เข้าสู่ระบบ“ให้ลี่ลี่มาจัดการเรื่องนี้ เรากลับกันเถอะข้าอยากไปดูสักหน่อยว่าสี่คนนั้นจัดการไปถึงไหนแล้ว”
เสิ่นเยว่กลับมาพร้อมกับชิงจู๋เมื่อนางมาถึงเรือนที่นางเช่าเอาไว้ ที่นั่นมีชาวบ้านหลายคนมาสมัครเป็นคนงานให้นาง เสิ่นเยว่รู้ว่าตนเองอาจจะช่วยชาวเมืองเรื่องอื่นไม่ได้แต่เรื่องเงินรับรองว่านางไม่แพ้ใคร
“เป็นยังไงบ้างเรื่องเสบียงอาหาร”
ลี่ลี่กับหมิงเยี่ยเดินมาด้านหน้ารายงานเสิ่นเยว่
“เรียนฮูหยินน้อย ร้านขายข้าวในเมืองชิงโจวถือโอกาสที่เกิดเรื่องหิมะถล่มขึ้นราคาข้าวสารถึงสิบเท่าเจ้าค่ะแต่บ่าวได้จัดการเรื่องทั้งหมดแล้ว”
เสิ่นเยว่พยักหน้าให้ทั้งสองคน
“เจ้าสองคนทำได้ดีมาก ลี่ลี่เจ้าไปที่ที่ทำการของเจ้าเมืองชิงโจวพาคนจากที่นั่นมา ดูว่าเจ้าเมืองชิงโจวจัดพื้นที่ตรงไหนให้เรา เหลิ่งซวงเจ้าพาบุรุษพวกนี้ตามลี่ๆ ไปซุ้มที่ตั้งขึ้นจะต้องเสร็จภายในสองวัน”
ทั้งสองคนคารวะเสิ่นเยว่แล้วพาคนออกไปทันที
“ส่วนพวกเจ้า เริ่มทำอาหารตั้งแต่ตอนนี้เลย”
เสิ่นเยว่สั่งสตรีทั้งสิบคนที่จ้างมา
“หมิงเยี่ยเจ้าไปจ้างหมอในเมืองมาสามคน ซื้อสมุนไพรกลับมาด้วยมากเท่าที่สามารถซื้อมาได้ ถ้าร้านขายสมุนไพรในเมืองมีไม่พอก็ออกไปดูอำเภอที่อยู่ละแวกใกล้เมืองชิงโจว”
เสิ่นเยว่สั่งพวกนางเสร็จก็เดินเข้าห้องไป หยิบพู่กันขีดฆ่าสิ่งที่นางทำเสร็จแล้วในวันนี้
“หลี่เซวียนเมื่อเจ้ากลับมาที่เมืองชิงโจวเจ้าจะต้องแปลกใจแน่ที่ได้เจอข้า”
เสิ่นเยว่ยิ้มกับตนเองอย่างนึกสนุก
ผ่านไปนานกว่าครึ่งเดือนที่เสิ่นเยว่มาที่เมืองชิงโจวแต่นางยังไม่ได้พบกับหลี่เซวียนเลยสักครั้ง ตัวหลี่เซวียนเองก็ยุ่งอยู่กับการช่วยเหลือชาวเมืองชิงโจวที่ประสบภัยหิมะถล่มหลายตำบล ตั้งแต่ออกจากเมืองชิงโจวไปเขายังมิได้กลับมาเลยสักครั้งมีเพียงทหารคนสนิทที่เข้าออกค่ายที่ตั้งอยู่นอกเมือง
เสิ่นเยว่เองก็ยุ่งอยู่กับการช่วยเหลือชาวบ้านที่อพยพเข้ามาในเมืองชิงโจวเพราะหมู่บ้านของพวกเขาถูกหิมะถล่มลงมาจากภูเขาจนไม่สามารถอยู่ได้บ้านเรือนบางหลังเพราะถูกหิมะทับถมเป็นจำนวนมาจนพังลงมา ตอนนี้แม้แต่อาหารพวกเขาก็ต้องหวังพึ่งเจ้าเมืองชิงโจว
มีผู้อพยพหลายพันคนที่หลั่งไหลเข้ามาในเมืองชิงโจวอาหารที่เสิ่นเยว่ให้คนไปกว้านซื้อมาเริ่มที่จะไม่พอแล้ว เสบียงในคลังของเมืองชิงโจวก็เช่นกัน
ในตอนที่เสิ่นเยว่กำลังประสบปัญหาเกวียนนับร้อยคันก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาในเมืองชิงโจว เสิ่นเยว่นึกสงสัยว่าใครกันที่เข้ามาช่วยเหลือในตอนที่นางกำลังลำบาก
