LOGINกายสูงโปร่งเดินเข้าไปใกล้คนที่เขาห่วงใย จนลืมนึกไปว่าเขายังไม่เคยเข้าไปทำความรู้จักกับนางเลยสักครั้ง
“พวกปากเสียเจ้าค่ะ ว่าแต่คุณชายคือ…”
ดวงตากลมโตคล้ายคนพี่ จ้องมองผู้มาใหม่อย่างนึกสงสัยว่ารู้จักกันด้วยหรือ
“คุณชายสือเจอกันอีกแล้วนะเจ้าคะ”
“พี่ใหญ่รู้จักกันหรือ” คนตัวเล็กหันไปกระซิบถามพี่สาว
“เฟิ่งเอ๋อร์ท่านนี้คือคุณชายสือป๋อเหวิน สหายสนิทขององค์ชายรอง”
“อ๋อ!”
เสียงตอบรับคำแนะนำชื่อแซ่เพียงสั้น ๆ ทำให้สือป๋อเหวินหน้าเจื่อนลง เพราะชื่อเสียงของเขาไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ที่ผ่านมาไม่เคยใส่ใจแต่ครั้งนี้จำเป็นต้องใส่ใจ
“พวกเราเรียนที่สำนักศึกษาเดียวกัน คุณหนูฉีอาจจะได้ยินคนอื่นพูดถึงข้าในทางไม่ดี แต่ข้าไม่เคยเป็นเช่นนั้นเลย”
คนพูดหันหน้าไปมองสตรีแซ่ฉีคนน้องเพื่อสื่อสารให้ถูกคน เขายังไม่กล้าเอ่ยนามของนางจนกว่าจะได้รับอนุญาต
“พี่ใหญ่คนผู้นี้อธิบายให้ข้าฟังทำไม”
เมื่อเห็นสายตาจริงใจจ้องมองมา ฉีเฟยเฟิ่งจึงเริ่มทำตัวไม่ถูก นางจึงหันไปกระซิบข้างหูพี่สาวอย่างหาที่พึ่ง
“หึ หึ เขาคงพึงใจเจ้ากระมัง”
มุมปากสีหวานแอบอมยิ้ม ถึงว่าคนผู้นี้รู้จักนางที่แท้แอบพึงใจน้องสาวนางนี่เอง
“ห๊ะ! แต่ชื่อเสียงของเขา…”
“ชื่อเสียงของข้าก็ไม่ดี คนเราต้องทำความรู้จักกันก่อน อย่าเพิ่งด่วนตัดสินจากลมปากผู้อื่น”
สองพี่น้องกระซิบกระซาบกันเสียงเบาต่อหน้าผู้มาเยือน และผู้ที่กำลังมีประเด็นทะเลาะวิวาทกัน
“จะกระซิบกันอีกนานหรือไม่ ช่างไร้มารยาทสิ้นดีหรือกำลังแอบนินทาคุณชายสือ เลยไม่กล้ากล่าวเสียงดัง”
ซูชิงโม่ตั้งใจเดินมาป่วนสองพี่น้องจึงเอ่ยแทรกกลาง เพื่อให้ทั้งสองโต้เถียงกับนางต่อหน้าบุรุษที่กำลังเดินเข้ามาใกล้
พลาดจากอีกคนเผื่อคนนี้จะไม่พลาด ตำแหน่งใดนางก็รับได้ทั้งนั้น ขอให้ได้เข้าไปอยู่ในตำหนักถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว!
