LOGINผู้คุ้มกันที่ทำหน้าที่คุ้มกันเสนาบดีฝ่ายขวาตรงจุดตั้งกระโจม รีบเปิดประตูกระโจมให้คุณหนูใหญ่ตระกูลฉี เดินเข้าไปดูอาการของคนป่วย ซึ่งยามนี้นอนหลับตานิ่งแต่ลมหายใจเข้าออกไม่สม่ำเสมอ บ่งบอกว่าเขายังไม่หลับ คงแค่พักสายตาเพียงเท่านั้น
“ท่านหมอประจำฐาน ยังเดินทางมาไม่ถึงหรือเจ้าคะ”
สองมือเล็กประคองถ้วยยาแก้ปวดท้องไม่ให้หกเรี่ยราด จากนั้นจึงวางลงข้างฟูกที่นอนขนาดพอดีตัว
ผู้มาเยือนนั่งลงข้าง ๆ ที่นอนแบบปูราบไปกับพื้น เพราะในกระโจมที่พักไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ นอกจากฟูกกับผ้าห่มและหมอนหนุนเพียงเท่านั้น ซึ่งกระโจมของนางกับน้องสาวก็เรียบง่ายไม่ต่างกัน
เมื่อได้ยินน้ำเสียงคุ้นเคย ร่างสูงใหญ่ของคนบนฟูกแบนราบจึงขยับกายลุกขึ้นในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน
“อืม อีกสองวันจึงจะมาถึง หมอของแคว้นซ่งมีไม่มาก ต้องขอแบ่งมาจากโรงหมอของทางการ”
ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวลงเล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้รู้สึกปวดท้องจริง ๆ ถึงจะแค่เล็กน้อยก็ตาม
“ข้าเอายาแก้ปวดท้องมาให้เจ้าค่ะ แต่ขอแลกกับบางอย่างที่ใต้เท้ามี เพราะหน้าที่ต้มยาไม่ใช่หน้าที่ของข้าตั้งแต่แรก”
น้ำเสียงราบเรียบบอกกล่าวออกไป คนผู้นี้จะได้ไม่คิดเข้าข้างตนเองว่านางยังมีใจให้เขาอยู่ ที่มาเพราะอยากดูแบบก่อสร้างของซูชิงโม่ก็เท่านั้น!
“ขอแลก?”
มุมปากคนป่วยแอบยกขึ้นเล็กน้อย ด้วยไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์เอาไว้ ฉีเหม่ยหลันอยากเห็นแบบก่อสร้างแผ่นนั้นจริง ๆ
“ข้าอยากเห็นแบบก่อสร้างของซูชิงโม่”
นางเห็นสายตาเขามองมาตอนที่หลบซ่อนตัว จึงมั่นใจว่าคนตรงหน้ารู้เรื่องที่นางแอบอยู่ในซอกโขดหิน
“ไปแอบทำอะไรอยู่ตรงนั้น หากข้าไม่เดินไปเจอเข้าพอดีใต้เท้าเหลียนคงตำหนิเจ้ารุนแรง”
คนป่วยลุกขึ้นนั่งจ้องหน้าหลานสาวนอกไส้ตาไม่กะพริบ
จ้องมองทุกรายละเอียดตั้งแต่หน้าผาก ดวงตา พวงแก้มสีชมพูเปล่งปลั่ง รวมไปถึงริมฝีปากอวบอิ่ม
เพราะความอยากรู้อยากเห็นเกินเหตุ จึงตั้งใจจ้องมองใบหน้าซึ่งไร้การแต่งแต้มสีสันเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมาเขามองแค่ด้านข้างและมองแบบผ่าน ๆ มาโดยตลอด
ทว่าเขาเริ่มไม่อยากรู้เหตุผลของการหลบซ่อนตัวเสียแล้ว ช่างพลาดมหันต์ที่เผลอจ้องมองใบหน้าสุดแสนอันตราย!