“ฮูหยินน้อยท่านดูสิเจ้าคะว่าใครมา”
เสิ่นเยว่หันไปมองบุรุษในชุดคลุมขนจิ้งจอกสีขาวกำลังลงมาจากรถม้า “พี่ชิงเฟิงท่านมาที่นี่ได้อย่างไร”
เสิ่นเยว่วิ่งไปหาอวิ๋นชิงเฟิงด้วยความดีใจ
“ข้าได้รับจดหมายจากท่านอาหญิงว่าเจ้ามาที่เมืองชิงโจวเลยคิดว่าเจ้าอาจจะต้องการความช่วยเหลือ”
เสิ่นเยว่หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
“ท่านเหมือนพระโพธิสัตว์มาโปรดโดยแท้ ข้ากำลังลำบากเรื่องเสบียงอาหารอยู่พอดี”
อวิ๋นชิงเฟิงลูบหัวเสิ่นเยว่ด้วยความเอ็นดู เสิ่นเยว่สั่งให้คนขนเสบียงไปเก็บในห้องเก็บของที่นางให้คนงานสร้างขึ้น จากนั้นนางก็พาอวิ๋นชิงเฟิงไปพักที่เรือนที่นางเช่าเอาไว้
ผ่านไปอีกห้าวันหลี่เซวียนกลับมาพร้อมกับชาวบ้านบางส่วนที่ไร้ที่อยู่อาศัยและบางคนที่บาดเจ็บ หมอหลวงที่ติดตามมาด้วยห้าคนนั้นไม่สามารถช่วยรักษาชาวเมืองทั้งหมดได้ จึงต้องพาคนที่สามารถเดินทางได้กลับมารักษาตัวที่ค่ายนอกเมือง ตอนนี้หิมะเริ่มตกน้อยลงแล้วการทำงานจึงง่ายขึ้นกว่าเดิม
หลังจากที่หิมะหยุดตกยังคงมีชาวบ้านที่เดือดร้อนเดินทางเข้ามาขอความช่วยเหลือที่เมืองชิงโจวอย่างต่อเนื่อง เสิ่นเยว่ถึงจะรู้ว่าหลี่เซวียน กลับมาที่เมืองชิงโจวแล้วแต่นางก็ยังไม่สามารถปลีกตัวไปหาเขาได้ จนกระทั่งได้รับรายงานเรื่องบางอย่างจากสาวใช้ของนางที่ส่งไปจับตาดูค่ายทหารของหลี่เซวียนเอาไว้
“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ ช่วงนี้บุตรสาวเจ้าเมืองชิงโจวไปที่ค่ายนอกเมืองทุกวันตามติดท่านแม่ทัพน้อยไม่ห่าง บ่าวว่าท่านรีบไปที่นั่นจะดีกว่านะเจ้าคะ ทางนี้ให้เป็นหน้าที่ของคนงานที่เราจ้างมา ทั้งตอนนี้ยังมีคนของคุณชายอวิ๋นคอยช่วยอยู่ปล่อยให้พวกเขาทำหน้าที่เถอะเจ้าค่ะ บ่าวเตรียมรถม้าเอาไว้แล้ว”
ลี่ลี่รายงานทุกอย่างที่นางเห็นให้กับเสิ่นเยว่ฟัง
“เช่นนั้นก็ไปเถอะข้าไม่อยู่ด้วยแค่ไม่เท่าไหร่ก็มีดอกท้อเน่ามาเข้ามาพัวพันอีกแล้ว บุตรสาวเจ้าเมืองชิงโจวนี่ก็กระไรเดือนทั้งเดือนไม่เคยพบหน้าพอหลี่เซวียนกลับมาก็มีตัวตนซะอย่างนั้น คนตาบอดก็มองจุดประสงค์ของนางออกว่าต้องการจะทำอะไร”
เสิ่นเยว่บ่นด้วยความหงุดหงิด จากนั้นนางก็ขึ้นรถม้าไปกับสาวใช้ของนาง อวิ๋นชิงเฟิงเห็นเสิ่นเยว่ปลีกตัวออกไปพร้อมกับสาวใช้เขาก็รีบขี่ม้าตามไปทันทีเพราะรู้ดีว่าน้องสาวลูกพี่ลูกน้องคนนี้กำลังจะไปที่ไหน