“อ้าว! สตรีปากพล่อย จู่ ๆ ก็มากล่าวหาผู้อื่น”
ฉีเฟยเฟิ่งหันขวับไปจ้องมองสตรีที่เอ่ยแทรก ทั้ง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลยสักนิด อีกหลากหลายคำด่าเตรียมโต้กลับทันทีทันใด หากไม่ได้ยินเสียงผู้มาใหม่เข้าเสียก่อน
“คุณหนูฉีเหม่ยหลัน”
เสียงทุ้มของใครบางคนดังขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศที่มองออกว่ากำลังปะทะคารมกันอย่างแน่นอน
“ถวายพระพรองค์ชายรองเพคะ”
สตรีทั้งสามหยุดวิวาทกันแล้วออกมายืนเรียงหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบ เพื่อเตรียมทำความเคารพบุรุษสูงศักดิ์
ทั้งสามคนทำความเคารพด้วยท่วงท่าที่ถูกต้องตามธรรมเนียมทุกประการ เมื่อทำความเคารพเสร็จจึงขยับกายออกห่างจากกัน
“ตามสบายเถิดไม่ต้องมากพิธี ครั้งหน้าแค่ทักทายกันด้วยคำกล่าวก็เพียงพอ”
“ขอบพระทัยเพคะ” เสียงตอบรับของสตรีทั้งสามดังขึ้นพร้อม ๆ กัน
ฉีเหม่ยหลันกับฉีเฟยเฟิ่งยืนก้มหน้าลงเล็กน้อยตามมารยาทพื้นฐาน ส่วนซูชิงโม่กลับโน้มตัวลงต่ำกว่าปกติ อีกทั้งยังดึงรั้งอาภรณ์ลง เผยให้บุรุษมองเห็นส่วนโผล่ออกมาอย่างตั้งใจ
“คุณหนูฉีเหม่ยหลันมารับของว่างหรือ ข้ารู้สึกหิวเช่นกันเลยเดินมาดูด้วยตนเอง”
องค์ชายรองไม่ได้สนใจมองภาพยั่วเย้าตรงหน้า เพราะก้มไปก็ไม่มีผล สายตาของเขาเพ่งเล็งไปที่สตรีเพียงผู้เดียว
“เพคะ น้องสาวหม่อมฉันหิวอยากกินซาลาเปา เลยพาเดินมาดูก่อนมื้ออาหารค่ำ”
ทั้งสองพูดคุยกันโดยไม่ได้สนใจสตรีที่พยายามยั่วยวนบุรุษเลยแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นให้ข้ากับสหายนั่งด้วยได้หรือไม่ ข้าอยากลองชิมซาลาเปาของโรงครัวเช่นกัน”
“เชิญเพคะ เดี๋ยวหม่อมฉันเตรียมมาเผื่อ องค์ชายรองไปนั่งรอตรงนู้นก็ได้เพคะ”
นิ้วเรียวชี้ไปตรงที่นั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งเหมาะสมสำหรับนั่งรับลมธรรมชาติ มากกว่าในโรงครัวที่เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงทำอาหาร
“ข้าไปช่วยถือ”
สือป๋อเหวินรีบอาสาช่วยเหลือ เขารีบเดินตามสองพี่น้องไปรับซาลาเปา เหลือเพียงซูชิงโม่ที่ยืนโดดเดี่ยวไม่มีใครพูดด้วยสักคน
“หม่อมฉันลานะเพคะ”
เมื่อยืนอยู่มีแต่จะอับอายเสียเปล่าจึงกล่าวลาสั้น ๆ แล้วเดินจากไปทันทีพร้อมกับสาวใช้คนสนิท
“พิลึกคน!”
บุรุษสูงศักดิ์เหลือบมองเพียงหางตา เห็นเขามีสตรีเต็มตำหนักใช่ว่าจะพึงใจใครง่าย ๆ ที่มีสตรีมากมายเพราะมารดาส่งมาให้ทั้งนั้น
