Mag-log in“เรื่องนกอินทรีและจดหมาย ข้าจำเนื้อความในจดหมายไม่ได้ แต่ข้าจำเจ้านกอินทรีตัวนั้นได้ดีท่านบอกข้าว่าท่านเป็นสามีของข้า แล้วท่านไม่รู้เรื่องจดหมายกับนกอินทรีเลยหรือ”
หลี่เซวียนหน้าเจือนไปทันที เขาจะบอกนางได้อย่างไรว่าคนที่ส่งจดหมายคุยกับนางคือเขาเอง ถ้าหากในอนาคตนางเกิดจำเรื่องราวทั้งหมดได้แล้วเขาจะอธิบายเรื่องจดหมายว่าอย่างไร
“เอาไว้เรากลับไปที่จวนตระกูลหลี่ที่แคว้นโจวแล้ว เจ้าค่อยค้นหาว่าอะไรบ้างที่เจ้ายังสามารถจำได้อยู่ดีหรือไม่ ตอนนี้เจ้าอยู่ในที่ที่เจ้าไม่คุ้นเคยความทรงจำของเจ้าอาจจะกลับมายากสักหน่อย”
เสิ่นเยว่พยักหน้าเห็นด้วยกับเรื่องหลี่เซวียนพูด ทั้งสองนั่งคุยกันจนกระทั่งถึงเวลาอาหารเย็น วันนี้เสิ่นเยว่จะต้องไปร่วมรับประทานอาหารร่วมกับท่านลุงทั้งหลายของนาง ได้ยินจากสาวใช้ว่าวันนี้จะมีงานเลี้ยงเพื่อเป็นการต้อนรับหลานสาวคนเดียวของท่านปรมาจารย์ เสิ่นเยว่รู้สึกประหม่าเป็นอย่างมากโชคดีที่ตลอดเวลามีหลี่เซวียนคอยอยู่ข้างกายนางทำให้นางไม่รู้สึกอึดอัดมากเท่าที่ควร
เสิ่นเยว่และหลี่เซวียนอยู่ที่หุบเขาแสงจันทร์อีกหนึ่งเดือน จากนั้นทั้งสองก็กลับสู่แคว้นโจวอีกครั้ง ถึงตอนนี้เสิ่นเยว่จะยังจำเรื่องราวของตนเองในอดีตไม่ได้แต่นางก็ให้ความไว้วางใจแก่หลี่เซวียนเป็นอย่างมาก เพราะช่วงที่อยู่ที่หุบเขาแสงจันทร์หลี่เซวียนคอยดูแลพูดคุยกับสิ่นเยว่ไม่ห่างทั้งยังมิได้ใกล้ชิดกับนางจนเกินไป ทำให้นางไม่รู้สึกอึดอัดกับเขาทั้งเรื่องที่ตนเองแต่งงานกับเขาแล้วและเรื่องที่นางความจำเสื่อม
ครึ่งเดือนต่อมา เสิ่นเยว่และหลี่เซวียนเดินทางกลับมาถึงแคว้นโจวเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ที่แคว้นโจวหิมะเริ่มตกหนักหลีเซวียนต้องกลับไปทำหน้าที่ของตนเองเพราะเขาใช้เวลากว่าสองเดือนเพื่อออกตามหาเสิ่นเยว่และใช้เวลาสองเดือนในการเดินทางไปกลับแคว้นโจวกับหุบเขาแสงจันทร์ ความจริงเขายังอยากที่จะอยู่เป็นเพื่อนนางอีกสักนิดแต่เขามีงานที่ต้องทำหลังจากที่หยุดไปนาน
ถึงตอนนี้เสิ่นเยว่จะยังจำอะไรไม่ได้แต่นางก็สามารถอยู่ที่จวนตระกูลหลี่ได้อย่างสบายใจ ชิงจู๋กลับมาแล้วหลังจากที่พักรักษาตัวอยู่นาน นางบาดเจ็บหนักกว่าเสิ่นเยว่เพราะนางใช้ร่างกายตนเองเป็นเกราะป้องกันเรื่องนี้เสิ่นเยว่รู้สึกทราบซึ้งใจยิ่งนัก
ในทุกวันหลี่เซวียนออกไปที่ค่ายทหารเร็วกว่าปกติและกลับมาก็ดึกจนเสิ่นเยว่หลับไปแล้ว ไม่นานมานี้มีสารถูกส่งมาจากชิงโจวว่าที่นั่นหิมะตกหนักและรุนแรงมีหิมะถล่มลงมาจากภูเขาชาวบ้านบาดเจ็บล้มตายมากมาย ฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้หลี่เซวียนนำกำลังทหารออกช่วยเหลือชาวบ้าน
เมื่อหลี่เซวียนกลับมาถึงที่เรือนในตอนกลางดึกเสิ่นเยว่ก็หลับไปแล้ว เขานั่งลงข้างเตียงดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้นางอย่างแผ่วเบาหลี่เซวียนนั่งมองหน้านางเช่นนั้นอยู่นาน
“พรุ่งนี้ข้าต้องไปที่ชิงโจวแล้วเจ้าอยู่ที่นี่อย่าได้ซุกซนเล่า”
หลี่เซวียนมองใบหน้างามอย่างอาลัยอาวรณ์เขาล้มตัวลงนอนข้างๆ เสิ่นเยว่ดึงนางเข้ามากอดอย่างคิดถึง ความจริงเขาอยากมีเวลาอยู่กับนางให้มากกว่านี้ แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่เขาได้รับนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน
หลี่เซวียนสูดดมกลิ่นหอมจากกายของเสิ่นเยว่เพื่อที่จะจดจำเอาไว้ พรุ่งนี้เช้าเขาต้องออกเดินทางตั้งแต่ยังไม่รุ่งสางและตอนนั้นนางคงยังไม่ตื่นเขาจึงอยากใช้เวลาช่วงนี้เพื่ออยู่กับนางให้มากหน่อย
ออกจากเมืองหลวงไปครานี้เขาไม่รู้ว่าจะต้องจัดการเรื่องที่ชิง โจวอีกนานแค่ไหน แล้วเมื่อใดเขาจะได้กลับมาหานางอีกครั้ง
ตอนสายของวันต่อมาเสิ่นเยว่งัวเงียตื่น ชิงจู๋ที่ได้ยินเสียงจากด้านในห้องก็รีบเปิดประตูเข้ามา
“ฮูหยินน้อยท่านตื่นแล้ว เดี๋ยวบ่าวจะเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้ท่านล้างหน้านะเจ้าคะ”
เสิ่นเยว่พยักหน้าให้นาง หลังจากที่ทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วเสิ่นเยว่หันไปถามสาวใช้ของตน
“ท่านแม่ทัพน้อยออกไปตั้งแต่เมื่อใด”
ชิงจู๋ก้มหน้าหยิบจดหมายออกมาจากแขนเสื้อยื่นให้นาง
“จงหลางส่งให้บ่าวเมื่อเช้านี้เจ้าค่ะ บอกว่าท่านแม่ทัพน้อยเป็นคนสั่ง”
เสิ่นเยว่รับจดหมายจากมือชิงจู๋มาพลิกดู ลายมือที่เขียนอยู่ด้านหน้าซองจดหมายดูคุ้นตายิ่งนัก
“เหตุใดเขาต้องส่งจดหมายมาให้ข้า ทำไมเขาไม่คุยกับข้าด้วยตัวเอง”
ชิงจู๋มีท่าทีอึกอัก เสิ่นเยว่ไม่สนใจท่าทีของนาง นางแกะซองจดหมายเพื่อเปิดอ่าน
ถึง เยว่เอ๋อ
เมื่อเจ้าได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ข้าคงอยู่ระหว่างทางจากเมืองหลวงไปที่ชิงโจว ราชสำนักได้รับรายงานมาว่าที่ชิงโจวมีหิมะตกหนักและถล่มลงมาจากภูเขาและยังมีหลายหมู่บ้านที่ต้องการความช่วยเหลือ
ข้ากังวลว่าเจ้าเป็นห่วงข้าจึงมิได้บอกเจ้าก่อนออกเดินทาง ข้าจำเป็นต้องไปช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อน ข้าสัญญาว่าจะกลับมาหาเจ้าโดยเร็วที่สุด
เจ้าจงดูแลตัวเองและไม่ต้องเป็นห่วงข้า ข้าจะคิดถึงเจ้า
หลี่เซวียน
เมื่อเสิ่นเยว่อ่านจดหมายจบนางนั่งนิ่งไปสักพัก นางกลับมาอ่านจดหมายที่หลี่เซวียนเขียนถึงนางซ้ำไปซ้ำมา ยิ่งอ่านจดหมายทั้งลายมือและสำนวนที่เขียนนางยิ่งรู้สึกคุ้นตา นางเคยเห็นลายมือนี้ที่ไหนนะเสิ่นเยว่หันไปมองชิงจู๋ที่ยืนอยู่ด้านข้างนาง
“ชิงจู๋ข้าจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้แต่มีบางเรื่องที่ข้ายังพอจะจำได้ เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นสาวใช้ของข้ามาตั้งแต่เจ้าอายุห้าขวบเช่นนั้นเจ้ารู้เรื่องจดหมายหรือนกอินทรีบ้างหรือไม่”
ชิงจู๋เงยหน้าขึ้น
“ฮูหยินน้อยเมื่อปีก่อนที่ท่านจะแต่งเขาตระกูลหลี่ท่านได้พบเจ้านกอินทรีน้อยที่บินหลงมา............”
ชิงจู๋เล่าเรื่องทั้งหมดที่เสิ่นเยว่ถามเรื่องจดหมายทั้งยังบอกว่าหลี่เซวียนยังคงไม่รู้เรื่องของนาง เสิ่นเยว่เหมือนฉุกใจคิดถึงเรื่องบางอย่าง
“ข้าเอาจดหมายทั้งหมดเก็บไว้ที่ใดหรือ”
เสิ่นเยว่ถามชิงจู๋
“ท่านกลัวว่าท่านแม่ทัพน้อยจะรู้เรื่องสหายทางจดหมายของท่าน ท่านจึงได้ให้ชิงจู๋เป็นคนเก็บจดหมายเอาไว้ทั้งหมด ตอนนี้จดหมายอยู่ที่ห้องของบ่าวเจ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่พยักหน้าให้นาง ดูเหมือนนางเมื่อก่อนก็ไม่ใช่คนโง่ซะทีเดียว
“เจ้าไปนำจดหมายมาให้ข้าดูหน่อยข้าอยากจะตรวจสอบเรื่องบางอย่าง”
ชิงจู๋คารวะเสิ่นเยว่แล้วเดินออกจากเรือนไป ชิงจู๋ออกไปเพียงไม่นานนางก็กลับมาพร้อมกับกล่องไม้ที่ถูกสลักลวดลายดอกโบตั๋นดูสวยงามและปราณีตแค่มองก็รู้แล้วว่านางเมื่อก่อนจะต้องให้ความสำคัญกับจดหมายที่อยู่ในกล่องมากแค่ไหน เสิ่นเยว่รับกล่องไม้มาจากชิงจู๋ นางค่อยๆ เปิดฝากล่องออกอย่างเบามือ ในกล่องมีกระดาษใบเล็กที่ใส่เอาไว้ด้านในมากมาย นั่นหมายถึงนางและสหายผู้นั้นเขียนถึงกันมานานแล้ว และดูเหมือนจะบ่อยครั้งด้วย
“ชิงจู๋หลังจากที่ข้าหายตัวไปสหายผู้นั้นของข้ายังส่งจดหมายมาถึงข้าหรือไม่”
เสิ่นเยว่ถามชิงจู๋เรื่องที่ตนเองสงสัย ชิงจู๋ส่ายหน้า
“สหายของท่านไม่ส่งจดหมายกลับมาหาท่านเลยนับตั้งแต่ที่เขาปล่อยให้ท่านรอที่โรงน้ำชาเยี่ยนชิงเจ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่หยิบจดหมายที่นางได้รับจากสหายผู้นั้นขึ้นมาอ่าน กระดาษทุกแผ่นมีลายมือที่เหมือนกันนั่นหมายความว่าเป็นคนคนเดียวกันที่เขียนส่งมาให้นาง
เสิ่นเยว่นำจดหมายเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับจดหมายที่หลี่เซวียนส่งถึงนางในวันนี้ ทุกตัวอักษรที่เขาเขียนและที่นางได้รับจากสหายลึกลับคนนั้นไม่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์อักษรตรวจสอบก็สามารถบอกได้เลยว่าเป็นคนคนเดียวกัน
เสิ่นเยว่ยืนขึ้นทันทีนางยกมือขึ้นกุมขมับตนเองเพราะรู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ชิงจู๋เห็นเช่นนั้นก็รีบเข้ามาประคองนางอย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่าเสิ่นเยว่จะล้มกระแทกพื้น
“ฮูหยินน้อยท่านเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะให้ข้าเรียกท่านหมอหรือไม่”
ชิงจู๋ถามเสิ่นเยว่อย่างร้อนใจ
“ไม่เป็นไรข้าแค่รู้สึกว่าเรื่องบางอย่างที่ข้าลืมกำลังกลับคืนมา”
ชิงจู๋มองเสิ่นเยว่อย่างสงสัย
“ท่านจำเรื่องอันใดได้หรือเจ้าคะ”
เสิ่นเยว่ยกยิ้มสายตาของนางดูท่าทางเจ้าเล่ห์ เป็นสายตาที่ชิงจู๋แค่เพียงมองก็รู้ว่านายหญิงของนางจะต้องก่อเรื่องอีกแน่ๆ
“เก็บของข้าจะเดินทางไปที่ชิงโจวเหมือนกัน ข้าอยากจะรู้นักว่าเขาจะทำหน้าอย่างไรเมื่อเห็นข้าอยู่ที่นั่น”
ชิงจู๋ทำหน้าตกใจ
