Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 13 — ชีพจรที่ซ่อนอยู่

Share

บทที่ 13 — ชีพจรที่ซ่อนอยู่

last update publish date: 2026-10-19 10:07:10

หลิงยวนมองกระเบื้องบนโต๊ะ ก่อนตอบ

“ของข้า”

เสียงน้ำจากรางไม้ด้านนอกยังดังต่อเนื่อง เยว่ซีได้ยินมันชัดเจนขึ้นอย่างประหลาด

“ทุกครั้งที่ข้าใช้ปราณหรือเจ้าคะ”

“ไม่ใช่ทุกครั้ง”

“เช่นนั้นเมื่อใด”

เขาเลื่อนเก้าอี้มานั่งตรงข้าม

คราวนี้ไม่ได้บอกให้นางสงบใจ ไม่ได้รอให้ถามซ้ำ

“ผนึกประคองพลังของเจ้าได้ด้วยตัวมันเอง แต่หากแรงภายในมากเกินไป ส่วนหนึ่งจะย้อนมาที่ข้า ตอนอยู่บนทางทดสอบจิตเป็นเช่นนั้น”

เยว่ซีนึกถึงมือที่จับข้อมือนางบนบันไดหิน

เขาดูไม่เหนื่อยด้วยซ้ำ

หลังจากนั้นยังให้นางเดินขึ้นไปเองอีกแปดขั้น

“แล้วตอนฝึกกระบี่”

“ข้าหยุดได้ก่อน”

“ตอนที่ท่านกลับจากใต้เมืองหลินอันเล่า”

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง

“ครั้งนั้นมีคนพยายามใช้พันธะเป็นทางเข้าถึงเจ้า ข้าตัดทางนั้นแล้ว”

เยว่ซีวางมือบนตัก เพราะไม่อยากให้เขาเห็นว่ามันสั่น

“ท่านจะตายเพราะผนึกนี้หรือไม่”

หลิงยวนไม่ได้ตอบทันที

นางจึงพูดต่อ

“อย่าบอกเพียงว่าตอนนี้ยังไม่ตาย”

สายตาเขาเลื่อนมาที่ใบหน้านาง

“หากปล่อยให้มันรับแรงเกินกำลังซ้ำ ๆ ข้าอาจตายได้”

ริมฝีปากเยว่ซีเม้มแน่น

คำตอบตรงไปตรงมาที่นางต้องการ กลับฟังยากกว่าที่คิด

“ข้าจะหยุดฝึก”

“หยุดแล้วพลังไม่ได้หยุดเติบโตตามเจ้า”

“แต่ถ้าฝึก—”

“การฝึกที่เจ้าทำอยู่ช่วยให้มันสงบลง วันที่เจ้าหยุดปราณได้เอง ข้าไม่ต้องรับแรงแทน”

เยว่ซีเงยหน้า

เขายกมือวางบนโต๊ะ เปิดข้อมือให้นางเห็นรอยสีเงินจางใต้ผิว

“เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อให้เจ้ากลัวการใช้พลัง เรามาหาวิธีที่ดีกว่าเดิม”

นางมองรอยนั้นอยู่นาน ก่อนยื่นมือไปแตะเบา ๆ

ผิวของเขาเย็น

“ข้าไม่อยากรู้ทีหลังอีกแล้ว”

“ได้”

“รวมถึงเวลาที่เจ็บด้วย”

ครั้งนี้เขาใช้เวลาตอบนานกว่าเดิมเล็กน้อย

“ข้าจะบอก”

เยว่ซีถอนมือกลับ แล้วเลื่อนกาน้ำอุ่นไปตรงหน้าเขา

“เช่นนั้นคืนนี้เริ่มจากนอน”

หลิงยวนมองกองกระดาษที่เพิ่งนำออกมา

นางยื่นมือไปปิดมัน

“พรุ่งนี้ท่านต้องให้หมอตรวจ”

เขามองมือนางบนกระดาษ ก่อนเก็บพู่กันลงจริง ๆ

⸻

ประตูน้ำด้านตะวันตกไม่มีผู้คุม

มีเพียงซ่งอวี้เหนียงยืนรออยู่บนสะพานแคบ กับเรือท้องแบนลำหนึ่งซึ่งผูกไว้ใต้ต้นหลิว

หญิงชรามองทั้งสองแล้วขมวดคิ้ว

“เสิ่นซูเหอยอมพบพวกเจ้า แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นในหุบเขาจะยินดี”

“ผู้ใดรู้ว่าเราจะเข้าไปบ้าง” หลิงยวนถาม

“ข้า คนส่งข่าว และนาง”

“ทางนี้ออกได้อีกทางหรือไม่”

ซ่งอวี้เหนียงหรี่ตา

“เจ้ามาพบหมอหรือสำรวจทางหนี”

“ทั้งสองอย่าง”

