ANMELDENถึงสาวใช้จะพูดเช่นนี้ ทว่าคนถูกฝันร้ายรบกวนจะข่มตานอนอีกครั้งได้อย่างไร “ข้าไม่อยากนอนแล้ว อยากกลับไปเจอครอบครัวโดยเร็ว”
สาวใช้แจ่มแจ้งว่าคุณหนูคิดถึงครอบครัวเพียงใด จึงลุกขึ้นยืน “บ่าวจะไปสั่งคนจัดเตรียมรถม้า จากนั้นจะกลับมาช่วยคุณหนูแต่งตัวเจ้าค่ะ”
คนเป็นคุณหนูพยักหน้า คว้ากาน้ำบนโต๊ะเล็กข้างเตียงมารินใส่ถ้วย ร่างกายร้อนรุ่มราวมีเปลวเพลิงแผดเผา ในใจอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่พร้อมปะทุออกมาตลอดเวลา นางพยายามไม่นึกถึงความฝันที่เปรียบเสมือนเครื่องกระตุ้นอาการแปลกประหลาดเหล่านี้ให้รุนแรง
ไฉนใกล้ถึงเมืองหลวงก็ยิ่งไม่สบายใจกันนะ?
รถม้าเคลื่อนตัวออกจากโรงเตี๊ยมมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงแคว้นเหลียง จุดหมายปลายทางคือจวนแม่ทัพใหญ่
ยามซวี* ในที่สุดล้อรถม้าก็หยุดลง มือขาวดุจหยกมันแพะยื่นให้สาวใช้ประคองลงจากรถม้า ทั้งที่รีบเร่งเดินทาง สุดท้ายก็ยังมาไม่ทัน สาเหตุเพราะระหว่างทางล้อรถม้าเกิดตกหลุมลึก กว่าจะแก้ไขปัญหาได้ก็เสียเวลาไปเกือบสองชั่วยาม
บรรยากาศเงียบสงบชี้ให้เห็นว่าแขกเหรื่อที่มาร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิดฮูหยินผู้เฒ่าของจวนแม่ทัพใหญ่ได้พากันกลับไปหมดแล้ว ซึ่งนับว่าดีเนื่องจากนางไม่อยากเผยโฉมต่อหน้าใครอยู่แล้ว
“เวลานี้ท่านย่าน่าจะพักผ่อนแล้ว” เสียงหวานใสพูดขึ้นหลังจากมองสำรวจจวนแม่ทัพใหญ่ด้านนอกจนเป็นที่พอใจ ทุกอย่างไม่ได้เปลี่ยนไปจากตอนที่นางจากไปเท่าไร
“พรุ่งนี้เช้าคุณหนูค่อยเข้าอวยพรฮูหยินผู้เฒ่าที่เรือนก็ได้เจ้าค่ะ บ่าวเชื่อว่าเพียงได้เห็นหน้าหลานสาว สำหรับฮูหยินผู้เฒ่าคือของขวัญที่ดีที่สุดในวันครบรอบหกสิบปี”
“ท่านพ่อกับพี่ชายน่าจะยังไม่นอนกระมัง”
“ประเดี๋ยวบ่าวไปสอบถามคนเฝ้าประตูให้เจ้าค่ะ”
“ไยต้องสอบถามให้เสียเวลา ถึงจะจากที่นี่ไปหลายปี แต่ข้าก็ยังเป็นคุณหนูของจวน”
สาวใช้ที่ชื่อเสี่ยวจูยิ้ม “บ่าวลืมไปเจ้าค่ะ”
หลังแสดงฐานะให้คนเฝ้าประตูรู้ จ้าวลี่เชียนในฐานะคุณหนูของจวนก็เดินเข้าไปด้านในอย่างผ่าเผย หลายปีแล้วที่นางจากที่นี่ไป ทว่าทุกอย่างตั้งแต่นอกจวนจนถึงในจวนยังคงสภาพเดิมเสียส่วนใหญ่
นางคือบุตรีของท่านแม่ทัพใหญ่จ้าวเจิ้ง บุรุษผู้กุมอำนาจทางการทหารสูงสุดของแคว้นเหลียง เมื่อครั้งอายุเจ็ดขวบ นางถูกแม่ชีท่านหนึ่งทำนายทายทักดวงชะตา บอกว่านางถือกำเนิดมาพร้อมดวงจิตอาฆาต หากไม่เรียนรู้การปล่อยวางและทำจิตให้นิ่ง วันหน้าแรงอาฆาตจะชักนำนางไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ไม่เพียงทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ ยังทำร้ายตนเองอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้สกุลจ้าวจึงตัดสินใจให้นางติดตามแม่ชีท่านนั้นไปถือศีลภาวนาที่อารามห่างไกลแห่งหนึ่งทางเหนือของแคว้น ชื่อว่าอารามไป๋อวิ๋น
ความเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาและเชื่อฟังบิดามารดา จ้าวลี่เชียนได้กราบคารวะแม่ชีท่านนั้นเป็นอาจารย์ เดินทางไปถือศีลภาวนาที่อารามไป๋อวิ๋นโดยไม่มีกำหนดกลับ
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบปีแล้ว เป็นธรรมดาที่นางจะคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว ดังนั้นก่อนวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดของผู้เป็นย่า นางได้ขอท่านอาจารย์เดินทางกลับบ้านเพื่อร่วมอวยพร ท่านอาจารย์เห็นว่าตลอดระยะเวลาสิบปีดวงจิตอาฆาตของนางไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ จึงยอมอนุญาต กระนั้นไม่ลืมกำชับว่า ‘จงมองทุกเรื่องด้วยสติ’
เรือนด้านหน้าซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน ข้ารับใช้กลุ่มหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการเก็บกวาดทำความสะอาดสถานที่ ขณะนั้นมีสาวใช้นางหนึ่งเดินผ่าน จ้าวลี่เชียนจึงสอบถาม “ท่านแม่ทัพอยู่ที่ใด”
สาวใช้เมื่อได้ยินคำถามก็หยุดเดิน หมุนตัวกลับมาหาสตรีเจ้าของคำถาม ทันทีที่ได้เห็นหน้าอีกฝ่าย นางถึงกับลืมหายใจ ตกตะลึงในความงามที่ยากหาผู้ใดมาเทียบ
เสี่ยวจูแจ่มแจ้งในความงามของคุณหนู จึงไม่แปลกใจที่สาวใช้ตรงหน้าจะมีอาการอย่างที่เห็น นางกระแอมกระไอ อมยิ้มเล็กน้อยแล้วว่า “เจ้าได้ยินคำถามของคุณหนูข้าหรือไม่”
สาวใช้ได้สติ รีบก้มหน้าขออภัย “ขอโทษด้วยเจ้าค่ะ บ่าวเสียมารยาทแล้ว ไม่ทราบว่าคุณหนูคือ...”
“คุณหนูของข้าคือบุตรสาวท่านแม่ทัพ น้องสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพน้อยจ้าว” เสี่ยวจูตอบคำถามแทนเจ้านาย
สาวใช้ผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย นางรู้ว่าที่จวนยังมีคุณหนูอยู่อีกคน ทว่าช่วงเวลาที่นางเข้ามาทำงานที่นี่ คุณหนูผู้นั้นก็ไม่อยู่แล้ว “คะ...คุณหนู” เสียงของนางตะกุกตะกัก เริ่มมีอาการประหม่าให้เห็น
จ้าวลี่เชียนยิ้ม รอยยิ้มของนางเรียกได้ว่ามีพลังดึงดูดอย่างรุนแรง สามารถทำให้คนที่ได้เห็นยอมสยบ หลงใหลในความงามและเสน่ห์จนยากถอนตัว โดยเฉพาะพวกบุรุษ
“เจ้าจะบอกข้าได้หรือยังว่าท่านพ่ออยู่ที่ใด”
“อยู่ในสวนเจ้าค่ะ” สาวใช้ตอบอย่างนอบน้อม “คุณหนูจะให้บ่าวนำทางไปหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่เป็นไร ถึงข้าจะจากที่นี่ไปนาน แต่จำทุกเส้นทางและทุกสถานที่ภายในจวนได้ดี เจ้าไปทำงานของตัวเองเถิด ข้าไม่รบกวนแล้ว”
* ยามซวี คือเวลา ๑๙.๐๐ - ๒๐.๕๙ น.
การหมดสติของจ้าวลี่เชียนครั้งนี้ยาวนานข้ามวัน เซียวซื่อเรียกบุตรสาวไปสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลับได้ฟังเรื่องราวเพียงครึ่งเดียว จ้าวลี่เชียนจำได้เพียงมีปากเสียงกับหลี่ม่านโถว จากนั้นถูกอีกฝ่ายตบหน้า นอกเหนือจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีก เซียวซื่อกุมขมับ นางกับบุตรสาวจากกันสิบปี ช่วงเวลาสิบปีเพียงพอให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงได้ ก็ไม่รู้ว่าที่จ้าวลี่เชียนจำไม่ได้นั้นเป็นความจริงหรือโกหก ลงมือทำร้ายกันไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นไปได้อย่างไรที่จะจำไม่ได้ สีหน้าแววตาและน้ำเสียงของเชียนเอ๋อร์ก็ไม่เหมือนคนเสแสร้ง แท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น? “เสี่ยวจู เจ้าเล่ามาว่าหลังจากคุณหนูของเจ้าถูกคุณหนูหลี่ตบเป็นอย่างไรต่อ” เสี่ยวจูเหลือบมองจ้าวลี่เชียน ต่อมาพูดว่า “เรียนฮูหยิน หลังคุณหนูถูกคุณหนูหลี่ตบ คุณหนูก็เอาคืนด้วยการตบอีกฝ่ายเช่นกัน ยังมีใช้เท้าเหยียบทำลายชุดที่แย่งชิงกันด้วยเจ้าค่ะ” “อะไรนะ!” จ้าวลี่เชียนทั้งตกใจระคนไม่อยากเชื่อ ใช้นิ้วชี้ชี้ตนเอง “ข้านี่นะตบนาง ซ้ำยังใช้เท้าเหยียบทำลายชุดด้วย” เสี่ยวจูพยักหน้า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่าทางขอ
ภายในร้านหรูเซียง จ้าวลี่เชียนซึ่งรู้สึกว่าผ้าที่ผู้เป็นย่าให้มาล้ำค่าหายากเกินไปจึงเปลี่ยนใจมาซื้อชุดสำเร็จจากร้านขายอาภรณ์แทน ร้านนี้เป็นร้านของช่างประจำสกุล การตัดเย็บและออกแบบจึงละเอียดประณีตไม่แพ้สั่งตัด “คุณหนู ชุดนี้งดงามมากเจ้าค่ะ” เสี่ยวจูหยิบชุดสีชมพูดอกท้อซึ่งเป็นสีที่จ้าวลี่เชียนชอบออกมา ทว่ายังไม่ทันได้เอาไปให้คุณหนูดูใกล้ ๆ จู่ ๆ ก็มีมือคู่หนึ่งมาแย่งไป “คุณหนู ได้แล้วเจ้าค่ะ” นำชุดที่แย่งมาจากผู้อื่นไปให้คนที่เรียกว่าคุณหนู เสี่ยวจูเห็นดังนั้นก็ไม่พอใจ “ไฉนที่นี่ถึงมีคนป่าเถื่อนไร้ยางอาย แย่งของไปจากมือผู้อื่นอย่างเหิมเกริม” สาวใช้ที่ถูกต่อว่าหันมามองเสี่ยวจูตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า เหยียดยิ้มดูแคลน “สภาพอย่างเจ้ามีปัญญาซื้อชุดราคาแพงด้วยหรือ ไปเอาความกล้ามาจากที่ใดพูดว่าตนเองถูกแย่งของ” “ข้าไม่มีแต่คุณหนูของข้ามี” เสี่ยวจูพุ่งตัวเข้าไปจะแย่งชุดคืน จากการแต่งกายและคำพูดของฝ่ายตรงข้าม น่าจะเป็นสาวใช้เหมือนกับนาง เหตุใดนางต้องยอมถอยให้ด้วย ผลคือถูกสาวใช้นางนั้นผลักอย่างแรง ล้มลงไปกองกับพื้น จ้
