Masuk“เฮือก!!!”
เสียงสูดลมหายใจเสียงดังของคนป่วย ก่อนที่ร่างอวบอิ่มจะลุกพรวดพราดขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เมื่อมองไปรอบ ๆ ก็เห็นน้องสาวนั่งฟุบหน้าหลับอยู่ข้างเตียง
“เฟิ่งเอ๋อร์”
เสียงแหบแห้งเอ่ยเรียกคนขี้เซา ง่วงนอนถึงเพียงนั้นเหตุใดไม่กลับไปนอนที่เรือน
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ฟื้นแล้ว จิบน้ำก่อนเจ้าค่ะ”
สองมือลนลานควานหากาน้ำอุ่น ที่ตนเพิ่งถือเข้ามาไม่นาน แล้วเทลงจอกเล็ก ๆ ยื่นให้คนฟื้นคืนสติ
“เฟิ่งเอ๋อร์ เจ้ายังไม่แต่งออกไปใช่หรือไม่”
ความทรงจำหลายภพหลายชาติผสมปนเปกัน จนแยกไม่ออกว่ายามนี้ตนอยู่ในห้วงเวลาใดกันแน่ แต่ที่รู้อย่างแจ่มแจ้งแน่ชัด คือบุรุษผู้นั้นเป็นของต้องห้ามยิ่งกว่าของมืดของดำ
นางตายโดยมีเขาเป็นต้นเหตุทุกครั้ง ซวยซ้ำซวยซ้อนเพราะถูกตามติดทุกชาติภพ!
“ใช่เจ้าค่ะ ข้ายังไม่ออกเรือน พี่ใหญ่ท่านจำอะไรไม่ได้เลยหรือ”
ฉีเฟยเฟิ่งรู้สึกดีใจที่พี่สาวปลอดภัย อีกทั้งยังเรียกนางอย่างสนิทสนม ทว่าตกใจมากเช่นกันที่พี่สาวมีท่าทีแปลก ๆ คล้ายกับจดจำเรื่องราวไม่ได้อย่างไรอย่างนั้น
“ท่านพ่อ ท่านพ่ออยู่ที่ใด”
เมื่อเห็นว่าน้องสาวปลอดภัยดี คนต่อมาคือบิดาที่นางต้องเร่งสอบถามความเป็นไป ไม่ได้ใส่ใจตอบคำถามเรื่องความทรงจำเลย
“เมื่อสามวันก่อนท่านพ่อเดินทางไปเมืองถัง เพื่อประเมินการก่อสร้างบ่อกักเก็บน้ำเจ้าค่ะ”
“เฟิ่งเอ๋อร์ปีนี้ข้าอายุเท่าไหร่”
เพื่อความแน่ใจในช่วงเวลาจึงเอ่ยถามถึงอายุตนเอง ในใจกำลังร้อนรนเป็นห่วงบิดา เพราะอีกไม่นานสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นจะถูกก่อสร้างอย่างผิดหลักการของงานวิศวกรรม
เรื่องร้ายเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของช่างนั่นคือส่วนหนึ่ง แต่หลัก ๆ คือมีใครบางคนอยากให้การก่อสร้างผิดหลักตั้งแต่แรก!