เยว่ซีก้มหน้าซ่อนยิ้ม

หญิงชราไม่ยิ้มด้วย แต่ชี้ไปตามสายน้ำ

“เรือนหลังเขามีทางเดินลงมาถึงเมืองได้ หากไม่อยากนั่งเรือกลับ”

หลิงยวนจึงก้าวลงเรือ

ก่อนมา เขาส่งข่าวถึงชิงเสวียนไว้แล้ว พร้อมกำหนดเวลาติดต่อครั้งถัดไป เยว่ซีเห็นเขาทำทุกอย่างเงียบ ๆ ตั้งแต่เช้า จึงเข้าใจว่าการมาด้วยกันไม่ได้หมายถึงฝากความปลอดภัยไว้กับกระบี่เล่มเดียว

เรือแล่นลอดช่องหินเข้าไป

ม่านเถาวัลย์แหวกออก เผยผืนน้ำสีเขียวใสกับแปลงสมุนไพรเรียงตามลาดเขา ดอกไม้เล็กสีขาวขึ้นอยู่ระหว่างร่องหิน กลีบของมันหันตามเรือช้า ๆ

เยว่ซีมองแล้วขยับเข้ามานั่งกลางลำ

“ดอกไม้พวกนั้นทำอะไรเจ้าคะ”

“จำกลิ่นปราณผู้ผ่านเข้าออก” ซ่งอวี้เหนียงตอบ

“เช่นนั้นคนอื่นย่อมรู้ว่าเรามา”

“หากไปตรวจ”

หลิงยวนมองดอกไม้ตามริมฝั่งครั้งหนึ่ง

“แล้วหลังเราผ่านไปจะมีผู้ตรวจหรือไม่”

คนถือไม้พายไม่ตอบ

คำถามนั้นจึงมีคำตอบแล้ว

⸻

เสิ่นซูเหอไม่ได้ดูเหมือนคนที่ถูกกักอยู่ในเรือนมาสิบสองปี

นางกำลังยืนบนม้านั่ง ตัดกิ่งไม้ที่ยื่นมาขวางหน้าต่าง พอได้ยินเสียงฝีเท้าก็โยนกรรไกรลงในตะกร้า ก่อนกระโดดลงมาอย่างคล่องแคล่ว

เส้นผมสีเทามัดลวก ๆ ด้วยปิ่นไม้ แขนเสื้อพับถึงข้อศอก มีดินติดอยู่ข้างแก้ม

“คนไหนผูกผนึก”

หลิงยวนก้าวขึ้นหน้า

“ข้า”

“นั่ง”

นางชี้เก้าอี้ตรงระเบียง แล้วหันไปหาเยว่ซี

ดวงตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่หยุดอยู่บนใบหน้าหญิงสาว

ไม่มีใครพูดอยู่หลายลมหายใจ

จากนั้นเสิ่นซูเหอก็ยื่นมือมา

“กระเบื้อง”

เยว่ซีส่งให้พร้อมจดหมายของมารดา

หญิงสูงวัยอ่านจนจบ ลูบรอยพับตรงมุมกระดาษครั้งหนึ่งแล้วคืนมา

“เก็บดี ๆ แม่เจ้าเขียนหนังสือเรียบร้อยอยู่ไม่กี่ครั้ง”

“ปกติเขียนอ่านยากหรือเจ้าคะ”

“ปกตินางคิดเร็วกว่ามือ พอเขียนไม่ทันก็ขีดทิ้ง แล้วบอกว่าข้าแก่จนอ่านไม่รู้เรื่อง”

เยว่ซีหลุดหัวเราะเบา ๆ

เสิ่นซูเหอมองนางอีกครั้ง ก่อนหันไปคว้าข้อมือหลิงยวน

“ส่วนเจ้า เลิกกดชีพจรไว้”

ซ่งอวี้เหนียงซึ่งกำลังจะนั่งชะงัก

หลิงยวนคลายปราณที่หุ้มเส้นชีพจรออก

เพียงครู่เดียว สีหน้าของผู้ตรวจเปลี่ยนไป

นางเลื่อนนิ้วสูงขึ้นตามแขน ก่อนใช้เข็มเงินแตะจุดเหนือข้อมือ

เข็มสั่น

ปลายหนึ่งเกิดฝ้าขาว ขณะที่อีกปลายร้อนจนผ้ารองมีรอยไหม้

เยว่ซีขยับเข้าใกล้ทันที

“เป็นอย่างไรเจ้าคะ”

“บาดแผลเก่าถูกแรงย้อนกระแทกซ้ำ เส้นปราณส่วนที่ควรพักกลับต้องทำงานอยู่ตลอด”

“รักษาได้หรือไม่”

“บางส่วนได้ แต่ถ้ายังรับแรงแทนอยู่ รักษาไปก็ฉีกใหม่”

เสิ่นซูเหอมองชายหนุ่มตรงหน้า

“ใครสอนให้เจ้าผูกผนึกนี้”