เมื่อรถม้าของเสิ่นเยว่มาถึงหน้าค่ายทหารนอกเมืองชิงโจว เสิ่นเยว่ลงมาจากรถม้านางสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้ตนเองแล้วเดินเข้าไปที่ค่ายทหารที่กำลังวุ่นวายไม่ต่างจากเพิงที่นางทำขึ้นเพื่อช่วยเหลือชาวเมืองชิงโจวเท่าใดนัก ทั้งคนที่บาดเจ็บและคนที่ไร้บ้านที่หลี่ เซวียนพากลับมาต่างก็มีมากมาย คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่ไม่สามารถเดินทางมาที่เมืองชิงโจวด้วยตนเองเพราะได้รับบาดเจ็บมองดูแล้วช่างน่าสงสารนัก
“เขาอยู่ที่ใด”
เสิ่นเยว่ละสายตาจากภาพที่อยู่ตรงหน้าแล้วหันไปถามลี่ลี่ สาวใช้ของนางไม่รอช้ารีบเดินนำเสิ่นเยว่ตรงไปที่พักของหลี่เซวียนทันที
ตอนนี้เป็นช่วงพักกลางวันหลี่เซวียนจึงน่าจะพักอยู่ที่กระโจมของเขา เสิ่นเยว่เดินไปถึงที่หน้ากระโจมของหลี่เซวียนพบนายทหารยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าหนึ่งคน นายทหารคนนั้นจำเสิ่นเยว่ที่ไปส่งอาหารให้หลี่เซวียนเมื่อตอนที่อยู่เมืองหลวงได้ เขาสะดุ้งตกใจจนตัวโยนเสิ่นเยว่สังเกตเห็นท่าทางของเขาแล้วแต่นางก็ไม่ได้พูดอะไรนางยกนิ้วชี้ขึ้นเป็นสัญญาณให้เขาปิดปากไม่ต้องส่งเสียงใดๆ ออกมา นายทหารคนนั้นได้แต่พยักหน้ารับนึกไว้อาลัยให้แก่ท่านแม่ทัพของตน
เสิ่นเยว่ค่อยๆ แง้มผ้าที่ใช้ปิดประตูกระโจมออกอย่างเบามือ นางกะว่าจะทำให้หลี่เซวียนแปลกใจ แต่ภาพที่นางเห็นภายในกระโจมคือหลี่ เซวียนที่เปลือยท่อนบนกำลังโอบกอดสตรีอื่นอยู่ในอ้อมแขนท่าทางดูหมิ่นเหม่ยิ่งนัก เสียงเปิดประตูทำให้ทั้งสองคนผละจากกันและหันมามองทันที
“โอ้ว....ข้านึกกว่าท่านแม่ทัพน้อยได้รับราชโองการจากฝ่าบาทให้มาช่วยเหลือชาวเมืองชิงโจวที่กำลังประสบภัยพิบัติจากหิมะถล่มซะอีกทั้งที่ด้านนอกกำลังวุ่นวายเพียงนั้นแต่ไม่นึกว่าท่านจะมีเวลาว่างมาทำเรื่องส่วนตัวเช่นนี้ สงสัยว่าข้าจะเข้าขัดจังหวะพวกเจ้าซะแล้ว”
เสิ่นเยว่ที่เห็นพวกเขากำลังกอดกันแทบจะควบคุมอารมณ์ของตนเองเอาไว้ไม่อยู่
“ความจริงข้ามีเรื่องสำคัญต้องคุยกับท่านดูท่าทางแล้วคงไม่จำเป็น”
เสิ่นเยว่หยิบซองจดหมายที่นางพกติดตัวเอาไว้ตลอดเพราะนางคิดว่าเมื่อได้พบหลี่เซวียนนางจะได้เอามันออกมาถามเขาถึงเรื่องที่ทั้งสองคนเขียนติดต่อกันเมื่อปีก่อน นางปาซองจดหมายใส่หลี่เซวียนที่ตอนนี้ชะงักค้างเพราะตกใจที่เห็นเสิ่นเยว่อยู่ที่นี่
เสิ่นเยว่ไม่สนใจว่าคนทั้งสองจะทำอะไรกันนางสะบัดหน้าเดินออกมาจากกระโจมทันที อวิ๋นชิงเฟิงที่ยืนรออยู่ด้านนอกได้ยินทุกคำพูดที่เสิ่นเยว่พูดกับหลี่เซวียน ความจริงเรื่องนี้เขาไม่อยากเข้าไปยุ่งนักเพราะเป็นเรื่องของสามีภรรยา แต่เสิ่นเยว่เป็นน้องสาวของเขาจะปล่อยให้คนอื่นมารังแกนางได้อย่างไร