“เท่าเดิมเจ้าค่ะ”
“เท่าเดิมคือเท่าไหร่เล่า”
คนป่วยแทบเอามือกุมขมับ เมื่อได้ยินวาจาใสซื่อของน้องสาว คงเห็นท่าทีแปลก ๆ ของคนถาม เลยตอบแบบแปลก ๆ เช่นกัน
“สิบเก้าปีเจ้าค่ะ ข้าสิบแปดปี”
“ข้าเพิ่งล้มหัวฟาดพื้นที่จวนเสนาบดีซ่งใช่หรือไม่”
นางจดจำเรื่องราววันนั้นได้อย่างแม่นยำ อยากทำร้ายผู้อื่นแต่กลับถูกโต้กลับเสียจนหมดฤทธิ์
“ใช่เจ้าค่ะเพิ่งล้มไปสามวัน เฮ้อ! ในที่สุดก็จำได้ข้าตกใจแทบแย่ เกือบได้ไปตามนักพรตมาช่วยดูอาการ พี่ใหญ่ท่านเหมือนคนถูกผีเข้าเลย”
“ข้าสบายดีแค่จำได้หลายเรื่องเกินไป เฟิ่งเอ๋อร์พวกเราต้องรีบตามท่านพ่อไปให้ทันกาล”
ความปลอดภัยของบิดาสำคัญที่สุด ตามไปในฐานะใดค่อยวางแผนกันอีกที
คนเพิ่งฟื้นจากป่วยไข้มีท่าทีลนลานอย่างเห็นได้ชัด ฉีเฟยเฟิ่งต้องรีบจับแขนเอาไว้ไม่ให้คนป่วยลุกพราดพราดออกจากเตียงทั้ง ๆ ที่ยังอ่อนแรง
“ตามไปทำไมเจ้าคะ ที่นั่นมีแต่บุรุษทั้งนั้น พวกเราไปจะช่วยการใดได้”
“อีกไม่นานจะมีทั้งสตรีและบุรุษตามไปสมทบ ท่านพ่อกำลังตกอยู่ในอันตราย ข้ากับเจ้าต้องรีบตามไปช่วยให้ทัน”
เมื่อเริ่มสงบจิตใจและไตร่ตรองจากความทรงจำจึงรู้ว่าอีกราว ๆ หนึ่งสัปดาห์ ขบวนของผู้สมทบทั้งชายและหญิงจะตามไปเมืองถัง เพื่อร่วมด้วยช่วยกันก่อสร้างบ่อกักเก็บน้ำแห่งใหม่ ให้ทันใช้งานในช่วงฤดูฝนที่ใกล้จะมาเยือน
เรื่องอาหารการกินของคนงานสำคัญไม่น้อยกว่าเรื่องอื่น นางกับน้องสาวจะตามไปในฐานะผู้ช่วยของโรงครัว
จากความทรงจำหนหลัง ขุนนางน้อยใหญ่ต่างก็ส่งตัวแทนเป็นบุตรชายหญิง ให้เข้าร่วมช่วยเหลืองานใหญ่ในครั้งนี้ตามความสามารถ
“พี่ใหญ่หรือว่าท่านหัวฟาดพื้นแล้วระลึกชาติได้ เลยรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า”
“ทำไมเจ้ารู้ หรือเจ้าเองก็เคยระลึกชาติได้”
ฉีเหม่ยหลันกระตุกข้อมือน้องสาว สายตาของนางคาดคั้นเพื่อขอคำตอบโดยเร็วที่สุด
“ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ ข้าแค่พูดเล่น ๆ ไม่คิดว่าพี่ใหญ่จะยอมเล่นด้วย”
ดวงตากลมโตคล้ายคนพี่ จ้องมองท่าทีของคนป่วยอย่างพินิจพิเคราะห์
“เฟิ่งเอ๋อร์ ข้าไม่ได้กล่าวไปเรื่อย ยามนี้ชีวิตของท่านพ่อแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่ใกล้ขาดเต็มที ท่านพ่อกับแม่รองมีเพียงข้าและเจ้า หากเราสองคนไม่ตามไปช่วยเหลือ ผู้ใดจะมีใจช่วยเหลือท่านพ่อโดยไม่หวังผลตอบแทน”
ตำแหน่งของบิดามีแต่คนเข้าหาเพื่อหวังผล เมื่อไหร่ก็ตามที่คนเหล่านั้นไม่ได้ตามใจประสงค์ ผลในแง่ลบมักจะมาเยือนคนตระกูลฉีอยู่ร่ำไป
“พี่ใหญ่ท่านใจเย็น ๆ เรื่องนี้ข้าเชื่อท่านและจะไปขออนุญาตท่านแม่เอง พวกเราต้องรอประกาศจากสำนักราชวัง จะเดินทางเข้าไปยังเขตก่อสร้างโดยพลการไม่ได้เด็ดขาด”
“ขอบใจเจ้าน้องสาวของข้า ขอบใจที่เชื่อคำกล่าวเลื่อนลอยไร้หลักฐานของข้า”
“ฟื้นมานิสัยก็เปลี่ยน คงไปพบเห็นมาหลากหลายเรื่องราวเลยสิท่า!”
เสียงเล็ก ๆ บ่นขมุบขมิบข้างหูพี่สาวคนงาม คนที่ไปพบเห็นเรื่องราวมาหลายอย่างจริง ๆ เลยรู้สึกหมั่นเขี้ยวในความรู้มากของน้องสาว
ป๊อก!!!!
เสียงนิ้วเรียวดีดหน้าผากเกลี้ยงเกลาของคนน้อง หากฉีเฟยเฟิ่งบอกกล่าวว่าทะลุมิติมาจากแดนไกลนางก็เชื่อ เพราะน้องสาวพูดถูกทุกเรื่องเลย
“รู้มาก”
“ขนาดป่วยยังแรงเยอะถึงเพียงนี้ ไม่ใช่ไประลึกได้ว่าตนเป็นเทพสงครามหญิงหรอกกระมัง”
“เหอะ! ศีรษะเล็ก ๆ ของเจ้าช่างอัดแน่นไปด้วยความรู้”
มือข้างขวาโยกคลอนศีรษะเล็กไปมา นางมีน้องสาวฉลาดมากถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“ข้าว่าแล้วไม่มีผิด ท่าทีขึงขังดวงตามีอำนาจเช่นนี้ หาใช่พี่สาวคนเดิมของข้า”
“เจ้ารีบไปบอกกล่าวแม่รองให้เข้าใจ ไม่ต้องเล่าทุกเรื่องที่รู้เล่าเท่าที่จำเป็น ข้าอยากให้เรื่องแปลกประหลาดเป็นความลับระหว่างเรา”
“สัญญาก่อนว่าจะไม่รังแกข้าอีก จะไม่บังคับข้าทุกเรื่อง และห้ามหาบุรุษมาให้ข้าแต่งงานอีก”
โอกาสต่อรองเช่นนี้ไม่ได้มีบ่อยครั้ง ฉีเฟยเฟิ่งจึงรีบบอกความต้องการของตนเองทันที
“หึ หึ ข้าสัญญา”
“กอดหน่อยอยากซุกอกอวบ ๆ หมั่นเขี้ยวมานานแล้ว ข้ารึช่างแบนราบสงสัยตอนเกิดถูกพี่ใหญ่แย่งชิงไปหมด”
“เด็กบ้า” ดวงหน้าซีดเซียวยิ้มกว้าง แล้วอ้าแขนรอรับน้องสาวให้เข้าสู่อ้อมกอดของตนเป็นครั้งแรกในชีวิต
“ตัดใจจากคนที่เขาไม่มีใจได้แล้วพี่ใหญ่”
ฉีเฟยเฟิ่งตัดสินใจเอ่ยย้ำเตือน ในเรื่องที่นางรู้สึกคับแค้นใจมากที่สุด ด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการไร้ท่าทีหยอกล้อเฉกเช่นก่อนหน้า
ตอนเดินเข้าไปเห็นพี่สาวล้มหัวฟาดพื้นต่อหน้าชายหญิงคู่นั้น นางโมโหแทบคลั่งแต่ต้องอดทนอดกลั้นเอาไว้ แล้วรีบพาพี่สาวกลับจวนทันที
หลังจากนั้นจึงสั่งการพ่อบ้านและผู้คุ้มกันจวน ห้ามเปิดประตูจวนต้อนรับผู้มาเยือนหน้าไหนทั้งนั้น ยกเว้นหมอประจำตระกูล
บิดาไปราชการ พี่สาวล้มป่วย ท่านแม่ตกใจจนเป็นลม ดังนั้นนางถือว่าตนมีอำนาจเบ็ดเสร็จในจวนตระกูลฉี ใครก็ห้ามเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต!
“ข้ารู้แล้ว ต่อจากนี้ข้ากับเสนาบดีซ่งเป็นเพียงคนรู้จักกันเท่านั้น”
และนางต้องอยู่ให้ห่างตัวซวยทุกชาติภพ ถึงแม้ความรู้สึกรักที่มียังไม่เลือนหายไป แต่ความน้อยใจและหวาดกลัวภัยอันตรายมีมากกว่า
แอบมองอยู่ห่าง ๆ ดีกว่าเข้าไปใกล้แล้วฉิบหายวายป่วง!
ดวงตากลมโตหลับลงพร้อมกับอ้าขาออกกว้างทั้ง ๆ ที่ยังรู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อย นางยินยอมรับตัวตนแข็งขืนให้เข้ามาลึกสุดทาง จนกระทั่งได้ยินเสียงส่วนปลายหัวหยักชนเข้ากับผนังร่องแคบ“เอาให้หนักจะได้ไม่หนีข้าไปที่ใดอีก เอาให้ติดใจจนไม่กล้าอยู่ห่างจากข้าอีก”ซ่งจือหานทั้งพูดทั้งขยับเข้าออกในโพรงคับแคบ ซึ่งบีบรัดแก่นกายของเขาจนอยากปลดปล่อยเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าเขาพอรู้อยู่บ้างว่าต้องอดทนก่อนยามนี้สตรีที่กำลังรองรับอารมณ์ดิบเถื่อนของบุรุษถูกโยกเขย่ากายจนหัวสั่นหัวคลอน เต้านมสองข้างโยกไหวไปตามแรงกระเพื่อมของร่างกาย เมื่อเห็นว่าคนใต้ร่างกำลังเพลิดเพลินไปกับรสรักของเขา บุรุษผู้กระหายน้ำจึงถอดถอนแก่นกายออก อีกเหตุผลคือยังไม่อยากสิ้นสุดโดยเร็วกายสูงใหญ่นั่งลงคุกเข่าต่อหน้ากลีบบุปผาสีชมพูอ่อน เพื่อลิ้มรสน้ำหวานซึ่งคราแรกเขาตั้งใจดื่มแก้กระหายน้ำ“อื้อ จือหาน มาทำต่อให้เสร็จ”“ขอดื่มน้ำหวานตรงนี้ก่อน ข้ากระหายน้ำจะแย่ และอยากเห็นกลีบบุปผาที่ข้าลงมือบดขยี้ด้วยตนเอง”“อ่า… ดื่มให้พอใจดื่มลงไปลึก ๆ อ๊ะ อา ตรงนั้น”เสียงหวานเอ่ยสั่งการบุรุษรูปงาม ที่ยามนี้กำลังก้มลิ้มรสกลีบอวบอูมซึ่งบวมเป่งจากการสอดใส่ในครั้งแร
“เหม่ยหลันขอจับได้หรือไม่ ข้าอยากทำเช่นนี้มานานแล้ว สองก้อนของเจ้ายั่วเย้าสายตาข้ามานานเหลือเกิน”“ท่านจับไปแล้วจะขอเพื่อการใดเล่า อ๊ะ! อา”เสียงหวานร้องครางออกมาทันที เผลอเพียงชั่วครู่ใบหน้าหล่อเหลาก็มุดเข้าหาความนุ่มหยุ่นเสียแล้ว อาภรณ์ช่วงบนของนางถูกดึงลงมากองตรงเอวคอดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แบบนี้ยังเรียกว่าแค่จับอยู่หรือ!“ทั้งนุ่มทั้งหวาน เหม่ยหลันให้ข้ามอบความสุขให้เจ้าเถิด ข้าสัญญาว่านอกจากเจ้าข้าจะไม่แตะต้องสตรีใด”“จือหาน ท่านอือ..”“ขอจับ ขอดูดให้หนำใจ อยากนวดให้สองก้อนของเจ้ายืดย้วยติดมือติดปากข้าไปเลย”วาจาดิบเถื่อนเอ่ยออกมาจากปากของบุรุษผู้ขึ้นชื่อเรื่องความสุภาพและเงียบขรึมยิ่งสัมผัสนางสติของเขายิ่งเตลิดหายไปไกล เหลือเพียงอาการคลั่งรักของบุรุษที่มีต่อสตรีในดวงใจท่ามกลางแสงจันทร์ยามค่ำคืน กายอวบอัดถูกอุ้มไปนั่งบนโต๊ะไม้ข้างหน้าต่างเรือนนอน ผู้มาเยือนดึงเก้าอี้มานั่งหันหน้าออกนอกหน้าต่างด้วยท่วงท่าสบายใจ ทางด้านเจ้าของตำหนักนั่งหันหลังให้แสงจันทร์สายตาร้อนแรงจ้องมองยอดถันชูชัน ซึ่งยามนี้ต้องแสงจันทร์มองให้เห็นเป็นเงาวาววับ ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงด้วยความกระหายอยาก ก่อน
ณ ตำหนักบุปผาบนสรวงสวรรค์ชั้นสูง สายตาเรียบเฉยจ้องมองข้าวของเครื่องใช้ในตำหนัก ซึ่งถูกเก็บเข้าที่ดังเดิมเหมือนเมื่อครั้งก่อนจากไป ภาพของคนผู้นั้นเดินไปเดินมาเฉกเช่นตำหนักของตนเอง ยังคงติดตาไม่ได้เลือนหายไปอย่างที่ควรจะเป็น ทั้ง ๆ ที่ผ่านมานานร่วมปีทว่ากลับมาคราวนี้จิตใจซึ่งเคยอ่อนไหวเจ็บปวดรวดร้าว ได้แปรเปลี่ยนเป็นเข้มแข็งขึ้นและไร้ซึ่งการผูกมัดพันธนาการใด ๆช่วงชีวิตก่อนนางทำดีด้วยจิตใจบริสุทธิ์ อีกทั้งยังอุทิศตนเพื่อส่วนรวมจนสิ้นชีพก่อนวัยอันควร ดวงจิตจึงได้ขึ้นมาบนสรรค์เพื่อประทับจิตลงบนกายหยาบซึ่งถูกปลุกพลังแห่งเทพฉีเหม่ยหลันหมั่นฝึกฝนพลัง และบำเพ็ญเพียรด้วยจิตใจแน่วแน่มาโดยตลอด เมื่อถึงกาลเหมาะสมจึงได้เป็นเทพสงครามหญิงดังใจปรารถนา นางมีเทพพี่เลี้ยงใบหน้าหล่อเหลาผู้หนึ่ง คอยดูแลทุกเรื่องไม่ให้ขาดตกบกพร่องเมื่อครั้งยังเป็นเพียงเทพฝึกหัด นางเข้าใจว่าเทพทุกตนไร้ซึ่งความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง ทว่าทุกอย่างกลับตาลปัตรไปทั้งหมดเทพกับมนุษย์ไม่ต่างกันในแง่ความรู้สึกเลยสักนิด เพียงแค่ต่างในเรื่องการแยกแยะถูกผิดเท่านั้นหลังออกจากการเข้าตบะบำเพ็ญเพียรนานร่วมปี เทพสงครามหญิงจึงเดินทางกลั
หนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีเดินหลงเข้าไปในป่าลึก เพียงเพราะอยากจับกระต่ายป่ามาเลี้ยงดูในฐานก่อสร้าง อีกเหตุผลคืออยากให้พี่สาวมีสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักจะได้หายเศร้าซึมเสียที ทั้งสองจึงวิ่งไล่สหายตัวจ้อยจนหลงป่าคนหวาดกลัวมองหาผู้คุ้มกันของตนทว่าไม่เจอแม้แต่เงา เพราะนางมาตรงที่สตรีมักจะมาเพียงลำพัง นับว่ายังดีที่ผู้คุ้มกันของผู้ร่วมชะตากรรมยังคงติดตามมาด้วยสองคนบุรุษข้างกายมาตรงจุดเฉพาะของสตรีได้ เพราะความหน้าหนาของเขาล้วน ๆ แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นเรื่องดีเสียอย่างนั้น“สือป๋อเหวินพวกเราเดินมาไกลมากแล้วนะ เหตุใดจึงไม่เจอทางกลับฐานเสียทีเล่า”“ข้าไม่รู้ เพิ่งเคยมาครั้งแรกเช่นกัน”แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าคนพูดแอบส่งสัญญาณมือให้ผู้คุ้มกันอย่างแนบเนียน“ข้าเจ็บเท้าอยากนั่งพักสักหน่อย”น้ำเสียงเหนื่อยล้าโดยแท้จริง หันไปบอกกล่าวบุรุษข้างกายฝ่าเท้าของนางเริ่มระบมจนรู้สึกแสบ เพราะเดินบนพื้นหินตามลำธารมาร่วมชั่วยาม อีกทั้งยังรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งขา หากได้นั่งพักเพื่อถอดรองเท้าออกผึ่งแดดสักหน่อย อาการเมื่อยล้าคงทุเลาเบาบางลงบ้าง“คุณชายขอรับ ตรงจุดนั้นมีถ้ำขนาดเล็ก ด้านในมีเสียงน้ำไหล น่าจะเหมาะสำหรั
ระหว่างทางเดินไปถ้ำแห่งสายน้ำ คู่รักชายหญิงก็จูงมือกันเดินไปข้างหน้า พร้อมกับพูดคุยเรื่องราวในชีวิตของกันและกัน“ข้าจะบอกศิษย์พี่ด้วยตนเองอีกครั้ง ป่านนี้ไม่ตกใจหงายหลังไปแล้วหรือที่เจ้าไปบอกกล่าวตรง ๆ เช่นนั้น”“ฮ่า ฮ่า ตกใจจนน้ำชาติดคอเลยเจ้าค่ะ คงไม่คิดว่าท่านจะยอมข้าเช่นนี้”“ข้ายอมฮูหยินตัวน้อยทุกเรื่อง อยากมาน้ำตกข้าก็พามา” คำเรียกขานสนิทสนมเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยบุ๋มข้างแก้มสาก“น่ารักยิ่งนัก แต่ตอนนี้พวกเราต้องเร่งฝีเท้าแล้ว ข้าอยากทำในถ้ำจะแย่”“เด็กแสบ”“หรือท่านไม่อยากเจ้าคะ ตอนนั่งพักยังแอบล้วงหน้าอกข้าอยู่เลย หากไม่อายผู้คุ้มกันข้าคงเปิดให้ชิมไปแล้ว”คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด ระหว่างนั่งพักมือสากระคายยังแอบบีบเคล้นสองเต้าไม่ยอมห่าง เขาไม่ชอบให้นางสวมอาภรณ์เปิดหน้าอก แต่กลับบ่นทุกครั้งที่ล้วงหาของชอบได้ยากยิ่ง วันนี้นางเลยสวมอาภรณ์เบาสบายจะได้ถอดได้ล้วงง่าย ๆ ตามใจคนชอบบีบเคล้น“อือ ข้าอยากมาก พวกเรารีบไปกันเถิด”ในถ้ำแห่งสายน้ำซึ่งแต่เดิมเคยมืดสนิท ยามนี้มีตะเกียงไฟส่องสว่างครอบคลุมไปทั่วบริเวณบ่อน้ำ ซึ่งกลายเป็นสถานที่ระลึกถึงของคู่รักชายหญิงแผลบ! แผลบ!เสียงริมฝีปากระ
“เจ้านอนละเมอมาลูบคลำจนข้าทนไม่ไหว ปล่อยน้ำรักออกมาเต็มอาภรณ์ไปหมด เจ้าบีบขยำจนข้าใจแตก หลังจากนั้นข้าก็คอยแต่จ้องหน้าอกอวบ ๆ อยู่ทุกวัน”“ถึงว่ากลิ่นแปลก ๆ แต่เย้ายวนอารมณ์พิลึก หากข้ารู้อาจจะขึ้นขย่มท่านไปนานแล้วก็ได้”“ซี๊ด! หลันเอ๋อร์ อ่าเด็กดื้อส่วนหัวเบา ๆ หน่อยเดี๋ยวข้าไม่ไหว”อ้อก! อ้อก!เสียงดันท่อนเนื้อใหญ่ยาวลงลำคอจนสุดทาง ดวงตากลมโตจ้องมองสีหน้าคนถูกกลืนกินไม่ยอมหลบตานางอยากรู้ว่าในช่วงเวลาสุขสมเช่นนี้ บุรุษตรงหน้าจะรูปงามมากเพียงไร และไม่ผิดหวังเลยสักนิดบุรุษของนางนั้น ทั้งรูปงามทั้งมีรูปกายที่ยั่วเย้าอารมณ์สาว เมื่อรู้สึกอดอยากไม่ต่างกัน เจ้าตัวจึงไม่รีรอสิ่งใดอีกต่อไปอยากก็ต้องลงแรงเอง ผู้ชายไม่ไหวผู้หญิงเลยต้องแข็งแกร่ง!ทันใดนั้นชายกระโปรงสวมใส่นอนตัวยาว จึงถูกตลบขึ้นไปกองบนเอวคอด จากนั้นเรียวขาก็ก้าวขึ้นคร่อมร่างสูงใหญ่ ไม่ต่างจากครั้งแรกที่หาญกล้ากระทำในถ้ำสายน้ำสวบ“อ๊า/อา”“แน่นยิ่งนักเจ้าค่ะ วันนี้ไม่เจ็บแล้ว อูย…ข้าชอบแท่งใหญ่ ๆ ของท่านพี่มากเลย”“เด็กดื้อข้ายังไม่ได้เลียตรงนั้นเลย”เสียงแหบพร่าทำทีโต้แย้งทั้ง ๆ ที่ชอบใจยิ่งนักที่แท่งร้อนประจำกายถูกเติมเติมเช







