LOGINหลี่เซวียนมองจดหมายในมือของเขาอย่างสับสนและมึนงง หลังจากรับจดหมายจากลี่ลี่ที่เสิ่นเยว่ทิ้งไว้ให้แล้วเขาก็ควบม้ากลับค่ายไปทันที
ทั้งวันหลี่เซวียนเอาแต่เหม่อลอยเหมือนกำลังครุ่นคิดเรื่องใดอยู่ และท่าทางไม่เป็นตัวของตัวเองจนกระทั่งจงหลางสังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากถามเขาออกไป จงหลางพอจะได้ยินเรื่องที่ฮูหยินน้อยมาที่ค่ายทหารแล้วและยังมีปากเสียงกับคุณชายของเขาเรื่องบุตรสาวเจ้าเมืองชิงโจวอีกด้วย เรื่องนี้เขาไม่สามารถก้าวก่ายได้เพราะเป็นเรื่องของเจ้านาย จงหลางได้แต่มองหลี่เซวียนอยู่ห่างๆ อย่างเป็นห่วง
หลี่เซวียนกลับมาถึงกระโจมของตนเองในตอนที่ท้องฟ้ามืดแล้วเขารีบหยิบจดหมายของเสิ่นเยว่ที่ฝากเอาไว้ให้เขาออกมาเปิดอ่าน
“เยว่เอ่อถึงเจ้าจะโกรธข้ามากเพียงใดสุดท้ายเจ้าก็ยังคงคิดถึงข้าอยู่ดี”
หลี่เซวียนยิ้มให้ตนเองอย่างผู้ที่กุมชัยเหนือศัตรู แต่เมื่อเขาได้อ่านจดหมายทั้งสองฉบับแล้วหลี่เซวียนถึงกับเขาอ่อนทรุดลงที่พื้น
จดหมายฉบับแรกคือจดหมายที่เสิ่นเยว่เขียนถึงเขา ส่วนจดหมายฉบับที่สองคือหนังสือหย่าที่เสิ่นเยว่ได้เขียนให้กับเขา และนางได้ประทับลายนิ้วมือลงไปเรียบร้อยแล้ว
ผ่านไปนานกว่าหลี่เซวียนจะได้สติกลับมาเขาคิดจะไปถามหาเหตุผลกับนางแต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเสิ่นเยว่กลับไปที่เมืองหลวงแล้ว หลี่เซวียนถอนหายใจออกมาอย่างหมดแรง
“เจ้าไม่สามารถหย่ากับข้าได้เพราะว่าข้าไม่ยินยอม”
หลี่เซวียนดวงตาวาวโรจน์ฉีกกระดาษหนังสือหย่าที่เสิ่นเยว่เขียนทิ้งทันทีทั้งยังโยนลงในกระถางไฟที่จุดให้ความอบอุ่นในกระโจม
เสิ่นเยว่เดินทางออกมาจากชิงโจวได้สิบวันแล้ว อวิ๋นชิงเฟิงเห็นนางที่ไม่ร่าเริงสดใสไม่มีแม้กระทั่งรอยยิ้มที่เขาจำได้ในตอนที่นางยังเป็นเด็ก
“เยว่เอ๋ออีกไม่นานก็ถึงหุบเขาแสงจันทร์แล้วเจ้าอยากจะแวะเที่ยวที่ไหนบ้างหรือไม่ ข้าได้ยินพวกพี่ชายของเจ้าเล่าให้ฟังว่าท่านอาหญิงไม่ค่อยปล่อยให้เจ้าออกไปเล่นนอกจวนเท่าใดนัก”
อวิ๋นชิงเฟิงชวนเสิ่นเยว่คุยเพื่อให้นางลืมเรื่องของหลี่เซวียน เขาอยากให้นางรู้สึกร่าเริงหรือพูดคุยบ้างไม่ใช่เอาแต่นิ่งเงียบมาเป็นสิบวันแล้ว
“ข้าไม่อยากไปไหนเจ้าค่ะขอบคุณท่านพี่ชิงเฟิงที่ถามข้า ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงความรู้สึกของข้าและข้าก็ทราบซึ้งมากแต่ตอนนี้ข้าอยากอยู่เงียบๆ เพียงเท่านั้น”
อวิ๋นชิงเฟิงพยักหน้าให้นางเขาได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างปลดปลงการมีความรักนี่ช่างทำให้คนเป็นทุกข์อยู่เป็นโสดแบบเขานี่ก็ดีเหมือนกัน
