Beranda / รักโบราณ / นักฆ่าตำหนักเย็น / บุกรุกจวนเจ้ากรมอาญา

Share

บุกรุกจวนเจ้ากรมอาญา

last update Tanggal publikasi: 2026-02-11 10:00:12

เมื่อหลี่หลิ่งฟางกลับถึงตำหนักเฟิ่งอี๋ ก็เก็บตัวขังอยู่แต่ในห้องบรรทม แม้แต่อันฉียังถูกไล่ให้กลับไปพักผ่อนที่ห้อง

ภายในห้องบรรทมมีเพียงความสลัวของแสงเทียน หลี่หลิ่งฟางฟุบหน้าอยู่แต่ในหมอนชื้นน้ำบอกเล่าความโศกเศร้าอย่างเงียบงัน เสียงสะอื้นเบา ๆ ฟุบหน้ากับหมอนอย่างไร้เรี่ยวแรง โลกทั้งใบของนางคล้ายถูกกลืนหายไปกับหยดน้ำตา

หลี่หลิ่งฟางพลิกกายขึ้นนอนหงายจ้องมองเพดานอย่างเลื่อนลอย น้ำตายังคงรินไหลออกจากหางตาเงียบ ๆ นางพยายามควบคุมความรู้สึกหลากหลายนี้ให้สงบลง

ทำไม...ทำไมเรื่องราวถึงได้โศกเศร้าเช่นนี้

หลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นปิดดวงตา พยายามกัดริมฝีปากอันสั่นเครือของตน ไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมา

มีหลายอย่างที่ตนยังรู้สึกไม่แน่ชัด แต่ทำไมถึงได้รู้สึกโศกเศร้าเสียใจถึงปานนี้ อาจเป็นเพราะความรู้สึกจริง ๆ ของเจ้าของร่างคนเดิมก็ได้ เรื่องนี้จบรวดเร็วทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันจะเริ่มเรื่องราว เพราะอย่างนั้น...

หลี่หลิ่งฟางกระเด้งตัวออกจากเตียง ดวงตาที่เคยเปียกชื้นกลับแข็งกร้าวสะท้อนเงาการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยว นางเดินไปเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดที่ดูทะมัดทะแมง ถอดเครื่องประดับวางไว้บนโต๊ะคันฉ่อง ใช้มือทั้งสองสางและรวบมัดขึ้นสูง

แม้ดวงตาบอบช้ำยังคงคลอไปด้วยน้ำตา ทว่าสายตากลับถมึงลงจนดูน่ากลัว

ในความเงียบสงัดยามรัตติกาล หลี่หลิ่งฟางมุ่งหน้าไปยังทางออกด้านหลังของตำหนัก นางปีนขึ้นกำแพงสูงด้วยท่วงท่าคล่องแคล่ว และใช้ความสามารถที่ตนมีออกเดินทางไปจุดหมายที่ตั้งเป้าเอาไว้

ซึ่งที่แห่งนั้นก็คือ...

-----

เรือนของบุตรชายคนโตของเจ้ากรมอาญาตั้งแยกออกจากเรือนหลัก ล้อมรอบด้วยสวนต้นหลิวลู่ลม แสงโคมไฟส่องสว่างตัดกับแสงจันทรา

ชายหนุ่มเจ้าของเรือนพลิกกระดาษหนังสืออ่านอย่างสงบภายใต้แสงเทียน ลมเหมันต์พัดโชยผ่านมาให้ความรู้สึกเย็นสบาย

โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีเงามืดอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามา

ผัวะ! โครม!

เสียงกระแทกอย่างรุนแรงดังขึ้น อุปกรณ์บนโต๊ะเตี้ยล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทุกทิศทาง ร่างของชายหนุ่มถูกเหวี่ยงกระเด็นเข้าไปในห้อง

“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้า...”

ผัวะ!

หมัดหนักพุ่งเข้ากระแทกใบหน้าหลายต่อหลายครั้ง โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง แม้ว่าใบหน้าจะบวมช้ำไปหมดแล้วก็ตาม

“ได้โปรดหยุดเถิด ข้าขอร้อง!”

