เข้าสู่ระบบ“แม่มีเรื่องจะคุยกับอัญ มาหาแม่หน่อยสิ” ถึงจะอยากขึ้นห้องมากแค่ไหนแต่ก็รู้ดีว่าทำเช่นนั้นไม่ได้ เธอจึงต้องเดินไปนั่งที่โซฟาเดี่ยว กอดช่อดอกทิวลิปไว้แน่นกลัวจะถูกแย่งไป น้องสาวก็จ้องดอกไม้ไม่วางตาด้วยความอิจฉา
“ค่ะ” เธอนั่งนิ่งรอฟังว่าท่านจะพูดอะไร
“แม่ว่าถึงเวลาที่อัญต้องตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกใคร เจมหรือว่าอัต...ความจริงแม่ว่าทิมก็เหมาะเหมือนกันกันนะ” เม้มปากแน่นด้วยความน้อยใจไม่คิดว่าเธอจะต้องมาเลือกผู้ชายตามความต้องการของคนในครอบครัว โดยใช้ความเหมาะสมเรื่องการเงินเป็นที่ตั้งไม่ใช่ความรัก
“แต่อัญไม่ได้รักนะคะ” แย้งอย่างรวดเร็ว
“พี่อัญจะบอกว่ารักพี่หนึ่งเหรอ!” คนที่ทนไม่ไหวคืออรสินี รีบลุกมาโวยวายทันทีจนคนเป็นแม่ต้องรีบดึงแขนลูกสาวให้นั่งลงที่เดิม
“ไม่เอาสิอร อย่าขึ้นเสียงกับพี่เขา” ปรามเสียงเบาพอเป็นพิธีแล้วหันมามองลูกสาวคนโตอีกครั้ง พูดจาหว่านล้อมตามความคิดเห็นของตัวเอง โดยไม่สนใจความจริงสักนิดว่าเป็นอย่างไร ทำทุกอย่างเพื่อลูกสาวคนเล็กไม่คิดถึงหัวใจของหล่อนบ้างเลย
“แม่ว่าหนึ่งชอบน้องสาวเรานะ แล้วอรก็ชอบหนึ่งด้วย สองคนนี้เหมาะสมกันถือว่าให้น้องเถอะ อย่าแย่งผู้ชายคนเดียวกับน้องเลย” คนที่ถือช่อดอกไม้เอาไว้ถึงกับกักฟันแน่นข่มความโกรธสุดความสามารถ
เพิ่งถูกเขาสารภาพความรู้สึกมา แต่มารดากลับบอกว่าชายหนุ่มรักน้องสาวหล่อน เพื่อตามใจคนอายุน้อยกว่าโดยไม่สนความจริงสักนิด เธอเห็นอย่างนั้นก็โพล่งออกมาเสียงดังไม่สนใจว่าทำร้ายจิตใจใครหรือเปล่า
เพราะตัวเองก็เจ็บปวดเหมือนกัน
“พี่หนึ่งไม่ได้ชอบอรค่ะ พี่หนึ่งชอบอัญ” ประกาศเสียงแข็งจนน้องสาวกำมือแน่นจ้องหน้าคนอายุมากกว่าอย่างโกรธเคือง อยากลุกมาโวยวายกลับถูกมารดาจับแขนไว้แน่น ขณะที่คนเป็นพ่อเดินออกไปคุยโทรศัพท์นานแล้วจึงไม่ได้อยู่ในสงครามแย่งชิงธนนท์ปภพ
“แล้วยังไง ชอบได้ก็เปลี่ยนได้ พี่อัญอย่ามาหวงกับน้องได้ไหม” อรสินีโต้กลับอย่างรวดเร็ว
“พี่ไม่ได้หวง แต่ความรู้สึกมันเปลี่ยนกันไม่ได้หรอกนะ อยากหลอกตัวเองก็เชิญเลย” หัวร้อนจนแทบจะไหม้ก็พยายามบอกตัวเองไม่ให้โวยวายออกไป หล่อนเลือกจะลุกยืนเต็มความสูงเตรียมเดินออกไปจากห้องรับแขก แต่ถูกคุณภัตติมารั้งเอาไว้
“แม่ดูพี่อัญสิ!” หันไปอ้อนแม่เพื่อหาพรรคพวก
“เอาล่ะ ต่อจากนี้เลิกยุ่งกับคุณหนึ่ง...” ยังพูดไม่ทันจบคนที่เพิ่งเข้ามาในบ้านก็รีบแย้งทันที คุณปวัตรเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ก่อนหยุดตรงหน้าบุตรสาวแล้วถามถึงเรื่องสำคัญ
“ยังสิคุณ ให้อัญพูดกับหนึ่งเรื่องโรงงานก่อน...พูดกับเขาหรือยัง” เหมือนว่าทุกเรื่องจะมารุมเร้าหล่อนจนไม่รู้จะหาทางออกสำหรับเรื่องนี้อย่างไร เธอจึงทำได้แค่ตอบไปตามความจริง
“ยังค่ะ”
“แล้วจะรออะไร รีบพูดให้จบไม่งั้นเราจะไม่มีที่ซุกหัวนอนแล้ว” โมโหจนเผลอขึ้นเสียงดังใส่ลูกสาวคนโต เธอทำอะไรไม่ได้เพราะเห็นใบหน้าบิดาค่อยข้างเครียด จำต้องตอบรับถึงตัวเองจะไม่เต็มใจทำก็ตาม
“ค่ะ” ตอบเสียงเบา เรียกรอยยิ้มให้คุณปวัตรทันที
หล่อนเลือกจะเดินขึ้นบนบ้านเพื่อซ่อนรอยน้ำตาของตัวเอง แต่ยังไม่ทันเข้าห้องก็ได้ยินบทสนทนาของคนที่นั่งอยู่ข้างล่าง ดูเป็นครอบครัวแสนสุขที่หล่อนไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นแค่คนนอกเหมือนเดิม
“ถ้าทำสำเร็จพ่อต้องให้พี่หนึ่งกับอรนะ” เสียงของอรสินีเอ่ยขึ้น
“แน่นอนอยู่แล้ว คุณหนึ่งต้องเป็นของอร” แล้วบิดาก็ตอบแทบจะทันที
“รักพ่อรักแม่นะคะ” ไม่ต้องมองก็รู้ว่าทั้งสามจะต้องกอดกันอย่างรักใคร่ มีเพียงหล่อนที่เป็นคนนอก จนต้องรีบปาดน้ำตาตัวเองออกแล้วเข้าห้องอย่างรวดเร็ว ทรุดกายนั่งลงหน้าประตูยกเข่าชันขึ้นก่อนซบใบหน้าลงไป ปล่อยโฮด้วยความเสียใจพลางกอดช่อดอกไม้ไว้แน่น
“อัญชอบ...ชอบพี่หนึ่งมากๆ นะคะ”
อยากบอกประโยคนี้กับเขาเหลือเกิน แต่คำพูดพวกนี้กลับส่งไปไม่ถึงชายหนุ่ม...
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







