Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 12 — คนที่หุบเขารอคอย

Share

บทที่ 12 — คนที่หุบเขารอคอย

last update publish date: 2026-10-19 10:06:48

“ชีวิตข้าเป็นของพวกเขา หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”

เยว่ซีถามหลังจากซูหว่านชิงเงียบไป

หญิงบนเตียงมองแหวนเงินในมือนาง ก่อนส่ายหน้า

“ข้าถามฮูหยินเช่นเดียวกัน แต่นางไม่ได้อธิบาย บอกเพียงว่าหากยังมีทางอื่น อย่าเพิ่งพาเจ้าไป”

“แล้วเหตุใดจึงฝากสถานที่นี้ไว้”

“เพราะนางก็กลัวว่าทางอื่นจะหมดลง”

เยว่ซีพลิกแหวนกลับด้าน ตัวอักษรเล็กใต้ขอบเงินเลือนหายเมื่อไม่ได้รับแสง

หุบเขาหมื่นบุปผา

เรือนฝนหยก

ชื่อฟังเหมือนสถานที่ซึ่งควรมีคนไปนั่งดื่มชา ไม่ใช่ที่ซึ่งมารดาไม่อยากพานางกลับไป

“ท่านเคยเห็นคนจากหุบเขาหรือไม่”

“ครั้งหนึ่ง เป็นหญิงชรามาหาฮูหยินที่โรงรักษา ทั้งสองปิดประตูคุยกัน พอออกมา หญิงผู้นั้นโกรธมาก”

“ท่านแม่เล่า”

ซูหว่านชิงยิ้มจาง

“นางออกมาถามว่ามื้อกลางวันมีอะไร”

เยว่ซีเผลอยิ้มตาม ก่อนก้มมองแหวนอีกครั้ง

“ข้าอยากรู้ว่าท่านแม่ปฏิเสธอะไรไป”

หลิงยวนซึ่งยืนอยู่ข้างหน้าต่างจึงเอ่ยขึ้น

“เริ่มจากถามคนที่นางตั้งใจให้พบ”

⸻

เจ้าสำนักรู้จักหุบเขาหมื่นบุปผา

แต่รู้จักเพียงเท่าที่คนภายนอกได้รับอนุญาตให้รู้

“พวกเขารักษาเส้นปราณเก่ง โดยเฉพาะอาการที่โอสถทั่วไปช่วยไม่ได้” เขากล่าว “ทว่าไม่ค่อยรับผู้ป่วยนอกหุบเขา ข้าส่งคำถามเรื่องผนึกไปครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ได้คำตอบกลับมาสามบรรทัด”

เยว่ซีรอฟัง

“ผู้ผูกย่อมรู้วิธีแก้ อย่ารบกวนอีก”

นางหันไปมองหลิงยวน

เขามีสีหน้าเหมือนเคยอ่านจดหมายเช่นนั้นมาแล้ว

“แต่หากเกี่ยวข้องกับท่านแม่ เหตุใดไม่เคยมีใครตามหาข้า”

“อาจไม่รู้ว่าเจ้ายังมีชีวิต” เจ้าสำนักตอบ “หรือมีเหตุผลที่เราไม่รู้ จึงไม่ควรส่งชื่อเจ้าไปพร้อมจดหมายทันที”

เยว่ซีวางแหวนลงบนผ้าสะอาด

“ถ้าเช่นนั้นส่งเพียงรูปตราดอกไม้ ขอพบคนที่รู้จักแหวนวงนี้ได้หรือไม่เจ้าคะ”

หลิงยวนพยักหน้า

“เรือนฝนหยกอยู่ที่เมืองหน้าหุบเขา เป็นสถานที่รับผู้มาติดต่อ ไม่จำเป็นต้องเข้าไปถึงด้านใน”

“ข้าจะไปด้วย”

เจ้าสำนักยังไม่ทันตอบ นางก็กล่าวต่อ

“ข้าไม่ได้ขอไปคนเดียว และไม่ได้จะให้ใครเปิดผนึก ข้าอยากได้ยินคำตอบด้วยตนเอง หากพวกเขาถามเรื่องท่านแม่ ข้าจะได้รู้ว่าถามเพราะอะไร”

ชายวัยกลางคนมองศิษย์ของตน

หลิงยวนตอบเพียงว่า

“ข้าจะพาไป”

“เจ้าคิดไว้แล้วสินะ”

“ขอรับ”

เจ้าสำนักถอนหายใจ ก่อนเลื่อนกระดาษอนุญาตเดินทางออกมา

“สามวัน ไปถึงเรือนฝนหยกแล้วรอฟังคำตอบก่อน อย่ารับปากสิ่งใดแทนสำนัก”

เยว่ซีรับคำทันที

“รวมถึงเจ้าด้วย” เจ้าสำนักหันไปบอกหลิงยวน

มือที่กำลังหยิบกระดาษของเขาหยุดไปเล็กน้อย

⸻

เสี่ยวถังช่วยเยว่ซีเก็บสัมภาระด้วยสีหน้าจริงจังเกินเหตุ

นางวางเสื้อสองชุด ยาทาแผล ผ้าสะอาด และถุงขนมลงบนเตียง ก่อนหยิบหวีเพิ่มอีกอัน

“ข้ามีหวีแล้ว” เยว่ซีบอก

“อันนี้ซี่ไม่หัก”

“อันเก่าก็ยังใช้ได้”

เสี่ยวถังมองเพื่อนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเปลี่ยนไปใส่ริบบิ้นสีฟ้าลงในห่อแทน

เยว่ซีหยิบมันขึ้นมา

“จะให้ข้าใช้สิ่งนี้หวีผมหรือ”

“ผูกผม!”