ความทรงจำบนรถม้าในวันที่ออกเดินทางวันแรก ฉายซ้ำวนไปเวียนมาทั้ง ๆ ที่พยายามเก็บไว้ลึกสุดใจ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกเห่อร้อนไปทั่วใบหน้า
ใบหน้าของคนอยากป่วยได้กลายเป็นคนป่วยสมใจ เมื่อใบหน้าคมคายแดงก่ำขึ้นอย่างประหลาด อีกทั้งยังลามไปถึงลำคอและใบหูทั้งสองข้าง
“ข้าแค่เดินไปสำรวจพื้นที่ตามปกติเจ้าค่ะ ใครจะไปรู้ว่าพวกใต้เท้าเหลียนจะเดินมาตรงจุดนั้น”
“ทีหลังให้รีบแสดงตัวทันที จะได้ไม่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นอีก เจ้าต้องรู้จักระมัดระวังตนเองให้มากกว่านี้”
ดวงตาอ่อนแสงจ้องมองเด็กสาววัยเกือบยี่สิบปี ซึ่งเขามีโอกาสช่วยบิดาของนางดูแลแบบห่าง ๆ มานานหลายปี
“เจ้าค่ะ ข้าจะระมัดระวังตนเองให้ดี”
น้ำเสียงสุภาพตอบรับคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ อีกฝ่ายแสดงท่าทีจริงใจเลยไม่มีเหตุผลให้ดื้อรั้น
“ข้าวางแบบไว้ตรงที่ใดขอนึกก่อน จำไม่ได้ว่าเอาใส่ไว้ในเสื้อคลุมหรืออยู่ในถุงย่ามเก็บของ ข้าปวดท้องเลยวางมั่วไปหมด ตั้งใจว่าหายป่วยค่อยรื้อค้นดูอีกที”
จำได้ไม่แน่ชัดนั่นคือเรื่องจริง แค่กล่าวบิดเบือนเกินเหตุเรื่องอาการปวดท้องเท่านั้นเอง
“เสื้อคลุมตัวไหนหรือเจ้าคะ เดี๋ยวข้าไปค้นดูเอง ท่านแค่บอกจะได้ไม่ต้องลำบาก”
“เสื้อคลุมแขวนอยู่ตรงนั้น แต่ข้าลุกขึ้นหยิบไม่ไหว”
นิ้วยาวชี้ให้เห็นเสื้อคลุมสีดำตัวหนา ซึ่งเขาแขวนตากไว้บนหัวที่นอนตนเอง
“แต่ท่านนั่งขวางอยู่”
สีหน้าคนพูดแสดงออกว่าหมดหวังแน่แล้ว เมื่อมองเห็นระยะที่เสื้อคลุมตัวใหญ่แขวนห้อยลงมา หากนางเดินไปตรงนั้นย่อมไม่ต่างจากยืนคร่อมหัวผู้ใหญ่
“เช่นนั้นเจ้าค่อยมาดูวันรุ่งขึ้นดีหรือไม่ ข้าขอใต้เท้าเหลียนว่าจะเอาแบบไปคืนอีกสองวันข้างหน้า ยังพอมีเวลาอีกหนึ่งวัน”
“ไม่ได้นะเจ้าคะ!”
เสียงห้ามปรามโต้กลับทันควัน ดวงตากลมโตหลุกหลิกมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด
“หืม?”