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่จ้าวลี่เชียนฝันร้าย เสียงหอบหายใจถี่กระชั้นดังท่ามกลางความมืด ต่อมาภายในห้องสว่างขึ้นเมื่อเสี่ยวจูเปิดประตูเข้ามาจุดเชิงเทียน “คุณหนูเป็นอะไรเจ้าคะ เมื่อครู่บ่าวได้ยินเสียงกรีดร้อง” เสี่ยวจูเดินมาหยุดหน้าเตียง มองใบหน้าชุ่มโชกเหงื่อของคุณหนู จ้าวลี่เชียนยันตัวลุกขึ้นนั่ง หยิบผ้าเช็ดหน้าใต้หมอนขึ้นมาซับเหงื่อ ปรับลมหายใจพลางสะกดความตื่นตระหนก “ข้าฝันร้ายอีกแล้ว” ความกังวลฉายชัดบนใบหน้าเสี่ยวจู เหตุใดคุณหนูของนางถึงฝันร้ายติดต่อกัน ทั้งที่ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยมีเลย “คุณหนูฝันว่าอะไรเจ้าคะ ครั้งนี้เล่าให้บ่าวฟังได้หรือไม่” ความอึดอัดไม่สบายใจส่งผลให้จ้าวลี่เชียนอยากระบายด้วยการเล่าให้เสี่ยวจูฟัง “ข้าฝันว่าตนเองถูกจับขึงกับเสาเหล็กในห้องมืดมิด ทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลจากการทรมาน ตรงหน้ามีสตรีแต่งกายหรูหรานางหนึ่งซึ่งข้าเห็นหน้าไม่ชัด ในมือของนางถือมีดเล่มหนึ่ง จากนั้นใช้มืออีกข้างกระชากเส้นผมข้าให้เงยหน้าขึ้น นางกรีดมีดลงบนใบหน้าข้าอย่างบ้าคลั่ง ตะคอกเสียงดังว่านางเกลียดข้า เกลียดจนไม่อยากอยู่ร่วมแผ่นดินเดียว
ท่ามกลางม่านหมอกหนาทึบ หวังเทียนซวี่เดินฝ่าไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย บรรยากาศขมุกขมัวกระตุ้นสัญชาตญาณระแวดระวัง ไม่รู้ว่าตนเองมาอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดนี้ได้อย่างไร ดวงตาคมกริบพยายามค้นหาสถานที่และสิ่งมีชีวิต ทว่าจนแล้วจนรอดพบเพียงความว่างเปล่า ต่อมาควันขาวค่อย ๆ สลาย เบื้องหน้าปรากฏบุรุษสองคนกำลังนั่งสนทนากันในห้อง หวังเทียนซวี่เพ่งพินิจ ครั้นเห็นว่าหนึ่งในนั้นคือตนเองก็ถึงกับตกใจ “องค์ชาย ฝ่าบาทของข้ามีพระธิดาองค์โปรดอยู่พระองค์หนึ่ง ด้วยรูปโฉมหล่อเหลาสง่างามขององค์ชาย หากใช้แผนชายงามหลอกล่อให้นางหลงใหลจนยอมอภิเษกด้วย แผนยึดครองแคว้นหลันก็จะง่ายขึ้น”บุรุษที่นั่งฝั่งตรงข้ามพูดขึ้น ซึ่งคนผู้นี้หวังเทียนซวี่รู้จักดี คือเจิ้งกั๋วกง*หลี่หยวน ขุนนางคนสำคัญข้างพระวรกายพระบิดา “แผนชายงาม?” “ใช่แล้ว ในเมืองหลวงแคว้นหลันไม่มีใครไม่ทราบว่าจุดอ่อนของกษัตริย์แคว้นหลันคือองค์หญิงแปด ขอเพียงเป็นความต้องการของนาง พระบิดาผู้นี้ยินดีเสาะหามาให้ รักและตามใจไม่เคยขัด หากองค์ชายมีหมากตัวนี้ในมือ วันอภิเษกสมรสจะเป็นวันที่กองทัพแคว้นเยวี่ยเข้าม
จ้าวหลิงเซียวโอดครวญ หันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากบิดา จ้าวเจิ้งแสร้งมองไม่เห็น รอดูว่าบุตรชายจะแก้สถานการณ์อย่างไร “วันนี้ช่างเป็นวันมงคลของสกุลจ้าวจริง ๆ ไม่เพียงเป็นวันครบรอบอายุหกสิบปีของฮูหยินผู้เฒ่า ยังเป็นวันที่ท่านแม่ทัพได้พบบุตรสาวในรอบสิบปีอีกด้วย” คำพูดที่มาพร้อมเสียงทุ้มนุ่มเปรียบเหมือนการอภัยโทษจากสวรรค์ของจ้าวหลิงเซียว ส่วนจ้าวเจิ้งพลันตระหนักได้ถึงการมีตัวตนของแขกสูงศักดิ์ “กระหม่อมเสียมารยาทแล้ว ลืมไปเสียสนิทว่ายังมีแขก” จ้าวเจิ้งค้อมศีรษะขออภัยคนในศาลา พาบุตรสาวเข้าไปคารวะแขกสำคัญของจวน “เชียนเอ๋อร์ นี่คือองค์ชายเจ็ด” จ้าวลี่เชียนยอบกายคำนับพลางช้อนตามองชายหนุ่มเล็กน้อย ฐานะของเขาไม่ธรรมดาอย่างที่นางคาดเดาไว้จริง ๆ บุรุษหน้าขาวผุดผ่อง มองแล้วให้ความรู้สึกเสเพล ดวงตาดอกท้อของเขาทอประกายหลงใหลยามสบตากับนาง “คารวะองค์ชายเจ็ด” “คุณหนูจ้าวไม่ต้องมากพิธี” สายตาองค์ชายเจ็ดหวังเทียนชิงไม่ละไปจากดวงหน้างาม กระทั่งพี่ชายที่มีสัญชาตญาณหวงน้องสาวอย่างจ้าวหลิงเซียวกระแอมกระไอ เขาถึงยอมเก็บสายตาคืน
ในสวนของจวนแม่ทัพใหญ่ บุรุษสี่คนกำลังนั่งร่ำสุราอย่างสนุกสนานในศาลา เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะลอยมาตามสายลม จ้าวลี่เชียนหยุดยืนตรงระเบียงทางเดิน มองบิดากับพี่ชายด้วยความรักและคิดถึง เนื่องจากมีชายหนุ่มอีกสองคนซึ่งเป็นคนนอกอยู่ด้วย จ้าวลี่เชียนจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปทักทายบิดากับพี่ชาย แม้นางจะไม่ได้อยู่เมืองหลวง แต่บิดามารดาก็ส่งหมัวมัว*ผู้อาวุโสไปอบรมสั่งสอนเรื่องกิริยามารยาทที่คุณหนูในห้องหอควรมีให้กับนาง รวมถึงอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ต่าง ๆ ด้วย “คุณหนูไม่เข้าไปหานายท่านกับคุณชายหรือเจ้าคะ” จ้าวลี่เชียนเก็บสายตากลับมาจากวงสุราของบิดากับพี่ชาย “เจ้าดูบุรุษสองคนที่นั่งหันหลังกับหันข้างให้พวกเรา เสื้อผ้าของพวกเขาตัดเย็บจากผ้าไหมชั้นดี เป็นผ้าไหมชนิดเดียวกับที่ท่านแม่ตัดเย็บเป็นชุดให้ข้าในวันครบรอบอายุสิบหกเมื่อปีที่ผ่านมา ผ้าไหมนี้เป็นผ้าไหมบรรณาการ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทรงพระราชทานเป็นรางวัลให้ท่านพ่อ ได้ยินว่าขุนนางที่มีผ้าชนิดนี้ในครอบครองน้อยจนนับนิ้วได้ นอกนั้นเป็นบรรดาเชื้อพระวงศ์ทั้งหมด ลักษณะท่าทางของพวกเขา ข้าคิดว่าไม่ใช่ลูกหล







