LOGINขณะที่ระบบหยุดส่งเสียง เว่ยซินเหลียนก็ปวดศีรษะอย่างแรงแวบหนึ่ง จากนั้นข้อมูลของตัวละครที่มีชื่อแซ่เดียวกันกับเขาก็หลั่งไหลเข้ามาแบบไม่ขาดสาย
"ข้อมูลถูกจัดส่งเรียบร้อยแล้ว ... ส่วนภารกิจของท่าน ทางระบบจะจัดส่งให้ท่านตามเวลาและความเหมาะสม" นายระบบชี้แจง
"ฮะ ... ว่าไงนะ เวลาที่เหมาะสม แล้วมันเวลาไหนกันละ? ฉันอยากกลับบ้านแล้ว พรุ่งนี้ยังมีงานที่ต้องทำ นายรีบๆ ส่งมาให้ฉันเลย จะได้รีบทำรีบเสร็จ!" เว่ยซินเหลียนเหมือนอยากจะทำภารกิจเหล่านี้ให้แล้วๆ สักที จะได้กลับบ้านโดยเร็ว
"ระบบไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ ทางเรากำลังประมวลผลภารกิจที่จะจัดส่งให้แต่ละคนที่เข้าร่วมกับกิจกรรมกับเรา" นายระบบชี้แจงอีกครั้ง
"หมายความว่าไงนะ! ... ที่ว่าแต่ละคนที่เข้าร่วมกิจกรรม? ... ยังมีคนอื่นๆ อีกเหรอที่มาแบบฉันน่ะ?" เว่ยซินเหลียนเกิดความสงสัยเกี่ยวกับการเข้ามาในโลกนิยายแห่งนี้
(นอกจากฉันแล้วยังมีคนอื่นด้วยเหรอ?)
"ตืด! ตืด! ตืด! ... แจ้งเตือน! แจ้งเตือน! สัญญาณอันตราย! สัญญาณอันตราย!!!" เสียงสัญญาณ และเสียงผู้ชายอีกคนที่ไม่ใช่เสียงของนายระบบที่คุยกับเขาก็ดังขึ้น
"อา ... เราเสียใจที่ไม่สามารถตอบคำถามท่านได้ในขณะนี้ สัญญาณแจ้งเตือนถึงอันตราย!!! ระบบจะไม่สามารถตอบคำถามข้อนี้ของท่านได้ ... ไม่อย่างงั้นระบบจะเกิดความเสียหายขึ้นได้ และท่านจะติดอยู่ในโลกคู่ขนาดตลอดไป …" เสียงของนายระบบที่แรกเริ่มได้คุยกับเขาอีกครั้ง
"ระบบประมวลภารกิจของท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านจะได้รับมอบภารกิจในวันพรุ่งนี้ ... และระบบจะเปิดขึ้นและให้การช่วยเหลือท่านเมื่อมีเหตุจำเป็น สัญญาณแจ้งเตือนจะดังขึ้น เมื่อระบบเริ่มจัดการส่งภารกิจให้ท่าน หรือหากท่านเกิดความส่งสัยในการทำภารกิจท่านสามารถกดปุ่มของความช่วยเหลือกับทางเราได้ ระบบจะทำการให้คำแนะนำกับท่าน ทางเราจะให้การช่วยเหลือท่านเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เกมมีความน่าตื่นเต้น ระบบจะแจ้งเตือนท่านอีกครั้งเมื่อระดับภารกิจที่ท่านได้รับมอบหมายสำเร็จ และสัญญาณแจ้งเตือนจะดังขึ้นอีกครั้งเมื่อมีอันตราย หรือระบบเกิดความเสียหาย ... เดี๋ยวอีกสักครู่ ระบบจะเริ่มปิดตัวลงเพื่อให้ท่านกลับเข้าสู่โลกคู่ขนานของนิยาย เรื่องตัวป่วนแห่งสำนักฟ้าดิน แล้วเจอกัน .. "
"อะ!! ... เดี๋ยวก่อนสิ!!" เว่ยซินเหลียนยังคงมีคำถาม
"มีอะไรอีกครับท่านผู้มีอุปการคุณ?" นายระบบตอบรับก่อนที่ระบบจะถูกสั่งปิดชั่วคราว
"แล้วไอ้ระดับภารกิจที่ว่านะ ฉันต้องทำให้ได้ระดับไหนถึงจะออกไปจากที่นี่ได้?"
"อา ลืมบอกท่านไปเลย ... เราขอโทษท่านผู้มีอุปการคุณเป็นอย่างสูง ท่านต้องทำภารกิจให้สำเร็จในทุกภารกิจที่ทางระบบจัดให้ ซึ่งตัวระดับเราไม่ได้กำหนด แต่หากติดลบ ระบบจะทำการเพิ่มภารกิจใหม่ให้ท่านแทนระดับที่ท่านติดลบ และภารกิจของท่านที่จะได้รับมอบ ทางเราจะแจ้งให้ท่านทราบในวันพรุ่งนี้ก่อนเริ่มตอนแรกของนิยายเรื่องตัวป่วนแห่งสำนักฟ้าดิน ... หรือหากท่านตายก่อนทำภารกิจสำเร็จ ... ท่านก็จะไม่สามารถออกไปจากโลกคู่ขนานแห่งนี้ได้" นายระบบชี้แจ้งเรื่องที่เว่ยซินเหลียนข้องใจ
"นายหมายความว่าไงนะ!!! .. ฉันต้องทำภารกิจให้สำเร็จทำนั้น นั้นมัน ระดับ 100 เปอร์เซ็นต์ เลยนะนั้นนะ พวกนายมันบ้าไปแล้ว!!! ... แล้วยังจะห้ามตายก่อนทำงานสำเร็จอีก!!!" เว่ยซินเหลียนใบหน้าทอดสีทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่ระบบบอกเขา
"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย!!! ... ฉันต้องมาติดในโลกคู่ขนานอะไรกันวะ และยังต้องทำภารกิจอะไรอีกก็ไม่รู้ แถมห้ามตายอีกต่างห่าง!!!" เว่ยซินเหลียนบ่นให้กับระบบและโลกที่เขาไม่ได้อยากเข้าเลย
"ตอนนี้ระบบกำลังจะปิดตัวชั่วคราว แล้วพบกันในวันประกาศภารกิจแรกของท่าน สวัสดี"
"เฮ้! เฮ้! เฮ้! … อย่าเพิ่งไปสิ"
ระบบไม่ยอมอยู่ฟังเขาต่อ มันรีบปิดตัวเองลง และเสียงของมันก็หายไปในทันที แทนที่ด้วยเสียงลม เสียงจิ้งหรีดร้องดังขึ้น
“นายจะถามกลับทำไม ปล่อยได้แล้ว!” ผมที่เห็นรอยยิ้มกวนทีนแล้วของขึ้นพยายามเอาตัวเองออกจากอ้อมกอด “แล้วคุณจะถามอะไรผมล่ะ?” เขายังคงกวนผม และไม่ยอมปล่อย “ฉันถามว่านายเป็นใคร!” ผมที่ยังคงต้องการคำตอบ “อยากรู้ว่าผมเป็นใคร ... อือ... แค่สิ่งที่ผมให้ไปยังไม่ชัดเจนพอ ... อือ?” รอยยิ้มแทนคำตอบ เขาจับข้อมือของผมที่ถือกำไลผิงอันไว้แน่น จ้องหน้าผม “ถ้าอย่างงั้นก็ ...” สิ้นประโยคนี้ เข้าเล่นจู่โจมผมทันที ทำเอาผมตั้งตัวไม่ทัน ริมฝีปากของเขาประกบริมฝีปากผม ร่างกายของเขาสูงใหญ่กว่าผม แรงก็มากกว่า ผมตัวสูงก็จริงแต่ตัวบาง การกอดของเขาจึงเหมือนรวบผมไว้ได้ทั้งตัว ผมพยายามขัดขืนการจูบที่ไม่ทันตั้งตัว แต่ ... กลิ่นกายของเขามัน!!! ผมไม่ได้ลิ้มรสจูบมานานแค่ไหนกันเนี่ย