“เยว่เอ๋อ....”
ปรมาจารอวิ๋นทะยานมายืนอยู่ต่อหน้าเสิ่นเยว่บังร่างของนางเอาไว้พร้อมกับเด็กทั้งสองคน“เจ้าคนแซ่อวิ๋นเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเป็นฮูหยินของศิษย์คนเล็กของข้าเช่นนั้นนางก็นับว่าเป็นศิษย์ของข้าเช่นกัน”แล้วทั้งสองก็เริ่มเถียงกันอีกครั้ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างปวดหัวไปตามๆ กันแต่ใครจะกล้าเข้าไปห้ามการต่อสู้ของปรมาจารย์ทั้งสอง พวกเขายังรักชีวิตตนเองอยู่นะ“ท่านตาทวด”มือเล็กๆ จับที่แขนเสื้อของปรมาจารย์อวิ๋นเขย่าเบาๆ“บินๆ”หลี่ซีฮันกับหลี่เล่อเล่อพูดออกมาพร้อมกัน ดึงความสนใจของชายชราทั้งสองมาที่พวกเขาทันที“โอ้ เจ้าคงเป็นบุตรชายบุตรสาวฝาแฝดของหลี่เซวียนสินะ ข้าคือท่านอาจารย์ปู่ของพวกเจ้าทั้งสองคน ไหนเรียกอาจารย์ปู่ซิ”เด็กทั้งสองคนหันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เสิ่นเยว่พยักหน้าให้พวกเขา“ท่านอาจารย์ปู่”เสียงเล็กๆ สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันปรมาจารย์ต้วนถึงกับน้ำตาซึม หลายปีแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ครั้งแรกที่พบหลี่เซวียนตอนห้าขวบที่แคว้นโจวเจ้าเด็กนั่นก็มองเขาด้วยสายตาอย่างนี้เหมือนกัน“เด็กดีๆ”ปรมาจารย์อวิ๋นส่งเสียงหึ!! ออกมาด้วยความหมั่นไส้ คนไม่มีครอบครัวก็เป็นเ
เสียงเล็กๆ ดังมาจากทางด้านหลังของหลี่ซีฮัน หลี่เล่อเล่อวิ่งเข้ามาหาเสิ่นเยว่ด้วยเช่นกันนางกอดขาของเสิ่นเยว่แล้วใช้ใบหน้าเล็กถูไถท่าทางออดอ้อน เด็กคนนี้ร่าเริงเหมือนนางชอบหัวเราะและชอบแอบหนีออกไปเล่นนอกจวน มารดาของเสิ่นเยว่ถึงกับบอกว่าถึงเวลาของนางต้องรับกรรมที่เคยทำกับเสิ่นฮูหยินเอาไว้แล้วเรือลำใหญ่จอดเทียบท่าครอบครัวสกุลหลี่และครอบครัวสกุลเสิ่นลงจากเรือพร้อมกัน พวกเขากลับมาที่หุบเขาแสงจันทร์อีกครั้งในรอบสองปี อีกไม่นานจะมีการจัดงานวันเกิดของท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินจ้าวหุบเขาแสงจันทร์ท่านตาของเสิ่นเยว่และเป็นวันเกิดของเสิ่นเยว่เช่นกัน หลังจากที่เสิ่นเยว่แต่งงานกับหลี่เซวียนแล้วนางก็ยังไม่ได้พบท่านตาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่ท่านจะไปหานางที่แคว้นโจวในวันเกิดทุกปี ดูเหมือนว่าเรื่องที่นางแต่งงานท่านตาจะยังไม่หายเคือง“ถึงแล้วๆ ยินดีต้อนรับทุกคน”เจ้าสำนักมังกรผงาดออกมาต้อนรับที่หน้าสำนักด้วยตนเอง พวกเขาเข้าไปทักทายพอเป็นพิธีแล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน“พี่ใหญ่ท่านพ่อออกมาจากหุบเขาหรือยัง“เสิ่นฮูหยินถามเจ้าสำนักมังกรผงาดหลังจากเดินเข้ามาที่ห้องโถงกลางครบทุกคนแล้ว“ออกมาแล้วและก็ไปแล้ว”จ้า