บุรุษและสตรีทั้งสี่คนนั่งกินซาลาเปาด้วยกันและพูดคุยทำความรู้จักกันอย่างเป็นกันเอง เพราะองค์ชายรองไม่ใช่บุรุษถือตัว อีกทั้งอายุยังไล่เลี่ยกัน จึงมีเรื่องให้สนทนากันมากมาย
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยามแล้ว แต่คนทั้งสี่ยังไม่มีทีท่าว่าจะแยกย้ายกันเลย
แน่นอนว่าผู้คุ้มกันจากจวนตระกูลฉีทั้งสองคน ต่างก็ทำหน้าที่ของตนเองได้ดีตามที่ได้รับมอบหมายจากเสนาบดีจวนข้าง ๆ
“แถวนี้มีโจรป่าเพคะ ผู้คุ้มกันเลยตามมาดูแลอย่างใกล้ชิด”
ฉีเฟยเฟิ่งรีบอธิบายให้องค์ชายรองเข้าใจ เมื่อเห็นหัวคิ้วของเขาขมวดขึ้นปมทุกครั้งที่หันไปเจอบุรุษสองคน ซึ่งยืนหน้านิ่งห่างไปเพียงแค่ไม่กี่ก้าว
“ทำงานดียิ่งกว่าองครักษ์หลวง” องค์ชายรองกล่าวไปตามที่คิด ขนาดองครักษ์ของเขายังยืนอยู่ห่าง ๆ
“มีชาวบ้านถูกฉุดไปบ้างแล้วเพคะ ท่านพ่อเลยเป็นห่วง”
ฉีเหม่ยหลันรีบกล่าวเสริม เพราะเข้าใจได้ว่าผู้คุ้มกันทำตามหน้าที่ ถึงแม้จะเข้ามาใกล้เกินความจำเป็นก็ตาม ใกล้ชนิดที่ว่าพูดคุยเรื่องใดพวกเขาก็ได้ยินหมด
“เช่นนั้นก็เป็นเรื่องดียิ่งนัก ที่ผู้คุ้มกันตามดูแลพวกเจ้าอย่างใกล้ชิด จะได้หายห่วงเรื่องโจรป่า”
“เป็นเช่นนั้นเพคะ”
ฉีเหม่ยหลันเริ่มสนทนากับบุรุษตรงหน้าด้วยท่าทีผ่อนคลายลงเล็กน้อย คนผู้นี้ไม่ถือตัวเลยไม่รู้สึกอึดอัดยามพูดคุยด้วย
“ข้าเรียกเจ้าว่าเหม่ยหลันเฉย ๆ ได้หรือไม่ พบเจอกันครั้งที่สองอายุก็ใกล้เคียงกัน ข้าจะถือว่าพวกเราเป็นสหายกัน”
มีโอกาสพูดคุยกันเป็นครั้งที่สอง คงเพียงพอที่เขาจะขอเป็นสหายและเรียกขานเพียงแค่ชื่อแล้วกระมัง
“ยินดีเพคะ”
“เอ่อ…เช่นนั้นข้าขอเรียกเจ้าว่าเฟยเฟิ่งได้หรือไม่” สือป๋อเหวินถือโอกาสนี้ตีสนิทสตรีในดวงใจด้วยเช่นกัน
“ได้เจ้าค่ะ แต่ข้าคงเรียกท่านว่าคุณชายสือตามเดิม ไม่ถนัดเรียกแบบอื่น” ฉีเฟยเฟิ่งยิ้มกว้างก่อนตอบรับ
“ตามใจเจ้าเถิด”
บรรยากาศการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของคนทั้งสี่ เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ ที่นานวันอาจจะก้าวผ่านความสัมพันธ์ได้ไม่ยาก หากไม่ถูกใครบางคนขัดขวางเสียก่อน อาทิเช่นยามนี้
“คุณหนูขอรับ ไต้เท้าฉีเรียกหาขอรับ”
ผู้คุ้มกันคุ้นหน้าคุ้นตาคนหนึ่ง เดินเข้ามาแจ้งเรื่องตามที่ผู้เป็นนายสั่งการ
“อ้อ ท่านพ่อกลับมาที่กระโจมแล้วหรือ”
“ขอรับ เห็นบอกมีเรื่องปรึกษากับคุณหนูใหญ่ ให้คุณหนูรองกลับไปพักที่กระโจมก่อน”
