Mag-log inหลังจากเดินมาได้ซักพักจิวอิงก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยและร้อนจนทั่วทั้งใบหน้าและตัวนั้นเริ่มมีเหงื่อซึมออกมาตามไรผมและแผ่นหลังเต็มไปหมด ซึ่งอาการและท่าทางที่หญิงสาวแสดงออกมานั้นล้วนตกอยู่ในสายตาของลู่เฟิงทั้งสิ้นชายหนุ่มจึงได้เอ่ยบอกกับทั้งสามคนทันทีเนื่องจากน้องทั้งสองของตนเองนันก็เริ่มไม่ไหวแล้วเช่นกัน
“ข้างหน้ามีลำธารอยู่พวกเราไปหยุดพักกันที่นั้นก่อนก็แล้วกัน อีกอย่างนี้ก็ได้เวลากินข้าวเที่ยงแล้วเช่นกัน”
“ขอรับ / เจ้าค่ะ” ทั้งสามคนที่เริ่มจะเดินต่อไปไม่ไหวแล้วจึงได้รีบเอ่ยตอบรับอย่างดีใจ จากนั้นทั้งสี่คนจึงได้เดินต่อไปไม่ไกลเมื่อถึงลำธารจึงได้พากันหยุดพักทานข้าวเที่ยงที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างๆ ลำธารทันที
เมื่อจิวอิงทานข้าวเที่ยงซึ่งก็คือแผ่นแป้งแห้งๆ คนละแผ่นเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นเธอจึงเดินไปล้างมือที่ลำธารข้างๆ แต่ในระหว่างที่เธอก้มหน้าลงไปมองยังผืนน้ำนั้นก็ถึงกับตกตะลึงกับเงาภาพสะท้อนที่ปรากฏขึ้นมาในน้ำทันที ต้องบอกก่อนว่าตั้งแต่ที่เธอฟื้นขึ้นมาในร่างนี้และรับรู้ความทรงจำต่าง ๆ นั้นเธอล้วนไม่เคยเห็นใบหน้าที่ชัดเจนของร่างนี้เลยจนมาในตอนนี้ภาพที่เธอเห็นก็คือ หญิงสาวร่างบอบบางที่มีใบหน้าเล็กหน้าเรียวรูปไข่ ดวงตากลมใสกระจ่างสีน้ำตาลเข้ม แผงขนตางอนยาวรับกับดวงตา จมูกเล็กๆ เชิดขึ้นอย่างคนดื้อรั้นรับกับปากกระจับสีแดงแบบผลอิงเถา
ปล่อยผมหน้าม้าและรวบผมขึ้นครึ่งศีรษะก่อนจะปล่อยผมยาวสีดำสลวยที่เหลือทิ้งลงไปตามแผ่นหลังบอบบาง สวมใส่ชุดสีฟ้าอ่อนๆ ที่ตอนนี้สีนั้นซีดเสียจนแทบมองไม่ออกว่าเป็นสีเดิมนั้นเป็นสีอะไรกันแน่ผิวสีขาวอมชมพูที่มีรอยกระดำกระด่างจากการขาดการดูแลและตากแดด จนเมื่อจิวอิงได้สำรวจตัวเองจนพอใจแล้วนั้นเธอจึงได้กวาดสายตามองไปรอบๆ ลำธารที่น้ำนั้นใสเสียยิ่งกว่าน้ำกรองที่โลกเดิมเสียอีกเพื่อมองหาสิ่งที่คิดว่าสามารถนำมาทำเป็นอาหารประทังชีวิตได้
และก็เหมือนกับว่าท่านเทพจะเมตตาเธอจึงได้มีเหล่าปลาที่ตัวอวบอ้วนกำลังดำผุดดำว่ายไปมาอย่างไม่เกรงกลัวมนุษย์เช่นนี้ เมื่อเห็นดังนั้นเธอจึงได้หันไปถามเอาความจากสามีและน้องสามีที่ได้มาแบบฟรี 1 แถม 2 ทันที
“ท่านพี่เจ้าคะ ทำไมปลาในลำธารถึงมีมากมายเช่นนี้กันละ หรือว่าที่แห่งนี้ไม่ทานปลากันอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”
“หืม…ปลาพวกนั้นนะรึ ก็เคยมีคนนำไปทำอาหารอยู่เหมือนกันเพียงแต่ว่าไม่ว่าจะนำไปทำสิ่งใดมันก็ไม่อร่อย แถมยังมีกลิ่นคาวยิ่งนักและบางตัวยังขมอีกต่างหากนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมถึงไม่ค่อยมีใครนำมันไปทำอาหาร และอีกเหตุผลก็คือปลาพวกนี้ช่างว่องไวเสียจนพวกชาวบ้านเองก็ยังจับพวกมันไม่ทันน่ะ”
“แต่ที่ภัตตาคารในตัวเมืองก็มีเมนูปลาอยู่บ้างเพียงแต่ก็เป็นเพียงเมนูน้ำแกงปลาเท่านั้น เจ้าถามทำไมรึ” หลังจากที่ลู่เฟิงเอ่ยอธิบายแบบร่ายยาวให้กับภรรยาสาวของเขาฟังจบจึงได้เอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างสงสัย
“คะ…คือ…จะพูดอย่างไรดีเล่า ถ้าข้าจะบอกว่าข้าสามารถทำอาหารจากปลาพวกนั้นท่านจะเชื่อหรือไม่ แล้วก็ข้ามีอีกเรื่องที่อยากจะบอกกล่าวกับท่านและน้องๆ ด้วย คือว่านะ…..”
