและเยือกเย็นประหนึ่งทุกสรรพสิ่งในห้องหินแห่งนี้ถูกแช่แข็งไว้ใต้กาลเวลาที่หยุดหมุน ไร้ซึ่งเสียงลมหายใจ ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว มีเพียงความว่างเปล่าที่หนักอึ้งราวกับภูเขาเหล็กที่

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 41  พิธีที่ไม่มีคนรอด

    ตอนที่ 41 พิธีที่ไม่มีคนรอดความเงียบที่เคยปกคลุมห้องหินบัดนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบนิ่งอีกต่อไป แต่มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นความกดดันที่รุนแรงประหนึ่งพายุกำลังจะตั้งเค้า บรรยากาศรอบด้านสั่นสะเทือนด้วยแรงกดอากาศที่มองไม่เห็น ราวกับว่าสำนักเงามรณะทั้งสำนักกำลังเปิดดวงตาปีศาจนับหมื่นคู่เพื่อ “เฝ้ามอง” ก

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 47 เป้าหมายของทั้งใต้หล้า

    ตอนที่ 47 เป้าหมายของทั้งใต้หล้าเสียงระเบิดกัมปนาทที่ฉีกกระชากสำนักเงามรณะยังไม่ทันมอดดับลงสนิท ทว่ากระแสแห่งความตื่นตระหนกกลับแพร่กระจายออกไปไกลยิ่งกว่าเปลวเพลิง ข่าวลือที่น่าสะพรึงกลัวถูกหอบไปตามสายลม พัดผ่านโรงน้ำชา ตรอกซอกซอย และหออำนาจของทุกสำนักใหญ่ประหนึ่งโรคระบาดที่ไร้ทางรักษา"สำนักศูนย์

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status