ดวงตากลมโตหลับลงพร้อมกับอ้าขาออกกว้างทั้ง ๆ ที่ยังรู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อย นางยินยอมรับตัวตนแข็งขืนให้เข้ามาลึกสุดทาง จนกระทั่งได้ยินเสียงส่วนปลายหัวหยักชนเข้ากับผนังร่องแคบ“เอาให้หนักจะได้ไม่หนีข้าไปที่ใดอีก เอาให้ติดใจจนไม่กล้าอยู่ห่างจากข้าอีก”ซ่งจือหานทั้งพูดทั้งขยับเข้าออกในโพรงคับแคบ ซึ่งบีบรัดแก่นกายของเขาจนอยากปลดปล่อยเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าเขาพอรู้อยู่บ้างว่าต้องอดทนก่อนยามนี้สตรีที่กำลังรองรับอารมณ์ดิบเถื่อนของบุรุษถูกโยกเขย่ากายจนหัวสั่นหัวคลอน เต้านมสองข้างโยกไหวไปตามแรงกระเพื่อมของร่างกาย เมื่อเห็นว่าคนใต้ร่างกำลังเพลิดเพลินไปกับรสรักของเขา บุรุษผู้กระหายน้ำจึงถอดถอนแก่นกายออก อีกเหตุผลคือยังไม่อยากสิ้นสุดโดยเร็วกายสูงใหญ่นั่งลงคุกเข่าต่อหน้ากลีบบุปผาสีชมพูอ่อน เพื่อลิ้มรสน้ำหวานซึ่งคราแรกเขาตั้งใจดื่มแก้กระหายน้ำ“อื้อ จือหาน มาทำต่อให้เสร็จ”“ขอดื่มน้ำหวานตรงนี้ก่อน ข้ากระหายน้ำจะแย่ และอยากเห็นกลีบบุปผาที่ข้าลงมือบดขยี้ด้วยตนเอง”“อ่า… ดื่มให้พอใจดื่มลงไปลึก ๆ อ๊ะ อา ตรงนั้น”เสียงหวานเอ่ยสั่งการบุรุษรูปงาม ที่ยามนี้กำลังก้มลิ้มรสกลีบอวบอูมซึ่งบวมเป่งจากการสอดใส่ในครั้งแร
“เหม่ยหลันขอจับได้หรือไม่ ข้าอยากทำเช่นนี้มานานแล้ว สองก้อนของเจ้ายั่วเย้าสายตาข้ามานานเหลือเกิน”“ท่านจับไปแล้วจะขอเพื่อการใดเล่า อ๊ะ! อา”เสียงหวานร้องครางออกมาทันที เผลอเพียงชั่วครู่ใบหน้าหล่อเหลาก็มุดเข้าหาความนุ่มหยุ่นเสียแล้ว อาภรณ์ช่วงบนของนางถูกดึงลงมากองตรงเอวคอดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แบบนี้ยังเรียกว่าแค่จับอยู่หรือ!“ทั้งนุ่มทั้งหวาน เหม่ยหลันให้ข้ามอบความสุขให้เจ้าเถิด ข้าสัญญาว่านอกจากเจ้าข้าจะไม่แตะต้องสตรีใด”“จือหาน ท่านอือ..”“ขอจับ ขอดูดให้หนำใจ อยากนวดให้สองก้อนของเจ้ายืดย้วยติดมือติดปากข้าไปเลย”วาจาดิบเถื่อนเอ่ยออกมาจากปากของบุรุษผู้ขึ้นชื่อเรื่องความสุภาพและเงียบขรึมยิ่งสัมผัสนางสติของเขายิ่งเตลิดหายไปไกล เหลือเพียงอาการคลั่งรักของบุรุษที่มีต่อสตรีในดวงใจท่ามกลางแสงจันทร์ยามค่ำคืน กายอวบอัดถูกอุ้มไปนั่งบนโต๊ะไม้ข้างหน้าต่างเรือนนอน ผู้มาเยือนดึงเก้าอี้มานั่งหันหน้าออกนอกหน้าต่างด้วยท่วงท่าสบายใจ ทางด้านเจ้าของตำหนักนั่งหันหลังให้แสงจันทร์สายตาร้อนแรงจ้องมองยอดถันชูชัน ซึ่งยามนี้ต้องแสงจันทร์มองให้เห็นเป็นเงาวาววับ ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงด้วยความกระหายอยาก ก่อน
