Share

มิติเสมือน

last update Tanggal publikasi: 2026-03-28 12:00:35

หลี่หลิ่งฟางนั่งนิ่งค้างไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะได้สติกลับมาเมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาดังขึ้น หลิ่หลิ่งฟางตัดสินใจเทสัมภาระในถุงผ้าออกมาดู ซึ่งในนั้นมีอุปกรณ์ของใช้ในยุคปัจจุบันทั้งหมด

และที่ขาดไปไม่ได้สำหรับหย่าถิง คือ สมุดสะสมการ์ดศิลปินของนาง

“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นเนี่ย!”

หลี่หลิ่งฟางยังคงไม่เข้าใจ ก่อนจะยื่นมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู บนหน้าจอปรากฏรูปศิลปินไอดอกคนหนึ่งที่คาดว่าจะเป็นเมนของหย่าถิง และตัวเลขวันที่ที่ขึ้นเลขศูนย์ นาฬิกาที่แจ้งเตือนเมื่อสักครู่ก็ขึ้นเลขศูนย์เช่นเดียวกัน

“เดี๋ยวก่อนนะ ขอตั้งสติแปบ...”

หลี่หลิ่งฟางนั่งสมาธิพลางใช้ความคิดอย่างจริงจังกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้อย่างจริงจัง

“ถุงผ้าของหย่าถิงโผล่มาพร้อมกับตัวละครใหม่ที่ไม่เคยปรากฏ...มันคงไม่ใช่สิ่งที่ข้าคิดใช่หรือไม่...”

หลี่หลิ่งฟางส่ายหน้าไล่ความคิดไร้สาระออกไปจากหัวสมองของตน และหยิบสัมภาระเก็บเข้าถุงผ้าตามเดิม ก่อนที่ใครจะมาพบเห็นเข้าและตีโพยตีพายว่าข้าจะลอบสังหารองค์รัชทายาท

ในระหว่างที่หลี่หลิ่งฟางกำลังเก็บของใส่ถุงผ้าอยู่นั้น ทว่ามีแสงสว่างส่องออกมาจากถุงกำมะหยี่ถุงหนึ่ง หลี่หลิ่งฟางหยิบถุงกำมะหยี่นั้นขึ้นมาดู และอ่านแผ่นกระดาษที่มัดผูกติดเอาไว้

‘ส่งมอบให้หัวหน้าทีม’

หลี่หลิ่งฟางเลิกคิ้วสงสัย เทของที่อยู่ในถุงกำมะหยี่ออกมาดู ก่อนที่จะได้เห็นว่ามันคืออะไร กลับมีแสงสว่างวาบขึ้นมาจนแสบตาจึงต้องหรี่ตาลง และภาพที่ปรากฏตรงหน้ายิ่งทำให้หลี่หลิ่งฟางงุนงงไปหมด

“สวรรค์กำลังกลั่นแกล้งอะไรข้าอีกล่ะ”

ในตอนนี้หลี่หลิ่งฟางกำลังยืนอยู่ในห้องพักของทีมตนเอง ที่ตั้งอยู่ในองค์กรนักฆ่า และนาฬิกาดิจิตอลกำลังบอกเวลา ณ ปัจจุบัน

วันอาทิตย์ที่ 21 เดือน ตุลาคม ปี 2XXX

ซึ่งเป็นวันเกิดของนางเอง ราวกับเรื่องราวที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่ความฝันเรื่องหนึ่งที่ยาวนาน

แต่มันกลับไม่ใช่อย่างที่คิด เพราะบนร่างกายของนางยังคงสวมชุดที่มีรอยเลือดแห้งกรังอยู่

“หรือว่า...นี่คือมิติเสมือน?” หลี่หลิ่งฟางลองเดาดูตามสิ่งที่เห็น

และมันเป็นอย่างที่นางคิดจริง ๆ เมื่อบนแผงจอสีฟ้าปรากฏตรงหน้าพร้อมคำอธิบายยาวเฟื้อย

[ยินดีต้อนรับสมาชิกทีมนักฆ่า Necro ทุกท่าน สถานที่แห่งนี้เป็นโลกเสมือนที่จัดตั้งขึ้นในมิติระหว่างรอยแยก ความเป็นจริงและโลกเสมือน ดังนั้นของทุกอย่างที่อยู่ในมิติโลกเสมือน ทุกท่านสามารถนำติดตัวออกไปจากที่นี่ได้

และทุกท่านยังสามารถจินตนาการถึงของในโลกปัจจุบันได้เช่นกัน หวังว่ามิติเสมือนจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านไม่มากก็น้อย

ลงชื่อ ผู้สร้างสรรค์]

-----

หลี่หลิ่งฟางยืนอ่านคำอธิบายบนหน้าจอแผงสีฟ้าด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง แต่ทว่าภายในใจกำลังตีกันอย่างยุ่งเหยิง

แต่ผลสุดท้ายก็ต้องยอมรับไปตามระเบียบ โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น

“ในเมื่อบอกว่าสามารถนำของในนี้ออกไปได้ แถมยังจินตนาการถึงของปัจจุบันได้ใช่ไหม...” หลี่หลิ่งฟางเดินหายเข้าไปในห้องหนึ่ง ซึ่งห้องนั้นคือห้องเก็บกล่องยา และอุปกรณ์รักษาหรือผ่าตัดเอาไว้มากมาย

หลี่หลิ่งฟางเดินไล่ดูของที่ตนต้องการจะใช้ใส่กระเป๋าเป้ใบหนึ่ง และไม่ลืมวางถุงผ้าของหย่าถิงทิ้งเอาไว้ในห้องรับรอง และแหวนที่เทออกมาจากถุงกำมะหยี่นางเลือกสวมมันเอาไว้ที่นิ้วชี้

หากดูภายนอกแหวนนี้ก็ไม่ต่างจากแหวนประดับทั่วไป แต่ถ้าดูจากภายในมันคือกุญแจสื่อกลางที่พาตนเข้ามาที่มิติเสมือนนี้ได้

หลังหลี่หลิ่งฟางออกมาจากมิติเสมือน เวลาก็ยังคงเหมือนเดิมราวกับนางก้าวเข้าไปอยู่ในมิติเสมือนมาเพียงแค่หนึ่งเคอเท่านั้น

หลี่หลิ่งฟางเดินไปที่เตียงขององค์รัชทายาท และถือวิสาสะเปิดดูบาดแผลบนเรือนร่างของชายหนุ่ม

บริเวณบาดแผลถูกทำความสะอาดเรียบร้อย แต่ค่ำคืนนี้คงมีพิษไข้จากบาดแผลอย่างแน่นอน หลี่หลิ่งฟางไม่รอช้าล้วงหยิบอุปกรณ์ที่ตนหยิบมาวางบนโต๊ะข้างเตียง

กล่องยาแคปซูลทั้งยาแก้ปวด แก้ไข้ แก้ปวดหัว และอีกมากมายวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ คืนนี้นางจะนอนเฝ้าองค์รัชทายาทที่ห้อง

หลี่หลิ่งฟางหันไปตะโกนเรียกอันฉี “อันฉี เดี๋ยวสำรับอาหารขององค์รัชทายาทเจ้าช่วยบอกพ่อครัวเตรียมข้าวต้มรสชาติอ่อนให้ข้าที”

“แล้วพระชายาจะเสวยอันใดหรือเพคะ?”

“ของข้าเป็นกับข้าวสองอย่างกับข้าวหนึ่งถ้วยพอ อ้อ ฝากบอกหลิวอ๋องด้วยว่าข้าจะอยู่เฝ้าองค์รัชทายาทจนกว่าพระองค์จะฟื้นตัว”

“รับทราบเพคะ”

หลังหน้าประตูไร้เสียงการเคลื่อนไหว หลี่หลิ่งฟางหยิบขวดยาขึ้นมา ก่อนจะใช้เข็มดูดยาออกจากขวด

“ข้าต้องฉีดยาแก้ปวดก่อน” หลี่หลิ่งฟางใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์บริเวณหัวไหล่ ก่อนจะฉีดยาแก้ปวดให้ “เท่านี้น่าจะพอช่วยเบาเทาอาการไปได้บ้าง”

หลี่หลิ่งฟางเก็บอุปกรณ์ใส่กระเป๋าเป้ และเปิดมิติเสมือนเก็บกระเป๋าเข้าไป นางกลับมานั่งรอบนเก้าอี้ที่ยกมาวางใกล้กับเตียง เฝ้าดูพระอาการขององค์รัชทายาทไม่ห่าง

เวลาผ่านไปหนึ่งจิบชา จู่ ๆ บนพระพักตร์ขององค์รัชทายาทเลือดกำเดาไหล ด้วยความตกใจหลี่หลิ่งฟางรีบลุกไปตรวจชีพจร

“เป็นไปไม่ได้! ทำไมองค์รัชทายาทถึงมีสารพิษในร่างกาย”

สารพิษในตอนนี้เริ่มออกฤทธิ์ หลังแฝงตัวอยู่ในพระวรกายองค์รัชทายาทมาตลอด หลี่หลิ่งฟางรีบกลับเข้าไปในมิติเสมือนเพื่อหาเซรุ่มเร่งขับสารพิษออกจากร่างกาย

“อยู่ไหน!” หลี่หลิ่งฟางรู้สึกร้อนรนจนทำกล่องยามากมายตกกระจายบนพื้น เมื่อเจอเซรุ่มที่ต้องการก็รีบคว้าทั้งเข็มและเซรุ่มออกจากมิติเสมือนทันที

“...แค่ก!”

หลี่หลิ่งฟางรีบดูดเซรุ่มอย่างรวดเร็ว และจับฉีดเข้าไปทันที นางไม่ลืมหาเข็มมาจิ้มที่ปลายนิ้ว เพื่อให้ขับสารพิษออกจากเลือดอีกทางหนึ่ง

จากนั้นจึงนั่งเฝ้าดูพระอาการอีกครั้ง พอเห็นว่าสีหน้าขององค์รัชทายาทดีขึ้นแล้วหลี่หลิ่งฟางถึงโล่งใจ

หาผ้าเช็ดทำความสะอาดเลือดกำเดา ก่อนจะกลับมานั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง พลางนึกไปด้วยว่าองค์รัชทายาทถูกพิษได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ตนตัวติดกับองค์รัชทายาทยิ่งกว่าตังเม แถมอาหารก็ทานสำรับเดียวกัน

“ให้ตายเถอะ ข้าลืมไปว่ายังอ่านเรื่องนี้ไม่จบ ดันถูกรถชนตายก่อนซะงั้น” หลี่หลิ่งฟางเขกกะบาลของตนเองไปที “แต่องค์รัชทายาทสวรรคต เพราะถูกลอบปลงพระชนม์ในคืนนั้นนี่นา หรือว่าที่เขาพูดวันนั้นเป็นเรื่องจริง? แสดงว่า...”

หลี่หลิ่งฟางเดินออกจากห้องพักรักษาพระอาการขององค์รัชทายาท นางไม่ลืมเก็บของพวกนั้นกลับเข้าไปที่มิติเสมือน

สองขาก้าวฉับกึ่งเดินกึ่งวิ่ง จนเห็นท่านพ่อกับหลิวอ๋องกำลังยืนสนทนากับหมอหลวงวัยกลางคน และมีแม่ทัพหยางยืนอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ทันทีที่หลี่หลิ่งฟางเห็นนางรีบวิ่งไป โดยไม่สนใจเหล่าตัวละครในนิยาย

“องค์รัชทายาทเสียเลือดไปมาก เกรงว่า...”

หมอหลวงยังพูดไม่ทันจบ ร่างของเขากลับถูกกระชากคอเสื้อและถูกแรงกดไปกับพื้น

ตึง!

“อ้าก!”

“พระชายา พระนางกำลังทำสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ?!” หลิวอ๋องรีบทูลถามด้วยความตกใจ

“ฟางเอ๋อร์ เจ้ากำลังทำอันใด?” อัครมหาเสนาบดีรีบเข้ามารั้งร่างของบุตรีตนเองออกจากหมอหลวง

“ปล่อยข้า! ข้าจะฆ่าเขา เขาบังอาจโกหกหน้าซื่อใจคด! ปากบอกรักษาพระอาการองค์รัชทายาท แต่กลับวางยาพิษพระองค์ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว!” หลี่หลิ่งฟางพยายามดิ้นให้หลุดจาดพันธนาการ

หลิวอ๋องตกใจและสับสน เขาไม่รู้ว่าคำพูดนั้นสามารถเชื่อได้มากน้อยเพียงใด แต่หันไปสั่งให้แม่ทัพหยางจับตัวหมอหลวงเอาไว้ก่อน

“ท่านอ๋อง กระหม่อมมิได้วางยาพิษองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมถูกใส่ร้าย ได้โปรดท่านอ๋องให้ความเป็นธรรมกับกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ!” หมอหลวงโขกศีรษะขอความเป็นธรรมกับหลิวอ๋อง

“ความเป็นธรรมอันใด! เจ้ากล้าวางยาพิษองค์รัชทายาทยังกล้าขอความเป็นธรรมอีกงั้นหรือ!” หลี่หลิ่งฟางเริ่มตวาดดังขึ้น เรียกผู้คนแถวนั้นให้หันมาสนใจ

“พระชายากล่าวหากระหม่อมโดยไม่มีหลักฐานเช่นนี้ พระองค์จะรับผิดชอบอย่างไร หากกระหม่อมคือผู้บริสุทธิ์?”

หลี่หลิ่งฟางโกรธจัด “แม่ทัพหยางล้วงไปที่อกเสื้อของเขา ในนั้นมีห่อกระดาษสีขาวอยู่”

แม่ทัพหยางทำตามคำสั่งของพระชายา เขาล้วงไปในอกเสื้อของหมอหลวง จนเจอห่อกระดาษสีขาวที่ว่า เขาเปิดมันออกมาปรากฏเป็นใบชาแห้ง

“รากเถาหยกเขียวงั้นหรือ?”

ครานี้เป็นเสียงของอัครมหาเสนาบดีที่ดังขึ้นมา หลิวอ๋องกัดฟันกรอดกำหมัดแน่น

“เจ้ากล้าวางยาพิษองค์รัชทายาทเชียวหรือ! จับไปขังที่คุกวังหลวงรอศาลอาญาตัดสิน!”

“พ่ะย่ะค่ะ!”

“ไม่! กระหม่อมมิได้วางยาพิษ กระหม่อมถูกใส่ร้าย! ท่านอ๋องเมตตากระหม่อมด้วย กระหม่อมถูกใส่ร้าย ท่านอ๋อง...ท่านอ๋อง!”

อัครมหาเสนาบดีปล่อยร่างของบุตรี เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “ฟางเอ๋อร์ เรื่องนี้เจ้าสมควรอธิบายให้พวกเราฟัง”

หลี่หลิ่งฟางยืนอธิบายช่วงเวลาที่คาดว่าองค์รัชทายาทถูกวางยาพิษให้ทั้งสองได้ฟัง “ที่ลูกรู้ได้ในทันทีว่าเป็นฝีมือของหมอหลวงผู้นั้น เพราะร่างกายของลูกเคยถูกพิษจากรากเถ้าหยกเขียวเช่นกัน แต่โชคดีที่ลูกขับพิษออกไปแล้ว แต่ขององค์รัชทายาทยาพิษเพิ่งจะออกชัดอีกครั้งอาการเลย...”

“ตอนนี้พระอาการขององค์รัชทายาทเป็นอย่างไรบ้าง พ่ะย่ะค่ะ?” หลิวอ๋องทูลด้วยความกังวล

“ตอนนี้หม่อมฉันได้ใช้เข็มขับพิษออกไปแล้วเพคะ ที่เหลือก็รักษาไปตามระเบียบเช่นเดิม มินานองค์รัชทายาทจะดีขึ้นเพคะ”

หลิวอ๋องถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“เรื่องนี้พ่อจะทูลให้ฝ่าบาททรงทราบเอง เจ้าพักผ่อนเถิด” อัครมหาเสนาบดียกฝ่ามือลูบผมบุตรีอย่างอ่อนโยน

หลังจากวันนั้นหมอหลวงได้ถูกฮ่องเต้สั่งประหาร และยึดทรัพย์ของตระกูล ปลดครอบครัวของหมองหลวงให้ไปเป็นทาสที่ชายแดน

ผ่านมาได้สามวัน ในที่สุดองค์รัชทายาทก็ฟื้นจากกระบรรทมที่แสนยาวนาน

*****

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   บทส่งท้าย : ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับเจ้าลูกเจี๊ยบ

    ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ทำนุบำรุงวังหลวง

    วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   หลั่งโลหิตล้างแผ่นดิน

    เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เพลิงกบฏชิงอำนาจ

    แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   แฝงตัวซ่อนเร้น

    ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ถวายสมุดรายชื่อแด่ฮ่องเต้

    รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   คืนเทศกาลหอมรัญจวน (nc)

    บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   คำสัญญาในคืนหยวนเซียว (nc)

    พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เทศกาลหยวนเซียว

    หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   พ่อตาพูดคุยกับลูกเขย

    บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status