สิบวันต่อมารถม้าก็เดินทางมาถึงหุบเขาแสงจันทร์เสิ่นเยว่พักที่เรือนเดิมที่นางเคยพักครั้งก่อนที่นางมาที่นี่
อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยเจ้าสำนักมังกรผงาดแห่งหุบเขาแสงจันทร์มายืนรอเสิ่นเยว่ที่หน้าสำนักหลังจากที่ได้รับรายงานจากผู้คุมที่เฝ้าทางขึ้นเขาว่าเสิ่นเยว่และอวิ๋นชิงเฟิงได้มาถึงแล้ว
“เยว่เอ่อหลานสาวข้าเจ้ามาที่หุบเขาแสงจันทร์อีกแล้ว ลุงได้รับจดหมายจากท่านพี่ชิงเฟิงของเจ้าส่งมาก่อนแล้วลุงจึงให้สาวใช้จัดเตรียมเรือนที่งดงามกว่าเรือนที่เจ้าเคยพักเอาไว้มาเถอะลุงจะพาเจ้าไปดู”
“ท่านลุงเจ้าคะ ข้าขอขอบคุณท่านลุงที่ต้อนรับข้าอย่างดีแต่ข้าชอบเรือนที่ข้าอยู่ก่อนหน้านี้เจ้าค่ะอย่าได้ลำบากหรือสิ้นเปลืองเพื่อข้าเลย”
เสิ่นเยว่รั้งอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยลุงใหญ่ของนางเอาไว้โชคดีที่ท่านลุงอีกสามคนของนางไม่อยู่ที่นี่ด้วยไม่เช่นนั้นทุกอย่างคงจะวุ่นวายกว่านี้แน่
“เอาอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็ตามใจเยว่เอ่อแล้วกันเจ้าพึ่งมาถึงเหนื่อยๆ ก็เข้าไปพักผ่อนก่อนแล้วกัน”
เสิ่นเยว่คารวะอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยแล้วเดินตามสาวใช้ไปที่เรือนเดิมของนาง ถึงแม้ท่านลุงของนางจะจัดเตรียมเรือนที่งดงามที่สุดเอาไว้ให้แต่นางก็ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลว่านางชอบเรือนหลังนี้ หลังจากที่ให้สาวใช้ทุกคนออกจากเรือนของนางไปเสิ่นเยว่ก็มานั่งมองหิมะที่ริมหน้าต่างห้องนอนของนาง
เสียงกระพือปีกพรึบพับดังขึ้นไม่ไกลจากหน้าต่าง เสิ่นเยว่แหงนหน้ามองปรากฏว่าเป็นลู่ลู่นั่นเอง
“เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไรลู่ลู่”
เสิ่นเยว่รู้สึกว่าดวงตาของนางกำลังร้อนผ่าวนางไม่ได้พบมันมานานมากตั้งแต่ก่อนที่นางจะความจำเสื่อมจนกระทั่งวันนี้ก็ผ่านมาเกือบหกเดือนแล้ว
“เจ้านายของแกคงจะกลัวว่าข้าจะรู้เรื่องความลับของเขาสินะถึงได้ขังแกเอาไว้”
เหมือนลู่ลู่จะเข้าใจในสิ่งที่เสิ่นเยว่พูดมันร้องแกว๊กๆ ขึ้นมาสองครั้ง เสิ่นเยว่ลูบขนมันเบาๆ อย่างอารมณ์ดี
“ชิงจู๋เจ้ามาดูซิว่าใครมา”
เสิ่นเยว่เรียกชิงจู๋ที่เฝ้าอยู่อีกห้องเผื่อว่าเสิ่นเยว่จะเรียกใช้นาง ชิงจู๋รีบเข้ามาในห้องตามเสียงเรียกของเสิ่นเยว่ทันที
“เจ้านกน้อยเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร”
ชิงจู๋ก็รู้สึกแปลกใจเช่นกันที่เห็นลู่ลู่ที่นี่ หุบเขาแสงจันทร์ตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลวงนับพันลี้แล้วเจ้านกนี่บินมาถึงที่นี่ได้อย่างไร
“ชิงจู๋เจ้าไปดูซิว่าที่ครัวยังพอมีขนมเหลืออยู่บ้างหรือไม่ลู่ลู่คงจะบินมาไกลมันต้องหิวมากแน่”
ชิงจู๋พยักหน้ารีบออกจากห้องไปทำตามที่เสิ่นเยว่สั่งทันที
“ลู่ลู่เจ้ามาอยู่ที่นี่กับข้าเถอะ ถ้าหากว่าเจ้านายของเจ้าพาสตรีอื่นเข้ามาอยู่ในจวน แล้วนางไม่ชอบเจ้าหรือรังแกเจ้าข้าคิดว่าเขาคงจะไม่เข้าข้างเจ้าที่เป็นเพียงนกตัวหนึ่งเท่านั้นหรอกนะ เช่นนั้นถ้าเจ้าไม่มีที่ไปเจ้าก็สามารถมาอยู่กับข้าได้”
ลู่ลู่ร้องแกว๊กๆ ขึ้นมาอีกครั้ง เสิ่นเยว่ลูบขนของมันอย่างอ่อนโยนนางรู้สึกหัวใจชุ่มชื่นขึ้นมาทันที หลังจากที่ออกมาจากเมืองชิงโจวนางรู้สึกเหมือนตนเองเป็นซากศพที่ไร้ความรู้สึกเพราะนางแทบจะไม่มีสติในตลอดการเดินทางที่ผ่านมา
ชิงจู๋กลับมาพร้อมกับเนื้อไก่สดและขนมที่ลู่ลู่เคยชอบกิน เสิ่นเยว่ลงมือป้อนให้มันด้วยตัวเอง นางกลับมาร่าเริงอีกครั้งเมื่อนางได้พบกับเจ้านกน้อย ชิงจู๋ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อได้เห็นรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะของคุณหนูของนางอีกครั้ง
ผ่านไปอีกสองเดือนกว่าจะแก้ไขเรื่องภัยพิบัติของชาวเมืองชิงโจวให้ผ่านไปได้ หลี่เซวียนเตรียมตัวเดินทางกลับไปที่เมืองหลวง หัวใจของเขาตอนนี้จดจ่ออยู่ที่เสิ่นเยว่ทั้งหมด ถ้าหากเป็นไปได้เขาอยากจะควบม้านำออกไปตอนนี้เลยไม่อยากต้องรอเดินทางไปพร้อมกับกองทัพเช่นนี้
หลี่เซวียนส่งสารแจ้งไปที่เมืองหลวงเรื่องทุกอย่างที่ชิงโจวเรียบร้อยแล้วและเขาหวังว่าเมื่อเขากลับไปเสิ่นเยว่คงจะหายโกรธเคืองเขาแล้ว
กวนหม่านเอ๋อบุตรสาวเจ้าเมืองชิงโจวเดินมาตรงหน้าของหลี่ เซวียน ใบหน้าของนางเศร้าสร้อยน้ำตาไหลอาบแก้มท่าทางเจ็บปวด นางคิดว่าเมื่อคุณหนูผู้นั้นไม่อยู่ที่นี่แล้วท่านแม่ทัพน้อยจะต้องหันกลับมามองนางบ้างแต่กลับไม่ใช่เลย
หลังจากวันนั้นนางพยายามเข้าหาเขาผ่านทางบิดาของนางแต่สิ่งที่กวนหม่านเอ๋อได้รับคือสายตาเย็นชาที่ส่งมาแม้แต่ท่านพ่อของนางเชิญเขามางานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อต้อนรับเขา หลี่เซวียนกลับหักหน้าเจ้าเมืองชิงโจวโดยการบอกว่าชาวเมืองได้รับความเดือดร้อนเพียงนี้เขาไหนเลยจะกล้าดื่มสุราทานอาหารรสเลิศ
ขุนนางท้องถิ่นเมื่อได้ยินท่านแม่ทัพน้อยพูดเช่นนั้นพวกเขาหรือจะกล้ามาที่งานเลี้ยงที่เจ้าเมืองจัดขึ้น
กวนหม่านเอ๋อขยับเข้าไปใกล้หลี่เซวียนมากขึ้นนางไม่อายชาวเมืองที่มองนางและซุบซิบนินทาเพราะนางได้เดิมพันกับเรื่องนี้เอาไว้แล้ว
“ท่านแม่ทัพน้อยท่านก็รู้ว่าข้าคิดเช่นไรกับท่านเหตุใดท่านจึงได้เย็นชากับข้าเช่นนี้ ข้าทำสิ่งใดผิดอย่างนั้นหรือท่านสามารถบอกข้าได้หรือไม่ ข้ายินดีทำทุกอย่างเพื่อให้ท่านพอใจ”
