ANMELDENสายลมที่พัดผ่านรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิดูจะหอบเอาความร้อนระอุของเมืองไทยมาทักทายคณะผู้เดินทางจากมาเก๊า ทันทีที่ล้อเครื่องบินส่วนตัวแตะพื้นรันเวย์ตะวันก็รู้สึกได้ว่าเวลาพักผ่อนของเขาได้จบลงอย่างเป็นทางการ และเวลาแห่งความจริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เขามองดูแสนรักที่เดินเคียงข้างเขาออกมาจากห้องผู้โดยสารขาเข้า เธอดูสดใสขึ้นมาก ผิวพรรณที่มีน้ำมีนวลและรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าทำให้เขารู้สึกว่าทริปมาเก๊าครั้งนี้คุ้มค่าทุกนาที แม้เบื้องหลังจะเต็มไปด้วยคราบเขม่าปืน แต่เพื่อรักษาความสว่างไสวนี้ไว้ เขาพร้อมจะกลับไปเดินในเงามืดอีกครั้ง
"เดี๋ยวแสนรักกลับไปที่บ้านกับดารินก่อนนะ พี่จะไปทำธุระกับพวกไอ้สกายสักหน่อย" ตะวันพูดพลางกระชับมือเรียวเล็ก
"ค่ะพี่ตะวัน ขอบคุณนะคะสำหรับทริปที่วิเศษที่สุด" แสนรักตอบพลางซบหน้าลงกับไหล่หนาครู่หนึ่ง ก่อนจะแยกตัวไปขึ้นรถอีกคันพร้อมกับดารินเพื่อมุ่งหน้ากลับสู่คฤหาสน์เพื่อพักผ่อน ตะวันมองส่งรถของเธอจนลับสายตา ก่อนที่แววตาอ่อนโยนจะแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและเย็นเฉียบดั่งเหล็กกล้า เขาหันไปพยักหน้าให้กับแมนที่ยืนรออยู่ที่รถ แล้วหันไปมองสกายหับองศาอย่างรู้กัน
"แมน ออกรถไปบ้านสกาย”
ค่ำคืนนั้น ณ ห้องทำงานส่วนตัวชั้นบนสุดของคฤหาสน์ แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสีทองเหลืองสาดส่องลงบนปึกเอกสารสีน้ำตาลที่ถูกวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ตะวันนั่งจมอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงเดินของนาฬิกาลูกตุ้มที่บอกเวลาล่วงเลยเข้าสู่กลางดึกสงัด
ปลายนิ้วยาวไล่เรียงไปตามรายชื่อบริษัทหลายแห่งที่ถูกจดทะเบียนในต่างประเทศในช่วงปีที่พ่อของแสนรักถูกฟ้องล้มละลาย ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่หาได้ตามอินเทอร์เน็ตหรือห้องสมุดทั่วไป แต่มันถูกดึงออกมาจากเครือข่ายใต้ดินที่ตะวันสั่งสมมานาน
"ร่องรอยมันบางมากเลยครับนาย" แมนที่ยืนอยู่มุมมืดรายงานเสียงเบา
"กูว่าดูเหมือนจะมีคนจงใจลบฐานข้อมูลการเดินบัญชีในช่วงสามเดือนสุดท้ายก่อนศาลตัดสิน ทุกอย่างถูกทำให้ดูเหมือนความผิดพลาดของระบบสำรองข้อมูล" ทันทีที่องศาเอ่ยจบตะวันก็ขมวดคิ้ว แววตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่รหัสตัวเลขชุดหนึ่งที่ดูเหมือนไม่มีความหมาย
"ไม่มีการลบครั้งไหนที่สมบูรณ์แบบหรอก... ยิ่งพวกมันพยายามลบ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าตรงนั้นมีความจริงที่พวกมันกลัว"
