เข้าสู่ระบบ“ดอกไม้ครับ” ทราบดีว่าเป็นดอกไม้ แต่เธอไม่เข้าใจว่าเขาจะมอบให้ทำไม
ช่อดอกทิวลิปสีชมพู...ราคาคงไม่ใช่น้อย
หล่อนซาบซึ้งเป็นอย่างมากแล้วก็เขินอายในเวลาเดียวกัน ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะมอบดอกไม้แก่ตน ไม่เคยมีใครทำแบบนี้ให้เลยจนร้อนผ่าวที่ดวงตาต้องอดกลั้นเอาไว้ไม่ให้น้ำตาร่วงหล่นจากเบ้า จ้องใบหน้าคมสายตาเต็มไปด้วยคำขอบคุณ
รับรู้ถึงความรักที่อีกฝ่ายมีให้กัน แต่เป็นเธอเองที่ไม่เหมาะสมกับเขา
“ให้ทำไมคะ” ทั้งที่รู้แต่ก็ยังถาม เขาเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เลือกจะไม่เอ่ยออกมา คิดว่าพูดตรงนี้น่าจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่
“พี่อยากให้...พี่คิดว่ามันเหมาะกับอัญ” เขาพูดขนาดนี้เธอก็จำต้องเอื้อมมือไปรับแล้วโอบกอดช่อดอกไม้ไว้ด้วยความทะนุถนอม สายตาอ่อนโยนของหล่อนยามมองดอกไม้ทำให้ร่างหนาเริ่มมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง
“ขอบคุณค่ะ” ก้มลงดมกลิ่นหอมหวานของดอกไม้ ก่อนยิ้มกว้างจนคนมองยิ้มตามทันที เขาไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ ขยับเข้ามาใกล้เธอมากกว่าเดิม พร้อมเอ่ยชวนด้วยหัวใจที่เต้นรัว เริ่มกลัวว่าคนตรงหน้าจะไม่ตอบรับ
“ไปกินข้าวกับพี่ได้ไหม” ไม่เคยต้องตื่นเต้นขนาดนี้มาก่อน รอคำตอบจากเธอด้วยสายตาแห่งความหวัง
“ค่ะ”
ยิ้มกว้างเป็นครั้งแรกทำให้เธอเผลอมองตาค้างเหมือนว่าพบความสว่างบนโลกใบนี้ ไม่เคยเห็นเขาฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันสวยเรียงตัวกันมาก่อน เธอเองก็ทำตัวไม่ถูกเช่นเดียวกัน ก่อนเดินตามร่างหนาไปยังรถยนต์คันหรู โดยที่ในมือก็ถือช่อดอกไม้เอาไว้
ความสุขอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่เธอเหมาะสมจะได้รับมันแล้วหรือ...
เขาพาเธอมารับประทานอาหารบนดาดฟ้าของโรงแรมในยามเย็นที่ลมพัดเย็นสบาย ไม่มีแดดร้อนจนผิวไหม้ ไม่เคยขึ้นมาบนนี้เลยสักครั้งทราบเพียงแต่ว่าที่นี่ค่อนข้างโด่งดังแล้วมีคนจองเข้ามาดินเนอร์จนเต็มแทบทุกวัน ทว่าตอนนี้ไม่มีคนจับจองโต๊ะนอกจากพวกเขาเพียงคู่เดียว
เหมือนว่าชายหนุ่มเหมาทั้งชั้นเพื่อเราสองคน...ยิ่งคิดก็ทำให้แก้มนวลแดงปลั่งด้วยความเขินอาย ไม่คิดว่าเขาจะทำเช่นนี้เพื่อตัวเอง ก้มมองช่อดอกไม้ในมือก็ยิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิม
อาหารทยอยมาเสิร์ฟทั้งที่ยังไม่ได้สั่งด้วยซ้ำ เธอจำต้องวางช่อดอกไม้ไว้บนเบาะข้างตน แล้วเริ่มลงมือรับประทานอาหารด้วยอารมณ์สุนทรี ยังมีการบรรเลงเพลงด้วยเครื่องดนตรีสากลทำให้บรรยากาศยิ่งโรแมนติกมากกว่าเดิม