“หลินจิ้งเหยียน”

นางพยักหน้าอย่างช้า ๆ

“วิชานี้ใช้ประคองผู้บาดเจ็บระหว่างหาวิธีรักษา ไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นสิบปี”

“ตอนนั้นไม่มีทางอื่น”

“ข้าถามถึงสิบสามปีที่ผ่านมา”

หลิงยวนเงียบ

เยว่ซีมองเขา ก่อนหันกลับไปหาหมอ

“วันนี้มีทางอื่นหรือยังเจ้าคะ”

⸻

เสิ่นซูเหอนำอ่างกระเบื้องตื้นมาวางบนโต๊ะ

ภายในมีหินสีเทาห้าก้อน ล้อมแผ่นทองแดงขนาดเล็กตรงกลาง

“ข้าต้องตรวจเจ้าก่อน”

นางอธิบายทุกขั้นตอนก่อนแตะข้อมือเยว่ซี ทั้งการฟังชีพจร การตรวจทางเดินปราณ และการใช้แผ่นทองแดงรับพลังเพียงเล็กน้อย

ไม่มีการเปิดผนึก

หลิงยวนตรวจอ่างกับลายอักขระใต้ฐาน แล้วจึงพยักหน้าให้นาง

เยว่ซีวางปลายนิ้วลงบนแผ่นทองแดง

“ทำเหมือนตอนเพาะเมล็ด” เขาบอก

นางหลับตา นึกถึงความอุ่นบางเบาที่เคยประคองให้หยุดตรงกลางฝ่ามือ

แสงเขียวสว่างขึ้น

หินก้อนแรกมีเส้นบางทอดผ่าน

แต่ครู่ต่อมา หินอีกก้อนกลับเรืองแสงสีแดง

เยว่ซีรีบหยุด

เสิ่นซูเหอกดขอบอ่าง หินทั้งห้าดับลงทันที

“เจ็บหรือไม่”

“ไม่เจ้าค่ะ แต่ข้าส่งออกไปเพียงสายเดียว”

“ข้ารู้”

หญิงสูงวัยยกแผ่นทองแดงขึ้นดู

ด้านล่างมีรอยสีเขียวเพียงเส้นเดียวจริง ๆ

“พลังของเจ้าเปลี่ยนสายระหว่างเคลื่อนผ่านเส้นปราณ เจ้าไม่ได้ขาดความสามารถในการหยุด แต่ยังไม่รู้ว่าจุดใดทำให้มันเปลี่ยน”

เยว่ซีขมวดคิ้ว

“ข้าต้องฝึกห้าสายพร้อมกันหรือ”

“ยังไม่ได้ ร่างเจ้ารับไม่ไหว”

เสิ่นซูเหอวางอ่างลง

“เราต้องทำทางพักให้พลังส่วนเกินก่อน เมื่อไม่ย้อนชนผนึก คนผูกก็ไม่ต้องรับแทน จากนั้นเจ้าจึงค่อยเรียนรู้เส้นทางทีละส่วน”

นางหยิบกำไลทองแดงเรียบออกจากลิ้นชัก

ด้านในฝังศิลาสีขาวเล็กเท่าเมล็ดข้าว

“สิ่งนี้รับแรงได้เล็กน้อย ใช้ฝึกครั้งละไม่เกินสิบลมหายใจ และต้องมีคนดูแล หากศิลาเริ่มเปลี่ยนสีต้องหยุดทันที”

เยว่ซียังไม่ยื่นมือไปรับ

“มันจะดึงพลังข้าออกไปเองหรือไม่เจ้าคะ”

“ไม่ เจ้าต้องเป็นผู้ส่งเข้าไป”

“แล้วถ้าถอดออก”

“ก็หยุดทำงาน”

นางจึงมองหลิงยวน เขารับกำไลมาตรวจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่งคืนให้เสิ่นซูเหอปรับขนาด

“นี่เป็นเพียงของช่วยฝึก” หมอกล่าว “หากจะย้ายแรงออกจากพันธะจริง ต้องใช้ผลึกที่ทนกว่านี้ และต้องตรวจให้แน่ใจว่าร่างเจ้าปรับตัวได้”

“ที่ใดมีผลึกเช่นนั้น”

เสิ่นซูเหอยังไม่ทันตอบ เสียงหนึ่งก็ดังมาจากประตูสวน

“คลังกลางหุบเขา”

⸻

ชายวัยกลางคนในอาภรณ์สีเขียวเข้มยืนอยู่ใต้ซุ้มไม้

ด้านหลังมีผู้ติดตามสองคน

ซ่งอวี้เหนียงลุกขึ้นทันที

“ท่านเจ้าหุบเขา”