แค่โดนผู้ชายที่เหมือนกับเขาคนนั้นแทบจะทุกอย่างจู่โจมแค่นี้ ก็ทำเอาผมตกอยู่ในเงื้อมมือของเขาเสียแล้ว คนที่เพิ่งปรากฏตรงหน้าผมไม่ถึง 10 นาทีแค่นี้ เล่นเอาผมอ่อนระทวยไปไม่เป็น รสจูบที่แสนวาบหวามส่งมอบให้ผมจนปากผมบวม และเริ่มหายใจถี่ เขาจึงยอมถอนจูบนั้นออก ผมมองหน้าคนที่เพิ่มจูบผมไปหมาดๆ เขาจ้องมองผมกลับด้วย
มุมหนึ่ง ด้านข้างหลังสุดของลานกิจกรรม ชายรูปร่างสูง สวมหมวกแก๊ป สวมเสื้อแขนยาวผ้าร่มคลุมโทนสีดำ “คุณ ... ยังคงเหมือนเดิมเลย” ชายคนดังกล่าวยกมือข้างหนึ่งขึ้นเพื่อกระชับปีหมวกด้านหน้า รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า ระหว่างข้อมือที่แขนเสื้อลู่ลง ทำให้เห็นกำไลลูกปัดสีนิลแกะสลักเตาหลอมโอสถลายมังกรทอง ล้อมหินสีนิล “อ้าว ... คุณเรย์ ไปยืนอยู่ตรงนั้นทำไมครับ มาครับ ทางนี้ ...” เสียงของเฟิงอี้หลุน เรียกชายที่สวมเสื้อแขนยาวผ้าร่มคลุมโทนสีดำเข้าไปหา “ก่อนที่เราจะสนุกจนลืมเวลา พวกเราคงรู้แล้วว่า บริษัทเราได้ร่วมลงทุนผลิตชิปความจำสำหรับเกมออนไลน์ที่กำลังดังในขณะนี้ ดินแดนสวรรค์ พันธะวิญญาณ หรือ เฮเวนส์ โดเมน สปิริต โบนด์ (Heaven's Domain: Spirit Bond) ที่เป็นผลงานของบริษัทเอเธอเรียล เกต สตูดิโอ (Ethereal Gate Studios) ผมขอแนะนำคนสำคัญของานในวันนี้คุณ เฉินหมิงหลง ประธานบริษัทและผู้ร่วมก่อนตั้งบริษัท คุณ โจวลู่ และ คุณ กู่เจียเฉิน ทั้งสามคนเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่ร่วมก่อตั้งบริษัทเกมออนไลน์” เฟิงอี้หลุนแนะนำสามหนุ่มสุดหล่อที่มาร่วมงานในวันนี้ให้พนักงานบริษัทของเขาได้ทราบ ทำเอาสาวๆ ใจเต้น หน้า
ศาลาไม้หลังเล็ก ข้างทุ่งสวรรค์ โรงเตี๊ยมหมิงเหลียน เสียงของการทำกิจกรรมของแขกที่เข้ามาพักภายในโรงแรมของผมได้ทำผมตื่นจากการนอนหลับยามบ่ายของวัน “อือ ...” เสียงบิดขี้เกียจของผม “ฝันถึงนายอีกแล้ว” น้ำตาของผมไหลออกมาเอง เมื่อฝันถึงเขาคนนั้น “นายคิดถึงเขาคนนั้นอีกแล้วสินะ” เสียงที่คุ้นหูดังขึ้น “พี่อี้หลุนเองเหรอ?” เจ้านายเก่าผมเอง “นั่งก่อนครับ” “อือ ครับยังคงคิดถึงอยู่จริงๆ นั่นล่ะ” ผมยอมรับ ไม่รู้จะปฏิเสธยังไงดีนี่นา... “ทีมงานมากันครบแล้วหรือครับ?” ผมเปลี่ยนเรื่องคุย “นายอยากไปพบน้องๆ สักหน่อยไหมล่ะ” “ได้สิครับ” ผมและเจ้านายที่กำลังเดินไปยังลานกิจกรรมที่ไม่ได้ไกลจากศาลาไม้หลังเล็กมากนัก ที่จริงตลอดระยะเวลาปีครึ่งมานี้ เจ้านายตามตื๊อผมไม่หยุด ผมจึงจำใจบอกไปว่าผมไม่สามารถรักใครได้อีกแล้ว เพราะผมมีคนที่ผมรักไปแล้ว ส่วนเขาคนนั้นเป็นใครผมไม่ได้บอก เจ้านายรู้เพียงว่าผมไปเจอเขาไม่ได้เพราะเขาอยู่ไกลมาก รักที่ห่างไกลย่อมเป็นอุปสรรค “ถึงแม้โลกนี้จะมีเครื่องมือสื่อสารที่สามารถพูดคุยกันได้ในทุกๆ ที่ โลกนี้มียานพาหนะที่สามารถเดินทางไปยังสถานที่ใดก็ได้
ในขณะเดียวกัน ระหว่างเว่ยซินเหลียนและเฉินหมิง “อือ ... ข้ารู้ ข้ารู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับเจ้า อาหมิง” เว่ยซินเหลียนตอบรับพร้อมยิ้ม “และข้าก็รับมันได้ทุกอย่างที่เป็นเจ้า ... ข้ารักเจ้าอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน” คำสารภาพออกมาจากปากผู้ชายทั้งแท่งอย่างเขา “ท่านรู้ว่าข้าเป็นใคร ทำอะไรอย่างนั้นหรือ!?” เฉินหมิงเหมือนจะดีใจจากคำสารภาพของอีกฝ่าย แต่ก็อดที่จะรู้สึกใจหวิวและสงสัยประโยคเหล่านี้ไม่ได้ (นี่เกิดอะไรขึ้น ท่านพี่ทำไมถึงพูดคำเหล่านี้ออกมา!?) “รับนี้ ให้มันเป็นตัวแทนข้า ช่วยปกป้องเจ้าแทนข้า” ผิงอัน ลอยออกจากแขนของเว่ยซินเหลียนเข้าหาแขนของเฉินหมิง “นี่ท่าน! ...” เฉินหมิงมองกำไลผิงอัน สลับกับมองเว่ยซินเหลียน “ท่านกำลังทำอะไร ... เกิดอะไรขึ้น” เว่ยซินเหลียนยิ้ม ใกล้ถึงเวลาของเขาแล้ว แต่เขาไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้มากกว่านี้ ถึงอยากจะบอกเล่าทุกสิ่งอย่างให้คนตรงหน้าฟัง ก็ไม่สามารถเอ่ยออกมาได้ เพราะระบบเริ่มขัดขวางเขาแล้วนะสิ เขาจึงได้แต่พูดอ้อมๆ และตอนนี้ระบบก็เริ่มนับค่าพลังงานจากตัวเขาแล้ว เมื่อค่าพลังงานของเขาลดลงเหลือศูนย์ เขาก็จะจากโลกนี้ไป “อาหมิง