เธอมองไปยังดวงตะวันที่สามารถมองได้ด้วยตาเปล่า ดวงกลมโตสวมงามค่อยเลื่อนลอยไปไกลเร้นกายในหมู่บ้านเรือนจนอดไม่ได้ที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพสวยงามเอาไว้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้รับความรักที่ดีขนาดนี้
“ชอบไหมครับ” ถามเสียงทุ้มยามเห็นหล่อนแย้มยิ้มมีความสุข แค่นี้ก็ทำให้คนที่ตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อหล่อนชื่นใจแล้ว
เหมือนว่าเราสองคนจะรู้สึกเหมือนกัน...เธอเองก็คงรักเขาเหมือนกัน
แต่ถ้าคำพูดนั้นยังไม่ออกมาจากปากอัญชิสา เขาก็ไม่กล้าฟันธงกลัวว่าตัวเองอาจมองพลาดไป
“ชอบค่ะ ขอบคุณนะคะที่พาอัญมาที่นี่” ทุกอย่างกลายเป็นความทรงจำที่เธอจะไม่มีวันลืมเป็นอันขาด หญิงสาวมองไปรอบร้านที่ร้างผู้คนแล้วกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง พร้อมกับคำถามจากชายหนุ่มที่ทำให้เธอถึงกับไปไม่เป็น
“ชอบอาหารหรือชอบพี่” คนพูดก็ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะเป็นเอามากขนาดนี้ เขาส่งสายตาให้หล่อนพลางยกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นเธออยู่ในอาการอึ้ง ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะตรงไปตรงมาขนาดนี้ แล้วก็เฝ้ารอคำตอบจากหล่อนอย่างใจจดจ่อพอสมควร
“พี่หนึ่ง...” ครางเสียงแผ่วเรียกชื่อเขา ปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร
สถานการณ์ทางบ้านของเธอไม่ปกติเหมือนคนอื่น อยากเล่าทุกอย่างให้ฟังแต่ก็ไม่ต้องการเอาความลับของคนที่บ้านไปเปิดเผย กลายเป็นว่าเหมือนคนน้ำท่วมปากจะพูดอะไรมากก็ไม่ได้ ทำแค่จ้องมองเขาด้วยความเสียดาย
ความแตกต่างของเรามันกว้างเหลือเกิน...
“ทำไมล่ะ พี่ถามไม่ได้เหรอ”
“ไม่คิดว่าจะถามน่ะค่ะ” ตอบไปตามความจริงแล้วเขาก็พยักหน้าเข้าใจ คิดว่าตัวเองอาจเร่งรัดหล่อนมากเกินไป แต่สำหรับเขาก็ต้องการความชัดเจนเหมือนกัน จึงเลือกจะถามหล่อนอีกครั้งให้รู้ดำรู้แดงไปเลยดีกว่า
จะได้ตัดสินใจถูกว่าควรเดินหน้าต่อหรือเปล่า...
“ถ้าอย่างนั้นพี่ถามอัญได้ไหมว่าความรู้สึกของอัญที่มีให้พี่ยังเป็นแค่พี่ชายหรือว่ามากกว่านั้น เราสองคนพอจะพัฒนาได้หรือเปล่า” อาหารตรงหน้าไม่ได้รับความสนใจอีกต่อไปเมื่อคนทั้งสองต่างจ้องตากันนิ่งเพื่อหยั่งเชิงความรู้สึก แล้วดูเหมือนจะเป็นหล่อนที่ไม่อาจสบดวงตาคมที่ทอประกายความรักเปี่ยมล้นจนหัวใจหล่อนเต้นไม่เป็นจังหวะ
แพ้เขาหมดทุกทาง...แพ้ชายหนุ่มราบคาบ
ตนรู้ดีว่าคิดกับอีกฝ่ายเช่นไรเพียงแต่ไม่กล้าที่จะเดินหน้าต่อ ทราบดีว่าการคบกันของเราคงเต็มไปด้วยผลประโยชน์ ซึ่งแน่นอนว่าเธอคงเป็นปลิงที่สูบเลือดเขาเพราะครอบครัวที่มีปัญหาให้ตามแก้ไม่เว้นวัน
แล้วตนก็ไม่อาจทิ้งผู้มีพระคุณเพื่อจะมีความสุขกับเขาเพียงลำพังได้...
“พี่ไม่คิดว่ามันเร็วไปเหรอคะ”
“ไม่รู้สิ ถ้านับจากเวลาก็คงเร็วแต่ถ้าถามความรู้สึกพี่ว่าไม่นะ...พี่ชอบอัญ” บอกอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม เขารู้สึกเช่นนั้นก็ไม่อยากเก็บเอาไว้อีก ยังคงมองดวงหน้าหวานที่ตกตะลึงจนพูดไม่ออก ลำคอแห้งผากชั่วขณะจึงหยิบแก้วน้ำมาดื่มอึกใหญ่
ใบหน้าร้อนผ่าวจากสิ่งที่ได้ยินเพราะไม่มีใครมาบอกชอบนานแล้ว ส่วนมากก็แค่พาเธอไปรับประทานอาหารแล้วนั่งมองหน้า หรือไม่ก็เสนอการรวยทางลัดที่หล่อนไม่ต้องการเลยสักนิด เขาจึงเป็นคนแรกที่บอกความรู้สึก ซึ่งทำให้เธอหวั่นไหวเพราะในใจตนก็คิดเช่นเดียวกัน
เรื่องของเรามันควรจบลงที่การคบหา เพียงแต่ผิดที่หล่อนไม่อาจทำเช่นนั้นได้ บิดาไหว้วานเรื่องสำคัญให้พูดกับอีกฝ่ายก็ยังไม่กล้าเอ่ยด้วยซ้ำ พรูลมหายใจเสียงหนักแล้วกำมือแน่นไม่รู้ว่าควรจัดการกับสถานการณ์เช่นไร
“ขอเวลาอัญหน่อยนะคะ...” เธอเลือกจะประวิงเวลาเอาไว้
ถ้าอยากคบกับเขาก็ต้องพูดคุยเรื่องทุกอย่างกับชายหนุ่ม ขอให้อีกฝ่ายช่วยเท่าที่ทำได้ ไม่รู้ว่ามันจะเกินกว่ากำลังของเขาหรือเปล่า แต่คิดว่าบิดาคงไม่ปล่อยให้คบกันโดยที่ไม่ได้สิ่งใดตอบแทนกลับคืนมาแน่ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวมากกว่าเดิม ใบหน้าฉายชัดถึงความสับสนจนความมั่นใจของธนนท์ปภพเริ่มลดน้อยลง
“ได้ พร้อมเมื่อไหร่บอกพี่นะ”
“ค่ะ”
เขาเลือกจะให้เวลาเธอได้ทบทวนความรู้สึก โดยที่ไม่มั่นใจว่าหญิงสาวจะตอบตกลงหรือเปล่า แววตาของหล่อนเต็มไปด้วยความสับสนแต่ตนทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น รับประทานอาหารเรียบร้อยก็ไปส่งหล่อนถึงหน้าบ้าน บอกลากันบนรถโดยที่เธอกอดช่อดอกไม้เอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
มองตามรถยนต์คันหรูแล่นลับไปไกลสุดสายตา พร้อมความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอกซึ่งไม่อาจปลดปล่อยมันออกมาได้
สูดลมหายใจเข้าปอดลึกเรียกกำลังใจให้ตัวเองแล้วค่อยเดินเข้าไปในบ้าน คนแรกที่ออกมาต้อนรับก็คือน้องสาว พูดให้ถูกคือออกมาจับผิดหล่อนมากกว่า
“พี่อัญกลับมาแล้ว” บอกเสียงดังแล้ววิ่งเข้าไปหาบุพการีที่กำลังนั่งคอยเธอ
บ้านมีเพียงความเงียบที่น่าอึดอัด คิดจะเลี่ยงขึ้นบันไดแต่กลับถูกอรสินีเดินเข้ามาดักทางไว้ก่อน เธอมองคนอายุน้อยกว่าอย่างไม่ชอบใจ กอดช่อดอกไม้ของตัวเองเอาไว้แน่น กลัวอีกฝ่ายจะแย่งไปจากมือ เพราะน้องสาวมักทำอะไรตามใจตัวเองเสมอ
“ดอกไม้ของใครอ่ะ ใครให้พี่อัญมาเหรอ”
“พี่หนึ่งให้มา” บอกเสียงดังฟังชัด ทำเอาสาวน้อยรีบวิ่งเข้าไปนั่งข้างมารดาแล้วกอดแขนท่าน พร้อมเอ่ยเรียกเสียงดังเหมือนต้องการให้พูดบางอย่าง
“พ่อแม่!” คู่สามีภรรยาหันมามองหน้ากัน ก่อนคุณภัตติมาจะเป็นคนตัดสินใจเอ่ยเรื่องที่ปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