แม้จะขอร้องอ้อนวอนเสียงสั่นเครือ แต่เสียงนั้นกลับไม่มีผู้ใดยินยอมรับฟัง เขายังคงถูกทำร้ายร่างกายไม่หยุด ถูกซัดด้วยหมัดและฝ่าเท้าอย่างไร้ความปรานี จนสภาพในตอนนี้ไม่ต่างจากศพที่กำลังนอนรอความตาย

ฝ่ามือเย็นคว้าผมชายหนุ่มขึ้น รั้งให้เงยหน้าเผชิญสายตาอันไร้แววความเมตตา

เสียงร้องโหยหวนดังกึกก้อง แต่ไร้ผู้คนในเรือนได้ยินเสียงนั้น เหมือนทุกสิ่งถูกกลืนหายไปในความมืดมิด

ใบหน้าของหญิงสาวในชุดดำค่อย ๆ ปรากฏใต้แสงจันทรา ดวงตาคู่นั้นเต็มเปี่ยมด้วยจิตสังหารที่ไม่ได้ปิดบังแม้แต่น้อย เย็นยะเยือกและไร้แววมนุษย์

“ข้าขอร้อง...ฮึก” ชายหนุ่มพยายามคลานหนี

หมับ พรืด!

ร่างกายถูกกระชากให้กลับมาที่เดิม ก่อนที่จะถูกหักขาข้างขวา

“อ๊ากกก!!!”

เสียงกรีดร้องขาดห้วงคล้ายจะขาดใจ

ชายหนุ่มยังคงพยายามพาร่างกายเจ็บปวดบอบช้ำของตนออกจากห้อง โดยมีร่างในเงามืดจ้องมองและเดินตามมาอย่างเชื้องชา

ชายหนุ่มคลานจนมาถึงชานเรือนและล้มหน้าคว่ำทันทีที่ร่างกลิ้งตกลงมาบนพื้นหญ้า ดวงตาบอบช้ำปูดบวมหันไปมองจ้องคนที่ทำร้ายตน

ใบหน้าของสตรีในชุดสีดำทมิฬ แววตาจ้องเขม็งบ่งบอกถึงจิตสังหาร ไร้ความเมตตาน่าสงสาร แม้แต่ความเวทนาก็ไม่มี

ชายหนุ่มถูกม่านน้ำตาบดบังจนภาพบิดเบี้ยว ต่อให้พยายามร้องไห้ออกมาให้น่าสงสารอย่างไร หญิงสาวก็คงไม่ปล่อยให้ตนมีชีวิตรอดอยู่ดี

ภาพเรื่องราวที่ตนเคยทำไม่ดีใส่องค์รัชทายาทมากมาย ในตอนนี้ย้อนกลับมาลงโทษตนเป็นหลายพันเท่า

มีเพียงความตายเท่านั้นที่กำลังรออยู่

ฝ่ามือบางเอื้อมไปจิกผมของชายหนุ่มที่นอนปวกเปียกบนพื้นขึ้นมา เสียงร้องขอชีวิตของชายหนุ่มไร้ความหมาย สำหรับผู้ที่ถูกขนานนามว่า ‘ปีศาจไร้ใจ’ เหมือนคำขอเหล่านั้นไม่อาจแทรกผ่านเกราะความเย็นชาในใจของนางได้

หญิงสาวเดินอ้อมมายืนซ้อนหลังของชายหนุ่ม ใช้เท้ายันเข้าที่แผ่นหลังในขณะที่มือขวายังคงจิกผมอยู่ นางออกแรงทั้งหมดจนทำให้ร่างของชายหนุ่มตกอยู่ในเส้นตายง่ายดาย

“อ๊ากก!!!!”

ชายหนุ่มร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดขีดสุด ร่างทั้งร่างถูกเหยียบยันทำให้กระดูกร้าว ศีรษะถูกดึงกระชากจนรู้สึกว่าคอจะหลุดออกจากลำคออยู่รอมร่อ

ชายหนุ่มนึกเสียใจกับสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป เมื่อความตายเข้ามาเยือนอยู่ตรงหน้า น้ำตาทะลักพรั่งพรู ดวงตาเบิกโพลง น้ำลายไหลย้อยตามคางลงมา ร่างกายสั่นเกร็งจนเส้นเลือดปูดโปน

ทว่าในห้วงวินาทีสุดท้ายของช่วงชีวิต ชายหนุ่มกลับได้รับอิสระ เมื่อร่างของหญิงสาวถูกบางอย่างพุ่งเข้าใส่ร่างจนล้มหงายหลังไป

“แค่ก! แค่ก! แค่ก!”

ชายหนุ่มไอออกมาอย่างรุนแรง ก่อนอาเจียนออกมาเปรอะเปื้อนอาภรณ์ที่สวมอยู่ ทั้งร่างเปรอะเปื้อนไปด้วยปัสสาวะและดินโคลน ส่งผลทำให้ชายหนุ่มนอนหมอบไปกับพื้นอย่างน่าเวทนา

ชิ้ง! ชิ้ง! ชิ้ง!

เสียงดาบปะทะกันรุนแรงจนเกิดสะเก็ดไฟในความมืดมิด สองร่างฟาดฟันดาบใส่กันอย่างไม่ลดละ ไร้ความปรานีใด ๆ

ชายหนุ่มนอนนิ่งมองสองร่างปะทะกันอย่างอ่อนล้า ดวงตาพร่ามัวเลื่อนลอยก่อนที่สติทุกอย่างจะดับวูบไป

-----

รุ่งอรุณวันต่อมามีข่าวลือแผ่กระจายไปทั่วเมืองหลวง เหตุการณ์ที่บุตรชายคนโตของเจ้ากรมอาญาเผชิญมาเมื่อคืนถูกเล่าขานปากต่อปาก

วังหลวงได้ส่งหมอหลวงให้ไปรักษาอาการบุตรชายคนโตของเจ้ากรมอาญา วันนั้นเจ้ากรมอาญาได้มีการเข้าเฝ้าองค์ฮ่องเต้ หลังประชุมในท้องพระโรงตอนเช้าสิ้นสุดลง

ผู้คนต่างร่ำลือกันไปต่าง ๆ นานา ว่าอาจเป็นฝีมือของกลุ่มกบฏที่หมายปองทำลายวังหลวง โดยเริ่มจากตระกูลขุนนางผู้มีอำนาจ

กระนั้นเหตุการณ์เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ จนฮ่องเต้มีบัญชาให้เพิ่มกำลังองครักษ์ลาดตระเวนทั่วเมืองหลวงอย่างเข้มงวด

ส่วนทางด้านพระตำหนักเฟิ่งอี๋ ณ ขณะนี้ ร่างของหลี่หลิ่งฟางนอนหอบหายใจถี่หัวใจเต้นระส่ำ หลังนางกลับมาถึงตำหนักยามรุ่งสาง ร่างกายของนางเต็มไปด้วยโลหิตทั้งสดและแห้งกัง เปรอะเปื้อนอาภรณ์กับเตียงนอน บาดแผลถูกรักษาอย่างลวก ๆ

ใบหน้าซีดเซียวเปียกชุ่มด้วยเหงื่อ ดวงตาดอกท้อพร่ามัวเลื่อนลอย จนกระทั่งเสียงของนางกำนัลคนสนิทดังเข้ามาในห้องบรรทม

“พระชายา เสด็จตื่นบรรทมหรือยังเพคะ วันนี้อากาศดีมากเลยเพคะ หม่อมฉันได้จัดเตรียมชากับของว่างไว้แล้วเพคะ พระชายาทรงโปรดชานี้นัก...”

เสียงพูดหยุดลงทันทีเมื่ออันฉีเปิดประตูเข้ามา นางเบิกตากว้างรีบหันหลังวิ่งออกจากตำหนักด้วยความตกใจ

อันฉีรีบวิ่งสุดกำลังไปที่สำนักหมอหลวงของวังหลวง ใบหน้าของนางมีน้ำตาหลั่งรินไม่ขาดสาย แม้นางจะสะดุดขาตนเองล้มหน้าคะมำ ร่างกลิ้งไปตามพื้นจนเนื้อตัวถลอกปอกเปิก เลือดไหลซึมออกมาจากฝ่ามือและหัวเข่า แต่นางกลับไม่หยุดพักแม้เพียงครู่ รีบยันกายลุกขึ้นยืนวิ่งต่อไป

เสียงฝีเท้าของนางดังก้องไปตามทางเดินในยามเช้า เมื่ออันฉีวิ่งมาถึงสำนักหมอหลวงก็ถลาเข้าไปในลานจนผู้คนแตกตื่น หมอหลวงหนุ่มเห็นจึงรีบเดินเข้ามาถามไถ่อาการของนางด้วยสีหน้าตกใจ

“แม่นาง เจ้าเป็นอันใด? ทำไมสภาพของเจ้าถึงเป็นเช่นนี้”

อันฉีคว้าแขนหมอหลวงหนุ่มไว้แน่น “ท่านหมอหลวงเจ้าคะ พระชายาของข้า ฮึก...นายของข้าได้รับบาดเจ็บสาหัส ท่านหมอหลวงได้โปรดตามข้าไปเดี๋ยวนี้เถิด!”

หมอหลวงหนุ่มได้ยินเช่นนั้นไม่รั้งรอให้เสียเวลา รีบหันหลังกลับไปคว้าหีบยารักษาและเครื่องมือเท่าที่สามารถหยิบติดมือมาได้ ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามหลังนางกำนัลมุ่งหน้าไปที่เขตพระราชวังต้องห้ามทันที

ข่าวลือแพร่กระจายไปทั่ววังหลวงดั่งไฟลามทุ่ง ว่ามีนางกำนัลผู้หนึ่งในสภาพสะบักสะบอมวิ่งมาขอหมอหลวงด้วยตนเอง แล้วทั้งคู่ก็รีบรุดหน้ากลับไปยังตำหนักใน

หนึ่งในผู้ที่ได้ยินก็คือ...องค์รัชทายาท

หวังจิ้งเสวียนเดินตามทางไปยังเขตพระราชวังต้องห้าม โดยวันนี้เขามีเรื่องอยากจะพูดคุยกับพระชายา หลังจากเมื่อคืนเขานอนคิดมาอย่างดีแล้ว เขาถึงได้ไปหานางในวันถัดมา

ระหว่างเดินเหม่อ ๆ ไปยังจุดหมาย เสียงซุบซิบรอบข้างดังขึ้นตลอดเป็นระยะ จนเขาอดไม่ได้ที่จะให้ความสนใจ กระทั่งเห็นเหล่าพระสนม นางกำนัล และขันทีมากมายออกมายืนออกัน

“ชิงหลาน วันนี้พระราชวังต้องห้ามมีการจัดงานอันใดหรือเปล่า?” องค์รัชทายาทหันมาตรัสถามอย่างสงสัย

“กระหม่อมมิมั่นใจพ่ะย่ะค่ะ เดี๋ยวกระหม่อมจะไปถามขันทีตรงนั้นให้พ่ะย่ะค่ะ” ชิงหลานองครักษ์ข้างกายก้าวฉับไปทางขันทีผู้หนึ่ง

หวังจิ้งเสวียนยืนรอไม่ห่าง จนเห็นใบหน้าของชิงหลานดูตื่นตระหนกรีบวิ่งกลับมาหาตนด้วยสีหน้าซีด

หวังจิ้งเสวียนรู้สึกลางสังหรณ์ไม่ดีรีบตรัสถามกลับไป “เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

“ทูลองค์รัชทายาท พระชายา...”

ยังไม่ทันกล่าวจบเสียงฝีเท้าวิ่งระรัวตัดบทสนทนาไปทันควัน ชุดอาภรณ์ของเขาปลิวไสวตามแรงวิ่ง เมื่อร่างสูงพุ่งฝ่าเหล่าข้าราชบริพารที่หลบทางให้กับเขา

หวังจิ้งเสวียนวิ่งสุดกำลัง หัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นป้ายตำหนักจุดหมายของตน ชายหนุ่มรีบวิ่งเข้าไปโดยไม่สนใจเสียงห้ามปรามจากองครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าตำหนัก

เขาผลักประตูพรวดเข้าไปทันที ภายในตำหนักเงียบงันเย็นเยียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของตน ร่างของชายหนุ่มวิ่งเข้าไปในตำหนักมุ่งตรงไปที่ห้องบรรทม

ทันใดนั้นภาพตรงหน้าปรากฏสู่ดวงตาหงส์ หวังจิ้งเสวียนถึงกับเข่าทรุดลงกับพื้นเสียงดัง ดวงตาเบิกโพลง จิตใจเหมือนถูกฉีกขาดในพริบตา

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   บทส่งท้าย : ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับเจ้าลูกเจี๊ยบ

    ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ทำนุบำรุงวังหลวง

    วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   หลั่งโลหิตล้างแผ่นดิน

    เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เพลิงกบฏชิงอำนาจ

    แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   แฝงตัวซ่อนเร้น

    ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ถวายสมุดรายชื่อแด่ฮ่องเต้

    รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   คืนเทศกาลหอมรัญจวน (nc)

    บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   คำสัญญาในคืนหยวนเซียว (nc)

    พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เทศกาลหยวนเซียว

    หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   พ่อตาพูดคุยกับลูกเขย

    บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status