เข้าสู่ระบบ๑๙
ภรรยาตามกฎหมาย
ไม่คิดว่าการที่ชายหนุ่มหอบหิ้วกระเป๋ามาจะนอนที่ห้องของเธอจริง แต่เมื่อเตรียมของสำหรับขายพรุ่งนี้เรียบร้อย เขาก็เข้าไปอาบน้ำจนกลิ่นกายหอมสะอาด ออกมาอีกทีก็นั่งอยู่ที่โซฟาเล็กพร้อมทำตาปริบใส่หล่อนไม่ยอมออกจากห้องสักที จึงรู้ทันทีว่าเขาคงคิดจะนอนที่นี่จริงดังที่พูดเอาไว้
พอทราบอย่างนั้นก็ยกมือเท้าสะเอว จ้องดวงหน้าคมพร้อมถามย้ำอีกรอบเพื่อความแน่ใจ
“คุณจะนอนห้องฉันจริงเหรอ ห้องเล็กแค่นี้จะนอนได้ยังไง กลับไปนอนบ้านคุณไม่ดีกว่าเหรอ” พยายามหาเหตุผลมาหว่านล้อมคนที่คิดมาอย่างดีแล้วว่าจะนอนที่นี่ เขาแสดงเจตนารมณ์ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องนี้ เพียงแต่หล่อนไม่ยอมให้นอนเนื่องจากไม่อยากนอนเตียงเดียวกับเขา
แต่สิ่งที่อีกฝ่ายทำคือการรื้อกระเป๋าที่เตรียมมา แล้วเอาถุงนอนออกมาปูลงข้างเตียง เพื่อเป็นการรับประกันว่าตัวเองจะไม่ล่วงเกินหรือล่วงล้ำเข้าไปในเขตของหญิงสาวอย่างแน่นอน เธอเห็นอย่างนั้นก็นึกทึ่งกว่าเดิมไม่คิดว่าเขาจะจริงจังขนาดนี้
“พี่จะนอนห้องนี้” พูดจบก็รีบสอดกายเข้าไปในถุงนอนขนาดเล็ก เห็นอย่างนั้นก็อึดอัดแทนแต่เธอก็ไม่ได้ขัด กลัวว่าถ้าตัวเองพูดแล้วจะเป็นช่องให้เขาขึ้นมานอนบนเตียงได้ สิ่งที่ทำคือการพูดเตือนชายหนุ่มเพราะรู้ดีว่าเขาคงไม่ค่อยได้นอนในถุงขนาดเล็กเท่าไหร่
จากคุณชายได้นอนเตียงนุ่ม ตอนนี้กลับต้องมาทนนอนพื้นแข็ง แต่ช่วยไม่ได้เพราะหล่อนก็บอกให้กลับไปนอนบ้านแล้วเขาไม่ยอมเอง
“ปวดหลังก็อย่ามาบ่นแล้วกัน” เตือนอีกครั้งด้วยความหวังดี แต่เขากลับเลือกจะยิ้มให้หล่อนโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ
“ครับ”
เธอเดินเข้าห้องน้ำไปชำระร่างกาย ก่อนสวมเสื้อผ้ามิดชิดเข้ามาในห้อง แน่นอนว่าห้องพักไม่มีเครื่องปรับอากาศ พัดลมก็มีตัวเดียวจึงต้องกดให้หมุนไปรอบห้อง ทั้งอากาศยังร้อนอีกต่างหาก เขาจึงต้องออกจากถุงนอนมานอนข้างนอก
พื้นแข็งจนนอนไม่หลับพลิกไปมาตลอดคืน เพิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราเมื่อช่วงเช้านี่เอง กระทั่งถึงเวลาตื่นเพราะได้ยินเสียงดังจากระเบียงเพราะหญิงสาวเริ่มลงมือทำน้ำเต้าหู้แล้ว เขาอยากไปช่วยก็ต้านทานเปลือกตาที่หนักอึ้งจนต้องปิดลงอีกครั้ง
“โอ๊ย” ตื่นมาอีกทีก็ลุกนั่งแล้วบิดขี้เกียจ รับรู้ได้ทันทีว่าปวดหลังแค่ไหน ใบหน้าเหยเกแล้วจับเอวตัวเองไว้ อายุอานามก็ไม่ใช่นอนแล้วยังต้องมานอนพื้นแข็งอีก ครั้นจะลุกไปนอนบนเตียงกับหล่อนก็กลัวถูกไล่ออกจากห้อง
ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะหมดสภาพขนาดนี้...
“บอกแล้วว่าจะปวดหลัง” เดินเข้ามาดูอาการของเขาพลางยืนกอดอกแล้วบ่นชายหนุ่มที่ไม่ยอมกลับไปนอนบ้าน
“ก็ให้พี่นอนบนเตียงด้วยสิ” ค่อยหยัดกายลุกยืนเต็มความสูง ดูเวลาเห็นว่าใกล้ถึงเวลาที่เธอต้องออกไปขายน้ำเต้าหู้แล้ว จึงคิดจะเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ก่อนไปก็อดจะหยอดเธอไม่ได้ตามประสาคนที่กำลังอยู่ในช่วงงอนง้อขอคืนดี
“ไม่!” ถูกเธอตะโกนกลับเสียงดังแล้วเดินไปหลังครัว เขายิ้มตามแล้วเผลอขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าหน้าท้องของหล่อนยื่นออกมาเล็กน้อย
อ้วนขึ้นเหรอ...
เขาส่ายหน้าไม่อยากคิดอะไรมาก หยิบผ้าเช็ดตัวแล้วเดินเข้าห้องน้ำ รีบอาบอย่างรวดเร็วแล้วค่อยออกมาข้างนอกจะได้ช่วยหล่อนเตรียมของไปขาย เห็นว่าหญิงสาวกำลังกินยาก็นึกสงสัยเลยเดินเข้าไปถาม เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่รู้ด้วยซ้ำเธอไปโรงพยาบาลทำไม ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า
“กินยาอะไรเหรอ”
“วิตามินทั่วไป” พูดจบก็รีบเก็บยาเข้ากระเป๋าทันที
นึกวิงเวียนศีรษะจนต้องนั่งลงบนเก้าอี้ แต่ไม่นานก็พะอืดพะอมต้องรีบวิ่งเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว เขาเห็นอย่างนั้นก็เป็นห่วงหวังจะตามเข้าไป กลับถูกเธอปิดประตูแล้วยังลงกลอนแน่นหนาไม่ให้เข้าไปข้างในได้
“อ้วก...” เขาได้ยินเพียงเสียงอาเจียนก็ยิ่งกังวลมากกว่าเดิม พยายามทุบประตูเพื่อให้เธอเปิดแล้วร้องถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่ไม่นานเธอก็เปิดประตูออกมาด้วยใบหน้าซีดเผือด เขาเห็นอย่างนั้นก็ตรงเข้ามาประคองหล่อน
“ไหวหรือเปล่า เป็นอะไรไหมหน้าซีดนะ”
“ไม่เป็นไร ฉันสบายดี...อย่ามายุ่งได้ไหม” พยายามผลักเขาออกห่าง กลัวชายหนุ่มจะรู้ว่าอาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจากอะไร แต่เขาก็ยังดื้อดึงพยายามจะโอบเธอเพื่อพาไปนั่งยังเตียงเหมือนเดิม ทำให้ร่างบางจำต้องยอมตามน้ำไปก่อน
“นอนเถอะ วันนี้พี่ทำคนเดียวเอง” นั่งลงบนเตียงโดยที่เขาค่อยดันเธอให้นอนลง แต่อัญชิสายังขืนตัวเอาไว้ไม่ยอมนอนลงอย่างที่เขาต้องการ
“ไม่”
“อย่าดื้อนะอัญ ไม่อย่างนั้นพี่จะอุ้มไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้แหละ จะเอาแบบนั้นไหม”
ไม้อ่อนใช้ไม่ได้ผลจึงตัดสินใจใช้ไม้แข็งเสียเลย แล้วเธอก็ดูเหมือนจะยอมทำตามนอนลงพร้อมห่มผ้าโดยดี ไม่วายส่งค้อนให้ชายหนุ่มวงใหญ่แล้วบ่นคนที่เอาแต่บังคับกัน
“เผด็จการ” เขาหลุดยิ้มเมื่อเห็นท่าทีแสนของเธอ
“พี่ทำเพราะเป็นห่วง...ไม่อยากให้อัญต้องลำบาก” นั่งลงข้างเตียงก่อนลูบศีรษะมนอย่างอ่อนโยน เธออยากปัดออกแต่กลับรู้สึกว่ามันอบอุ่นดีเหมือนกัน จึงนอนนิ่งอยู่อย่างนั้นแล้วมองเขาตาปริบ
“นอนแล้ว พอใจหรือยังคะ”
“ครับ” เขายังคงนั่งอยู่ตรงนั้นหลายนาทีจนสุดท้ายก็เห็นว่าเธอเข้าสู่ห้วงนิทราก็ยกยิ้มอ่อน นั่งมองดูใบหน้าหวานจนเห็นว่าได้เวลาไปขายน้ำเต้าหู้แล้วจึงคิดจะออกจากห้อง แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นยาที่โผล่พ้นขอบกระเป๋าพอดี จึงอดไม่ได้จะเดินเข้าไปดูว่าเธอกินยาอะไร
“วิตามินเหรอ” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันไม่รู้ว่าเป็นยาอะไรบ้าง แต่เมื่อเขาหยิบสมุดที่อยู่ในกระเป๋าออกมาอ่านก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เปิดอ่านข้างในว่าตัวเองไม่ได้มองผิดไป
“สมุดฝากครรภ์...ท้อง อัญท้อง...สี่เดือน”
หัวใจเต้นรัวแล้วมองสมุดฝากท้องสลับกับคนที่นอนอยู่บนเตียง ความรู้สึกผิดเพิ่มมากกว่าเดิมจนอยากตรงไปโอบกอดเธอเอาไว้
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