กวนหม่านเอ๋อพูดออกมาตรงๆ กับหลี่เซวียนทั้งยังร้องไห้ออกมาต่อหน้าผู้คนมากมาย หวังว่าหลี่เซวียนจะเห็นแกหน้าท่านพ่อของนางและกังวลเรื่องชื่อเสียงจนต้องพานางกลับไปที่เมืองหลวงด้วย
ปรมาจารอวิ๋นทะยานมายืนอยู่ต่อหน้าเสิ่นเยว่บังร่างของนางเอาไว้พร้อมกับเด็กทั้งสองคน“เจ้าคนแซ่อวิ๋นเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเป็นฮูหยินของศิษย์คนเล็กของข้าเช่นนั้นนางก็นับว่าเป็นศิษย์ของข้าเช่นกัน”แล้วทั้งสองก็เริ่มเถียงกันอีกครั้ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างปวดหัวไปตามๆ กันแต่ใครจะกล้าเข้าไปห้ามการต่อสู้ของปรมาจารย์ทั้งสอง พวกเขายังรักชีวิตตนเองอยู่นะ“ท่านตาทวด”มือเล็กๆ จับที่แขนเสื้อของปรมาจารย์อวิ๋นเขย่าเบาๆ“บินๆ”หลี่ซีฮันกับหลี่เล่อเล่อพูดออกมาพร้อมกัน ดึงความสนใจของชายชราทั้งสองมาที่พวกเขาทันที“โอ้ เจ้าคงเป็นบุตรชายบุตรสาวฝาแฝดของหลี่เซวียนสินะ ข้าคือท่านอาจารย์ปู่ของพวกเจ้าทั้งสองคน ไหนเรียกอาจารย์ปู่ซิ”เด็กทั้งสองคนหันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เสิ่นเยว่พยักหน้าให้พวกเขา“ท่านอาจารย์ปู่”เสียงเล็กๆ สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันปรมาจารย์ต้วนถึงกับน้ำตาซึม หลายปีแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ครั้งแรกที่พบหลี่เซวียนตอนห้าขวบที่แคว้นโจวเจ้าเด็กนั่นก็มองเขาด้วยสายตาอย่างนี้เหมือนกัน“เด็กดีๆ”ปรมาจารย์อวิ๋นส่งเสียงหึ!! ออกมาด้วยความหมั่นไส้ คนไม่มีครอบครัวก็เป็นเ
เสียงเล็กๆ ดังมาจากทางด้านหลังของหลี่ซีฮัน หลี่เล่อเล่อวิ่งเข้ามาหาเสิ่นเยว่ด้วยเช่นกันนางกอดขาของเสิ่นเยว่แล้วใช้ใบหน้าเล็กถูไถท่าทางออดอ้อน เด็กคนนี้ร่าเริงเหมือนนางชอบหัวเราะและชอบแอบหนีออกไปเล่นนอกจวน มารดาของเสิ่นเยว่ถึงกับบอกว่าถึงเวลาของนางต้องรับกรรมที่เคยทำกับเสิ่นฮูหยินเอาไว้แล้วเรือลำใหญ่จอดเทียบท่าครอบครัวสกุลหลี่และครอบครัวสกุลเสิ่นลงจากเรือพร้อมกัน พวกเขากลับมาที่หุบเขาแสงจันทร์อีกครั้งในรอบสองปี อีกไม่นานจะมีการจัดงานวันเกิดของท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินจ้าวหุบเขาแสงจันทร์ท่านตาของเสิ่นเยว่และเป็นวันเกิดของเสิ่นเยว่เช่นกัน หลังจากที่เสิ่นเยว่แต่งงานกับหลี่เซวียนแล้วนางก็ยังไม่ได้พบท่านตาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่ท่านจะไปหานางที่แคว้นโจวในวันเกิดทุกปี ดูเหมือนว่าเรื่องที่นางแต่งงานท่านตาจะยังไม่หายเคือง“ถึงแล้วๆ ยินดีต้อนรับทุกคน”เจ้าสำนักมังกรผงาดออกมาต้อนรับที่หน้าสำนักด้วยตนเอง พวกเขาเข้าไปทักทายพอเป็นพิธีแล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน“พี่ใหญ่ท่านพ่อออกมาจากหุบเขาหรือยัง“เสิ่นฮูหยินถามเจ้าสำนักมังกรผงาดหลังจากเดินเข้ามาที่ห้องโถงกลางครบทุกคนแล้ว“ออกมาแล้วและก็ไปแล้ว”จ้า
