Masukเมื่อถึงช่วงเวลายามโหย่ว พวกเขาทั้งสิบหกได้กลับมารวมตัวกันที่ห้องอาหาร ซึ่งบนโต๊ะอาหารถูกแบ่งออกเป็นโต๊ะละสี่คน และแน่นอนว่าหลี่หลิ่งฟางกับหวังจิ้งเสวียนทั้งสองถูกจับให้อยู่โต๊ะเดียวกันกับองค์ชายและองค์หญิงแคว้นเซี่ย
ไม่นานอาหารยกมาจัดเรียงสองสามอย่างบนโต๊ะพร้อมถ้วยข้าวสี่ถ้วย หลี่หลิ่งฟางจ้องมองคอยสังเกตว่ามียาพิษปะปนมาด้วยหรือไม่
หมับ
“เดี๋ยวข้าจะตรวจสอบพิษก่อน เจ้าอย่าเพิ่งทาน”
การกระทำของหลี่หลิ่งฟางทำให้หวังจิ้งเสวียนหยุดชะงัก รวมไปถึงสหายร่วมโต๊ะอีกสองคน
หวังจิ้งเสวียนก้มไปกระซิบ “พระชายา เจ้ามิจำเป็นต้องทำเช่นนั้น”
“ไม่ได้เพคะ เพื่อมีผู้ใดวางยาพิษลอบปลงพระชมน์ขึ้นมา ผู้คนในที่นี้จะเดือดร้อนไปด้วย”
หวังจิ้งเสวียนได้แต่ถอนหายใจ ยอมปล่อยให้พระชายาทำตามใจตนเอง
เซี่ยเฟยหลงมองดูหญิงสาวตั้งอกตั้งใจตรวจสอบพิษอย่างจริงจัง ซึ่งทำให้เขารู้สึกสนใจในตัวนางขึ้นมา
หลี่หลิ่งฟางชิมไปแล้วสองอย่าง เหลืออาหารจานสุดท้ายจึงรีบคีบเข้าปากทันที
อ้าม...งับ
“...”
สีหน้าของหลี่หลิ่งฟางคล้ายวิญญาณหลุดออกจากร่าง หวังจิ้งเสวียนที่เป็นห่วงกำลังจะสั่งให้องครักษ์ของตนไปตามหมอหลวง ทว่าแขนเสื้อของเขาถูกกำเอาไว้แน่นทำให้เขาต้องหันกลับมามอง
“ทุกอย่างไม่มีพิษปนอยู่ แต่จานสุดท้ายที่ชิมมิอร่อยเลย”
หวังจิ้งเสวียนมองดวงตาดอกท้อที่มีน้ำใสเอ่อคลอดูน่าสงสาร ยกฝ่ามือขึ้นปิดปากเหมือนจะอาเจียน
“คายออกมาเถิด มิอร่อยก็มิต้องฝืนทานมันเข้าไปตั้งแต่แรกสิ” หวังจิ้งเสวียนยื่นฝ่ามือไปรองใต้ริมฝีปาก
แหวะ
ภาพที่หญิงสาวคายอาหารใส่มือของชายหนุ่ม นับว่าเป็นภาพที่ทำให้ทุกคนที่มองมาอึ้งไปตามแถบ
หวังจิ้งเสวียนใช้เศษผ้าห่ออาหารที่หญิงสาวคาย และหยิบจอกน้ำให้นางดื่มล้างปาก
อึก อึก อึก
“อ้า! รอดตายแล้วเรา”
หวังจิ้งเสวียนถอนหายใจขบขันในลำคอ ก่อนจะหันมากล่าวกับสหายร่วมโต๊ะ “พวกเจ้าเสวยกันได้เลย ในนี้ไม่มียาพิษปะปนอยู่ นางได้ตรวจสอบพิษให้แล้ว”
เซี่ยเฟยหลงยิ้มกริ่ม “ข้ามิคิดว่าภรรยาของเจ้าจะตรวจสอบพิษเป็น งานนี้อันตรายมากเลยมิใช่หรือ?”
“ข้าเคยห้ามนางได้ที่ไหนกันล่ะ”
เซี่ยเฟยหลงหัวเราะออกมา “ลำบากเจ้าแล้ว”
หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสี่ก็ลงมือทานอาหารมื้อเย็นเงียบ ๆ แม้บนโต๊ะจะมีเสียงสนทนาระหว่างสองสามีภรรยาประปรายอยู่บ้าง
เมื่อทานอาหารเสร็จ สำรับอาหารถูกบ่าวรับใช้มาเก็บและยกกาน้ำชาถวายแทน
กระทั่งลานด้านหน้ามีราชครูและตัวแทนทูตแคว้นเซี่ยยืนอยู่
“ตอนนี้ทุกคนน่าจะทานอาหารมื้อเย็นกันเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาแนะนำตัวให้ได้รู้จักกัน งั้นเรามาเริ่มที่เหล่าตัวแทนแคว้นเซี่ยก่อนเลยพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่หลิ่งฟางนั่งมองเนื้อเรื่องหลักตรงหน้า ในใจนึกหวาดหวั่นกลัวว่าจะมีปัญหาตามมา เพราะตอนนี้บทบาทหน้าที่มันได้ถูกเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
หลี่หลิ่งฟางมองสองสหายที่ร่วมโต๊ะกับตนลุกเดินออกไปด้านหน้า
ชายหนุ่มอาภรณ์เหลืองเริ่มแนะนำตัวเป็นคนแรก “ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน เรามีนามว่าเซี่ยเฟยหลงองค์รัชทายาทของแคว้นเซี่ย หากทุกคนมีปัญญาหาอันใดสามารถมาปรึกษาเราได้เสมอ”
หลี่หลิ่งฟางหันมามองชายหนุ่มข้างกาย “เราต้องแนะนำแบบพวกเขาหรือไม่เพคะ?”
“มิรู้สิ เราก็มิแน่พระทัยเหมือนกัน” หวังจิ้งเสวียนตอบกลับ
“หรือเราควรรอหลิวอ๋องแนะนำตัวให้ดูก่อน หากเขาแนะนำตัวว่าเป็นหลิวอ๋อง เราค่อยแนะนำตัวตามเขา”
“เป็นความคิดที่ดี”
หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางได้ข้อตกลงร่วมกัน และหันมาฟังการแนะนำตัวต่อไป จนกระทั่งถึงเวลาที่พวกเขาต้องไปยืนแนะนำตัวด้านหน้า
หลี่หลิ่งฟางเดินนำ แต่ไม่ลืมที่จะจับมือของหวังจิ้งเสวียนเอาไว้
“พระชายาจับมือเราเช่นนี้ แสดงว่าหลอกแต๊ะอั๋งเราใช่หรือไม่?” หวังจิ้งเสวียนกระซิบพูดเสียงเบา
“ช่วยเลิกคิดเองเออเองได้หรือไม่เพคะ”
“ฮ่าๆๆ”
พวกเขาทั้งสองมายืนต่อรั้งท้าย ทว่ากลับถูกพวกตัวละครหลักหันมาจ้องมองเป็นตาเดียว
หลี่หลิ่งฟางเลิกคิ้วสงสัย “มีอันใดกันหรือเปล่า?”
หลิวอ๋องกวักมือเรียก หลี่หลิ่งฟางจึงจับมือพาหวังจิ้งเสวียนเดินมาหา
“องค์รัชทายาทกับพระชายาเชิญแนะนำตัวก่อนเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“เดี๋ยวก่อนสิ ต้องเป็นท่านอ๋องก่อนมิใช่หรือ?” หลี่หลิ่งฟางถามด้วยความฉงน เพราะในนิยายหลิวอ๋องคือคนแรกที่แนะนำตัวก่อน
“กระหม่อมยศอ๋อง จะแนะนำตัวก่อนเชื้อพระวงศ์ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่หลิ่งฟางมองหลิวอ๋องที่ยิ้มบางมาให้ ราวกับกำลังให้กำลังใจพวกเขาทั้งสองผ่านรอยยิ้มนั้น ‘โอ๊ย พระเอกของฉันพึ่งพาอะไรได้บ้างไหมเนี่ย’ หลี่หลิ่งฟางพึมพำในใจพร้อมยกมือกุมขมับ
หวังจิ้งเสวียนที่เห็นเช่นนั้นจึงเป็นฝ่ายยืนหัวแถว และกล่าวแนะนำตัวเป็นคนแรกแทน
“เราต้องขอกล่าวทักทายองค์ชายและองค์หญิงจากแคว้นเซี่ย เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เข้าร่วมสำนักศึกษามาสานสัมพันธไมตรีกับพวกท่านในครั้งนี้ เรามีนามว่าหวังจิ้งเสวียนองค์รัชทายาทของแคว้นซิน เราหวังว่าการเข้าร่วมในครั้งนี้ตลอดสามเดือนจะผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น”
การแนะนำตัวขององค์รัชทายาททำให้บรรยากาศในห้องอาหารเงียบกริบ จากที่มีเสียงเจื้อยแจ้วบรรดาข้าราชบริพารของเหล่าองค์ชายองค์หญิงแคว้นเซี่ย
หลี่หลิ่งฟางรู้สึกใจไม่ดีที่บรรยากาศเงียบจนเกินไป แต่ผ่านไปไม่นานเสียงขององค์หญิงเซี่ยเฟยจูก็ดังขึ้น
“หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยเพคะ ที่หม่อมฉันเสียมารยาทเรียกองค์รัชทายาทว่าคุณชายเพคะ!”
หวังจิ้งเสวียนส่ายหน้า “มิเป็นไร เรามิได้ใส่พระทัยตรงนั้น องค์หญิงเซี่ยวางพระทัยเถิด”
“ขอบพระคุณเพคะ”
ดวงตาดอกท้อทอดมองใบหน้าองค์หญิงเซี่ยเฟยจูที่ขึ้นสีระเรื่อ หันไปแย้มยิ้มให้กับองค์หญิงอีกคนประหนึ่งบุปผาแรกแย้ม
ลิ้นของหลี่หลิ่งฟางดุนกระพุ้งแก้มขณะมองไปที่จุดนั้น โดยลืมตัวไปว่าตนกำลังยืนอยู่ลานด้านหน้า ซึ่งองค์ชายและองค์หญิงที่นั่งโต๊ะตัวอื่น ๆ มองเห็นการกระทำทั้งหมดของนาง
“เราควรห้ามปรามน้องสาวเรา ก่อนที่นางจะได้รับอันตราย” องค์ชายสองหันไปพูดกับองค์ชายสาม
“กระหม่อมเห็นด้วยกับเสด็จพี่พ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยเฟยฮวาองค์หญิงพระองค์โตทูลให้องค์รัชทายาททรงทราบ “ห้ามเด็กคนนั้นก่อนที่จะถูกภรรยาของเขาสังหารเสีย”
เซี่ยเฟยหลงยิ้มแห้งหันไปมองหญิงสาวอาภรณ์ชมพู ที่ยืนอยู่ลานด้านหน้าด้วยสายตาที่ยากจะหยั่งถึง
หลิวอ๋องเห็นว่าพระชายายังไม่ได้แนะนำตัว เขาจึงก้มหน้าไปกระซิบ “พระชายาพ่ะย่ะค่ะ ถึงตาพระชายาแนะนำตัวแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่หลิ่งฟางผงกศีรษะละสายตาออกจากจุดนั้น เบนหน้าหันกลับมา “เรามีนามว่าหลี่หลิ่งฟาง เป็น ‘พระชายา’ ขององค์รัชทายาท ยินดีที่ได้รู้จัก”
น้ำเสียงที่เน้นคำว่าพระชายาพร้อมหันไปจ้องมององค์หญิงเซี่ยเฟยจู ซึ่งเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการเอาไว้ ว่าตนนั้นคือพระชายาขององค์รัชทายาท แต่คนอื่น ๆ ที่เห็นการกระทำก่อนหน้ากลับมองว่านั่นเป็นการข่มขู่เสียมากกว่า
และการกระทำนั้นทำให้หลิวอ๋องยืนก้มหน้ากลั้นขำจนไหล่สั่น เพราะทั้งเขาและองค์รัชทายาทรู้จักพระชายาตั้งแต่วัยเยาว์ นางไม่เคยต่อปากต่อคำ หรือหึงหวงออกนอกหน้าขนาดนี้มาก่อน พอได้เจอเรื่องไม่คาดฝันกลับทำให้หลิวอ๋องชอบใจ
หวังจิ้งเสวียนลอบถอนหายใจพลางหัวเราะในลำคอ ยามเห็นหญิงสาวข้างกายข่มขู่หญิงอื่นออกนอกหน้า เขาจึงยกฝ่ามือขึ้นไปบีบก้อนซาลาเปาสองลูกให้หันกลับมา
“กินน้ำส้มสายชูหลายไหเชียว”
“หม่อมฉันยอมกิน หากมีสิ่งมิพึงประสงค์มาเข้าใกล้พระองค์ และหม่อมฉันขอบอกรอบที่หมื่นที่แสนว่า หม่อมฉันคือพระชายาของพระองค์ ฉะนั้นหม่อมฉันมิผิด”
“ดื้อนัก” หวังจิ้งเสวียนใช้มืออีกครั้งบีบจมูกดื้อรั้นเบา ๆ และลากหญิงสาวให้ถอยออกมายืนด้านหลังกับตน เพื่อให้พระเชษฐาแนะนำตัวต่อ
“เสด็จพี่เฟยจูยากที่จะต่อกรเสียแล้ว” องค์ชายสี่พูดขึ้นลอย ๆ
“ดูเหมือนพระชายาจะมิใช่คนธรรมดานะเพคะเสด็จพี่” องค์หญิงสี่เอ่ยขึ้นมา
หลังจากนั้นหลิวอ๋องก็แนะนำตัว และดำเนินไปตามเรื่องราวของเนื้อเรื่องหลัก เมื่อการแนะนำตัวจบลงราชครูได้ให้ศิษย์ในสำนักแจกหนังสือเล่มหนึ่ง
“หนังสือที่แจกไปนั้นเป็นเนื้อหาที่เราจะร่ำเรียนตลอดการศึกษา หลังผ่านไปหนึ่งเดือนจะเริ่มฝึกศิลปะการต่อสู้กัน ใช้เวลาคร่าว ๆ สามเดือน หวังว่าสามเดือนหลังจากนี้ทุกคนจะได้รับประสบการณ์ที่ดี ตอนนี้แยกย้ายกลับที่พักได้ เจอกันวันพรุ่งยามเฉินพ่ะย่ะค่ะ”
ราชครูและตัวแทนทูตแคว้นเซี่ยเดินออกจากโรงอาหารไป
“พระชายา เจ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่งั้นหรือ?” หวังจิ้งเสวียนตรัสถามด้วยความสงสัย
“ไม่มีเพคะ ลุกขึ้นเถิดเพคะ หม่อมฉันจะพาพระองค์กลับห้องพัก” หลี่หลิ่งฟางถือหนังสือของตนยืนรอชายหนุ่ม
“วันพรุ่งเราเจอกันที่ใดดี?”
“ที่เดิมก็ได้เพคะ”
“ตกลง”
*****
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว







