เข้าสู่ระบบ๕
โลกแตกสลายลงตรงหน้า
ตั้งใจทำงานเพื่อที่ตอนเย็นจะได้ลงไปดูการแสดงของหล่อน ทว่าได้รับโทรศัพท์จากเลขานุการหน้าห้องว่ามีคนมาขอพบ ตอนแรกคิดจะปฏิเสธเพราะไม่อยากเสียเวลาพูดคุยกับใคร เขาต้องการไปหาอัญชิสาให้เร็วที่สุด
รอคอยคำตอบว่าเธอจะตกลงคบกันหรือเปล่า หัวใจเต้นรัวหากวินาทีนั้นมาถึงจริงคงดีใจเป็นอย่างมาก แต่เขาก็รู้ดีว่าหล่อนคงต้องการเวลามากกว่านี้ ซึ่งตนไม่อยากคิดในทางลบว่าอีกฝ่ายอาจอยากคุยกับผู้ชายคนอื่นเพื่อประกอบการตัดสินใจหรือเปล่า
ปัดความคิดด้านลบออกไปให้หมด เร่งทำงานในหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จสิ้น เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับนางบุษบาของตัวเอง ก่อนพบว่าตอนนี้หล่อนอยู่หน้าห้องทำงานของเขา เล่นเอาร่างหนาเกือบลุกจากเก้าอี้ออกไปต้อนรับด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องตั้งสติยอมอนุญาตให้เธอเดินเข้ามา เพียงแค่ประตูเปิดออกพร้อมกับหญิงสาวที่ปรากฎกายก็ทำให้ธนนท์ปภพยิ้มกว้าง
“พี่นึกว่าฟังผิดซะอีก...ดีใจที่อัญมาหาพี่” ลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้ามาหาหล่อน หมายจะคว้าหญิงสาวมากอดก็นึกขึ้นได้ว่าเรายังไม่ได้พัฒนาความสัมพันธ์มากไปกว่าพี่น้อง เธอยังต้องการเวลามากกว่านี้แล้วเขาก็ตกลงว่าจะให้เวลาแก่อีกฝ่าย
จึงไม่อยากเร่งรักถึงความจริงจะอยากเป็นแฟนมากแค่ไหนก็ตาม ต้องเคารพการตัดสินใจของอัญชิสา แล้วรอเวลาที่เราจะได้สมหวัง
เขาพาเธอไปนั่งที่มุมรับรองแขกซึ่งจะเป็นโซฟายาวที่หันเข้าหากันโดยมีโต๊ะกระจกคั่นตรงกลาง เจ้าของห้องตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัดที่เธอมาเยือน ใบหน้าปิดไม่มิดว่าดีใจแค่ไหนจนหล่อนนึกละอายที่การมาครั้งนี้คือต้องการขอความช่วยเหลือจากชายหนุ่ม
“คือว่า...อัญ...อัญอยากให้พี่ช่วย...” นั่งลงฝั่งตรงข้ามกับเขา มือบางกุมไว้ที่หน้าขาไม่กล้าจะสบตากับอีกฝ่ายด้วยซ้ำ เอ่ยเสียงกระท่อนกระแท่นเกือบจับใจความไม่ได้ แต่ประโยคสุดท้ายทำให้เขาทราบว่าเธอมีเรื่องหนักใจ
“ช่วยอะไรเหรอ” พร้อมรับฟังเต็มที่ยิ่งทำให้หล่อนรู้สึกผิดมากกว่าเดิมจนไม่อยากเอ่ย เธอนิ่งไปสักพักแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึก กัดริมฝีปากล่างของตัวเองจนห่อเลือดและทุกอากัปกริยาตกอยู่ในสายตาของชายหนุ่ม จนเขานึกกังวลไปด้วยกลัวว่าเธอจะขอให้เราห่างกัน
เกือบโพล่งออกไปไม่ให้เธอพูด แต่กลับรับรู้ว่าเรื่องที่เธอต้องการเอ่ยคือความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในครอบครัว เขาจึงนั่งฟังอย่างตั้งใจแม้ว่าอัญชิสาจะไม่ได้อธิบายมากกว่านั้นก็ตาม
“ครอบครัวของอัญกำลังลำบาก ถ้าอยากให้พี่ช่วยหน่อยได้ไหมคะ” ใบหน้าหวานก้มมองพื้นแทนการสบตาเขา ชายหนุ่มรู้ดีว่าหล่อนคงกำลังเครียดเป็นอย่างมาก จึงอยากแบ่งเบาความทุกข์ในใจของหญิงสาวบ้าง
“ช่วยเรื่องอะไรครับ”
“พี่พอจะ...สั่งผลิตของใช้ในโรงแรมกับโรงงานของพ่อได้ไหม” บอกจบประโยคในคราวเดียวแล้วค่อยเงยหน้ามองธนนท์ปภพเหมือนกำลังลุ้นกับคำตอบของเขา ไม่รู้ว่าชายหนุ่มจะยอมช่วยหรือเปล่า เขาอาจมองหล่อนเปลี่ยนไปก็ได้
นึกกังวลจนไม่อาจปกปิดความคิดไว้ได้ เขารับรู้ว่าหญิงสาวก็ทุกข์ใจเช่นเดียวกันที่ต้องมาพูดเรื่องนี้ แต่ชายหนุ่มก็ต้องบอกเธอตามความจริง เพราะเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในการตัดสินใจของเขาคนเดียว มีโรงงานที่ใช้บริการมาหลายสิบปี ทั้งยังรู้จักสนิทสนมกันเป็นอย่างดี หากเขายกเลิกการผลิตที่นั่นด้วยเหตุผลส่วนตัวคืออยากช่วยครอบครัวหล่อนก็ดูหลงผู้หญิงมากเกินไป
ทว่าอัญชิสามาขอร้องขนาดนี้คงหมดหนทางแล้วจริงๆ เขาจึงไม่อาจปล่อยผ่านได้ อย่างน้อยก็จะพยายามช่วยหญิงสาวสุดความสามารถ
“เรื่องนี้ฝ่ายจัดซื้อเขาเป็นคนรับผิดชอบ พี่ตัดสินใจเองทั้งหมดไม่ได้หรอก...แต่เดี๋ยวพี่จะคุยกับฝ่ายจัดซื้อให้นะ” พยายามพูดเพื่อให้เธอคลายความกังวล แล้วดูเหมือนหญิงสาวจะอาการดีขึ้นกว่าเมื่อครู่มากพอสมควร
“ค่ะ”
หล่อนรู้สึกว่าตัวเองใช้ความรักที่เขาให้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว จนไม่กล้าจะสู้หน้าจึงเลือกจะหลบสายตา ไม่อยากให้เรื่องของเรามีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องแต่เธอก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ บิดาพูดกรอกหูอยู่ทุกครั้งที่เจอหน้าจนต้องมาพูดกับเขา
อย่างน้อยธนนท์ปภพก็ตอบรับแล้ว เชื่อว่าเขาคงไม่ได้เอ่ยปากเปล่า คงช่วยหล่อนสุดความสามารถอย่างแน่นอน คิดอย่างนั้นก็ยิ่งรู้สึกผิดมากกว่าเดิม
ทั้งที่เขาจริงใจขนาดนี้ หล่อนกลับไม่สามารถตอบแทนอีกฝ่ายได้เลย...
“หลบตาพี่ทำไม” โต๊ะที่ขวางกั้นระหว่างเราเอาไว้ทำให้ร่างสูงนึกหงุดหงิด
“เกรงใจน่ะค่ะ” เงยหน้าสบตาเขาแล้วพยายามส่งยิ้มให้ชายหนุ่มเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดข้างในใจตัวเอง
“ไม่ต้องเกรงใจ มีอะไรก็คุยกันตรงๆ พี่ชอบแบบนี้มากกว่าจะมาอ้อมค้อมหรือโกหกกัน แบบนั้นพี่ไม่ชอบ” บอกอย่างตรงไปตรงมายิ่งทำให้หล่อนพูดไม่ออก ยังมีอีกหลายเรื่องที่ตนปกปิดเขาไว้ไม่ว่าจะเรื่องเป็นลูกเลี้ยง หรือคุยกับผู้ชายอีกหลายคนตามคำสั่งของครอบครัว อยากเล่าหรือระบายออกไปก็น้ำท่วมปากกลัวถูกมองไม่ดี
สุดท้ายแล้วหล่อนก็ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง เป็นแค่คนที่โดนจูงจมูกเหมือนไม่มีความคิด...
“ค่ะ” ตอบรับเสียงเบา เพราะดูเหมือนว่าเธอจะทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบแล้ว ยิ่งรู้แบบนี้ความเป็นไปได้ของเราก็ยิ่งห่างไกลมากกว่าเดิม เธอไม่รู้เลยว่าจะสามารถสมหวังกับเขาได้หรือเปล่า เมื่อความรักมันไม่ใช่เรื่องของคนสองคนอีกต่อไป
“อยากได้อะไรอีกไหม” เขาถามเพราะอยากรู้ว่าหล่อนมีเรื่องอื่นอีกหรือเปล่า ค่อนข้างคาดหวังพอสมควรแต่หล่อนกลับส่ายศีรษะไปมา เหมือนว่าหมดธุระที่จะพูดแล้ว
“ไม่แล้วค่ะ” ถึงจะผิดหวังแต่ก็ไม่ได้ทำให้ห่อเหี่ยวมากนัก เมื่อหล่อนไม่มีสิ่งใดจะขอก็ให้เป็นหน้าที่ของตนที่จะขอเอง
“แต่พี่อยากได้”
“คะ...อยากได้อะไรเหรอคะ” เลิกคิ้วแล้วมองเขาเชิงคำถาม ก่อนที่ร่างหนาจะยกยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วใช้โอกาสนี้เพื่อไปดินเนอร์กับหล่อนโดยไม่สนใจงานบนโต๊ะอีกต่อไป
“ไปกินข้าวกับพี่ได้ไหม” คำชวนของเขาเรียกรอยยิ้มจากเธอทันที
“ได้ค่ะ”
รอโอกาสนี้เช่นเดียวกันมีหรือจะปฏิเสธ เขารีบเลือกร้านอาหารแล้วพาเธอไปดินเนอร์กันสองคน มีความสุขเป็นอย่างมากจนไม่อยากแยกกัน แต่ก็ต้องมาส่งเธอถึงหน้าบ้านพร้อมบอกลาด้วยแววตาเสียดาย ไม่ลืมซื้อช่อดอกทิวลิปสีชมพูให้หล่อนเหมือนเดิม
เหมือนว่าความรักของเขากำลังจะเบ่งบานอีกครั้ง...
ความสุขอยู่กับเธอได้ไม่นานเมื่อเดินถือช่อดอกไม้เข้ามาในบ้าน กลับพบน้องสาวที่เข้ามาขวางทางแล้วมองด้วยใบหน้าบึ้งตึง เธอรู้ทันทีว่าจะต้องเจอกับเรื่องชวนปวดหัวอย่างแน่นอน อยากเดินหลีกหนีแต่ก็เหมือนจะไม่พ้นเพราะอีกฝ่ายยังคอยขวางทางไม่ให้ขึ้นชั้นบนสักที
อีกทั้งบ้านก็เงียบเหมือนไม่มีคนอยู่ หล่อนพรูลมหายใจเหนื่อยล้า ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คำว่าพี่น้องของเราไม่มีความหมายอีกต่อไป เธอเป็นแค่เด็กรับใช้ในสายตาของอรสินี
“ไปกินข้าวกับพี่หนึ่งมาอีกแล้วเหรอ” เห็นตั้งแต่รถคันคุ้นตามาจอดหน้าบ้าน อัญชิสาลงจากรถพร้อมช่อดอกไม้ยิ่งทำให้โมโหมากกว่าเดิมแต่รอจนกว่าอีกฝ่ายจะเดินเข้าบ้าน เพื่อให้พ้นจากสายตาของชายที่เธอหมายปอง
“ใช่” ตอบเสียงเรียบแล้วเบี่ยงกายเล็กน้อยเพื่อจะเดินขึ้นห้อง กลับถูกกระชากไหล่จนเกือบล้มยังดีที่ประคองตัวเองเอาไว้พร้อมกอดช่อดอกไม้ที่ได้รับจากเขาแน่น
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