“ข้าแค่อยากรีบดู ประเดี๋ยวใต้เท้าเหลียนขอคืนจะอดดูเสียเปล่า”
จะบอกได้อย่างไรว่าอยากเห็นมาก และอยากรีบแก้ไขแบบให้เสร็จสมบูรณ์ ก่อนที่เหล่าเสนาบดีจะเข้าร่วมประชุมในช่วงหัวค่ำของวันนี้
“เช่นนั้นก็เดินมาหยิบเถิด ยืนคร่อมหัวข้านิด ๆ หน่อย ๆ ข้าไม่ถือสาหรอก”
“แน่นะเจ้าคะ ไม่ใช่เอาไปพูดลับหลัง หรือบอกกล่าวท่านพ่อว่าข้ากระทำเรื่องไม่งาม”
น้ำเสียงไม่เชื่อใจมาพร้อมกับสายตาจ้องจับผิด เพราะคนผู้นี้มีท่าทีใจดีแปลก ๆ
“เจ้าอุตส่าห์ต้มยามาให้ เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ข้าย่อมปล่อยผ่าน”
ถูกนางล่วงล้ำจนอาภรณ์เปรอะเปื้อน เขายังไม่บอกกล่าวผู้ใดเลยสักคน นับประสาอันใดกับการถูกยืนคร่อมศีรษะเพียงชั่วครู่กันเล่า
“เช่นนั้นข้าขออภัยนะเจ้าคะ”
ฉีเหม่ยหลันลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้คนที่นั่งเอนกาย สองแขนยกขึ้นสูงเพื่อปลดอาภรณ์ตัวใหญ่ลงมารื้อค้นหาแบบเจ้าปัญหา
แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงคนตะโกนเรียกอยู่หน้ากระโจม สองแขนที่กำลังพยายามเอื้อมให้ถึงจุดเกี่ยวตะขอเสื้อคลุม จึงเร่งรีบทำงานให้สำเร็จจนกระทั่งดึงอาภรณ์ลงมาล้มทับตัวเอง
“ใต้เท้าขอรับ ใต้เท้าอยู่ในกระโจมหรือไม่”
เสียงของฉินเซียวนั่นเอง เขาเพิ่งกลับจากการประชุมย่อยระหว่างกลุ่มผู้ช่วยเสนาบดี จึงรีบมาแจ้งรายละเอียดในที่ประชุมให้เจ้านายรับรู้
“ฉินเซียวไปรอที่กระโจมของเจ้า เดี๋ยวอีกสักพักข้าตามไป”
“ขอรับ ๆ”
เมื่อฉินเซียวเดินจากไปแล้ว หญิงสาวที่เสียหลักล้มลงนอนคว่ำหน้าอยู่กับเรือนกายสูงใหญ่ จึงพยายามหยัดกายลุกขึ้นด้วยตนเอง
มือด้านขวาค้ำยันดันร่างกายขึ้นอย่างยากลำบาก เพราะเสื้อคลุมตัวหนาทับหลังนางอยู่ คนใจสู้กอบกุมเกาะเกี่ยวบางอย่างเป็นฐานในการพยุงตัว
“อือ เจ้าอยู่นิ่ง ๆ ก่อนเดี๋ยวข้าช่วย”
เสียงแหบแห้งคล้ายคนป่วยอ่อนแรงเอ่ยชิดใบหูหอมกรุ่น กลิ่นกายหอมสะอาดกระตุ้นให้บางอย่างพองตัวขึ้น กลายเป็นหลักยึดของอุ้งมือนุ่มนิ่ม
“ขออภัยเจ้าค่ะ ท่านป่วยอยู่ข้ายังล้มทับลงมาอีก รอสักครู่ข้าก็ลุกขึ้นได้แล้ว”
มือข้างขวาซึ่งวางทาบทับบางอย่าง เริ่มขยับเคลื่อนไหวอีกครั้งเพื่อดันกายออกห่างคนป่วย
“ยะ…อยู่นิ่ง ๆ เถิด เดี๋ยวข้าขอเอาเสื้อคลุมออกก่อน” ซ่งจือหานกัดฟันพูดลอดไรฟัน
ดวงตากลมโตหลับลงพร้อมกับอ้าขาออกกว้างทั้ง ๆ ที่ยังรู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อย นางยินยอมรับตัวตนแข็งขืนให้เข้ามาลึกสุดทาง จนกระทั่งได้ยินเสียงส่วนปลายหัวหยักชนเข้ากับผนังร่องแคบ“เอาให้หนักจะได้ไม่หนีข้าไปที่ใดอีก เอาให้ติดใจจนไม่กล้าอยู่ห่างจากข้าอีก”ซ่งจือหานทั้งพูดทั้งขยับเข้าออกในโพรงคับแคบ ซึ่งบีบรัดแก่นกายของเขาจนอยากปลดปล่อยเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าเขาพอรู้อยู่บ้างว่าต้องอดทนก่อนยามนี้สตรีที่กำลังรองรับอารมณ์ดิบเถื่อนของบุรุษถูกโยกเขย่ากายจนหัวสั่นหัวคลอน เต้านมสองข้างโยกไหวไปตามแรงกระเพื่อมของร่างกาย เมื่อเห็นว่าคนใต้ร่างกำลังเพลิดเพลินไปกับรสรักของเขา บุรุษผู้กระหายน้ำจึงถอดถอนแก่นกายออก อีกเหตุผลคือยังไม่อยากสิ้นสุดโดยเร็วกายสูงใหญ่นั่งลงคุกเข่าต่อหน้ากลีบบุปผาสีชมพูอ่อน เพื่อลิ้มรสน้ำหวานซึ่งคราแรกเขาตั้งใจดื่มแก้กระหายน้ำ“อื้อ จือหาน มาทำต่อให้เสร็จ”“ขอดื่มน้ำหวานตรงนี้ก่อน ข้ากระหายน้ำจะแย่ และอยากเห็นกลีบบุปผาที่ข้าลงมือบดขยี้ด้วยตนเอง”“อ่า… ดื่มให้พอใจดื่มลงไปลึก ๆ อ๊ะ อา ตรงนั้น”เสียงหวานเอ่ยสั่งการบุรุษรูปงาม ที่ยามนี้กำลังก้มลิ้มรสกลีบอวบอูมซึ่งบวมเป่งจากการสอดใส่ในครั้งแร
“เหม่ยหลันขอจับได้หรือไม่ ข้าอยากทำเช่นนี้มานานแล้ว สองก้อนของเจ้ายั่วเย้าสายตาข้ามานานเหลือเกิน”“ท่านจับไปแล้วจะขอเพื่อการใดเล่า อ๊ะ! อา”เสียงหวานร้องครางออกมาทันที เผลอเพียงชั่วครู่ใบหน้าหล่อเหลาก็มุดเข้าหาความนุ่มหยุ่นเสียแล้ว อาภรณ์ช่วงบนของนางถูกดึงลงมากองตรงเอวคอดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แบบนี้ยังเรียกว่าแค่จับอยู่หรือ!“ทั้งนุ่มทั้งหวาน เหม่ยหลันให้ข้ามอบความสุขให้เจ้าเถิด ข้าสัญญาว่านอกจากเจ้าข้าจะไม่แตะต้องสตรีใด”“จือหาน ท่านอือ..”“ขอจับ ขอดูดให้หนำใจ อยากนวดให้สองก้อนของเจ้ายืดย้วยติดมือติดปากข้าไปเลย”วาจาดิบเถื่อนเอ่ยออกมาจากปากของบุรุษผู้ขึ้นชื่อเรื่องความสุภาพและเงียบขรึมยิ่งสัมผัสนางสติของเขายิ่งเตลิดหายไปไกล เหลือเพียงอาการคลั่งรักของบุรุษที่มีต่อสตรีในดวงใจท่ามกลางแสงจันทร์ยามค่ำคืน กายอวบอัดถูกอุ้มไปนั่งบนโต๊ะไม้ข้างหน้าต่างเรือนนอน ผู้มาเยือนดึงเก้าอี้มานั่งหันหน้าออกนอกหน้าต่างด้วยท่วงท่าสบายใจ ทางด้านเจ้าของตำหนักนั่งหันหลังให้แสงจันทร์สายตาร้อนแรงจ้องมองยอดถันชูชัน ซึ่งยามนี้ต้องแสงจันทร์มองให้เห็นเป็นเงาวาววับ ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงด้วยความกระหายอยาก ก่อน
ณ ตำหนักบุปผาบนสรวงสวรรค์ชั้นสูง สายตาเรียบเฉยจ้องมองข้าวของเครื่องใช้ในตำหนัก ซึ่งถูกเก็บเข้าที่ดังเดิมเหมือนเมื่อครั้งก่อนจากไป ภาพของคนผู้นั้นเดินไปเดินมาเฉกเช่นตำหนักของตนเอง ยังคงติดตาไม่ได้เลือนหายไปอย่างที่ควรจะเป็น ทั้ง ๆ ที่ผ่านมานานร่วมปีทว่ากลับมาคราวนี้จิตใจซึ่งเคยอ่อนไหวเจ็บปวดรวดร้าว ได้แปรเปลี่ยนเป็นเข้มแข็งขึ้นและไร้ซึ่งการผูกมัดพันธนาการใด ๆช่วงชีวิตก่อนนางทำดีด้วยจิตใจบริสุทธิ์ อีกทั้งยังอุทิศตนเพื่อส่วนรวมจนสิ้นชีพก่อนวัยอันควร ดวงจิตจึงได้ขึ้นมาบนสรรค์เพื่อประทับจิตลงบนกายหยาบซึ่งถูกปลุกพลังแห่งเทพฉีเหม่ยหลันหมั่นฝึกฝนพลัง และบำเพ็ญเพียรด้วยจิตใจแน่วแน่มาโดยตลอด เมื่อถึงกาลเหมาะสมจึงได้เป็นเทพสงครามหญิงดังใจปรารถนา นางมีเทพพี่เลี้ยงใบหน้าหล่อเหลาผู้หนึ่ง คอยดูแลทุกเรื่องไม่ให้ขาดตกบกพร่องเมื่อครั้งยังเป็นเพียงเทพฝึกหัด นางเข้าใจว่าเทพทุกตนไร้ซึ่งความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง ทว่าทุกอย่างกลับตาลปัตรไปทั้งหมดเทพกับมนุษย์ไม่ต่างกันในแง่ความรู้สึกเลยสักนิด เพียงแค่ต่างในเรื่องการแยกแยะถูกผิดเท่านั้นหลังออกจากการเข้าตบะบำเพ็ญเพียรนานร่วมปี เทพสงครามหญิงจึงเดินทางกลั
หนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีเดินหลงเข้าไปในป่าลึก เพียงเพราะอยากจับกระต่ายป่ามาเลี้ยงดูในฐานก่อสร้าง อีกเหตุผลคืออยากให้พี่สาวมีสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักจะได้หายเศร้าซึมเสียที ทั้งสองจึงวิ่งไล่สหายตัวจ้อยจนหลงป่าคนหวาดกลัวมองหาผู้คุ้มกันของตนทว่าไม่เจอแม้แต่เงา เพราะนางมาตรงที่สตรีมักจะมาเพียงลำพัง นับว่ายังดีที่ผู้คุ้มกันของผู้ร่วมชะตากรรมยังคงติดตามมาด้วยสองคนบุรุษข้างกายมาตรงจุดเฉพาะของสตรีได้ เพราะความหน้าหนาของเขาล้วน ๆ แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นเรื่องดีเสียอย่างนั้น“สือป๋อเหวินพวกเราเดินมาไกลมากแล้วนะ เหตุใดจึงไม่เจอทางกลับฐานเสียทีเล่า”“ข้าไม่รู้ เพิ่งเคยมาครั้งแรกเช่นกัน”แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าคนพูดแอบส่งสัญญาณมือให้ผู้คุ้มกันอย่างแนบเนียน“ข้าเจ็บเท้าอยากนั่งพักสักหน่อย”น้ำเสียงเหนื่อยล้าโดยแท้จริง หันไปบอกกล่าวบุรุษข้างกายฝ่าเท้าของนางเริ่มระบมจนรู้สึกแสบ เพราะเดินบนพื้นหินตามลำธารมาร่วมชั่วยาม อีกทั้งยังรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งขา หากได้นั่งพักเพื่อถอดรองเท้าออกผึ่งแดดสักหน่อย อาการเมื่อยล้าคงทุเลาเบาบางลงบ้าง“คุณชายขอรับ ตรงจุดนั้นมีถ้ำขนาดเล็ก ด้านในมีเสียงน้ำไหล น่าจะเหมาะสำหรั
ระหว่างทางเดินไปถ้ำแห่งสายน้ำ คู่รักชายหญิงก็จูงมือกันเดินไปข้างหน้า พร้อมกับพูดคุยเรื่องราวในชีวิตของกันและกัน“ข้าจะบอกศิษย์พี่ด้วยตนเองอีกครั้ง ป่านนี้ไม่ตกใจหงายหลังไปแล้วหรือที่เจ้าไปบอกกล่าวตรง ๆ เช่นนั้น”“ฮ่า ฮ่า ตกใจจนน้ำชาติดคอเลยเจ้าค่ะ คงไม่คิดว่าท่านจะยอมข้าเช่นนี้”“ข้ายอมฮูหยินตัวน้อยทุกเรื่อง อยากมาน้ำตกข้าก็พามา” คำเรียกขานสนิทสนมเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยบุ๋มข้างแก้มสาก“น่ารักยิ่งนัก แต่ตอนนี้พวกเราต้องเร่งฝีเท้าแล้ว ข้าอยากทำในถ้ำจะแย่”“เด็กแสบ”“หรือท่านไม่อยากเจ้าคะ ตอนนั่งพักยังแอบล้วงหน้าอกข้าอยู่เลย หากไม่อายผู้คุ้มกันข้าคงเปิดให้ชิมไปแล้ว”คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด ระหว่างนั่งพักมือสากระคายยังแอบบีบเคล้นสองเต้าไม่ยอมห่าง เขาไม่ชอบให้นางสวมอาภรณ์เปิดหน้าอก แต่กลับบ่นทุกครั้งที่ล้วงหาของชอบได้ยากยิ่ง วันนี้นางเลยสวมอาภรณ์เบาสบายจะได้ถอดได้ล้วงง่าย ๆ ตามใจคนชอบบีบเคล้น“อือ ข้าอยากมาก พวกเรารีบไปกันเถิด”ในถ้ำแห่งสายน้ำซึ่งแต่เดิมเคยมืดสนิท ยามนี้มีตะเกียงไฟส่องสว่างครอบคลุมไปทั่วบริเวณบ่อน้ำ ซึ่งกลายเป็นสถานที่ระลึกถึงของคู่รักชายหญิงแผลบ! แผลบ!เสียงริมฝีปากระ
“เจ้านอนละเมอมาลูบคลำจนข้าทนไม่ไหว ปล่อยน้ำรักออกมาเต็มอาภรณ์ไปหมด เจ้าบีบขยำจนข้าใจแตก หลังจากนั้นข้าก็คอยแต่จ้องหน้าอกอวบ ๆ อยู่ทุกวัน”“ถึงว่ากลิ่นแปลก ๆ แต่เย้ายวนอารมณ์พิลึก หากข้ารู้อาจจะขึ้นขย่มท่านไปนานแล้วก็ได้”“ซี๊ด! หลันเอ๋อร์ อ่าเด็กดื้อส่วนหัวเบา ๆ หน่อยเดี๋ยวข้าไม่ไหว”อ้อก! อ้อก!เสียงดันท่อนเนื้อใหญ่ยาวลงลำคอจนสุดทาง ดวงตากลมโตจ้องมองสีหน้าคนถูกกลืนกินไม่ยอมหลบตานางอยากรู้ว่าในช่วงเวลาสุขสมเช่นนี้ บุรุษตรงหน้าจะรูปงามมากเพียงไร และไม่ผิดหวังเลยสักนิดบุรุษของนางนั้น ทั้งรูปงามทั้งมีรูปกายที่ยั่วเย้าอารมณ์สาว เมื่อรู้สึกอดอยากไม่ต่างกัน เจ้าตัวจึงไม่รีรอสิ่งใดอีกต่อไปอยากก็ต้องลงแรงเอง ผู้ชายไม่ไหวผู้หญิงเลยต้องแข็งแกร่ง!ทันใดนั้นชายกระโปรงสวมใส่นอนตัวยาว จึงถูกตลบขึ้นไปกองบนเอวคอด จากนั้นเรียวขาก็ก้าวขึ้นคร่อมร่างสูงใหญ่ ไม่ต่างจากครั้งแรกที่หาญกล้ากระทำในถ้ำสายน้ำสวบ“อ๊า/อา”“แน่นยิ่งนักเจ้าค่ะ วันนี้ไม่เจ็บแล้ว อูย…ข้าชอบแท่งใหญ่ ๆ ของท่านพี่มากเลย”“เด็กดื้อข้ายังไม่ได้เลียตรงนั้นเลย”เสียงแหบพร่าทำทีโต้แย้งทั้ง ๆ ที่ชอบใจยิ่งนักที่แท่งร้อนประจำกายถูกเติมเติมเช