เยว่ซีหันไปมอง

ใบหน้าของเขามีส่วนคล้ายภาพมารดาที่นางพยายามนึกอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะช่วงคิ้วกับดวงตา แต่ความรู้สึกเมื่อถูกมองกลับต่างจากที่ได้รับจากเสิ่นซูเหอโดยสิ้นเชิง

“ข้าชื่อมู่เฉิงเจ๋อ” เขากล่าว “เป็นพี่ชายมารดาเจ้า”

เยว่ซีลุกขึ้นคารวะตามมารยาท

เขามองนางตั้งแต่ใบหน้าจนถึงกำไลบนโต๊ะ

“อวี้เหนียงควรพาเจ้าไปพบข้าก่อน”

เสิ่นซูเหอเก็บเข็มลงกล่อง

“นางมาพบหมอ”

“และข้าไม่ได้ขัดขวาง”

มู่เฉิงเจ๋อเดินเข้ามา วางกล่องไม้ยาวบนโต๊ะ เมื่อเปิดฝา ภายในมีผลึกใสขนาดเท่านิ้วมือวางอยู่สองแท่ง

เสิ่นซูเหอหยุดมือ

เยว่ซีเห็นปฏิกิริยานั้น

“ใช้สิ่งนี้ได้หรือเจ้าคะ”

“ต้องตรวจเนื้อผลึกก่อน แต่ใช่ ชนิดนี้รับแรงได้”

มู่เฉิงเจ๋อปิดฝากล่อง

“ของในคลังใช้รักษาคนในหุบเขา หากเจ้ารับชื่อเข้าสกุล ย่อมเบิกได้”

เยว่ซีมองกล่อง แล้วถาม

“เมื่อรับชื่อแล้วต้องทำอะไรบ้างเจ้าคะ”

“ศึกษาอยู่ที่นี่ รับการตรวจปราณตามกำหนด และเมื่อถึงเวลา ทำหน้าที่ผู้สืบทอด”

“หน้าที่นั้นคืออะไร”

“เจ้าจะได้เรียนรู้ภายหลัง”

เยว่ซีดึงมือกลับจากขอบโต๊ะ

“เช่นนั้นข้ายังตอบไม่ได้”

ดวงตาของมู่เฉิงเจ๋อเย็นลงเล็กน้อย

“คนข้างเจ้ารอได้อีกนานเท่าไร”

นางรู้สึกเหมือนถูกบีบกลางอก

หลิงยวนกลับเป็นผู้เลื่อนกล่องไม้คืนไป

“นั่นไม่ใช่เงื่อนไขที่นางต้องใช้ตัดสินใจ”

เจ้าหุบเขามองเขา

“เจ้าคิดว่าจะหาผลึกเช่นนี้จากที่อื่นได้ง่ายหรือ”

“ยากเพียงใดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

แรงกดบางอย่างแผ่ออกมาจากมู่เฉิงเจ๋อ

ผิวน้ำในถ้วยหยุดนิ่ง

เยว่ซีรู้สึกหนักหัวไหล่ แต่ก่อนจะต้องยันโต๊ะ ความหนักนั้นก็หายไป

หลิงยวนยังนั่งอยู่ที่เดิม

มีเพียงนิ้วหนึ่งแตะขอบถ้วยชา

เส้นสีเงินอมฟ้าบางจนแทบมองไม่เห็นล้อมอยู่รอบโต๊ะ กั้นแรงทั้งหมดไว้ภายนอกโดยไม่กระทบอ่างตรวจปราณแม้แต่น้อย

ผู้ติดตามทั้งสองถอยคนละครึ่งก้าว

มู่เฉิงเจ๋อมองถ้วยชาอยู่นาน ก่อนถอนพลังกลับ

“ข้าเพียงอยากให้หลานพิจารณาให้รอบคอบ”

เยว่ซีค่อย ๆ ผ่อนมือที่กำไว้ใต้โต๊ะ

“ข้าจะพิจารณาเจ้าค่ะ ขอให้ท่านส่งข้อผูกพันทั้งหมดมาเป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึงสิ่งที่ผู้สืบทอดมีสิทธิ์ปฏิเสธด้วย”

เขามองนาง

“แม่เจ้าไม่เคยต่อรองเช่นนี้”

เยว่ซีแตะจดหมายในอกเสื้อ

“ข้ายังรู้จักท่านแม่ไม่มากพอจะตอบแทนนางได้ แต่เรื่องนี้ท่านกำลังถามข้าเจ้าค่ะ”

⸻

มู่เฉิงเจ๋อนำกล่องกลับไปด้วย

ก่อนออกจากสวน เขาสั่งซ่งอวี้เหนียงให้พาเยว่ซีไปพักเรือนรับรอง แต่หญิงสาวแจ้งว่ามีที่พักในเมืองแล้ว และต้องส่งข่าวกลับสำนักตามเวลาที่ตกลงไว้

เขาไม่ได้ห้าม

เมื่อเสียงฝีเท้าห่างออกไป เสิ่นซูเหอก็พ่นลมหายใจแรง

“ดีที่ถามเรื่องสิทธิ์ปฏิเสธ ข้ารอฟังคำตอบข้อนี้มาสามสิบปีแล้ว”

เยว่ซีหันกลับมาหาโต๊ะ

“ไม่มีผลึกแล้ว เราฝึกต่อได้หรือไม่เจ้าคะ”

“ได้ กำไลนี้ยังใช้ได้ เพียงแต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป”

นางรับกำไลมาสวม

ทองแดงเย็นแตะผิว เสิ่นซูเหอปรับช่องว่างให้พอดี ก่อนเลื่อนอ่างออกไป ใช้เพียงกระดาษขาวแผ่นหนึ่งรองใต้แขน

หลิงยวนนั่งตรงข้าม วางมือให้หมอตรวจชีพจรพร้อมกัน

“สามลมหายใจก่อน” เสิ่นซูเหอบอก “อย่าพยายามทำให้ข้าพอใจ หยุดเมื่อเจ้าควรหยุด”

เยว่ซีพยักหน้า

ครั้งแรกไม่มีแสงเกิดขึ้น

ครั้งที่สองปราณเขียวเลื่อนไปถึงข้อมือแล้วดับ

นางพักจนความเกร็งในแขนคลาย จึงลองใหม่

ความอุ่นค่อย ๆ ไหลเข้ากำไล

ศิลาสีขาวเปลี่ยนเป็นเขียวจาง

เยว่ซีหยุดทันที

เสิ่นซูเหอมองมือของหลิงยวน ก่อนยกนิ้วออกจากชีพจร

“ครั้งนี้แรงไม่ย้อนมาที่เขา”

เยว่ซีเงยหน้ารวดเร็ว

“จริงหรือเจ้าคะ”

หลิงยวนพยักหน้า

แสงในศิลามีน้อยเสียจนแทบมองไม่เห็น แต่นางกลับยิ้มกว้างกว่าวันสอบผ่าน

⸻

ก่อนกลับ เสิ่นซูเหอแยกห่อยาสองชุดวางลงบนโต๊ะ

ชุดเล็กเป็นของเยว่ซี

ชุดใหญ่เป็นของหลิงยวน

“ส่งให้อาจารย์ฉินตรวจอีกครั้งได้ ข้าเขียนส่วนผสมกับวิธีใช้ไว้ครบแล้ว”

หลิงยวนเก็บห่อเล็กก่อน มือกำลังจะเอื้อมไปหยิบอีกชุด เยว่ซีก็รับไปเสียเอง

เขามองนาง

“ข้าถือไหว”

“ข้าก็ถือไหวเจ้าค่ะ”

เสิ่นซูเหอหัวเราะในลำคอ แล้วหยิบกระดาษอีกแผ่นออกมา

เป็นรูปผลึกหกเหลี่ยมพร้อมลักษณะของแท้และวิธีตรวจ

“หุบเขาไม่ได้เป็นเจ้าของผลึกทั้งใต้หล้า ชนิดนี้เคยมีผู้ขุดพบที่เขาฉางอู๋ ข้าไม่รู้ว่าเหมืองยังเปิดอยู่หรือไม่ แต่มีคนผู้หนึ่งตรวจสอบให้ได้”

“ผู้ใดขอรับ” หลิงยวนถาม

“พ่อค้าโอสถชื่อถังเหยียน ติดต่อผ่านโรงยาทางใต้ของเมือง บอกว่าข้าขอให้เขาคืนบุญคุณเก่าเสียที”

หลิงยวนรับกระดาษ

เยว่ซีคารวะหญิงสูงวัยอย่างเต็มพิธี

ครั้งนี้เสิ่นซูเหอไม่ได้บอกให้รีบลุก

เมื่อนางยืดตัวขึ้น มือที่มีกลิ่นสมุนไพรก็แตะข้างแก้มเบา ๆ

“แม่เจ้าคงอยากเห็นเจ้าตอนนี้”

ลำคอเยว่ซีตีบขึ้น

นางพยักหน้า ไม่กล้าพูดเพราะกลัวเสียงจะสั่น

⸻

หลังแขกออกไป มู่เฉิงเจ๋อกลับถึงหอเก็บตำรา

ผู้ติดตามปิดประตูแล้ววางแผ่นศิลาจากประตูน้ำลงบนโต๊ะ รอยปราณของผู้ผ่านเข้าออกปรากฏอยู่บนนั้นหลายเส้น

เส้นหนึ่งเป็นสีเงินอมฟ้า

มันตัดผ่านอักขระตรวจจับโดยไม่ทิ้งชื่อสำนักหรือระดับพลังไว้เลย

“ตรวจไม่ได้ขอรับ”

เจ้าหุบเขามองเส้นนั้นอย่างเคร่งเครียด

“แล้วของเด็กหญิง”

“มีผนึกปิดอยู่ เห็นเพียงปราณไม้เล็กน้อย”

มู่เฉิงเจ๋อเปิดตู้หลังโต๊ะ หยิบม้วนภาพเก่าออกมา

บนภาพเป็นประตูหินขนาดใหญ่ มีร่องห้าสายล้อมช่องว่างตรงกลาง

รูปแบบเดียวกับประตูใต้เมืองหลินอัน

ด้านล่างมีข้อความสั้น ๆ เขียนกำกับ

ผู้ประคองห้าปราณ

ต้องอยู่ภายในจนกว่าประตูจะปิด

เขามองภาพอยู่นาน ก่อนสั่ง

“ส่งคนไปโรงยาทางใต้”

ผู้ติดตามก้มศีรษะ

“ให้ขัดขวางพวกเขาหรือขอรับ”

“ไม่ต้อง”

มู่เฉิงเจ๋อม้วนภาพกลับช้า ๆ

“ซื้อผลึกที่เหลือทั้งหมด ก่อนชิงเสวียนจะหาเจอ”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 68 — คนที่ยังไม่หลับ

    “หยุดคณะเดินทางทั้งสามก่อนถึงเรือนพัก” เจ้าสำนักชิงเสวียนวางคำให้การของเผยเหวินซูลงบนโต๊ะ ศิษย์หอวินัยรับตราคำสั่งแล้วออกไปทันที อีกสองคนแยกนำข่าวไปยังด่านใต้เขาและทางแยกฝั่งตะวันออก โม่หลิงยวนก้มมองชื่อบนกระดาษ เรือนรับรองชิงเหอ สถานที่พักสำหรับศิษย์ต่างสำนักซึ่งเดินทางมาร่วมงานประลอง อยู่ห่างจากตลาดใต้เขาออกไปไม่ถึงยี่สิบลี้ “ส่งคนไปตรวจจากภายนอกแล้วขอรับ” หัวหน้าหอวินัยรายงาน “หน้าประตูยังมีคนเฝ้า โรงครัวก่อไฟตามปกติ ไม่มีคณะศิษย์เข้าพักก่อนกำหนด” “คนงานเล่า” หลิงยวนถาม “ผู้ดูแลแจ้งไว้สิบสองคน” “ยืนยันว่าอยู่ที่ใดบ้าง อย่าให้ความสนใจเฉพาะห้องรับรอง” เจ้าสำนักเลื่อนภาพสะพานที่เผยเหวินซูเติมรายละเอียดมาให้ เสาหินสองต้น รอยร้าวใต้ฐานด้านขวา และทางน้ำใต้สะพานซึ่งลึกพอให้เรือเล็กลอดผ่าน “เขาระบุว่าของถูกส่งเข้าทางนี้” หลิงยวนมองข้อความอีกบรรทัด แผ่นรองพื้นไม่ได้ปูบนพื้น ทุกแผ่นติดอยู่ใต้เตียง “ให้คนเฝ้าปลายน้ำทั้งสองฝั่งด้วย” เขาหยิบกระบี่ขึ้น คราวนี้สิ่งที่พวกเขาต้องไปให้ถึงก่อน ไม่ใช่ขบวนรถ แต่เป็นเวลาที่คนในเรือนดับตะเกียงเข้านอน ⸻ หลินเยว่ซีพบเสิ่นซูเหอตรงทางเดิ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 67 — อย่าเปิดให้เสียงนั้น

    “นางบอกว่าครั้งนี้…หากข้าไม่ไป นางจะออกมาหาข้าเอง” เสิ่นซูเหอมองรอยประตูที่ศิษย์หนุ่มวาดบนโต๊ะ น้ำตรงส่วนอื่นเริ่มแห้งแล้ว แต่เส้นใต้ประตูยังเปียก ราวกับมีใครลากนิ้วซ้ำอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่มือของเขาวางอยู่บนตัก นางเลื่อนถ้วยออกจากรอยนั้นอย่างสงบ “เจ้าชื่ออะไร” ชายหนุ่มกะพริบตา “หลิวอันขอรับ” “หลิวอัน มองข้า ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ใด” “ชิงเสวียน” “ดี วางเท้าทั้งสองลงบนพื้น อย่ามองโต๊ะ” เขาทำตาม ทว่าดวงตายังเหลือบกลับไปหารอยน้ำ เสียงเคาะดังขึ้นสามครั้ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก ผู้คุมหน้าประตูหันขวับ เสียงไม่ได้มาจากด้านนอก มันดังจากใต้โต๊ะ เสิ่นซูเหอกดกระดาษยันต์ลงเหนือรอยประตู แสงอ่อนสว่างขึ้นทันที เสียงเคาะขาดหายไป แต่หลิวอันกลับสะดุ้งสุดตัว “อย่าปิด!” เขาพุ่งมือไปหากระดาษ เสิ่นซูเหอจับข้อมือไว้ ผู้คุมเข้าช่วยประคองไหล่โดยไม่กดเขาลงกับพื้น ชายหนุ่มดิ้น หอบจนคำพูดแตกเป็นช่วง “ท่านแม่อยู่ข้างใน…นางกลัวความมืด…” เสิ่นซูเหอสั่งผู้คุมอีกคนทันที “เชิญท่านเจ้าสำนักกับโม่หลิงยวนมา นำของที่มีอาคมออกจากห้องข้างเคียง แล้วปิดทางเดินนี้” ใต้แผ่นยันต์ รอยน้ำค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ⸻ เยว่