ปรมาจารอวิ๋นทะยานมายืนอยู่ต่อหน้าเสิ่นเยว่บังร่างของนางเอาไว้พร้อมกับเด็กทั้งสองคน“เจ้าคนแซ่อวิ๋นเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเป็นฮูหยินของศิษย์คนเล็กของข้าเช่นนั้นนางก็นับว่าเป็นศิษย์ของข้าเช่นกัน”แล้วทั้งสองก็เริ่มเถียงกันอีกครั้ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างปวดหัวไปตามๆ กันแต่ใครจะกล้าเข้าไปห้ามการต่อสู้ของปรมาจารย์ทั้งสอง พวกเขายังรักชีวิตตนเองอยู่นะ“ท่านตาทวด”มือเล็กๆ จับที่แขนเสื้อของปรมาจารย์อวิ๋นเขย่าเบาๆ“บินๆ”หลี่ซีฮันกับหลี่เล่อเล่อพูดออกมาพร้อมกัน ดึงความสนใจของชายชราทั้งสองมาที่พวกเขาทันที“โอ้ เจ้าคงเป็นบุตรชายบุตรสาวฝาแฝดของหลี่เซวียนสินะ ข้าคือท่านอาจารย์ปู่ของพวกเจ้าทั้งสองคน ไหนเรียกอาจารย์ปู่ซิ”เด็กทั้งสองคนหันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เสิ่นเยว่พยักหน้าให้พวกเขา“ท่านอาจารย์ปู่”เสียงเล็กๆ สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันปรมาจารย์ต้วนถึงกับน้ำตาซึม หลายปีแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ครั้งแรกที่พบหลี่เซวียนตอนห้าขวบที่แคว้นโจวเจ้าเด็กนั่นก็มองเขาด้วยสายตาอย่างนี้เหมือนกัน“เด็กดีๆ”ปรมาจารย์อวิ๋นส่งเสียงหึ!! ออกมาด้วยความหมั่นไส้ คนไม่มีครอบครัวก็เป็นเ
เสียงเล็กๆ ดังมาจากทางด้านหลังของหลี่ซีฮัน หลี่เล่อเล่อวิ่งเข้ามาหาเสิ่นเยว่ด้วยเช่นกันนางกอดขาของเสิ่นเยว่แล้วใช้ใบหน้าเล็กถูไถท่าทางออดอ้อน เด็กคนนี้ร่าเริงเหมือนนางชอบหัวเราะและชอบแอบหนีออกไปเล่นนอกจวน มารดาของเสิ่นเยว่ถึงกับบอกว่าถึงเวลาของนางต้องรับกรรมที่เคยทำกับเสิ่นฮูหยินเอาไว้แล้วเรือลำใหญ่จอดเทียบท่าครอบครัวสกุลหลี่และครอบครัวสกุลเสิ่นลงจากเรือพร้อมกัน พวกเขากลับมาที่หุบเขาแสงจันทร์อีกครั้งในรอบสองปี อีกไม่นานจะมีการจัดงานวันเกิดของท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินจ้าวหุบเขาแสงจันทร์ท่านตาของเสิ่นเยว่และเป็นวันเกิดของเสิ่นเยว่เช่นกัน หลังจากที่เสิ่นเยว่แต่งงานกับหลี่เซวียนแล้วนางก็ยังไม่ได้พบท่านตาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่ท่านจะไปหานางที่แคว้นโจวในวันเกิดทุกปี ดูเหมือนว่าเรื่องที่นางแต่งงานท่านตาจะยังไม่หายเคือง“ถึงแล้วๆ ยินดีต้อนรับทุกคน”เจ้าสำนักมังกรผงาดออกมาต้อนรับที่หน้าสำนักด้วยตนเอง พวกเขาเข้าไปทักทายพอเป็นพิธีแล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน“พี่ใหญ่ท่านพ่อออกมาจากหุบเขาหรือยัง“เสิ่นฮูหยินถามเจ้าสำนักมังกรผงาดหลังจากเดินเข้ามาที่ห้องโถงกลางครบทุกคนแล้ว“ออกมาแล้วและก็ไปแล้ว”จ้า
