เข้าสู่ระบบ41 2-2
ตอนที่ 81 มื้อเย็นที่แสนอบอุ่น
เริ่มต้นมาก็ชวนให้คิดหนักแล้ว เงินค่าเช่าในส่วนนี้นับเป็นการลงทุนครั้งแรก ถ้าลงไปแล้วทุกอย่างราบรื่นดีก็โชคดีไป แต่ถ้าล้มเหลวขึ้นมาล่ะ? สถานะของเธอตอนนี้คือแม่ลูกติดที่ไม่มีแหล่งรายได้เข้ามา ดังนั้น เงินทุกหยวนในมือล้วนต้องตัดสินใจใช้อย่างรอบคอบและระมัดระวังที่สุด
“แม่คะ เช่าที่นี่เถอะนะคะ ไม่ว่าเราจะตัดสินใจทำธุรกิจหรือไม่ก็ตาม แต่อยู่ในที่ที่มีคนพลุกพล่านแบบนี้ก็ปลอดภัยกว่าอยู่ตามซอกหลืบนะคะ ยิ่งครอบครัวเราไม่มีผู้ชายอยู่ด้วย ยิ่งต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ที่สำคัญที่สุด ห่างไปจากตรงนี้แค่สองสามซอยก็มีป้อมตำรวจตั้งอยู่ ถ้าเกิดอะไรขึ้น เราก็สามารถวิ่งไปเรียกตำรวจให้มาช่วยได้ทันท่วงที”
หลินจิงซูชักแม่น้ำทั้งห้า หยิบยกทุกเหตุผลประเคนใส่อย่างต่อเนื่อง
ติงเสวี่ยเหม่ยเห็นว่าลูกสาวค่อนข้างเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย เธอจึงยอมตกลงทำสัญญาแม้ภายในใจจะไม่ค่อยเห็นด้วยก็ตามที แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ถูกทำร้ายในตรอกซอยวันนั้น เธอเองก็เกิดหวั่นใจหวาดกลัวขึ้นมาฉับพลันเช่นกัน ทว่าสิ่งที่ติงเสวี่ยเหม่ยกลัวนั้นกลับไม่ใช่ความตาย แต่เธอกลัวว่าหลินจิงซูจะต้องกำพร้าแม่ และถูกส่งตัวไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กที่แสนโหดร้าย ดังนั้น เธอจึงตัดสินใจได้ในทันที ต่อให้ราคาจะแพงไปหน่อย เธอก็ขอยอมจ่าย!
ด้วยความร่วมมือระหว่างหลินจิงซูกับจางหลาน ในที่สุดติงเสวี่ยเหม่ยก็ยอมทำสัญญาเช่าบ้านหลังนี้แต่โดยดี
สิ่งแรกที่ต้องทำหลังจากย้ายบ้านใหม่คืออะไร? แน่นอน...ต้องจัดงานเลี้ยงฉลอง!
เมื่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ ติงเสวี่ยเหม่ยก็จัดเตรียมงานเลี้ยงอาหารค่ำขนาดย่อมขึ้นภายในบ้าน วันนี้เธอไปจ่ายตลาดซื้อผักและเนื้อสัตว์ตั้งแต่เช้า ส่วนด้านหลินจิงซูก็รับผิดชอบดูแลเรื่องเชื้อเชิญคนรู้จักให้มาร่วมรับประทานอาหารมื้อนี้ด้วยกันในตอนเย็น
ในยุคสมัยนี้ หากต้องการจะทำอะไรสักอย่างก็ล้วนแต่ต้องทำด้วยตัวเองทั้งสิ้น ต้องการจะเชิญเพื่อนฝูงให้มาร่วมกินมื้อค่ำด้วยกัน ก็ไม่สามารถโทรเรียกกันได้ มีแต่ต้องไปหาถึงหน้าประตูบ้านเท่านั้น
หลินจิงซูเดินทางไปที่บ้านของป้าผางเป็นคนแรก และสาธยายเล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับการย้ายบ้านในครั้งนี้ให้ฟังทั้งหมดด้วย แน่นอนว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การพรรณนาให้ป้าผางฟังโดยเฉพาะถึงตอนที่ติงเสวี่ยเหม่ยกับหลินชิงอี้หย่ากันชนิดถึงพริกถึงขิง ก่อนจะปิดท้ายด้วยการเชื้อเชิญให้เธอไปร่วมทานมื้อค่ำด้วยกันที่บ้าน
หลังจากพูดจาร่ำลากันแล้ว ป้าผางก็เข้าสวมกอดหลินจิงซู เธอกล่าวอวยพรให้สองแม่ลูกและขอเป็นกำลังใจให้ อีกทั้งยังสัญญาด้วยว่า เธอจะไม่พลาดมื้อค่ำที่บ้านใหม่ในวันนี้อย่างแน่นอน
ต่อจากบ้านป้าผาง หลินจิงซูก็แวะไปที่บ้านของจางหลาน ต่อด้วยบ้านของศาสตราจารย์หวังเป็นลำดับท้ายสุด
เธอเริ่มต้นเปิดประเด็นด้วยการบอกถึงเรื่องการย้ายบ้าน และเชื้อเชิญครอบครัวของศาสตราจารย์หวังให้ไปร่วมทานมื้อค่ำด้วยกัน ต่อจากนั้นก็กล่าวขอโทษเรื่องที่จากนี้ต่อไป เธอกับติงเสวี่ยเหม่ยไม่สะดวกจะทำข้าวกล่องส่งให้จู้หยานอีกแล้ว เนื่องด้วยระยะทางและธุระหน้าที่ที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ หลินจิงซูยังบอกด้วยว่า เธอจะคืนเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือให้ทั้งหมด แต่ย่าหวังกับศาสตราจารย์หวังกลับปฏิเสธที่จะรับไว้ กล่าวยิ้มๆเพียงแค่ว่าไม่เป็นไร
ผู้อาวุโสทั้งสองล้วนเป็นคนมีเหตุมีผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับศาสตราจารย์หวัง ที่ยังพูดให้กำลังใจพวกเธอสองแม่ลูกอีกด้วย อีกทั้งยังอวยพรให้ธุรกิจที่กำลังจะริเริ่มประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี สิ่งนี้ทำให้หลินจิงซูรู้สึกอบอุ่นหัวใจเหลือเกิน
เมื่อเชิญชวนทุกคนที่ควรเชิญมาแล้ว หลินจิงซูก็กลับไปเข้าครัวช่วยติงเสวี่ยเหม่ยอีกแรง เพราะท้ายที่สุดนี้ นับเป็นเรื่องท้าทายมากจริงๆ หากจะปล่อยให้คนๆเดียวทำอาหารเลี้ยงแขกจำนวนขนาดนี้
แต่สิ่งที่หลินจิงซูไม่ทันคาดคิดก็คือ ทุกคนที่เธอเชิญมาล้วนมาถึงก่อนเวลาทั้งสิ้น
จางหลานมาถึงเป็นคนแรกพร้อมกับถือเนื้อหมูสดชิ้นโตเข้ามาด้วย เธอยังบอกอีกว่า หมูชิ้นใหญ่ขนาดนี้เธอกินคนเดียวไม่หมดหรอก
ตามมาด้วยศาสตราจารย์หวังและย่าหวัง ทั้งสองมาพร้อมกับหลานชายอย่างจู้หยานที่ถือลังน้ำอัดลมไว้ในมือ พวกเขาให้เหตุผลว่า มีนักเรียนคนหนึ่งมอบน้ำอัดลมลังนี้ให้เป็นของขวัญแก่ศาสตราจารย์หวัง จึงได้นำติดมือมาด้วยเพราะเห็นว่าน่าจะช่วยให้บรรยากาศมื้อค่ำวันนี้สนุกสนานยิ่งขึ้น
ส่วนป้าผางนั้นแบกหัวไชเท้าดองถุงใหญ่เข้ามาอย่างทุลักทุเล ปีนี้หัวไชเท้าเติบโตค่อนข้างดี ด้วยความสดของพวกมัน หากกินคู่กับอาหารจานอื่นๆรับรองได้ว่ารสชาติจะยิ่งอร่อยแน่นอน
หลินจิงซูและติงเสวี่ยเหม่ยรู้สึกประทับใจอย่างสุดซึ้ง สองแม่ลูกยืนตะลึงงันตื้นตันจนพูดไม่ออกอยู่นานสองนาน ทีแรกเพียงต้องการเชิญทุกคนมาร่วมทานอาหารด้วยกันแบบเรียบง่ายเท่านั้น แต่ไม่คิดเลยว่าทุกคนจะปรารถนาดีต่อกันถึงขนาดนี้!
แขกทุกคนที่มาในวันนี้ ก็ล้วนแล้วแต่รู้จักแม่ลูกคู่นี้ดีว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเธอสู้ชีวิตมามากแค่ไหน สำหรับแม่ม่ายหย่าสามีกับลูกสาวกำพร้าพ่อ การจะใช้ชีวิตต่อไปโดยขาดเสาหลักคอยค้ำจุนนั้น เพียงแค่ลองนึกภาพตามก็เหนื่อยใจแทนแล้วจริงๆ ดังนั้น ทุกคนจึงพยายามอย่างเต็มที่ ใครมีอะไรอยู่ในบ้านก็หยิบมาฝากเล็กๆน้อยๆตามกำลัง
ติงเสวี่ยเหม่ยรู้สึกซาบซึ้งใจกับความปรารถนาดีของทุกคนเกินกว่าจะเก็บไว้ภายใน เธอจึงโค้งศีรษะรับสิ่งของเหล่านั้นเอาไว้ด้วยใจที่รู้สึกขอบคุณและเกรงใจเกินจะบรรยาย
เธอดูเขินอายกว่าที่เคยเป็น บอกกับทุกคนว่า
“เดิมทีฉันแค่อยากจะเลี้ยงอาหารเพื่อแสดงความขอบคุณ ที่ทุกคนคอยช่วยเหลือพวกเราสองแม่ลูกตลอดมาเท่านั้น ที่จริงไม่เห็นต้องเสียเงินซื้ออะไรพวกนี้มาให้เลยค่ะ ฉันเองก็ทำตัวไม่ค่อยจะถูกเหมือนกัน…”
ป้าผางเป็นพวกปากตรงกับใจที่สุด ตอนนี้คิดอะไรอยู่ก็พูดไปตามนั้น
“เสียเงินที่ไหนกันล่ะ? ถ้าเอาไชเท้าดองมาเปรียบเทียบกับน้ำอัดลมแล้วก็เนื้อหมูชิ้นโตนั่น กลับเป็นฉันนี่แหละที่จะได้กำไร!”
จางหลานโบกมือไปมา
“พ่อตาของฉันทำงานอยู่ในโรงงานเนื้อ จะซื้อเนื้อหมูมากินก็ได้ราคาพิเศษสำหรับพนักงาน ไม่ได้จ่ายอะไรไปมากหรอก”
ศาสตราจารย์หวังก็ยิ้มแย้มตามประสาคนแก่ใจดี พูดเสริมต่อว่า
“นักเรียนของฉันให้น้ำอัดลมมายกลัง ถ้าเทียบกันจริงๆ ฝ่ายฉันนี่แหละคุ้มที่สุดแล้ว ฮ่าฮ่าๆ”
ป้าผางปรบมือเป็นสัญญาณและพูดขึ้นว่า
“เอาล่ะๆ ในเมื่อเสวี่ยเหม่ยก็เข้าใจดีแล้ว งั้นมาเริ่มมื้ออาหารกันเลยดีไหม? อืม…แตจะว่าไปแล้ว พอพูดถึงเรื่องอาหาร ความจริงให้ฉันช่วยทำอาหารในส่วนของจิงซูน้อยมาให้ก็ได้นะ เด็กอย่างเธอจะกินอะไรเยอแยะจริงมั้ยล่ะ? ต่อให้ทำมาส่งทุกวัน ขนหน้าแข้งฉันยังไม่ร่วงเลย”
หากเทียบกับเงินพนันที่เคยเสียไป แต่ได้หลินจิงซูช่วยถอนคืนกลับมาให้แล้ว ค่าอาหารจึงกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย ป้าผางแอบคิดกับตัวเองในใจ
จางหลานยกมือขึ้นส่งสัญญาณขอพูดบ้าง
“ถ้าขาดเหลืออะไรจริงๆก็มาบอกฉันได้นะ ฉันเองก็สามารถช่วยได้เหมือนกัน”
ศาสตราจารย์ที่กำลังตักกับข้าวให้ภรรยา ได้ยินแบบนั้นก็มีปฏิกิริยาเช่นกัน
“โอ้? ในเมื่อทุกคนต่างก็ช่วยกันไปหมดแล้ว หญิงเฒ่าชายแก่อย่างพวกเราคงไม่มีประโยชน์อะไรมากแล้วสิเนี่ย? ถ้าอย่างนั้นเวลาจิงซูรู้สึกเศร้าใจเมื่อไหร่ เดี๋ยวฉันจะส่งจู้หยานไปดามใจให้ก็แล้วกันนะ ฮ่าฮ่าๆ”
ศาสตราจารย์หวังพูดติดตลก เขาเหลียวหน้าไปมองหลินจิงซู ส่วนหลินจิงซูก็หันหน้าไปมองจู้หยานอีกต่อหนึ่ง
จู้หยานพูดไม่ออก…
ศาสตราจารย์หวังทราบดี ทักษะการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างของหลานชายตนเองนั้นเท่ากับศูนย์ เขาจึงมุ่งเน้นเป้าหมายไปที่หลินจิงซู
“รู้จักโกะ[1]กันมั้ย? เป็นกระดานที่ใช้หมากขาวดำเล่นกันน่ะ? ไม่ใช่แค่สนุกนะแต่ยังช่วยเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์อีกด้วย”
หลินจิงซูพยักหน้าตอบ “พอจะจำวิธีเล่นได้นิดหน่อยค่ะ คุณลุงของหนูเคยให้กระดานโกะเป็นของขวัญตั้งแต่สมัยเด็กๆแล้ว ขอเวลาไปค้นหาก่อนนะคะ”
[1] เกมโกะ กระดานหมากล้อม
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล




![คำสาปราคะคุณหนูตัวร้าย 3P [Nc20+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


