เข้าสู่ระบบตอนที่ 26 โจรขึ้นบ้าน (1)
หลินจิงซูแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น และเดินเข้าไปพร้อมกับกล่องอาหารตามปกติ
เหตุเพราะเธอแสดงได้ค่อนข้างเป็นธรรมชาติอย่างมาก ทั้งย่าหวังและศาสตรศาจารย์หวังต่างก็ไม่ได้นึกสงสัยใดๆ ทั้งสองต่างทักทายให้การต้อนรับเธอเช่นทุกวัน และปล่อยให้เธอเดินขึ้นไปที่ห้องใต้หลังคา
วันนี้จู้หยานไม่ได้อยู่ในห้อง แต่นั่งอยู่ที่ขั้นบันไดทางเดินระหว่างชั้น พร้อมกับอุ้มเจ้าสาหร่ายขนสีขาวปุกปุยไว้ในอ้อมแขน
ทันทีที่ได้ยินเสียงหลินจิงซูเดินขึ้นมา เจ้าสาหร่ายก็กระโจนพุ่งออกจากอ้อมแขนของจู้หยานอย่างว่องไว และเข้าไปเคล้าเคลียอยู่ที่เท้าของเธอแทน
เธอเปิดกล่องอาหารแมวที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ทำเอาเจ้าสาหร่ายถึงกับร้องเหมียวๆด้วยความหิวโหยไม่หยุด เมื่อเธอตักอาหารทั้งหมดลงใส่ชาม มันก็เริ่มสวาปามด้วยความเอร็ดอร่อย
จู้หยานเหลือบมองเธอเล็กน้อย แววตาสีเหลืองอำพันจางๆเปล่งประกายภายใต้แสงอาทิตย์อัสดง
“วันนี้คุณมาสายนะ เจ้าสาหร่ายหิวมากแล้ว”
หลินจิงซูชำเลืองมองเจ้าสาหร่ายที่กำลังเขมือบอาหารอย่างบ้าคลั่ง และคิดกับตัวเองไปพลางว่า มันก็เป็นแบบนี้เหมือนทุกวันไม่ใช่รึไง? มีครั้งไหนที่มันเคยกินด้วยความเรียบร้อยบ้าง? แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่โง่พอจะทักท้วงหรือโต้แย้งคำพูดของจู้หยาน เพราะคนที่ทำให้แม่ของเธอติงเสวี่ยเหม่ยมีรายได้ก็คือเขา จะให้โต้เถียงคำไม่ตกฟากกับเจ้านายที่จ่ายค่าจ้างให้ได้ยังไงกันล่ะ? เธอจึงพยักหน้ายอมรับผิดไปตามตรง
“สำหรับความผิดนี้ ฉันไม่ขอแก้ตัวอะไรทั้งนั้น ฉันกับแม่เพิ่งย้ายไปอยู่ที่บ้านริมแม่น้ำ ระยะทางไปกลับค่อนข้างไกลกว่าเดิมนิดหน่อย แต่ช่างเถอะ เดี๋ยวฉันจะบอกให้แม่เตรียมอาหารให้เร็วขึ้น”
ขณะที่จู้หยานกำลังรับประทานอาหารอยู่นั้น หลินจิงซูก็โน้มตัวไปหยิบกล่องสตรอเบอร์รี่ออกมา แล้วยื่นออกไปตรงหน้า
“แม่ของฉันซื้อมาจากตลาด คิดว่านายน่าจะชอบนะ?”
จู้หยานนั่งจ้องหน้าหลินจิงซูไม่พูดไม่จาสักคำ ก่อนจะตัดสลับมองกล่องสตรอเบอร์รี่สีแดงฉ่ำลูกโตๆเหล่านั้น ในที่สุดเขาก็หยิบสตรอเบอรี่มาลูกหนึ่งพร้อมกัดชิมเล็กน้อย
“เป็นไง อร่อยมั้ย?”
หลินจิงซูเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มกินไม่หยุดดูจริงจังไม่น้อย เธอจึงระบายยิ้มพร้อมกับพูดขึ้นอย่างภูมิอกภูมิใจว่า
“ฉันว่าแล้วนายต้องชอบแน่ๆ ไม่มีเด็กคนไหนไม่ชอบสตรอเบอร์รี่!”