ปีครึ่งผ่านมา เกสต์เฮาส์ซูฟูมู่ ที่มีคำต่อท้ายเพิ่มเติมว่า โรงเตี๊ยมหมิงเหลียน ชื่อนี้ผมอยากเก็บไว้เป็นความทรงจำถึงใครบางคนที่ผมไม่สามารถพบเขาได้แล้วในชาตินี้ เกสต์เฮาส์ซูฟูมู่ และโรงเตี๊ยมหมิงเหลียน ใกล้จะได้ฤกดิ์เปิดตัว ฉลองการขยายกิจการ ทั้งลดทั้งแจก ทำให้ผม ป๊า ม๊า และพนักงานของเราง่วนจนมือเป็นระวิง แค่เปิดตัววันแรก ก็มีบริษัทขอจัดกิจกรรมจนที่พักเต็มหมด บวกกับฤดูนี้เป็นฤดูของการท่องเที่ยวด้วย ยิ่งทำให้เมืองบ้านเกิดผมคึกคักพอดู กิจการเกสต์เฮาส์ช่วงที่ต่อเติม ทางผมไม่ได้ปิดกิจการแต่อย่างไร ยังคงเปิดปกติ แต่ก่อนที่จะฉลองการขยายกิจการหลังปรับปรุงมาเป็นเวลาปีครึ่ง ผมก็ปิดปรับปรุงตกแต่งให้พร้อมในวันเปิดตัวโปรเจคใหม่ แต่ปิดเพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น และพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันฉลองการขยายกิจการและเปิดตัวโรงเตี๊ยมหมิงเหลียนแล้ว แขกเจ้าแรกที่จะมาพักก็เป็นใครไปไม่ได้ ก็เจ้านายเก่าผมนะสิ คุณเฟิงอี้หลุนเล่นสนับสนุนอย่างนี้ผมรักตายเลย!!! แถมยังแนะนำบริษัทอื่นเข้าพักด้วย เห็นบอกว่าเป็นบริษัทที่เพิ่งร่วมลงทุนกันนะ อี้หลุนบอกว่าอยากแนะนำให้ผมรู้จักด้วย ตอนนี้ผม
เกสต์เฮาส์ หลังเล็กๆ ที่มีป้ายทางเข้าที่ถูกเขียนชื่อว่า ซูฟูมู่[3] ทางเข้าเกสต์เฮาส์กว่าจะถึงตัวบ้านลึกพอสมควร เกือบกิโลหนึ่งได้ สองข้างทางมีการปลูกต้นท้อที่กำลังเริ่มชูช่อเตรียมผลิบาน มองเลยออกไปจะเห็นทุ่งหญ้าสลับกับทุ่งดอกไม้หลากสี บรรยากาศดูอบอุ่น ร่มรื่น “ซินเอ๋อร์ ถึงแล้วลูก” เสียงม๊าผมปลุกผมทางด้านหลัง ขณะที่รถกำลังแล่นเข้าสู่เขตบ้าน ใช่แล้วบ้านผม คือ เกสต์เฮาส์นั้นเอง “อือ ... ครับม๊า” ผมขยี้ตาตื่น มองสองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นท้อที่กำลังเตรียมผลิบาน ผมลดกระจกลง ยื่นมือออกไปสัมผัสกับอากาศด้านนอกที่กำลังเย็นสบาย กลิ่นสายลม แสงแดด ดอกไม้ลอยเข้ามาแตะจมูก ผมสูดลมหายใจเข้าปอดให้ลึกๆ คิดถึงบรรยากาศก่อนที่ผมจำเดินทางไปทำงานที่ไทเป 10 ปีแล้วสินะ 10 ปีเต็มที่ผมจากบ้านไปนานขนาดนี้ ถึงแม้จะกลับมาเยี่ยมได้ปีละครั้ง แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน หากดูระยะทางจากบ้านผมไปยังเมืองที่ผมทำงาน ระยะทางไม่ถึง 200 กิโลเมตรด้วยซ้ำ การขนส่งที่สะดวกในยุคนี้ผมสามารถกลับบ้านได้ทุกอาทิตย์ แต่ผมก็ไม่สามารถทำมันได้ เพราะใครล่ะ! ผมเหลือบมองคนที่กำลังขับรถพาผมกลับบ้าน ใช่แล้ว หัวหน้านั้นล่ะท







