เข้าสู่ระบบกระทั่งล่วงเข้าวันที่แปดจึงเห็นรถยนต์คุ้นตาขับมาจอดหน้าบ้าน ไม่รอช้าคนเป็นลูกก็รีบวิ่งไปกอดบิดาอย่างรวดเร็ว เขาทำเพียงแค่ยิ้มให้เด็กน้อยแล้วจับจูงมือเข้ามาในบ้าน หล่อนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงเมียเก็บที่เขาจะมาหายามว่างเท่านั้น
ยิ้มขมขื่นให้ตัวก่อนพรูลมหายใจเสียงเบา เดินเข้าครัวเพื่อนำเครื่องดื่มและขนมมาเสิร์ฟคนทีเพิ่งเข้ามานั่งในบ้าน เขาเงยหน้ามองเธอพลางขมวดคิ้วเหมือนสงสัย แต่ก็เลือกไม่ถามหรือเอ่ยสิ่งใดนอกจากหยิบน้ำขึ้นมาดื่มดับกระหาย
เด็กชายเล่นกับบิดาครู่เดียวก็ถูกไล่ให้ขึ้นไปอาบน้ำเพราะตั้งแต่เช้ายังไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าเลยด้วยซ้ำ จึงรีบวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นสอง ปล่อยผู้ใหญ่ให้นั่งคุยกันตามลำพัง ซึ่งเป็นโอกาสเหมาะให้เขาได้พูดเรื่องจริงจังกับหล่อนเป็นครั้งแรก
หลายวันมานี้กลับไปเคลียร์งานทั้งยังไปเมืองหลวงบ่อยครั้งเพื่อจัดการธุระเรื่องโรงเรียนให้เด็กน้อย เขายังไม่ทราบผลการตรวจเลือดแต่คิดว่าถึงไม่ใช่พ่อก็อาจจะอุปการะเรื่องการเล่าเรียน ถือว่าทำบุญทำทานไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงเท่าไหร่
แม้ว่าจะไม่ชอบแม่ของเด็กก็ตาม...
“ระหว่างที่รอผลตรวจเลือดฉันจะให้เด็กคนนี้ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนประจำ จะให้เด็กหยุดเรียนเพื่อรอผลอย่างเดียวคงไม่ได้” คนฟังใจหล่นวูบไม่เคยห่างกับลูกเลยสักครั้ง หล่อนจะมีรวิกานต์อยู่ด้วยเสมอจนกลายเป็นความอุ่นใจเดียว
แม้ว่าคนทั้งโลกจะหันหลังให้กัน ก็ยังมีลูกชายที่อยู่ข้างแม่ เป็นเพียงกำลังใจเดียวที่ทำให้หล่อนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
“ทำไมต้องโรงเรียนประจำ ฉันจะให้ลูกอยู่กับฉัน” ยืนกรานเสียงหนักแน่น แววตาแข็งกร้าวต่างจากเวลาปกติ เหมือนแม่เสือที่กำลังปกป้องลูกน้อยของตัวเอง เขาเห็นอย่างนั้นก็ต้องอธิบายพร้อมกับเน้นย้ำถึงเรื่องสำคัญ ซึ่งคือการเงินที่หญิงสาวไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่
“โรงเรียนประจำที่ว่าคือโรงเรียนเก่าของฉัน เขาสามารถรับเด็กใหม่กลางเทอมได้ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายไม่ต้องห่วงเพราะฉันจัดการให้หมดแล้ว ถือว่าฉันทำบุญทำทานแล้วกัน เงินแค่นี้ไม่ทำให้ขนหน้าแข้งฉันร่วงหรอก”
ร่างสูงไม่ได้บอกไปว่ากว่าจะคุยได้ต้องเสียเงินไปเยอะแค่ไหน โรงเรียนชายล้วนชื่อดังที่มีประวัติมายาวนาน เริ่มรับตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่สี่ไปจนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย เน้นเรียนและกีฬาพร้อมทั้งมีกิจกรรมให้ทำมากมาย เขาจบมาจากที่นี่ก็อยากส่งต่อให้รุ่นลูก ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่ารวิกานต์เป็นลูกของตนหรือเปล่าก็ตาม
คนฟังนั่งนิ่งพลางเม้มปากแน่นด้วยความโมโหระคนน้อยใจที่ถูกหยามเรื่องเงินทอง ถึงเธอจะไม่มีเยอะเท่าเขาแต่ก็ไม่เคยเลี้ยงลูกให้อดอยาก หล่อนไม่อยากคุยกับอีกฝ่ายคิดจะตัดบทอย่างรวดเร็ว เตรียมพร้อมจะลุกยืนเพื่อเดินขึ้นห้อง กลับถูกมือหนาคว้าแขนเอาไว้ก่อน
“เก็บความหวังดีของคุณไปให้คนอื่นเถอะค่ะ ฉันไม่ต้องการ” ประกาศเสียงแข็ง ทำให้ร่างหนาไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่
“ที่พูดเนี่ย...ไม่ได้ให้ออกความเห็น แต่ฉันต้องการให้ทำตาม” จ้องตาเธอพร้อมบีบแขนเรียวแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเธอรู้สึกเจ็บแต่ก็ยังไม่ร้องอ้อนวอนขอให้ปล่อย ทำเพียงแค่จ้องตาเขาเพื่อไม่ให้ตัวเองดูสมเพชมากกว่านี้
“คำพูดของฉันเป็นประกาศิต เธอไม่มีสิทธิ์แย้ง” สบตากันนิ่งก่อนที่เขาจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ซึ่งทำให้หล่อนไม่อาจพูดอะไรได้อีก นอกจากกัดฟันแล้วรับคำในลำคอเสียงเบาจนแทบจะกลายเป็นกระซิบ ถึงไม่ต้องการให้เรื่องลงเอยแบบนี้แต่ก็รู้ดีว่าตนไม่อาจต้านกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากได้
หล่อนเกลียดตัวเองที่สุดท้ายยังคงตกอยู่ใต้อำนาจของเขา...
บารมีที่ชายหนุ่มสั่งสมมานานหลายปี ส่งผลให้ตอนนี้เขากลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลกระทั่งกับคนรอบข้าง
“ต่อจากนี้เธอก็อยู่ในบ้านหลังนี้ไป ฉันจะให้เงินรายเดือนไม่ต้องคิดจะทำอะไรทั้งนั้น แค่อยู่เฉยๆ เพื่อรอผลอย่างเดียว” เหมือนว่าสิ่งสำคัญในตอนนี้คือผลตรวจดีเอ็นเอแล้วเขาก็ไม่ต้องการให้หล่อนคลาดสายตา กลัวว่าจะไปอยู่กับชายอื่นเอาเงินตนไปปรนเปรอคนอื่นเหมือนที่ผ่านมาอีก
ยอมปล่อยมือจากแขนเรียวแล้วเมินไปมองทางอื่น เธอเห็นอย่างนั้นก็เลือกจะขยับออกห่างจากเขา ตอบเสียงเบาพลางเหลือบมองไปทางบันได อยากให้ลูกชายรีบลงมาก่อนที่บรรยากาศมันจะมาคุมากกว่าที่เป็นในตอนนี้
“ค่ะ”
หญิงสาวนั่งหน้านิ่งไม่พูดอะไรอีก เธอเห็นว่าเขาดื่มน้ำหมดแล้วจึงคิดจะเอาแก้วไปเก็บ แต่เหมือนร่างสูงยังนึกโกรธเคืองกันตลอดเวลา จึงจับข้อมือของหล่อนพลางกำแน่น มองร่างบางอย่างโกรธแค้นจนเธอไม่เข้าใจว่าทำอะไรให้เขาถึงได้โกรธกันนักหนา
“ถ้าเธอไม่ได้ฉันช่วยไว้ ป่านนี้ก็คงเข้าคุกติดตะราง ไม่รู้อีกปีถึงจะได้ออกมา...อดอยากมากจนต้องไปอ่อยผัวคนอื่นให้เขาหาเรื่องใส่ร้ายเลยหรือไง” ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโหมากกว่าเดิม เขาไม่คิดว่าตัวเองต้องมารับรู้เรื่องราวที่หล่อนทำเอาไว้
หว่านเสน่ห์ให้ชายที่มีภรรยาแล้ว จนโดนใส่ร้ายถูกจับติดตะราง ถ้าไม่ได้รวิกานต์มาขอร้องเขาป่านนี้หล่อนคงไม่รอดหรอก ยิ่งคิดก็โมโหจนกำข้อมือบางแรงแทบหัก เธอมองเขาน้ำตาคลอเบ้าด้วยความน้อยใจ พยายามอธิบายให้ชายหนุ่มทราบว่าเขากำลังเข้าใจเธอผิด
“ฉันไม่ได้อ่อย”
“จะบอกว่าผู้ชายคนนั้นมาเอง เสน่ห์ของเธอมันมากเหลือเกินนะ...เหมือนตอนที่เอาเงินของฉันไปให้ชู้” ประโยคหลังเขาพูดเสียงเบาจนแทบจะกลายเป็นกระซิบ กัดฟันกรอดด้วยความโมโหแม้ว่าเรื่องจะผ่านมาเป็นสิบกว่าปีแล้วก็ตาม
ยังเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน แล้วเขาก็แค้นฝังใจต่างจากหล่อนที่เบิกตากว้าง เก็บไว้เป็นความลับตลอดหลายปีไม่คิดว่าเขาจะรู้หมดทุกอย่าง กลายเป็นเธอที่ตกตะลึงต่างจากชายหนุ่มซึ่งแสยะยิ้มสมใจเมื่อเห็นอาการของคนตรงหน้า
“คุณ...”
“ฉันรู้หมดนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นฉันจะถอนตัวทันเหรอ...คนอย่างเธอไม่มีค่าให้รักหรอก” พูดจบก็ปล่อยหล่อนเป็นอิสระ เบนหน้าไปทางอื่นพลางผ่อนลมหายใจระงับความโกรธของตัวเอง มือหนากำเข้าหากันแน่นไม่ต่างจากหล่อนที่แทบหยุดหายใจ
เข้าใจกระจ่างไม่ตั้งคำถามใดอีกต่อไป
เพราะเขารู้ว่าเธอมีความสัมพันธ์กับวินธา จึงได้หักหลังด้วยการไปคบกับอรสินี...
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