เขาสั่งให้คนของเขาเริ่มออกค้นหาบุคคลที่หายสาบสูญไปจากวงจรธุรกิจในตอนนั้นเพิ่มเติมอีก ตะวันตัดชื่อสิงห์ออกไปก่อน เพราะอาการของอีกคนยากที่กลับมาเป็นปกติ
ตะวันต้องการหาพนักงานบัญชีระดับล่างที่ถูกเลิกจ้างอย่างกะทันหัน หรือแม้แต่พนักงานทำความสะอาดที่อาจเคยเห็นเศษกระดาษบางอย่างในห้องทำงานของตัวการใหญ่ ทุกอย่างถูกดำเนินการภายใต้ความลับขั้นสุดยอด ไม่มีใครรู้ว่า ตะวันกำลังขุดคุ้ยสุสานแห่งความลับนี้อยู่ และนั่นคือข้อได้เปรียบที่เขาต้องการ
เขารู้ดีว่าหากศัตรูรู้ตัว พยานหลักฐานที่เหลืออยู่อาจจะกลายเป็นเถ้าถ่านไปเสียก่อน ดังนั้นทุกย่างก้าวของเขาจึงเงียบเชียบดั่งเสือร้ายที่กำลังหมอบซุ่มคอยจังหวะขย้ำ
วันต่อมา ณ ห้องรับรองพิเศษของคฤหาสต์ที่เงียบสงบ ตะวันนั่งรอใครบางคนพร้อมกับถ้วยน้ำชากลิ่นหอมกรุ่น ไม่นานนักประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลสีเทาเข้ม ท่าทางภูมิฐานและแววตาที่ดูฉลาดหลักแหลม
"ทนายวิชัย" มือหนึ่งด้านคดีล้มละลายและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าไม่เคยแพ้คดีหากเขามั่นใจในหลักฐาน
"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะตะวัน" วิชัยเอ่ยทักทายพลางวางกระเป๋าเอกสารลง เขารู้จักอีกคนตั้งแต่ยังไม่ได้ไปจากอัครบวรด้วยซ้ำ
"ขอบคุณที่สละเวลามาพบผมครับคุณลุงวิชัย ผมมีเรื่องสำคัญอยากปรึกษา... เกี่ยวกับคดีเมื่อหลายเดือนก่อน" ตะวันเข้าประเด็นทันทีโดยไม่เสียเวลาอ้อมค้อม วิชัยนิ่งฟังขณะที่ตะวันเล่าถึงรูปการณ์คร่าวๆ ของคดีพ่อของแสนรักโดยไม่ได้ระบุชื่อในตอนแรก ทนายมือฉมังขมวดคิ้วพลางใช้ความคิดอย่างหนัก
"คดีล้มละลายที่ตัดสินไปแล้ว... การจะรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรอีกนะตะวัน กฎหมายไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้กลับไปแก้สิ่งที่จบลงไปแล้วได้ง่ายๆ ยกเว้นเพียงกรณีเดียว..."
"พยานหลักฐานใหม่ที่สำคัญจนสามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงเดิมได้... ใช่ไหมครับ?" ตะวันแทรกขึ้น แววตาของเขามั่นคงจนทนายวิชัยรู้สึกได้ถึงความเอาจริง
"ถูกต้อง" วิชัยพยักหน้า
"แต่มันต้องไม่ใช่แค่คำบอกเล่า มันต้องเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ เช่น บัญชีลับฉบับจริงที่มีลายเซ็นของผู้บงการตัวจริง หรือข้อมูลดิจิทัลที่ระบุเส้นทางการโอนเงินที่ถูกบิดเบือนไปจากงบการเงินที่ยื่นต่อศาลในตอนนั้น" ตะวันเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางหมุนแก้วน้ำชาในมือช้าๆ
"แล้วถ้าผมหาสิ่งนั้นมาให้คุณลุงได้ล่ะครับ... คุณลุงพอจะทำให้คนที่ตกเป็นแพะรับบาปกลับมาเป็นผู้บริสุทธิ์ได้ไหม?"