ณ ตำหนักบุปผาบนสรวงสวรรค์ชั้นสูง สายตาเรียบเฉยจ้องมองข้าวของเครื่องใช้ในตำหนัก ซึ่งถูกเก็บเข้าที่ดังเดิมเหมือนเมื่อครั้งก่อนจากไป ภาพของคนผู้นั้นเดินไปเดินมาเฉกเช่นตำหนักของตนเอง ยังคงติดตาไม่ได้เลือนหายไปอย่างที่ควรจะเป็น ทั้ง ๆ ที่ผ่านมานานร่วมปีทว่ากลับมาคราวนี้จิตใจซึ่งเคยอ่อนไหวเจ็บปวดรวดร้าว ได้แปรเปลี่ยนเป็นเข้มแข็งขึ้นและไร้ซึ่งการผูกมัดพันธนาการใด ๆช่วงชีวิตก่อนนางทำดีด้วยจิตใจบริสุทธิ์ อีกทั้งยังอุทิศตนเพื่อส่วนรวมจนสิ้นชีพก่อนวัยอันควร ดวงจิตจึงได้ขึ้นมาบนสรรค์เพื่อประทับจิตลงบนกายหยาบซึ่งถูกปลุกพลังแห่งเทพฉีเหม่ยหลันหมั่นฝึกฝนพลัง และบำเพ็ญเพียรด้วยจิตใจแน่วแน่มาโดยตลอด เมื่อถึงกาลเหมาะสมจึงได้เป็นเทพสงครามหญิงดังใจปรารถนา นางมีเทพพี่เลี้ยงใบหน้าหล่อเหลาผู้หนึ่ง คอยดูแลทุกเรื่องไม่ให้ขาดตกบกพร่องเมื่อครั้งยังเป็นเพียงเทพฝึกหัด นางเข้าใจว่าเทพทุกตนไร้ซึ่งความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง ทว่าทุกอย่างกลับตาลปัตรไปทั้งหมดเทพกับมนุษย์ไม่ต่างกันในแง่ความรู้สึกเลยสักนิด เพียงแค่ต่างในเรื่องการแยกแยะถูกผิดเท่านั้นหลังออกจากการเข้าตบะบำเพ็ญเพียรนานร่วมปี เทพสงครามหญิงจึงเดินทางกลั
หนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีเดินหลงเข้าไปในป่าลึก เพียงเพราะอยากจับกระต่ายป่ามาเลี้ยงดูในฐานก่อสร้าง อีกเหตุผลคืออยากให้พี่สาวมีสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักจะได้หายเศร้าซึมเสียที ทั้งสองจึงวิ่งไล่สหายตัวจ้อยจนหลงป่าคนหวาดกลัวมองหาผู้คุ้มกันของตนทว่าไม่เจอแม้แต่เงา เพราะนางมาตรงที่สตรีมักจะมาเพียงลำพัง นับว่ายังดีที่ผู้คุ้มกันของผู้ร่วมชะตากรรมยังคงติดตามมาด้วยสองคนบุรุษข้างกายมาตรงจุดเฉพาะของสตรีได้ เพราะความหน้าหนาของเขาล้วน ๆ แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นเรื่องดีเสียอย่างนั้น“สือป๋อเหวินพวกเราเดินมาไกลมากแล้วนะ เหตุใดจึงไม่เจอทางกลับฐานเสียทีเล่า”“ข้าไม่รู้ เพิ่งเคยมาครั้งแรกเช่นกัน”แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าคนพูดแอบส่งสัญญาณมือให้ผู้คุ้มกันอย่างแนบเนียน“ข้าเจ็บเท้าอยากนั่งพักสักหน่อย”น้ำเสียงเหนื่อยล้าโดยแท้จริง หันไปบอกกล่าวบุรุษข้างกายฝ่าเท้าของนางเริ่มระบมจนรู้สึกแสบ เพราะเดินบนพื้นหินตามลำธารมาร่วมชั่วยาม อีกทั้งยังรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งขา หากได้นั่งพักเพื่อถอดรองเท้าออกผึ่งแดดสักหน่อย อาการเมื่อยล้าคงทุเลาเบาบางลงบ้าง“คุณชายขอรับ ตรงจุดนั้นมีถ้ำขนาดเล็ก ด้านในมีเสียงน้ำไหล น่าจะเหมาะสำหรั