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 66 — วันนี้ข้านัดเจ้าไว้

    หลินเยว่ซีเพิ่งพบว่าการเดินลงเขาอาจยากกว่าการฝึกกระบี่โดยเฉพาะเมื่อโม่หลิงยวนจับมือนางมาตลอดทางศิษย์คู่แรกที่เดินสวนมาค้อมศีรษะตามปกติ คู่ถัดไปมองมือทั้งสองแล้วรีบก้มหน้า ส่วนคนสุดท้ายเดินผ่านไปแล้วถึงกับหันกลับมา จนเกือบชนต้นไม้ข้างทางเยว่ซีลองขยับนิ้วหลิงยวนก้มมอง“เจ็บหรือ”“มีคนมอง”เขาหันไปทางศิษย์ที่เพิ่งชนกิ่งไม้ คนผู้นั้นรีบยกแขนคารวะแล้วเดินเร็วกว่าเดิม“ตอนนี้ไม่มีแล้ว”เยว่ซีเม้มปาก“ท่านแก้ปัญหาเช่นนี้หรือ”“เจ้าต้องการให้ข้าปล่อย?”เขาคลายมือเล็กน้อย เปิดโอกาสให้นางดึงออกเยว่ซีกลับเป็นฝ่ายจับไว้หลิงยวนไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงรอยยิ้มตรงมุมปากของเขาทำให้นางอยากเหยียบรองเท้าคู่นั้นสักครั้ง⸻เสี่ยวถังวิ่งมาถึงประตูสำนักพร้อมป้ายอนุญาตออกนอกเขตงานช่วงเช้าส่งต่อเรียบร้อยแล้ว นางขอลงตลาดในเวลาพักตามข้อกำหนดของหอวินัย จึงไม่ได้แอบหนีเวร แต่เหตุผลที่บอกผู้ดูแลมีเพียงซื้อด้ายกับของใช้จ้าวเฉิงมองตะกร้าในมือเพื่อน“เจ้าจะซื้อด้ายจริงหรือ”“จริง”“แล้วเหตุใดต้องเดินหลบหลังข้า”“ศิษย์พี่โม่ยังอยู่ข้างหน้า”จ้าวเฉิงถอนหายใจข้างกันมีศิษย์หนุ่มจากเรือนครัวติดมาด้วย เขามีหน้าที่ซื้

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 65 — ราคาของคำตอบ

    “อย่าส่งหนังสือกลับฉางเยวี่ย”หานจิ้นพูดทันทีที่เจ้าสำนักชิงเสวียนเข้ามาในห้องสอบสวนแขนขวาของเขาถูกดามไว้ ห่วงผนึกปราณตรึงข้อมือทั้งสองกับโซ่บนโต๊ะ ใบหน้าที่เคยวางท่าสุภาพตอนผ่านด่านเหลือเพียงเหงื่อเย็นเจ้าสำนักนั่งลง“เจ้ากลัวผู้ใด”หานจิ้นเหลือบมองผู้จดคำให้การ ก่อนหันกลับมา“รองเจ้าสำนัก เฉินซู่”โม่หลิงยวนวางกระดาษที่พบในฝักกระบี่ตรงหน้าเขา“เขาสั่งให้เจ้ามาพบมู่เฉิงเจ๋อ?”“ใช่”“คำสั่งอยู่ที่ใด”“ข้าเผาแล้ว”“เช่นนั้นเริ่มจากสิ่งที่พิสูจน์ได้”หานจิ้นก้มมองข้อความด้านหลังกระดาษ ดวงตาหยุดตรงคำว่าเด็กสกุลหลิน“กระดาษนี้ข้าเขียนเอง แต่คำถามเป็นของเขา เขาต้องการรู้ว่าร่างของนางรับพลังต่างสายได้อย่างไร”หลิงยวนไม่ขยับ ทว่าสายตาเย็นลงจนหานจิ้นรีบพูดต่อ“ข้าไม่ได้รับคำสั่งให้จับนางในครั้งนี้!”“ครั้งนี้?”เสียงเจ้าสำนักทำให้เขาชะงักความเงียบยาวนานพอให้ได้ยินเสียงพู่กันลากผ่านกระดาษ“หากได้คำตอบ…เขาจะตัดสินใจอีกที”หลิงยวนเลื่อนบัญชีรายชื่อชาวบ้านไปทับคำร้อง“คนในบัญชีนี้ก็ถูกใช้หาคำตอบเดียวกันหรือ”หานจิ้นหลบตา“พวกเขามีเส้นปราณรับพลังได้มากกว่าคนธรรมดา ข้าเพียงตรวจว่า—”“หญิงคนหนึ่ง