ทนายวิชัยมองสบตากับตะวันอยู่เนิ่นนาน ราวกับกำลังประเมินว่าผู้ชายตรงหน้ามีความมุ่งมั่นแค่ไหน เขารู้จักตะวันมานาน และเด็กผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่คนที่ทำอะไรไม่มีเหตุผล ทนายวิชัยพยักหน้าเมื่อเห็นความมุ่งมั่นในแววตานั้น
"ถ้าพยานหลักฐานนั้นมีน้ำหนักพอ ลุงยินดีจะเอาชื่อเสียงของลุงเข้าแลก แต่ก็ต้องเข้าใจนะว่าศัตรูไม่ใช่คนธรรมดาเลย ดูจากรายละเอียดรูปคดีที่ถูกปิดได้เร็วแบบนี้ การเปิดคดีใหม่ก็ถือเป็นการเปิดรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น รวมถึงเรื่องความปลอดภัยด้วย"
“ผมไม่กลัวครับคุณลุง แล้วคุณลุงไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะให้คนของผมคอยดูแลคุณลุงตลอดเวลา” ตะวันไม่ได้กลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นในตอนที่เขารื้อคดี แต่กลัวสายตาหม่นหมองของแสนรักที่เศร้าสร้อยทุกครั้งที่เธอนึกถึงพ่อของเธอ
“ลุงผ่านคดีพวกนี้มาเยอะ ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าตะวันบอกว่าไม่กลัว ลุงก็ไม่กลัว”
ภายในห้องนอนใหญ่ที่มืดสลัว แสงเทียนสั่นไหววูบวาบประดับบนโต๊ะอาหารมื้อพิเศษที่ อาทิตย์สั่งให้จัดเตรียมขึ้น เขานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับแสนรักในชุดสูทสีขาวสะอาดตาที่จงใจให้ดูเหมือนเทพบุตรที่สุดเท่าที่จะทำได้"แสนรัก... ในเมื่อทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นใหม่แล้ว พี่อยากให้เรามีพันธสัญญาที่มั่นคงกว่าเดิม" อาทิตย์เอ่ยเสียงนุ่มพลางหยิบกล่องแหวนเพชรเม็ดโตออกมาวางบนโต๊ะ "แต่งงานกับพี่นะ..."แสนรักจ้องมองกล่องแหวนนั้นด้วยความรู้สึกขยะแขยงจนแทบอยากจะอาเจียน มือของเธอที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ดวงตากลมมองแหวนในนิ้วที่ตะวันใส่ให้ ทุกอย่างยิ่งยืนยันกับเธอชัดเจนว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ตะวัน เธอแอบชำเลืองมองนาฬิกาที่ผนัง... อีกเพียงสิบนาทีเท่านั้น"พี่ตะวันคะ... แสนรักขอเวลาคิดแป๊บนึงได้ไหมคะ" เธอพยายามยื้อเวลาอย่างสุดความสามารถ"คิดอะไรอีกล่ะ!?" แววตาของอาทิตย์เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราด บรรยากาศตรงรั้วหลังคฤหาสน์ องศาและสกายในชุดปฏิบัติการสีดำสนิทกำลังซุ่มรอสัญญาณจากคนของตะวันที่ซ่อนอยู่ภายในบ้าน ซึ่งก็คือป้าอุ่นแม่บ้านเก่าแก่ที่แอบตัดวงจรไฟฟ้าในจุดอับสายตาตามคำแนะนำของสกายผ่านโทรศัพท์ที่
แสงของวันใหม่ไม่ได้นำมาซึ่งความหวัง แต่มันกลับขับเน้นให้เห็นบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของบ้านที่เคยอบอุ่น ดารินตื่นขึ้นมาด้วยอาการล้าเต็มที เธอแสร้งทำเป็นไอและเดินกระย่องกระแย่งออกจากห้องนอนใหญ่เพื่อสำรวจสถานการณ์ โดยมีแสนรักเดินประคองอยู่ข้างๆไม่ห่างที่ห้องอาหารอาทิตย์ในคราบของตะวันนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าของเขาดูหมองคล้ำจากการไม่ได้นอน แต่แววตานั้นกลับวาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธ เมื่อเห็นดารินยังคงเดินนัวเนียอยู่กับแสนรัก เขาก็กระแทกแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเสียงดังปัง!"