ระหว่างทางเดินไปถ้ำแห่งสายน้ำ คู่รักชายหญิงก็จูงมือกันเดินไปข้างหน้า พร้อมกับพูดคุยเรื่องราวในชีวิตของกันและกัน“ข้าจะบอกศิษย์พี่ด้วยตนเองอีกครั้ง ป่านนี้ไม่ตกใจหงายหลังไปแล้วหรือที่เจ้าไปบอกกล่าวตรง ๆ เช่นนั้น”“ฮ่า ฮ่า ตกใจจนน้ำชาติดคอเลยเจ้าค่ะ คงไม่คิดว่าท่านจะยอมข้าเช่นนี้”“ข้ายอมฮูหยินตัวน้อยทุกเรื่อง อยากมาน้ำตกข้าก็พามา” คำเรียกขานสนิทสนมเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยบุ๋มข้างแก้มสาก“น่ารักยิ่งนัก แต่ตอนนี้พวกเราต้องเร่งฝีเท้าแล้ว ข้าอยากทำในถ้ำจะแย่”“เด็กแสบ”“หรือท่านไม่อยากเจ้าคะ ตอนนั่งพักยังแอบล้วงหน้าอกข้าอยู่เลย หากไม่อายผู้คุ้มกันข้าคงเปิดให้ชิมไปแล้ว”คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด ระหว่างนั่งพักมือสากระคายยังแอบบีบเคล้นสองเต้าไม่ยอมห่าง เขาไม่ชอบให้นางสวมอาภรณ์เปิดหน้าอก แต่กลับบ่นทุกครั้งที่ล้วงหาของชอบได้ยากยิ่ง วันนี้นางเลยสวมอาภรณ์เบาสบายจะได้ถอดได้ล้วงง่าย ๆ ตามใจคนชอบบีบเคล้น“อือ ข้าอยากมาก พวกเรารีบไปกันเถิด”ในถ้ำแห่งสายน้ำซึ่งแต่เดิมเคยมืดสนิท ยามนี้มีตะเกียงไฟส่องสว่างครอบคลุมไปทั่วบริเวณบ่อน้ำ ซึ่งกลายเป็นสถานที่ระลึกถึงของคู่รักชายหญิงแผลบ! แผลบ!เสียงริมฝีปากระ
“เจ้านอนละเมอมาลูบคลำจนข้าทนไม่ไหว ปล่อยน้ำรักออกมาเต็มอาภรณ์ไปหมด เจ้าบีบขยำจนข้าใจแตก หลังจากนั้นข้าก็คอยแต่จ้องหน้าอกอวบ ๆ อยู่ทุกวัน”“ถึงว่ากลิ่นแปลก ๆ แต่เย้ายวนอารมณ์พิลึก หากข้ารู้อาจจะขึ้นขย่มท่านไปนานแล้วก็ได้”“ซี๊ด! หลันเอ๋อร์ อ่าเด็กดื้อส่วนหัวเบา ๆ หน่อยเดี๋ยวข้าไม่ไหว”อ้อก! อ้อก!เสียงดันท่อนเนื้อใหญ่ยาวลงลำคอจนสุดทาง ดวงตากลมโตจ้องมองสีหน้าคนถูกกลืนกินไม่ยอมหลบตานางอยากรู้ว่าในช่วงเวลาสุขสมเช่นนี้ บุรุษตรงหน้าจะรูปงามมากเพียงไร และไม่ผิดหวังเลยสักนิดบุรุษของนางนั้น ทั้งรูปงามทั้งมีรูปกายที่ยั่วเย้าอารมณ์สาว เมื่อรู้สึกอดอยากไม่ต่างกัน เจ้าตัวจึงไม่รีรอสิ่งใดอีกต่อไปอยากก็ต้องลงแรงเอง ผู้ชายไม่ไหวผู้หญิงเลยต้องแข็งแกร่ง!ทันใดนั้นชายกระโปรงสวมใส่นอนตัวยาว จึงถูกตลบขึ้นไปกองบนเอวคอด จากนั้นเรียวขาก็ก้าวขึ้นคร่อมร่างสูงใหญ่ ไม่ต่างจากครั้งแรกที่หาญกล้ากระทำในถ้ำสายน้ำสวบ“อ๊า/อา”“แน่นยิ่งนักเจ้าค่ะ วันนี้ไม่เจ็บแล้ว อูย…ข้าชอบแท่งใหญ่ ๆ ของท่านพี่มากเลย”“เด็กดื้อข้ายังไม่ได้เลียตรงนั้นเลย”เสียงแหบพร่าทำทีโต้แย้งทั้ง ๆ ที่ชอบใจยิ่งนักที่แท่งร้อนประจำกายถูกเติมเติมเช