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆ แม่นมอุ้มเด็กทารกแรกเกิดสองคนมาที่ห้องอุ่นด้านข้างที่จัดเอาไว้สำหรับพักฟื้นของเสิ่นเยว่หลังจากนางตื่นขึ้นมา เหล่าญาติผู้ใหญ่ของเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนต่างมายืนรอดูหลานน้อยที่พึ่งคลอดของพวกเขา ลุงของเสิ่นเยว่ที่หุบเขาแสงจันทร์ก็นั่งรอดูหน้าหลานด้วยความใจจดใจจ่อ อวิ๋นชิงเฟิงยืนมองพวกเขาที่รุมล้อมเด็กทารกชายหญิงทั้งสองคนด้วยความเหม่อลอย“เจ้าอยู่ที่ไหนจ้าวหว่านหนิง”อวิ๋นชิงเฟิงได้แต่ครุ่นคิดกับตนเองอย่างใจลอย หลายเดือนมานี้เขาออกตามหานางทุกที่แต่กลับไร้ร่องรอยของนางหลี่เซวียนเห่อลูกน้อยทั้งสองของเขาเป็นอย่างมาก ครั้งนี้เขาก็ยื่นหนังสือลาพักอีกครั้งฮ่องเต้ได้แต่ส่ายหัวให้กับเจ้าเด็กคนนี้“เจ้าเด็กบ้านั่น ดูที่บุตรชายของเจ้าทำกับข้าสิ”ฮ่องเต้หันไปถลึงตาใส่หลี่เหอที่เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์และสหายร่วมสำนัก ส่วนหลี่เหอก็ทำได้แต่ยืนหน้าตายอยู่เช่นนั้นเพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อก่อนที่หลี่เซวียนคลอดเขาก็เคยยื่นหนังสือลาพักไปหลายเดือน ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับเดือดปุดๆ ผ่านไปยี่สิบกว่าปีฮ่องเต้ยังขุดเอาเรื่องนี้มาต่อว่าเขาอยู่หลายครั้งหลี่เซวียนหลังจากออกมาจากว
เสิ่นเยว่บิดปากเล็กน้อย ให้กับท่าทางของกวนหวั่นอวี๋ทั้งยังถลึงตาใส่หลี่เซวียนอีกครั้ง“พวกเจ้าที่เป็นบุรุษล้วนแต่พลาดท่าให้กับแม่ดอกบัวขาวแบบพวกนาง ข้าแค่ดูการแสดงของนางแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่านางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ถ้าหากพวกเขามองไม่ออกก็สมควรยุบสำนักทิ้งไปซะเพราะแค่งิ้วของสตรีนางหนึ่งก็ไม่สามารถมองออก ข้าจะฟ้องท่านตาให้ลงโทษพวกเขาให้หมด”เสิ่นเยว่รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เมื่อไหร่จะจบเรื่องสักที ทำไมพี่ชิงเฟิงถึงเอาแต่ถามนางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงเสิ่นเยว่จะไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของอวิ๋นชิงเฟิงแต่หลี่เซวียนนั้นพอจะมองออก เขาหันไปเอามือโยกหัวเจ้าตัวเล็กที่นับวันยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ไม่ว่าใครก็สามารถทำให้นางหงุดหงิดได้ด้วยเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้านอวิ๋นชิงเฟิงยังคงซักถามกวนหวั่นอวี๋ต่อไป“เจ้าบอกว่าเจ้าสำนักเลี่ยงหวงวางยานอนหลับข้าในงานเลี้ยงที่หุบเขาม่านหมอกแล้วจ้าวหว่านหนิงรู้เรื่องนี้หรือไม่”กวนหวั่นอวี๋กลอกตาไปมาเพื่อคิดหาคำตอบว่าจะตอบหลี่เซวียน อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ“นางย่อมต้องทราบแน่นอนเจ้าค่ะ เพราะนางเป็นคนของสำนักเลี่ยงหวง....”ยังไม่ทันที่กวนหวั่นอวี๋