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 64 — ผู้มาเลือกคน

    “เขาไม่ได้มารักษา…เขามาเลือกคน”หลินเยว่ซีเลื่อนถาดออกจากมือหญิงบนเตียง ก่อนเศษถ้วยจะบาดนิ้วที่กำลังสั่นธงด้านนอกถูกม้วนเก็บแล้ว แต่หญิงผู้นั้นยังจ้องหน้าต่าง ราวกับคนที่นางหวาดกลัวกำลังยืนอยู่อีกฟากเยว่ซีขยับไปบังช่องหน้าต่าง“คนถือธงเป็นศิษย์ของชิงเสวียนเจ้าค่ะ เขาเพียงขนของผ่านไป”หญิงผู้นั้นหายใจติดขัด“ลายนั้น…ข้าจำได้”“ข้าจะให้คนเก็บไว้ ท่านไม่ต้องรีบเล่า”ศิษย์หอวินัยมาถึงพร้อมเสิ่นซูเหอ เยว่ซีจึงถอยให้ผู้รักษาตรวจชีพจร ส่วนผู้จดคำให้การนั่งลงห่างจากเตียง ไม่วางธงให้นางเห็นซ้ำผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงผู้นั้นจึงยอมคลายมือจากผ้าห่ม“มันอยู่บนถุงใส่เข็มของเขา”“ท่านเห็นเขาทำอะไรบ้าง” เยว่ซีถาม“จับข้อมือเรา กดตรงคอ แล้วให้กลืนยา คนที่อาเจียนถูกแยกไปอีกห้อง”นางกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น“ข้าอาเจียน เขากลับหัวเราะ บอกว่าคนเช่นข้าหาได้ยาก”ปลายพู่กันหยุดไปชั่วขณะ“ท่านจำลักษณะของเขาได้หรือไม่” ศิษย์หอวินัยถาม“ผอม ไว้เคราสั้น…นิ้วนางมือขวางอไม่สุด ตอนจับคางข้า เขาใช้สามนิ้ว”เยว่ซีมองมือของหญิงผู้นั้นซึ่งยกขึ้นเลียนท่า“เขาพูดชื่อหรือเรียกใครหรือไม่เจ้าคะ”“คนเฝ้าประตูเรียกเขาว่าผู้ดูแลห

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 63 — ชีวิตที่เรียกคืนไม่ได้

    เข็มเล็กกดลงกลางแผ่นผนึกในห้องรักษาของสำนักชิงเสวียน ถานอันลืมตาโพลงลมหายใจขาดห้วง ร่างบนเตียงแอ่นขึ้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากจากข้างใน รอยอักขระใต้ชายโครงเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ก่อนเลือดจะซึมออกตามเส้นที่เคยแห้งแล้วเสิ่นซูเหอคว้าข้อมือเขาชีพจรเต้นเร็วขึ้นอย่างผิดปกติแล้วเสียงร้องจากห้องข้างกันก็ดังตามมาหนึ่งคนสองคนกระทั่งครบทั้งเจ็ดคนที่ถูกช่วยกลับมา“แจ้งเจ้าสำนัก ปิดเขตเรือนรักษา!”นางสั่งศิษย์หน้าประตู ก่อนดึงแผ่นผนึกกั้นปราณมาติดข้างเตียงแสงขาวกางขึ้นร่างถานอันหยุดกระตุกไปครู่หนึ่ง ทว่าเส้นแดงใต้ผิวกลับยิ่งชัดสิ่งที่อยู่ในตัวเขาไม่ได้พยายามหนีออกมาทางประตูมันกำลังถูกดึงผ่านรอยบนร่าง⸻โม่หลิงยวนออกจากห้องสอบสวนตั้งแต่เผยเหวินซูพูดจบคำเตือนถูกส่งล่วงหน้าไปแล้ว แต่เสียงระฆังจากเรือนรักษาดังขึ้นก่อนเขาจะไปถึงเมื่อก้าวผ่านประตู เขาเห็นเสิ่นซูเหอกำลังกดจุดบนไหล่ถานอัน ขณะที่อาจารย์ฉินย้ายจากเตียงหนึ่งไปอีกเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“เจ็ดคนเกิดอาการพร้อมกัน” เสิ่นซูเหอบอกทันที “ผนึกข้างเตียงกันสิ่งภายนอกได้ แต่หยุดแรงดึงในรอยไม่ได้”หลิงยวนคุกเข่าข้างเตียงเขาไม่ได้เต

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status