ริน... เราว่าอาการรินดูไม่ดีเลยนะ" อาทิตย์พูดเสียงเย็น"เราเรียกให้คนขับรถเตรียมรถไว้แล้ว เดี๋ยวจะให้ไปส่งรินที่โรงพยาบาลส่วนตัว จะได้ให้หมอตรวจละเอียด""ไม่เป็นไรตะวัน... เราเริ่มดีขึ้นแล้ว แค่ยังมึนๆ" ดารินแสร้งปาดเหงื่อที่หน้าผาก"เราอยากพักผ่อนอยู่ที่นี่อีกสักหน่อย ให้น้องแสนรักดูแลน่ะดีที่สุด หมอที่ไหนก็ไม่รู้ใจเท่าน้องแสนรักหรอก"อาทิตย์ลุกขึ้นยืนทันทีจนเก้าอี้กระเด็นไปด้านหลัง"เราไม่ได้ถามความสมัครใจ! นี่มันบ้านเรา และเราเห็นว่ารินควรไปโรงพยาบาล แสนรัก... เธอขึ้นไปเก็บของให้ดารินเดี๋ยวนี้!""พี่ตะวันคะ... ทำไมต้องรุนแรงขนา
ภายในห้องนอนใหญ่ที่เคยอบอวลไปด้วยไอรัก บัดนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนกรงขัง อาทิตย์ในคราบของตะวันยืนจ้องมองแสนรักด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด เขาคาดหวังว่าการกลับมาครั้งนี้จะได้รับความปรนนิบัติและการตอบรับอย่างเร่าร้อนแต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม"แสนรัก พี่บอกให้มานี่ไง จะถอยหนีพี่ทำไม?" อาทิตย์ก้าวเดินเข้าหาเธอด้วยท่าทางคุกคาม น้ำเสียงทุ้มต่ำเริ่มมีความกระด้างที่ปิดไม่มิด"พี่ตะวัน... แสนรักรู้สึกไม่ค่อยสบายค่ะ วันนี้แสนรักเพลียมากจริงๆ" แสนรักตอบพลางขยับตัวไปจนชิดขอบเตียง มือของเธอกำชายเสื้อตัวเองไว้แน่น สัมผัสที่เย็นชารวมถึงแววตาที่จ้องมองมาอย่างหิวกระหายนั้นทำให้เธอหวาดกลัวจนแทบหยุดหายใจ เธอรู้ดีว่าผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่ตะวันที่แสนอบอุ่นคนเดิมแน่ๆ แต่เธอก็ยังไม่กล้าพูดออกมา"ไม่สบายงั้นเหรอ? หรือว่าพอพี่ไม่อยู่ ใจเธอก็เปลี่ยนไปหาคนอื่นแล้ว!" อาทิตย์คว้าข้อมือเล็กของแสนรักไว้แน่นแล้วกระชากเข้าหาตัว"โอ๊ย! พี่ตะวัน แสนรักเจ็บค่ะ ปล่อยแสนรักนะ!" แสนรักพยายามดิ้นรน แรงบีบที่ข้อมือของเขามันรุนแรงและป่าเถื่อนจนเธอเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า ก่อนที่อาทิตย์จะโน้มตัวลงมาใช้กำลังข่มเหงเธอ เสียง
หยาดฝนยามบ่ายเริ่มโปรยปรายลงมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ท้องฟ้าเบื้องบนเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นสอดรับกับความกังวลใจของแสนรักที่เพิ่มทวีคูณ เธอพยายามต่อสายหาตะวันนับสิบครั้งแต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงเสียงสัญญาณที่บอกว่า "ไม่สามารถติดต่อเลขหมายดังกล่าวได้""พี่ตะวัน... ทำไมเงียบไปแบบนี้คะ" เธอพึมพำกับตัวเองพลางกำโทรศัพท์แน่นจนปลายนิ้วซีดขาว ในขณะที่ความวุ่นวายใจกำลังถึงขีดสุด เสียงรถยนต์ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มก้าวลงจากรถท่ามกลางสายฝนที่เริ่มหนาเม็ด ใบหน้าคมเข้มที่เหมือนกับตะวันราวกับพิมพ์เดียวปรากฏสู่สายตา"พี่ตะวัน!" แสนรักรีบวิ่งลงไปรับที่หน้าประตูโถงด้วยความดีใจ แต่เมื่อเธอเข้าใกล้ ร่างกายของเธอกลับหยุดชะงักลงโดยอัตโนมัติอาทิตย์ในคราบของพี่ชายฝาแฝดยืนอยู่ตรงนั้น เขาส่งยิ้มบางๆให้เธอ ยิ้มที่ดูเผินๆเหมือนตะวันทุกประการ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับนิ่งสนิทและเย็นเยียบราวกับก้นมหาสมุทรที่ไม่มีแสงส่องถึง"พี่กลับมาแล้วครับแสนรัก... ขอโทษทีที่ติดต่อไม่ได้ พอดีเครื่องมีปัญหานิดหน่อยน่ะ" เสียงของเขาถูกปรับโทนให้ทุ้มต่ำและหนักแน่นเลียนแบบพี่ชายได้อย่างไร้ที่ติ อาทิตย์ก