“ว่า……..” สามพี่น้องลู่ต่างก็เอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน
“คือว่าในตอนที่ข้าถูกผลักตกน้ำเมื่อวันก่อนนั้นในระหว่างที่ข้าหมดสติไปนั้น ข้าฝันเจ้าค่ะ ข้าฝันว่าได้มีชายชราคนนึงพาข้าไปยังโลกอีกแห่งหนึ่งที่มีทั้งดูแล้วเจริยกว่ายุคที่เราอยู่ตอนนี้มาก ข้าอยู่ที่นั้นได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายและหนึ่งในนั้นก็คือการทำอาหารเจ้าค่ะ ดังนั้นข้าจึงบอกว่าข้าสามารถทำเมนูอาหารปลาออกมาได้หลากหลายเพียงแต่ว่าต้องใช้วัตถุดิบร่วมด้วยเจ้าค่ะ”
“………..” หลังจากที่จิวอิงกล่าวจบก็ได้เกิดความเงียบขึ้นกับทั้งสามพี่น้องแซ่ลู่จนจิวอิงเริ่มรู้สึกใจแกว่งไปเล็กน้อยพร้อมทั้งคิดในใจว่า ‘เอาแล้วไงพวกเขาจะหาว่าเราบ้าหรือว่าผีเข้าไหมว่ะเนี้ย แล้วแบบนี้จะต้องถูกหมอผีมาสาดน้ำไล่ป่าวแว๊ หรือว่าจะจับเราไปเผาทั้งเป็นแบบในนิยายที่เคยอ่านมาป่าวว่ะ แง่งงงงคุณตาคะช่วยนิด้วยยยย’
“อะ….เอ่อคือ..พวกท่านไม่ต้องเชื่อข้าก็ได้นะเจ้าคะเอาไว้รอดูข้าจะทำให้ดูแบบชัดๆ ก็ได้เจ้าค่ะ ตะ..แต่ว่าข้าก็ยังคงเป็นข้านะเจ้าคะไม่ใช่มีภูตผีมาสิงอะไรแบบนั้นนะเจ้าคะ พวกท่านสบายใจได้เจ้าค่ะ” จิวอิงรีบเอ่ยกับทั้งสามคนด้วยความรีบร้อนด้วยเกรงว่าทั้งสามจะคิดไปในทางที่ดูจะอันตรายต่อชีวิตของเธอ
“อะ…อื้มต่อให้เจ้าจะเปลี่ยนไปหรือเป็นเช่นเดิมพวกข้าทั้งสามก็ยังคงพร้อมที่จะยืนเคียงข้างเจ้าเสมอและตลอดไปเพราะพวกเรานั้นตอนนี้ก็ถือได้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว” ลู่เฟิงเอ่ยขึ้นเมื่อคืนสติมาหลังจากที่เขาตกใจกับสิ่งที่ภรรยาสาวเอ่ยปากเล่าเรื่องเหลือเชื่อให้ตนกับน้องๆ ฟังอย่างจริงใจไม่ปิดบังทั้งที่นางเองก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากบอกเรื่องเหล่านี้เลยก็ย่อมได้ แต่ว่านางกลับเลือกที่จะเอ่ยมันออกมาให้พวกเขาได้รับรู้นั้นจึงยิ่งเพิ่มความรู้สึกดีๆ ที่เขามีให้กับเธอเพิ่มขึ้นไปอีกนิด
“ใช่แล้วขอรับ / เจ้าค่ะ” สองพี่น้องลู่ชิงลู่ฟางเองก็รีบเอ่ยสัมทับพี่ใหญ่ของพวกเขาเช่นกัน
“ขอบคุณท่านพี่แล้วก็พวกเจ้าทั้งสองคนด้วยนะ พี่สัญญาว่าพวกเราจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้อย่างแน่นอน” จิวอิงกล่าวกับเด็กทั้งสองด้วยสายตาจริงจัง
“เพียงแต่ว่าตอนนี้ข้าอยากจะได้ปลาพวกนี้กลับไปด้วย ท่านพี่พอจะจับปลาพวกนี้ให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”
“อ่า…เรื่องเพียงแค่นี้เอง เจ้าต้องการกี่ตัวกันเดี๋ยวพี่จับให้”
“ข้าอยากได้สามสี่ตัวเจ้าค่ะ แล้วบนเขานี้มีตะไคร้หรือไม่เจ้าคะ”
“ตะ….อะไรนะเจ้าคะ” ลูฟางเอ่ยถามถึงสิ่งที่ตนเองพึ่งได้ยินชื่อที่แปลกๆ
“อ้อข้าหมายถึง เซียงยู่ น่ะ ที่นี่พอจะมีหรือไม่ แล้วก็ผักพวก ชง ซ้วนโถว ล่าเจียว ที่นี้พอจะมีไหม” จิวอิงเอ่ยถามในสิ่งที่ตามหา
“เซียงยู่กับล่าเจียวคือสิ่งใดกัน พี่ไม่เคยได้ยินแต่ถ้าเป็น ชง ซ้วนโถว นั้นก็มีอยู่มันขึ้นอยู่ข้างๆ ลำธารหลังบ้านของเรา” ลูเฟิงเอ่ยตอบภรรยาสาวของเขา
“อ๋า….เซียงยู่มันจะมีลักษณะเป็นกอๆ ใบเรียวยาวผิวสากๆ เจ้าค่ะและมีกลิ่นหอมสามารถนำมาทำเป็นที่ไล่ยุงได้ ส่วนล่าเจียวนั้นจะเป็นผลสีเขียวและสีแดงมีรสชาติแสบร้อนเจ้าค่ะ” จิวอิงเอ่ยอธิบายลักษณะคร้าวๆ ให้ทั้งสามคนฟังจากนั้นลู่ชิงจึงได้เอ่ยขึ้น
“ข้าเคยพบผักที่มีลักษณะตามที่พี่สะใภ้กล่าวมาเพียงแต่ว่าข้าไม่มั่นใจว่ามันจะใช่อันเดียวกันกับที่ท่านต้องการหรือไม่ขอรับ”
“งั้นเจ้าพาพี่ไปดูได้หรือไม่ชิงเอ๋อร์”
“ได้ขอรับ” เด็กหนุ่มเอ่ยตอบพี่สะใภ้ของตน
“เช่นนั้นข้ากับชิงเอ๋อร์จะไปดูผักส่วนท่านพี่กับฟางเอ๋อร์ก็อยู่จับปลาที่นี้รอนะเจ้าคะ แยกกันทำงานจะได้เสร็จเร็วๆ พวกเราจะได้กลับบ้านกันไม่มืดค่ำเจ้าค่ะ” กล่าวจบจิวอิงก็เดินไปจูงมือของลู่ชิงแล้วออกเดินไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รอคำอนุญาตจากผู้เป็นสามีแม้แต่น้อย
******************************************************************************************************
ยามเหม่า (05.00-06.59 น.) ของวันต่อมาพวกจิวอิงก็ได้เตรียมตัวเพื่อที่จะเดินทางเข้าเมือง โดยวันนี้พวกเขาทั้งสี่คนนั้นต่างก็สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่พึ่งได้รับมาใหม่ที่ตัดจากผ้าไหมชั้นดีโดยที่จิวอิงกับโจวฟางมาในชุดสีชมพูไล่สีจากอ่อนลงไปจนเข้ม ส่วนโจวเฟิงและโจวชิงเองก็มาในชุดสีน้ำเงินเข้มทั้งชุดเช่นกัน ช่างเป็นภาพครอบครัวสุขสันต์ในสายตาของเหล่าชาวบ้านที่พบเห็นยิ่งนักโดยในวันนี้จิวอิงเลือกที่จะพาพวกเด็กๆ นั่งเกวียนวัวเข้าไปภายในตัวเมืองตงหลิงซึ่งเด็กทั้งสองคนเองก็ดูจะตื่นเต้นกับวันนี้เป็นอย่างมากและเมื่อเกวียนวัวจอดลงที่หน้าประตูเมืองนั้นคนทั้งหมดก็ได้ลงจากเกวียนก่อนที่จิวอิงจะจ่ายค่าเกวียนให้กับคนขับไป 8 อีแปะเพราะค่าเกวียนนั้นหัวละ 2 อีแปะต่อคนหลังจากนั้นคนทั้งสี่ก็เดินทางมุ่งหน้าไปยังโรงรับจำนำหวังหรงทันทีและเมื่อทั้งสี่คนมาถึงหน้าโรงรับจำนำกลับพบว่ามีชายชราท่านหนึ่งกำลังยืนรอพวกเธออยู่ที่หน้าร้านอยู่ก่อนแล้ว เมื่อชายชราเห็นทั้งสี่คนเดินใกล้เข้ามาแล้วนั้นเขาก็รีบเดินออกไปต้อนรับคนทั้งสี่ตามคำสั่งของนายท่านรองทันที“สวัสดีทุกท่านขอรับ ข้าน้อยเยว่เฉินเป็นข้ารับใช้คนสนิทของนายท่านรองหวังเหล่
หลังจากที่จิวอิงพูดคุยธุระกับท่านตาหยางจงเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นเธอก็ได้เดินกลับไปยังบ้านของตนเองเพื่อจะปรึกษากับโจวเฟิงถึงเรื่องที่เธอจะเดินทางเข้าไปในตัวเมืองเพื่อสำรวจดูที่ดินและความเป็นอยู่ของชาวเมืองตงหลิงแห่งนี้ ซึ่งเมื่อหญิงสาวนั้นเดินมาถึงหน้าบ้านของเธอก็พบเข้ากับหวงหนิงที่เดินถือห่อผ้าขนาดใหญ่สามห่อมาเต็มไม้เต็มมือจนแทบจะมองทางไม่เห็นเลยก็ว่าได้เมื่อหญิงสาวเห็นแบบนั้นเธอจึงรีบเดินเข้าไปหยิบห่อผ้าใบที่ใหญ่ที่สุดนั้นมาถือเอาไว้เองพร้อมทั้งทักทายอีกฝ่ายไป“หนิงเอ๋อร์สวัสดีจ๊ะ วันนี้ท่านป้าให้นำผ้ามาส่งให้พี่สาวเช่นนั้นรึ”“ใช่แล้วเจ้าค่ะพี่สาวอิงอิง แล้วนี้ท่านพึ่งจะกลับมาหรือเจ้าคะ” เด็กสาวเอ่ยตอบอย่างอ่อนหวาน“ใช่จ๊ะพอดีพี่ออกไปตรวจดูงานก่อสร้างบ้านหลังใหม่ตรงที่ดินตรงหน้าหมู่บ้านน่ะ”“อ๋า……..ที่ดินตรงที่มีกำแพงสูงนั้นเป็นของพี่สาวหรอกหรือเจ้าคะ”“จ๊ะ เอ้าอย่ามัวแต่ยืนตากแดดอยู่ตรงนี้เลยพวกเราเข้าบ้านกันก่อนเถิด เดี๋ยวพี่ให้ขนมทาน” หญิงสาวเอ่ยบอกกับเด็กสาวก่อนที่เธอจะเดินนำเข้าไปภายในบ้านเมื่อทั้งสองเดินเข้ามาถึงโถงรับรองของบ้านจิวอิงก็บอกให้หวงหนิงนั่งรอตรงนี้สักครู่จากนั้นจ
ตั้งแต่ที่จิวอิงนั้นได้มาเกิดใหม่ในร่างนี้ก็มีเรื่องราวมากมายเข้ามาให้เธอต้องจัดการไม่หยุดหย่อนจนในที่สุดวันที่แสนสงบสุขของเธอก็ได้สัมผัสกับมันแล้ว ซึ่งวันนี้หญิงสาวนั้นขอตัวพักผ่อนอยู่ที่บ้านโดยที่ทั้งสามคนพี่น้องนั้นต่างก็ออกไปดูงานก่อสร้างบ้านใหม่ตรงหน้าหมู่บ้าน เธอจึงมีเวลาอยู่กับตนเองมากขึ้นดังนั้นในตอนนี้เธอจึงกำลังนอนใช้ความคิดนึกถึงเรื่องราวความทรงจำในอดีตของเจ้าของร่างคนเดิมโดยเริ่มเรียบเรียงตั้งแต่ที่เธอเห็นความทรงจำที่จิวอิงคนเดิมนั้นอายุได้ 8 หนาวเธอก็ถูกบิดาและมารดาพาออกเดินทางรอนแรมมาจนถึงหมู่บ้านป่าไผ่แห่งนี้ก่อนที่ท่านทั้งสองจะตัดสินใจลงหลักปักฐาน ณ หมู่บ้านป่าไผ่ พวกท่านพ่อท่านแม่ก็เริ่มซื้อที่ดินพร้อมทั้งปลูกบ้านแห่งนี้ขึ้นมาด้วยเงินก้อนสุดท้ายและหลังจากนั้นพวกท่านทั้งสองต่างก็พากันออกไปหางานทำในเมืองจนได้งานรายได้ของครอบครัวจึงได้เริ่มดีขึ้นเนื่องจากทั้งสองนั้นต่างก็เป็นคนรู้หนังสือจึงหางานทำไม่ยากมาก ทั้งสามคนนั้นก็ได้ใช้ชีวิตกันมาอย่างเรียบง่ายมาโดยตลอดจนจิวอิงอายุได้ 14 หนาวนั้นเองในเย็นวันนั้นระหว่างที่เธอกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าบ้านเพื่อรอบิดามารดากลับมาจากทำงานแ
คล้อยหลังจากที่พวกจิวอิงกลับไปแล้วนั้น พวกชาวบ้านเองต่างก็แยกย้ายกันไปแต่กลับมีร่างบางของเซียนเยว่ที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่พร้อมทั้งมือทั้งสองข้างที่กำเข้าหากันแน่นด้วยไฟอิจฉาริษยาและเคียดแค้นชิงชังที่คนที่ได้ยืนอยู่เคียงข้างชายหนุ่มนั้นมันควรจะเป็นเธอไม่ใช่หญิงแพศยาที่กำพร้าพ่อแม่อย่างนังจิวอิงนั้น ยิ่งในตอนนี้ชายหนุ่มนั้นได้กลายเป็นหลานชายคนโตของคนตระกูลใหญ่แล้วนั้น เซียนเยว่ก็ยิ่งโกรธแค้นจิวอิงมากขึ้นไปอีกจนเธอนั้นแทบอยากจะทำลายหญิงสาวให้ย่อยยับและให้เป็นที่อับอายของคนทั่วทั้งเมืองไปเลยยิ่งดี และเมื่อคิดมาถึงตรงนี้จากใบหน้าที่บิดเบี้ยวก็กลายเป็นรอยยิ้มหวานที่ส่งไปไม่ถึงดวงตาปรากฏขึ้นมาแทนที่โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่อาจนึกได้ว่าภาพลักษณ์ของตนในตอนนี้นั้นคล้ายกับนางปีศาจที่กำลังจะล่าเหยื่อไม่มีผิดก่อนที่หญิงสาวจะหมุนกายเดินกลับไปยังบ้านของตนเองทันทีส่วนทางด้านของจิวอิงเองจู่ๆ ตัวเธอก็รู้สึกหนาวๆ เย็นๆ บริเวณด้านหลังอย่างไม่ทราบสาเหตุเพียงแต่เธอก็รีบส่ายหัวเพื่อสลัดความคิดที่ฟุ้งซ่านของตนเองทิ้งไปแล้วหันไปมองหน้าโจวเฟิงที่เดินเคียงข้างมาด้วยกันอย่างพิจารณา ซึ่งชายหนุ่มเองเมื่อสัมผัสได้ถ
“เจ้า! ที่เจ้าพูดมาเมื่อครู่นี้หมายความว่าเช่นไรกัน” นางหม่าซือเอ่ยถามอย่างมึนงง รวมไปถึงเหล่าชาวบ้านเองก็เช่นกัน“ข้าก็หมายความตามที่พูด ท่านพ่อของข้านั้นได้ตายจากใจของข้าไปตั้งแต่ที่ท่านแม่จากไปแล้ว ส่วนชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าของข้าก็เป็นเพียงคนแปลกหน้าเพียงเท่านั้น” โจวเฟิงกล่าวอย่างเย็นชา“หึ! ข้าไม่น่าเลี้ยงดูพวกตัวซวยอย่างพวกเจ้าสามพี่น้องให้เติบโตมาเลยจริงๆ ถ้าข้ารู้ว่าโตมาพวกเจ้าจะเณรคุณเช่นนี้ข้าคงเอาขี้เถ้ายัดปากพวกเจ้าให้ตายไปตั้งแต่เกิดแล้ว” ลู่หมิงเองหลังจากที่ได้ฟังคำของอดีตบุตรชายก็เกิดไฟโทสะขึ้นจนเอ่ยคำพวกนั้นออกไป“ถ้าเป็นเช่นนั้นท่านก็ควรจะคิดได้ตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะไปล่อลวงท่านแม่นะขอรับ ท่านควรจะมีจิตสำนึกและซื่อสัตย์ต่อนางหม่าซือภรรยาคนแรกของท่าน มิใช่ยังไปทำนิสัยมักมากกับหญิงสาวที่แสนดีอย่างท่านแม่ของข้าจนทำให้ข้าต้องเกิดมาแค่นั้นยังไม่พอท่านยังหลอกให้ท่านแม่หนีตามท่านมาแล้วตัดขาดจากบ้านเดิมเช่นนี้ ทั้งๆ ที่ท่านแม่นั้นทั้งรัก ซื่อสัตย์ เอาใจใส่ดูแลท่านเป็นอย่างดีแต่สิ่งที่ท่านตอบแทนท่านแม่ก็คือความจริงที่แสนจะเจ็บปวดอย่างนั้นรึขอรับ”“ท่านคงคิดสินะว่าไม่มีใครรู้ถึงคว
“นะ…..นั้นเจ้าเอ่ยวาจาเหลวไหลอันใดกันอีก พวกชาวบ้านต่างก็เห็นกันไปทั่วว่าลูกทั้งสองของข้านั้นต่างก็มีสภาพเช่นใดตอนกลับมาจากบ้านของเจ้า” นางหม่าซือเอ่ยขัดจิวอิงด้วยเสียงตะกุกตะกัก“หึ! พูดมาแบบนี้ก็แสดงว่าท่านยอมรับแล้วงั้นสิว่าลูกทั้งสองของท่านไปที่บ้านของข้าจริง งั้นท่านช่วยอธิบายให้ข้ากับพวกท่านลุงท่านป้าทั้งหลายฟังหน่อยเถิดว่าไปที่บ้านของข้าทำไมกัน ในเมื่อพวกเราก็แยกบ้านกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วไม่น่าจะมีสิ่งใดให้ต้องไปมาหาสู่กันเลยมิใช่รึ” หญิงสาวเอ่ยถามยาวเหยียดโดยไม่ให้สองแม่ลูกสามารถเอ่ยโต้แย้งสิ่งใดได้“กะ..ก็…..”“ก็อะไร ท่านจะบอกว่าอย่างน้อยๆ พวกเราก็เคยเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างนั้นรึ ช่างน่าขันสิ้นดีคนในหมู่บ้านแห่งนี้มีใครบ้างที่ไม่รู้ถึงสิ่งที่ท่านปฏิบัติต่อพวกเราทั้งสี่คนกันเช่นไร แล้วอีกอย่างพวกท่านจะเชื่อเพียงสิ่งที่ท่านเห็นเช่นนั้นรึแล้วสิ่งที่ท่านไม่เห็นแต่มันคือความจริงเล่าพวกท่านจะทำเช่นใด” จิวอิงเอ่ยขัดนางหม่าซือก่อนที่นางจะได้เอ่ยตอบพร้อมทั้งหันไปเอ่ยถามกับเหล่าชาวบ้านที่มามุงดูอยู่ในตอนนี้อย่างต้องการชี้แจง“แล้วตกลงเรื่องจริงที่เกิดขึ้นมันคืออย่างไรกันแน่ เจ้าก็พ







