เข้าสู่ระบบมองเขาแล้วก็นึกหมั่นไส้ปนเอ็นดู ไม่คิดว่าหนุ่มรูปหล่อแล้วยังอยู่ในครอบครัวร่ำรวยจะต้องมาขายน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ ชุดที่เขาสวมมาก็ไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ แต่เหมือนว่าธนนท์ปภพจะตั้งใจกับงานตรงหน้าพอสมควร
“ทีงี้ยิ้มเก่งขึ้นมาเลยนะคะ” อดไม่ได้จะเอ่ยแซวเสือยิ้มยาก เขาเห็นอย่างนั้นก็หันมายิ้มให้เธอ
“พี่ยิ้มการค้า แต่ถ้ายิ้มให้อัญพี่ยิ้มด้วยความจริงใจนะ” ไม่คิดว่าเขาจะเปลี่ยนโหมดมาจีบตนได้เร็วขนาดนี้ จึงส่ายหน้าระอาแล้วยิ้มรับลูกค้าที่เพิ่งเข้ามาใหม่ พวกเขาช่วยกันขายของในช่วงเช้าจนทุกอย่างหมดในเวลาอันรวดเร็ว
ไม่รู้ว่าเพราะหน้าตาของเขาที่เรียกลูกค้าผู้หญิงด้วยหรือเปล่า จนหล่อนอดไม่ได้ที่จะหันไปมองแล้วนึกหมั่นไส้คนตัวสูงที่พูดออกมาหน้าตาเฉย
“หมดเร็วจังเลย ยังอยากขายต่ออยู่เลย” เขายังนึกสนุกในการขายของ ยิ่งมีหล่อนอยู่ด้วยก็มีความสุขมากกว่าเดิม เพราะคนส่วนใหญ่ที่เดินเข้ามาก็มักถามถึงสถานะของเรา คำตอบของเขาก็ยังคงเหมือนเดิมในทุกครั้ง
คือเป็นสามีของอัญชิสา...
“รีบเก็บของเถอะค่ะ ต้องเปิดร้านส้มตำอีก” เห็นแล้วก็นึกหมั่นไส้ จึงคิดจะใช้เขาให้หนักไปเลย อยากทำงานดีนักเธอก็จะจัดให้เอง
“ครับ”
ร่างสูงมีความสุขยามได้อยู่ใกล้เธอ เขายิ้มกว้างอย่างที่ไม่ได้เห็นมานาน นำรถเข็นไปไว้หน้าห้องแล้วล้างของทุกอย่างโดยเธอแทบไม่ต้องขยับ ก่อนจะพากันไปบ้านของป้าไก่นำวัตถุดิบออกมาเตรียมสำหรับเปิดร้านขายส้มตำ สาละวนกันเป็นชั่วโมงกว่าจะได้เปิดร้าน
ตอนแรกก็นั่งสบายไม่ค่อยได้ทำอะไร แต่ช่วงสายเป็นต้นมาเรียกว่าเดินไม่ได้พักเลยสักครั้ง ทั้งรับเมนูแล้วต้องไปเตรียมการย่างไก่ ไหนจะทำตามคำเรียกร้องของลูกค้าแล้วไปเก็บเงิน เดินขาแทบขวิดแต่ก็ยังยิ้มสู้เหมือนเดิม
ขณะที่หล่อนก็ยืนอยู่หน้าครก ทำส้มตำตามสูตรของป้าไก่เพื่อให้เขานำไปเสิร์ฟ กว่าลูกค้าจะบางลงแล้วข้าวของทุกอย่างจะหมดไปคนขายก็หมดแรงพอดี
“หึหึ หมดแรงเลยเหรอคะ” มองดูธนนท์ปภพที่นอนแผ่หราอยู่บนแคร่หน้าบ้านป้าไก่ก็อดหัวเราะไม่ได้ รู้ดีว่าชายหนุ่มไม่เคยทำงานเช่นนี้แน่นอน
ชายผู้มีฐานะร่ำรวยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สามารถชี้นิ้วสั่งได้ ตอนนี้กลับต้องมาใช้แรงงานจนนอนไม่เหลือสภาพของประธานบริษัทเลยด้วยซ้ำ ใครเห็นจะเชื่อว่าชายหนุ่มมีตำแหน่งใหญ่โตแล้วคุมพนักงานนับพัน
“ทำไมมันเหนื่อยแบบนี้ล่ะ พี่ว่าเราต้องรับสมัครคนเพิ่มแล้วนะ ทำคนเดียวไม่ไหวหรอก” ลุกนั่งแล้วพูดเสียงจริงจัง เห็นเธอตัวเล็กนิดเดียวทั้งทำส้มตำแล้วต้องมาดูงานอื่นอีก นึกสงสารหญิงสาวและสงสารตัวเองด้วย
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปเขาคงไม่มีโอกาสได้จีบเธอแน่
เสร็จจากงานก็กินข้าวแล้วนอนหลับทันทีด้วยความเหนื่อย...แล้วจะเอาเวลาไหนไปหยอดคำหวาน
ทางที่ดีคือต้องหาคนมาช่วยทำงาน!
“ก็ทำจนชินแล้ว”
“แต่พี่ไม่ชิน” โต้กลับทันควัน
“กลับบ้านไปสิคะ ไม่ได้รั้งเอาไว้สักหน่อยจะอยู่ทำไม” เธอไม่สนใจไยดีเขาด้วยซ้ำ แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ย่อท้อเลยสักนิด เขากลับมีแรงฮึดจะสู้มากกว่าเดิมอีก
“พี่ต้องอยู่สิ พี่อยากอยู่กับอัญนี่น่า” เขาใช้คำอ้อนแสนหวานกับดวงตาแวววาวทำให้เธอต้องรีบหันไปมองทางอื่นกลัวว่าจะใจอ่อนให้ชายหนุ่ม นึกหงุดหงิดตัวเองเหมือนกันที่ยอมเขาไปหมดเสียทุกอย่าง แล้วกำแพงหนาที่เคยตั้งไว้ก็ใกล้จะพังลงทุกที
“ไปล้างจานได้แล้วจะได้รีบไปซื้อของมาเตรียมไว้ขายพรุ่งนี้” ลุกยืนพร้อมสั่งเขาเสียงเข้ม คนที่เพิ่งได้พักถึงกับถอนหายใจด้วยความเหนื่อย ทั้งล้างจานแล้วยังต้องไปตลาดอีก รู้สึกท้อตั้งแต่ยังไม่ลุกเลยด้วยซ้ำ
“เราต้องไปเองเหรอ”
“แล้วต้องให้ใครไปแทนล่ะ” พอเธอถามอย่างนั้นเขาก็รู้สึกหัวใจห่อเหี่ยวทันที ก่อนมุ่งมั่นว่าตัวเองต้องปฏิวัติเสียแล้ว
“พี่จะเปิดรับสมัครพนักงานอีกสองคน แม่ครัวอีกหนึ่งคนมาแบ่งเบาภาระเอง โอเคไหมครับ” เขาขยับเข้ามาใกล้เธอแต่หญิงสาวก็พยายามจะขยับออกห่าง ยกมือกอดอกแล้วมองเขานิ่งอย่างไม่เกรงกลัวเลยสักนิด
“ไม่ค่ะ ทำไมฉันต้อง...” พูดไม่ทันจบเขาก็โน้มหน้าลงมาจุมพิตที่แก้มนุ่มทั้งสองข้าง ฝังจมูกลงแล้วสูดกลิ่นหอมเต็มปอดจนเธอเผยอปากค้างด้วยความอึ้ง
ฟอด
“ตามนี้แหละ” พูดจบก็รีบเดินหนีออกจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ปล่อยหญิงสาวให้ยืนนิ่งค้างเบิกตากว้างมองเขาอยู่แบบนั้น ส่วนคนต้นเรื่องก็เดินหนีไปแล้วปล่อยเธอยืนแก้มแดงใบหน้าร้อนผ่าวอยู่เพียงลำพัง
“คุณหนึ่ง!”
เม้มปากแน่นทำท่าทีเหมือนโกรธแต่ความจริงคือเขินจนแก้มจะแตกอยู่แล้ว...
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