จู้หยานหยุดเคี้ยวสตอรเบอร์รี่ในปากทันที ปล่อยให้พวกสตรอเบอรี่เหล่านั้นตกค้างอยู่ในปากจนแก้มทั้งสองข้างป่องออกมา ราวกับกระรอกที่ยัดลูกสนไว้เต็มปาก
ภายหลังไม่กี่อึดใจ เขาก็รีบเคี้ยวและกลืนลงท้องอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“ผมไม่ชอบ”
“หื้ม? ไม่ชอบจริงๆเหรอ?” หลิงจิงซูปิดฝากล่องสตรอเบอร์รี่อย่างรวดเร็ว
“ถ้าไม่ชอบ งั้นฉันจะเอากลับนะ”
แต่ใครจะไปคาดคิดว่า จู่ๆจู้หยานก็เอื้อมมือเข้ามาคว้ากล่องสตรอเบอร์รี่ไปจากมือของเธอย่างรวดเร็ว แล้วนำมากล่องมาเก็บไว้ข้างตัว
“นี่ของผม”
“ก็นายไม่ชอบกินนี่นา? แล้วจะเก็บไว้ให้เน่าทำไมกัน?”
“มันเป็นของผมแล้ว ผมมีสิทธิ์ทำอะไรกับมันก็ได้”
ได้ฟังเหตุผลข้างๆคูๆจากปากอีกฝ่าย หลินจิงซูได้แต่แอบกระตุกยิ้มมุมปากกับตัวเองเล็กน้อย
“รู้แล้ว รู้แล้ว มันเป็นของนาย ฉันไม่แย่งหรอกน่า”
หลังจากที่จู้หยานและเจ้าสาหร่ายกินอาหารเสร็จสรรพ หลินจิงซูก็ค่อยๆเก็บรวบรวมกล่องข้าวเปล่าทั้งหมดใส่ถุง แล้วเดินออกจากห้องใต้หลังคาไป
ระหว่างเดินผ่านหน้าบ้านตระกูลหลิน เธอก็เห็นอู๋ซิ่วเหลียน หลินเสวี่ยและย่าอู๋ กำลังแอบย่องเข้าบ้านตัวเองพร้อมกับถุงน้อยใหญ่ในมือ
หลินจิงซูรู้แทบจะทันทีว่า ถุงเหล่านั้นก็คือข้าวของที่เธอกับติงเสวี่ยเหม่ยนำกลับบ้านหลังจากจ่ายตลาดเสร็จนั่นเอง
เดิมทีเธอแทบอยากจะวิ่งเข้าไปก่นด่าคนทั้งสามให้หนำใจ แต่เมื่อนึกถึงอุปนิสัยที่ไร้ยางอายของคนเหล่านั้น รับรองได้ว่าไม่เพียงทั้งสามจะไม่ยอมรับว่าตนขโมยของแล้ว ซ้ำร้ายตัวเธอเองยังอาจถูกคนทั้งสามรุมทุบตีอีกด้วย!
หลังจากใคร่ครวญดูแล้วพบว่าได้ไม่คุ้มเสีย หลินจิงซูจึงรีบวิ่งกลับบ้านเพื่อตรวจสอบข้าวของที่เหลือ และก็เป็นอย่างที่คิดไว้ ทั้งเนื้อสัตว์และผลไม้ที่ซื้อมาล้วนถูกขโมยไปแล้วจริงๆ!
ติงเสวี่ยเหม่ยกำลังนั่งขุดดินเตรียมจะปลูกผักสวนครัวอย่างขะมักเขม้นอยู่ที่สวนหลังบ้าน จึงไม่ทันสังเกตว่าข้าวของภายในบ้านได้ถูกคนทั้งสามขโมยเอาไปหมดแล้ว
หลินจิงซูดเทชาสมุนไพรใส่ถ้วย แล้วยกออกไปให้ติงเสวี่ยเหม่ยที่สวนหลังบ้าน เธอร้องบอกว่า
“แม่พักหน่อยเถอะค่ะ ระวังจะหัวใจวายเพราะอากาศร้อนล่ะ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ แม่จะไม่หยุดจนกว่าจะถางหญ้าทำสวนผักเสร็จ”
ติงเสวี่ยเหม่ยยิ้มตอบ
หลินจิงซูได้แต่ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย ทั้งที่มีเงินแล้ว ทำไมแม่ของเธอยังต้องเหนื่อยอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ ไม่คิดจะทำตัวสุขสบายอย่างอู๋ซิ่วเหลียนบ้างรึไง?
“แม่คะ หนูมีเรื่องจะบอก ของกินทั้งหมดที่เราซื้อมาถูกคนขโมยไปแล้ว”
ทันทีที่หลินจิงซูพูดจบ จอบด้ามยาวในมือของติงเสวี่ยเหม่ยก็ร่วงลงกระแทกพื้นด้วยความตกใจสุดขีด
“รวมถึงเงินทั้งหมดด้วยเหรอ?!”
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