แสงตะวันยามสายสาดส่องลงมายังรันเวย์ของสนามบินสุวรรณภูมิ เครื่องบินลำยักษ์ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ามุ่งหน้าสู่มาเก๊า บนเครื่องนั้นมีตะวัน ที่นั่งกอดอกพิงพนักเก้าอี้ด้วยความรู้สึกพะวักพะวน แม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นเรื่องงานที่สำคัญระดับพันล้าน แต่ใจของเขากลับทิ้งไว้ที่คฤหาสน์หลังใหญ่ ทิ้งไว้กับผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจเขาสะบัดไล่ความกังวลออกไปจากหัวพลางหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาตรวจเช็กระบบรักษาความปลอดภัยของบ้านผ่านแอปพลิเคชัน ทุกอย่างยังปกติดี กล้องวงจรปิดทุกตัวทำงานได้ไร้ที่ติ และเขาก็สั่งกำชับองศากับสกายให้คอยเวียนเข้าไปดูแสนรักทุกเย็น‘ฉันอาจจะแค่คิดมากไปเอง’ ตะวันบอกตัวเองแบบนั้น แต่สัญชาตญาณของเขากลับร้องเตือนบางอย่างที่เขาก็ยังหาคำตอบไม่ได้ภายในคฤหาสน์แสนรักที่ยืนส่งรถของตะวันที่แล่นพ้นรั้วบ้านไปตั้งแต่เช้าตรู่ ความเงียบเหงาเริ่มเข้ามาทักทายเธอทันทีที่เขาไม่อยู่ เธอเดินกลับเข้ามาในบ้านที่ดูจะกว้างขวางเกินไปสำหรับคนเพียงคนเดียว แม้จะมีเหล่าแม่บ้านและคนของเขาอยู่ด้วยก็ตาม"คุณแสนรักคะ มีพัสดุมาส่งค่ะ" ป้าอุ่นแม่บ้านเก่าแก่เดินเข้ามาพร้อมกับกล่องกระดาษขนาดกลางสีน้ำตาล ไม่มีชื่อผู้ส่ง มีเพี
กาลเวลาหมุนผ่านไปอย่างมั่นคง เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของ ตะวัน และแสนรักที่หยั่งรากลึกลงในใจของกันและกัน ภายในคฤหาสน์มีชีวิตชีวาขึ้นด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ และกลิ่นหอมของอาหารที่แสนรักตั้งใจเข้าครัวทำเอง ตะวันในชุดลำลองเนื้อดีนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะอาหารสายตาก็จดจ้องอยู่ที่หนังสือพิมพ์แต่หูกลับคอยฟังเสียงกุกกักจากในครัวอย่างเพลิดเพลิน"พี่ตะวันคะ ลองชิมข้าวต้มปลากะพงสูตรใหม่ของแสนรักดูหน่อยค่ะ" แสนรักเดินออกมาพร้อมถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาว ควันกรุ่นที่ลอยขึ้นมาส่งกลิ่นหอมของขิงและหอมเจียวตะวันวางหนังสือพิมพ์ลงทันที เขามองดูคนน้องที่ดูมีน้ำมีนวลขึ้นกว่าวันแรกที่เขาพามาที่นี่ ใบหน้าที่เคยอมทุกข์บัดนี้กลับสดใสราวกับดอกไม้ที่ได้รับน้ำค้างยามเช้า"แค่กลิ่นก็รู้แล้วว่าอร่อย แสนรักทำอะไรพี่ก็กินได้ทั้งนั้นแหละ แต่ขยันทำขนาดนี้ พี่ว่าพี่ต้องขยายชุดสูทเพิ่มแล้วนะ" เขารับถ้วยมาวางตรงหน้า"พี่ตะวันก็พูดเกินไปค่ะ แสนรักแค่อยากดูแลพี่ ตอบแทนที่ทำให้แสนรักรู้สึกมีความสุขขึ้นมาอีกครั้ง" เธอสบตาเขาด้วยความซาบซึ้ง ก่อนตะวันจะเอื้อมมือไปกุมมือเรียวไว้"มันเป็นหน้าที่ของพี่อยู่แล้ว และมันจะเป็นแบบนี้ตลอดไป"ในข