เขาพึมพำเบาๆ กับตนเองอวิ๋นชิงเฟิงแกะจดหมายฉบับแรกที่ด้านหน้าซองเขียนชื่อของเขาเอาไว้ เมื่อเขาอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ ใบหน้าของอวิ๋นชิงเฟิงก็ทะมึนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากศาลาตรงไปที่เรือนของบิดา“เฟิงเอ๋อเจ้ามาหาพ่อแต่เช้ามีเรื่องด่วนอันใดหรือ”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยที่กำลังเดินหมากกับหลี่เหอบิดาของหลี่เซวียนหันไปถามอวิ๋นชิงเฟิงอย่างอารมณ์ดี อวินชิงเฟิงไม่พูดสิ่งใดเขายื่นจดหมายให้บิดาได้อ่านเอง หลังจากที่อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยอ่านจดหมายจบเขาก็สบถออกมาอย่างลืมตัว“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจ้าวหว่านหนิงสักนิดเหตุใดนางต้องเป็นผู้รับผิดต่อเรื่องนี้ด้วย”อวิ๋นชิงเฟิงจับสังเกตต่อคำพูดที่ผิดปกติของบิดาได้เขามองอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยนิ่งๆ ท่าทางเช่นนั้นของบุตรชายทำให้เจ้าสำนักมังกรผงาดถึงกับปาดเหงื่อเพราะเขาได้หลุดปากพูดเรื่องสำคัญออกไปแล้ว“ข้าคิดว่าท่านพ่อคงต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยเห็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้แล้ว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ห้องโถงกลางเถอะ”เจ้าสำนักอวิ๋นให้พ่อบ้านไปตามเหล่าผู้อาวุโสและคนสำคัญของสำนักมังก
ผ่านไปไม่นานภายในห้องแสงเทียนก็ถูกดับลงเหล่าผู้อาวุโสที่แอบเฝ้าดูต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง พวกเขาหาใช่เด็กเล็กที่ไม่เข้าใจว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยอวิ๋นชิงเฟิงก็ทำตามที่เขาได้รับปากเอาไว้ แต่อีกด้านของมุมมืดมีสายตาของใครคนหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่จ้องมองไปที่หน้าห้องของทั้งสองคนด้วยสายตาเคียดแค้นเช้าวันต่อมาอวิ๋นชิงเฟิงยังคงทำทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ จ้าวหว่านหนิงก็เช่นกันท่าทางของนางนั้นดูออกว่ามีความสุขกว่าใครๆ หลังจากคารวะน้ำชาผู้อาวุโสผ่านไป จ้าวหว่านหนิงก็กลับไปที่ห้องของนาง นางไม่คิดเลยว่าอวิ๋นชิงเฟิงผู้สุภาพเรียบร้อยจะดุดันเพียงนั้นเล่นเอานางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนถึงจ้าวหว่านหนิงจะถูกสั่งสอนเรื่องในห้องหอมาก่อนหน้านี้แล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเขินอายในการกระทำของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่ดี ในระหว่างที่จ้าวหว่านหนิงกำลังเพ้อถึงรสรักของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นเบาๆ จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนางจึงรีบออกไปดู คนที่เขามาในห้องของนางไม่ใช่อวิ๋นชิงเฟิงแต่เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ซีดขาวเล็กน้อย จ้าวหว่านหนิงเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ