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆ แม่นมอุ้มเด็กทารกแรกเกิดสองคนมาที่ห้องอุ่นด้านข้างที่จัดเอาไว้สำหรับพักฟื้นของเสิ่นเยว่หลังจากนางตื่นขึ้นมา เหล่าญาติผู้ใหญ่ของเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนต่างมายืนรอดูหลานน้อยที่พึ่งคลอดของพวกเขา ลุงของเสิ่นเยว่ที่หุบเขาแสงจันทร์ก็นั่งรอดูหน้าหลานด้วยความใจจดใจจ่อ อวิ๋นชิงเฟิงยืนมองพวกเขาที่รุมล้อมเด็กทารกชายหญิงทั้งสองคนด้วยความเหม่อลอย“เจ้าอยู่ที่ไหนจ้าวหว่านหนิง”อวิ๋นชิงเฟิงได้แต่ครุ่นคิดกับตนเองอย่างใจลอย หลายเดือนมานี้เขาออกตามหานางทุกที่แต่กลับไร้ร่องรอยของนางหลี่เซวียนเห่อลูกน้อยทั้งสองของเขาเป็นอย่างมาก ครั้งนี้เขาก็ยื่นหนังสือลาพักอีกครั้งฮ่องเต้ได้แต่ส่ายหัวให้กับเจ้าเด็กคนนี้“เจ้าเด็กบ้านั่น ดูที่บุตรชายของเจ้าทำกับข้าสิ”ฮ่องเต้หันไปถลึงตาใส่หลี่เหอที่เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์และสหายร่วมสำนัก ส่วนหลี่เหอก็ทำได้แต่ยืนหน้าตายอยู่เช่นนั้นเพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อก่อนที่หลี่เซวียนคลอดเขาก็เคยยื่นหนังสือลาพักไปหลายเดือน ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับเดือดปุดๆ ผ่านไปยี่สิบกว่าปีฮ่องเต้ยังขุดเอาเรื่องนี้มาต่อว่าเขาอยู่หลายครั้งหลี่เซวียนหลังจากออกมาจากว
เสิ่นเยว่บิดปากเล็กน้อย ให้กับท่าทางของกวนหวั่นอวี๋ทั้งยังถลึงตาใส่หลี่เซวียนอีกครั้ง“พวกเจ้าที่เป็นบุรุษล้วนแต่พลาดท่าให้กับแม่ดอกบัวขาวแบบพวกนาง ข้าแค่ดูการแสดงของนางแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่านางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ถ้าหากพวกเขามองไม่ออกก็สมควรยุบสำนักทิ้งไปซะเพราะแค่งิ้วของสตรีนางหนึ่งก็ไม่สามารถมองออก ข้าจะฟ้องท่านตาให้ลงโทษพวกเขาให้หมด”เสิ่นเยว่รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เมื่อไหร่จะจบเรื่องสักที ทำไมพี่ชิงเฟิงถึงเอาแต่ถามนางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงเสิ่นเยว่จะไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของอวิ๋นชิงเฟิงแต่หลี่เซวียนนั้นพอจะมองออก เขาหันไปเอามือโยกหัวเจ้าตัวเล็กที่นับวันยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ไม่ว่าใครก็สามารถทำให้นางหงุดหงิดได้ด้วยเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้านอวิ๋นชิงเฟิงยังคงซักถามกวนหวั่นอวี๋ต่อไป“เจ้าบอกว่าเจ้าสำนักเลี่ยงหวงวางยานอนหลับข้าในงานเลี้ยงที่หุบเขาม่านหมอกแล้วจ้าวหว่านหนิงรู้เรื่องนี้หรือไม่”กวนหวั่นอวี๋กลอกตาไปมาเพื่อคิดหาคำตอบว่าจะตอบหลี่เซวียน อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ“นางย่อมต้องทราบแน่นอนเจ้าค่ะ เพราะนางเป็นคนของสำนักเลี่ยงหวง....”ยังไม่ทันที่กวนหวั่นอวี๋
เขาพึมพำเบาๆ กับตนเองอวิ๋นชิงเฟิงแกะจดหมายฉบับแรกที่ด้านหน้าซองเขียนชื่อของเขาเอาไว้ เมื่อเขาอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ ใบหน้าของอวิ๋นชิงเฟิงก็ทะมึนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากศาลาตรงไปที่เรือนของบิดา“เฟิงเอ๋อเจ้ามาหาพ่อแต่เช้ามีเรื่องด่วนอันใดหรือ”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยที่กำลังเดินหมากกับหลี่เหอบิดาของหลี่เซวียนหันไปถามอวิ๋นชิงเฟิงอย่างอารมณ์ดี อวินชิงเฟิงไม่พูดสิ่งใดเขายื่นจดหมายให้บิดาได้อ่านเอง หลังจากที่อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยอ่านจดหมายจบเขาก็สบถออกมาอย่างลืมตัว“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจ้าวหว่านหนิงสักนิดเหตุใดนางต้องเป็นผู้รับผิดต่อเรื่องนี้ด้วย”อวิ๋นชิงเฟิงจับสังเกตต่อคำพูดที่ผิดปกติของบิดาได้เขามองอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยนิ่งๆ ท่าทางเช่นนั้นของบุตรชายทำให้เจ้าสำนักมังกรผงาดถึงกับปาดเหงื่อเพราะเขาได้หลุดปากพูดเรื่องสำคัญออกไปแล้ว“ข้าคิดว่าท่านพ่อคงต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยเห็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้แล้ว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ห้องโถงกลางเถอะ”เจ้าสำนักอวิ๋นให้พ่อบ้านไปตามเหล่าผู้อาวุโสและคนสำคัญของสำนักมังก
ผ่านไปไม่นานภายในห้องแสงเทียนก็ถูกดับลงเหล่าผู้อาวุโสที่แอบเฝ้าดูต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง พวกเขาหาใช่เด็กเล็กที่ไม่เข้าใจว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยอวิ๋นชิงเฟิงก็ทำตามที่เขาได้รับปากเอาไว้ แต่อีกด้านของมุมมืดมีสายตาของใครคนหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่จ้องมองไปที่หน้าห้องของทั้งสองคนด้วยสายตาเคียดแค้นเช้าวันต่อมาอวิ๋นชิงเฟิงยังคงทำทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ จ้าวหว่านหนิงก็เช่นกันท่าทางของนางนั้นดูออกว่ามีความสุขกว่าใครๆ หลังจากคารวะน้ำชาผู้อาวุโสผ่านไป จ้าวหว่านหนิงก็กลับไปที่ห้องของนาง นางไม่คิดเลยว่าอวิ๋นชิงเฟิงผู้สุภาพเรียบร้อยจะดุดันเพียงนั้นเล่นเอานางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนถึงจ้าวหว่านหนิงจะถูกสั่งสอนเรื่องในห้องหอมาก่อนหน้านี้แล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเขินอายในการกระทำของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่ดี ในระหว่างที่จ้าวหว่านหนิงกำลังเพ้อถึงรสรักของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นเบาๆ จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนางจึงรีบออกไปดู คนที่เขามาในห้องของนางไม่ใช่อวิ๋นชิงเฟิงแต่เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ซีดขาวเล็กน้อย จ้าวหว่านหนิงเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ
กลับเป็นพี่น้องสกุลเสิ่นต่างหากที่ได้รับความกดดันมากกว่าใครเพราะเป็นการเข้าร่วมการประลองในปีแรกของพวกเขา“ไม่ต้องกดดันข้าเชื่อว่าพวกท่านทำได้อย่างแน่นอน”เสิ่นเยว่ที่นั่งอยู่ที่จุดพักที่จัดเอาไว้ให้สำนักมังกรผงาดนอกจากอวิ๋นชิงเฟิงแล้วพี่ชายทั้งห้าของนางต่างต้องเข้าร่วมประลองในรอบแรกเสิ่นเยว่จึงต้อ
“ข้าจ้าวเหมิ่งอี้นายน้อยของหุบเขาม่านหมอกกำลังตามหาคนที่ลอบทำร้ายข้าลับหลัง ว่าอย่างไรเจ้าคนขี้ขลาดกล้าขึ้นมาต่อสู้กับข้าบนเวทีซึ่งหน้าหรือไม่”บุรุษชุดดำรูปร่างสูงใหญ่ใส่หน้ากากสีดำปิดบังใบหน้าครึ่งบนทำให้มองไม่ออกว่าเขาเป็นใครเดินเฉียดผ่านเสิ่นเยว่ไป เสิ่นเยว่มองตามด้านหลังของเขา นั่นทำให้นางรู้ส
ดังนั้นจ้าวหว่านหนิงจึงได้ลั่นปณิธานเอาไว้ว่านางจะต้องเอาชนะใจอวิ๋นชิงเฟิงให้ได้และเขาจะต้องเป็นสามีของนางเพียงคนเดียวหลังจากที่ทั้งเจ็ดคนกลับมาถึงโรงเตี๊ยมต่างแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนที่ห้องของตน เสิ่นเยว่กลับมาที่ห้องของนางไม่เห็นเจ้าลู่ลู่ นางจึงเปิดหน้าต่างทิ้งเอาไว้เพราะคิดว่าอีกเดี๋ยวเจ้านกน้
เสิ่นเยว่และเหล่าพี่ชายของนางเดินทางออกจากหุบเขาแสงจันทร์มาได้ครึ่งเดือนแล้ว ตอนนี้ทุกคนหยุดรถม้าที่เมืองเหยาสุ่ย ที่ตั้งอยู่ใกล้กับหุบเขาม่านหมอกอีกห้าวันถึงจะมีการประลองพวกเขายังมีเวลาเที่ยวเล่นที่นี่อีกหลายวัน“ที่นี่เปลี่ยนไปจากที่ข้าจำได้มากเลย สิบปีก่อนพวกเราเคยมาที่นี่กับท่านตาพวกเจ้าจำได้หร