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆ แม่นมอุ้มเด็กทารกแรกเกิดสองคนมาที่ห้องอุ่นด้านข้างที่จัดเอาไว้สำหรับพักฟื้นของเสิ่นเยว่หลังจากนางตื่นขึ้นมา เหล่าญาติผู้ใหญ่ของเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนต่างมายืนรอดูหลานน้อยที่พึ่งคลอดของพวกเขา ลุงของเสิ่นเยว่ที่หุบเขาแสงจันทร์ก็นั่งรอดูหน้าหลานด้วยความใจจดใจจ่อ อวิ๋นชิงเฟิงยืนมองพวกเขาที่รุมล้อมเด็กทารกชายหญิงทั้งสองคนด้วยความเหม่อลอย“เจ้าอยู่ที่ไหนจ้าวหว่านหนิง”อวิ๋นชิงเฟิงได้แต่ครุ่นคิดกับตนเองอย่างใจลอย หลายเดือนมานี้เขาออกตามหานางทุกที่แต่กลับไร้ร่องรอยของนางหลี่เซวียนเห่อลูกน้อยทั้งสองของเขาเป็นอย่างมาก ครั้งนี้เขาก็ยื่นหนังสือลาพักอีกครั้งฮ่องเต้ได้แต่ส่ายหัวให้กับเจ้าเด็กคนนี้“เจ้าเด็กบ้านั่น ดูที่บุตรชายของเจ้าทำกับข้าสิ”ฮ่องเต้หันไปถลึงตาใส่หลี่เหอที่เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์และสหายร่วมสำนัก ส่วนหลี่เหอก็ทำได้แต่ยืนหน้าตายอยู่เช่นนั้นเพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อก่อนที่หลี่เซวียนคลอดเขาก็เคยยื่นหนังสือลาพักไปหลายเดือน ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับเดือดปุดๆ ผ่านไปยี่สิบกว่าปีฮ่องเต้ยังขุดเอาเรื่องนี้มาต่อว่าเขาอยู่หลายครั้งหลี่เซวียนหลังจากออกมาจากว
เสิ่นเยว่บิดปากเล็กน้อย ให้กับท่าทางของกวนหวั่นอวี๋ทั้งยังถลึงตาใส่หลี่เซวียนอีกครั้ง“พวกเจ้าที่เป็นบุรุษล้วนแต่พลาดท่าให้กับแม่ดอกบัวขาวแบบพวกนาง ข้าแค่ดูการแสดงของนางแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่านางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ถ้าหากพวกเขามองไม่ออกก็สมควรยุบสำนักทิ้งไปซะเพราะแค่งิ้วของสตรีนางหนึ่งก็ไม่สามารถมองออก ข้าจะฟ้องท่านตาให้ลงโทษพวกเขาให้หมด”เสิ่นเยว่รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เมื่อไหร่จะจบเรื่องสักที ทำไมพี่ชิงเฟิงถึงเอาแต่ถามนางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงเสิ่นเยว่จะไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของอวิ๋นชิงเฟิงแต่หลี่เซวียนนั้นพอจะมองออก เขาหันไปเอามือโยกหัวเจ้าตัวเล็กที่นับวันยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ไม่ว่าใครก็สามารถทำให้นางหงุดหงิดได้ด้วยเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้านอวิ๋นชิงเฟิงยังคงซักถามกวนหวั่นอวี๋ต่อไป“เจ้าบอกว่าเจ้าสำนักเลี่ยงหวงวางยานอนหลับข้าในงานเลี้ยงที่หุบเขาม่านหมอกแล้วจ้าวหว่านหนิงรู้เรื่องนี้หรือไม่”กวนหวั่นอวี๋กลอกตาไปมาเพื่อคิดหาคำตอบว่าจะตอบหลี่เซวียน อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ“นางย่อมต้องทราบแน่นอนเจ้าค่ะ เพราะนางเป็นคนของสำนักเลี่ยงหวง....”ยังไม่ทันที่กวนหวั่นอวี๋
เขาพึมพำเบาๆ กับตนเองอวิ๋นชิงเฟิงแกะจดหมายฉบับแรกที่ด้านหน้าซองเขียนชื่อของเขาเอาไว้ เมื่อเขาอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ ใบหน้าของอวิ๋นชิงเฟิงก็ทะมึนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากศาลาตรงไปที่เรือนของบิดา“เฟิงเอ๋อเจ้ามาหาพ่อแต่เช้ามีเรื่องด่วนอันใดหรือ”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยที่กำลังเดินหมากกับหลี่เหอบิดาของหลี่เซวียนหันไปถามอวิ๋นชิงเฟิงอย่างอารมณ์ดี อวินชิงเฟิงไม่พูดสิ่งใดเขายื่นจดหมายให้บิดาได้อ่านเอง หลังจากที่อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยอ่านจดหมายจบเขาก็สบถออกมาอย่างลืมตัว“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจ้าวหว่านหนิงสักนิดเหตุใดนางต้องเป็นผู้รับผิดต่อเรื่องนี้ด้วย”อวิ๋นชิงเฟิงจับสังเกตต่อคำพูดที่ผิดปกติของบิดาได้เขามองอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยนิ่งๆ ท่าทางเช่นนั้นของบุตรชายทำให้เจ้าสำนักมังกรผงาดถึงกับปาดเหงื่อเพราะเขาได้หลุดปากพูดเรื่องสำคัญออกไปแล้ว“ข้าคิดว่าท่านพ่อคงต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยเห็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้แล้ว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ห้องโถงกลางเถอะ”เจ้าสำนักอวิ๋นให้พ่อบ้านไปตามเหล่าผู้อาวุโสและคนสำคัญของสำนักมังก
ผ่านไปไม่นานภายในห้องแสงเทียนก็ถูกดับลงเหล่าผู้อาวุโสที่แอบเฝ้าดูต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง พวกเขาหาใช่เด็กเล็กที่ไม่เข้าใจว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยอวิ๋นชิงเฟิงก็ทำตามที่เขาได้รับปากเอาไว้ แต่อีกด้านของมุมมืดมีสายตาของใครคนหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่จ้องมองไปที่หน้าห้องของทั้งสองคนด้วยสายตาเคียดแค้นเช้าวันต่อมาอวิ๋นชิงเฟิงยังคงทำทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ จ้าวหว่านหนิงก็เช่นกันท่าทางของนางนั้นดูออกว่ามีความสุขกว่าใครๆ หลังจากคารวะน้ำชาผู้อาวุโสผ่านไป จ้าวหว่านหนิงก็กลับไปที่ห้องของนาง นางไม่คิดเลยว่าอวิ๋นชิงเฟิงผู้สุภาพเรียบร้อยจะดุดันเพียงนั้นเล่นเอานางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนถึงจ้าวหว่านหนิงจะถูกสั่งสอนเรื่องในห้องหอมาก่อนหน้านี้แล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเขินอายในการกระทำของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่ดี ในระหว่างที่จ้าวหว่านหนิงกำลังเพ้อถึงรสรักของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นเบาๆ จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนางจึงรีบออกไปดู คนที่เขามาในห้องของนางไม่ใช่อวิ๋นชิงเฟิงแต่เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ซีดขาวเล็กน้อย จ้าวหว่านหนิงเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ
ใบหน้าของคนทั้งสี่แข็งค้างไปทันที ดูเหมือนหลี่เซวียนจะเดาเรื่องทั้งหมดได้ถูกต้อง เสิ่นเยว่ที่ไม่เข้าใจหันมองคนนั้นทีคนนี้ที“รู้เรื่องอะไรหรือ”นางหันไปถามหลี่เซวียน หลี่เซวียนลูบผมที่นุ่มสลวยของนางอย่างรักใคร่“ความลับถ้าเจ้าอยากรู้คืนนี้ข้าจะเล่าให้ฟังบนเตียง”หลี่เซวียนกระซิบข้างหูของเสิ่นเยว่เบ
หลี่เซวียนอธิบายเสียงอ่อยเขากลัวว่านางจะไม่เชื่อจึงถอดเสื้อออกให้นางดู แผ่นหลังของเขามีรอยแผลเป็นสีชมพูเป็นทางยาวจากด้านบนขวาลากยาวไปจนถึงด้านล่างซ้าย เสิ่นเยว่ลูบมันอย่างแผ่วเบา“ยังเจ็บอยู่หรือไม่”เสิ่นเยว่ถามเสียงเบาเหมือนกลัวว่าเสียงของนางจะกระทบทำให้แผลของเขาปริแตก“ไม่เจ็บแล้วนี่เป็นแผลที่เก
เสิ่นเยว่เกือบจะถึงจุดสุดยอดหลี่เซวียนก็แกล้งหยุดเพื่อให้นางร้องขอให้เขาช่วยนาง เป็นเช่นนี้อยู่หลายครั้งจนเสิ่นเยว่แทบจะทนไม่ไหว“หลี่เซวียนได้โปรดช่วยปลดปล่อยข้าที”เสียงแหบแห้งที่ครางกระเส่าทำให้หลี่เซวียนเกือบจะทนไม่ไหว เขาอยากจะสอดใส่เข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของนาง แต่นี่เป็นครั้งแรกของเสิ่นเยว่
เสิ่นเยว่หันไปมองตามนิ้วของจ้าวหว่านหนิงพวกเขาต่างหันไปมองอวิ๋นชิงเฟิงเป็นตาเดียวอวิ๋นชิงเฟิงถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“คุณหนู้จ้าวเจ้าคงจะเข้าใจอะไรผิดไปบางอย่างเยว่เอ๋อนางเป็นลูกพี่ลูกน้องของข้าและนางแต่งงานแล้ว กับ......”อวิ๋นชิงเฟิงชี้ไปที่หลี่เซวียน คราวนี้สายตาทั้งหมดหันมารวมกันที่หลี่เซวียน จ







