เข้าสู่ระบบ๑๑
ซาตานไร้ใจ
การมาของธนนท์ปภพสร้างความสุขให้ลูกชายเป็นอย่างยิ่ง หล่อนเข้าครัวลงมือทำอาหารเองโดยที่วันนี้กับข้าวหมดทุกอย่าง เหมือนว่าเขาจะเจริญอาหารพอสมควรต่างจากเธอที่กินอะไรไม่ค่อยลงเพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องที่เพิ่งพูดคุยกันจบ
ไม่กล้าสู้หน้าชายหนุ่มด้วยซ้ำเมื่อเขารู้เรื่องในอดีตทั้งหมด เงินที่ขอเขาเพื่อเอาไปให้ชายอื่น ทั้งเครื่องเพชรราคาเป็นล้านซึ่งป่านนี้ไม่รู้อยู่ที่ไหน วินธาก็หายตัวไปไร้ร่องรอยเช่นเดียวกัน หล่อนไม่ได้พบเขากว่าสิบเอ็ดปีโดยไม่มีคลิปหลุด ตนลืมเรื่องพวกนี้ไปแล้วด้วยซ้ำหากไม่ได้ชายหนุ่มพูดขึ้นมาอีกรอบ
หวนให้คิดถึงอดีตที่แสนขมขื่น ฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนมาตลอด ก่อนทุกอย่างจะเปลี่ยนเมื่อเธอคิดถึงใบหน้าของธนนท์ปภพ
แม้ว่าจะถูกเขาหลอกให้รักแล้วกระชากตกสวรรค์ แต่ก่อนหน้านั้นความรู้สึกทั้งหมดมันก็คือความจริง จนเธอไม่อยากจดจำความเจ็บปวด เลือกจะคิดถึงเรื่องที่ดีของเรา จึงได้ล้างภาพคู่ของพวกเรามาเก็บเอาไว้มองยามคิดถึงความสุขในอดีต
เพราะเขาคือความสุขเดียวของเธอ...
“บ้านใหญ่มากเลย ผมชอบบ้านหลังนี้มากเลยครับ” รับประทานอาหารจนอิ่มสองพ่อลูกก็มานั่งเล่นเกมกันยังห้องนั่งเล่น โดยที่เธอเดินเลี่ยงไปเก็บจานชามจัดการห้องครัวให้กลับมาสะอาดเหมือนใหม่อีกครั้ง
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมตัวเองจะต้องทำแบบนี้ หลบหน้าทั้งที่เขาก็อยู่ในบ้านและเราต่อจากนี้คงต้องเจอกันบ่อย
แต่ก็ไม่แน่หรอก...หากส่งรวิกานต์ไปเรียนที่โรงเรียนประจำ
เขาก็คงไม่ได้มาบ้านหลังนี้บ่อย ดีต่อหล่อนเพราะไม่ต้องคอยรองรับอารมณ์ของอีกฝ่าย แล้วไม่ต้องคอยหักห้ามใจตัวเอง ถึงเวลาสิบเอ็ดปีที่ไม่ได้เจอกันมันจะนาน ความรู้สึกของเธอกลับไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด
ผู้ชายเพียงคนเดียวที่ตนรักยังเป็นพ่อของลูกเสมอ...
“ระหว่างนี้ก็อยู่ที่นี่ไปก่อน เดี๋ยวสัปดาห์หน้าจะพาไปดูโรงเรียนใหม่” พูดคุยกับลูกเหมือนเรื่องปกติ เขามองเด็กชายข้างกายด้วยแววตาเอ็นดู ไม่รู้ว่าเด็กเป็นลูกของตนจริงหรือเปล่า แต่นึกสงสารและเห็นว่ารวิกานต์เป็นคนดี จึงอยากส่งเสียให้เรียนในโรงเรียนคุณภาพแล้วประกอบอาชีพที่ดีในอนาคต
พยายามไม่สนใจว่าแม่ของเด็กเป็นใคร ไม่อย่างนั้นคงทำให้เขานึกหงุดหงิดมากกว่านี้
“โรงเรียนใหม่ คือที่ไหนเหรอครับ” หันมามองบิดาเลิกสนใจเกมในมือ
ร่างสูงจัดการนำเอกสารสำคัญที่โรงเรียนเก่าของลูกมาเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังเดินเรื่องเข้าที่ใหม่พร้อมเงินบำรุงการศึกษาจำนวนมากโข ไหนจะอำนาจที่เขามีจึงไม่ยากที่เด็กชายสามารถเข้าเรียนกลางเทอม
“เป็นโรงเรียนที่ฉันเคยเรียนสมัยมัธยม การเรียนดีกีฬาเด่นแล้วยังส่งเสริมเรื่องดนตรีอีก เข้าไปเรียนแล้วจะสนุก” วางจอยเกมลงแล้วโน้มน้าวอีกฝ่าย ผลตรวจเลือดยังไม่ออกจึงไม่คิดจะแทนตัวเองว่าพ่อกับรวิกานต์ แม้ว่าจะเอ็นดูมากแค่ไหนก็ตาม
“อยากไปครับพ่อ” เด็กชายได้ยินอย่างนั้นก็อยากไปสัมผัสโรงเรียนที่บิดาเคยศึกษา มองธนนท์ปภพเป็นต้นแบบของตัวเองทันที เรียกรอยยิ้มจากเขาได้ไม่ยากจนต้องยกมือลูบศีรษะอีกฝ่าย ก่อนอธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อย
“แต่เป็นโรงเรียนประจำ ต้องนอนที่นั่นห้าวันแล้วเสาร์อาทิตย์ถึงได้กลับบ้าน” ใบหน้าแย้มยิ้มของเด็กน้อยเจื่อนลง ตัดสินใจปฏิเสธเพราะไม่เคยอยู่ไกลแม่เลยสักครั้ง คำว่าโรงเรียนประจำทำให้นึกกลัวว่าจะไม่ได้กลับบ้านมาเจอหน้าพ่อกับแม่
“ไม่เอา ผมจะอยู่กับแม่”
“มันดีต่อตัวเรานะ แค่ห้าวันเอง ถึงวันหยุดก็กลับมาอยู่ที่นี่” เขาอยากบังคับแต่ก็รู้ว่าหากทำเช่นนั้นเด็กจะยิ่งเตลิดไปกันใหญ่ จึงต้องใช้วาจาอ่อนโยนเพื่อโน้มน้าว แล้วดูเหมือนว่าจะได้ผลดีเสียด้วย
“ไปดูก่อนก็ได้ค่อยตัดสินใจอีกที แต่ฉันอยากให้ไปนะ...มันดีต่อตัวเธอเอง” ยีศีรษะน้อยแล้วยกยิ้มมุมปากจนอีกฝ่ายเริ่มมีท่าทีฮึกเหิม เพราะเชื่อว่าสิ่งที่บิดาเลือกให้ตนต้องดีที่สุดอยู่แล้ว ดวงตากลมโตมองพ่อเหมือนชายผู้แสนประเสริฐ
“ครับพ่อ”
ตอบรับอย่างรวดเร็วก่อนจะกลับมาเล่นเกมอย่างสนุกสนานอีกครั้ง เขาเห็นดังนั้นก็ไม่ได้พูดโน้มน้าวอีก ให้เด็กน้อยเป็นฝ่ายตัดสินใจเองว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตต่อจากนี้
แต่เชื่อว่ารวิกานต์จะต้องไปเรียนที่ซึ่งเขาเตรียมไว้ให้อย่างแน่นอน
คืนนั้นเขาเลือกจะนอนที่บ้านพร้อมเธอกับลูกแต่แยกไปนอนห้องใหญ่ ส่วนหล่อนนอนห้องฝั่งตรงข้ามกับบุตรชาย เพราะทราบว่าเขาจะพาเด็กน้อยไปดูโรงเรียนประจำที่เมืองหลวง แม้ไม่อยากให้ลูกไปไกลตาก็ไม่สามารถต้านทานความต้องการของอีกฝ่ายได้
สุดท้ายคนที่ยอมก็คือเธอ...
“ทั้งหมู่บ้านมีคนของฉันเฝ้าไว้ตามจุด ถ้าจะหนีออกไปก็ต้องพยายามหน่อยนะ เพราะถ้าถูกจับกลับมาได้คนที่ลำบากน่าจะเป็นเธอ”
ลูกชายขึ้นไปนั่งรอบนรถยนต์พร้อมกับขนมที่เธอทำเตรียมไว้ให้ บ้านหลังงามจึงเหลือเพียงแค่หญิงสาวที่อยู่ตามลำพัง
ก่อนออกไปก็ไม่วายดึงแขนเธอให้เข้ามาใกล้ สบดวงตาหวานที่แฝงไว้ด้วยความเศร้าก่อนเอ่ยเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน คล้ายเป็นคำขู่ไม่ให้หล่อนออกไปไหน เขาจ้างคนเฝ้าหน้าบ้านไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งยังมีกล้องวงจรปิดติดทั่วบ้านอีกต่างหาก
หญิงสาวอยู่ในสายตาของธนนท์ปภพแทบจะตลอดเวลา มีเพียงแค่ห้องน้ำที่หล่อนจะเป็นส่วนตัวได้บ้าง
“แค่สองเดือนใช่ไหมคะ” ถามย้ำแล้วพยายามบิดแขนออก ใบหน้าหวานเหยเกบ่งบอกความเจ็บจากการถูกบีบแขน ถูกกระทำแต่ละครั้งยังเหลือร่องรอยเอาไว้เสมอ จนนึกน้อยใจที่เขาไม่เคยอ่อนโยนกับตนเลย
ทั้งที่เมื่อก่อนชายหนุ่มไม่ได้เป็นแบบนี้สักหน่อย...
“ใช่ แค่สองเดือน”
“ค่ะ ฉันจะอยู่เงียบๆ เหมือนคนไร้ตัวตน” เธอตอบเขาอย่างจำยอม เหลือบไปมองลูกน้อยที่คุยเล่นกับคนรถอย่างสนุกสนานเพราะอีกฝ่ายมีของเล่นมาหลอกล้อ ทำให้พวกตนมีเวลาส่วนตัวเพื่อพูดคุยกันแต่ดูเหมือนจะเป็นการทะเลาะเสียมากกว่า
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