ยายหวังซึ่งนั่งเย็บชายแขนเสื้ออยู่ข้างหน้าต่างหัวเราะเบา ๆ

เยว่ซีหันไปนั่งข้างหญิงชรา

“ข้าจะกลับภายในสามวันเจ้าค่ะ”

“ถ้ามีธุระก็ส่งข่าวมา ไม่ต้องรีบจนตกเขา”

“ยายไม่ห้ามข้าหรือ”

เข็มในมือหญิงชราหยุดลง

“ยายเลี้ยงเจ้าให้เดินได้ จะให้จับชายเสื้อไว้ทุกครั้งที่เจ้าจะออกประตูหรือ”

เยว่ซีเงียบไป ก่อนกอดเอวอีกฝ่าย

ยายหวังลูบศีรษะนางสองครั้ง แล้วดันหน้าผากออกอย่างไม่ปรานี

“อย่าทับเสื้อ เพิ่งเย็บเสร็จ”

⸻

พวกเขาออกเดินทางก่อนรุ่งสาง

เยว่ซีคิดว่าจะต้องนั่งรถม้าลงเขา จนเห็นเรือไม้ลำเล็กจอดอยู่บนลานหิน

ใต้ท้องเรือไม่มีน้ำ

มีเพียงเมฆบางลอยผ่าน

นางยืนมองอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามอย่างระมัดระวัง

“มันรับคนได้กี่คนเจ้าคะ”

“สี่”

“นับกระเป๋าหรือไม่”

หลิงยวนรับห่อผ้าจากนางไปวางท้ายเรือ

“ขึ้นมา”

เยว่ซีก้าวลงบนพื้นไม้ทันที เรือเอียงเล็กน้อย นางจึงคว้าขอบไว้แน่น

หลิงยวนวางศิลาปราณลงในร่องหัวเรือ อักขระใต้พื้นสว่างขึ้น ลำเรือค่อย ๆ ยกพ้นลานโดยไม่ต้องให้เขาส่งพลังเข้าไปตลอดทาง

เมื่อยอดสนลดต่ำลง เยว่ซีก็ลืมคำถามทั้งหมด

หลังคาชิงเสวียนอยู่ใต้เท้า

แสงเช้าแตะสันเขาทีละแนว หมู่เมฆแยกออกช้า ๆ เผยแม่น้ำสายเล็กในหุบด้านล่าง

นางขยับเข้าใกล้ขอบเรืออีกนิด

มือหนึ่งจับด้านหลังเข็มขัดนางไว้

“ดูได้ อย่าโน้ม”

เยว่ซียืดตัวตรงทันที

“ข้าทราบเจ้าค่ะ”

เขาปล่อยมือ แต่นางกลับไม่รู้ว่าควรวางมือตนเองไว้ตรงไหน จึงนั่งลงอย่างเรียบร้อยเกินปกติ

ผ่านไปพักหนึ่ง หลิงยวนส่งถุงขนมให้

นางรับมา เปิดห่อ แล้วหยุดมองขนมดอกกุ้ยฮวาอยู่ชั่วครู่

“ไม่กินหรือ” เขาถาม

“กินเจ้าค่ะ”

เยว่ซีหยิบเข้าปากทันที

คราวนี้นางไม่คิดยื่นให้เขาอีกแล้ว

⸻

เมืองหน้าหุบเขาชื่อไป๋สุ่ย

ถนนปูด้วยหินสีซีด มีร่องน้ำไหลผ่านหน้าร้านทุกหลัง ผู้คนตากสมุนไพรบนตะแกรงไม้ กลิ่นขมปนกลิ่นดอกไม้ลอยอยู่ในอากาศ

เรือนฝนหยกตั้งอยู่ท้ายถนน

มันไม่มีป้ายรับผู้ป่วย ไม่มีคนเฝ้าประตู มีเพียงชายวัยกลางคนกำลังกวาดกลีบดอกไม้ลงจากขั้นบันได

เมื่อหลิงยวนแจ้งว่ามาพบผู้ดูแลตามจดหมาย ชายผู้นั้นก็หยุดกวาด

สายตาเขาเลื่อนมาที่เยว่ซี

นานกว่าที่ควรเล็กน้อย

“เข้ามาเถิด”

ภายในเรือนเงียบมาก

เยว่ซีสังเกตว่ามีเก้าอี้รับแขกสามตัว แต่ถ้วยชาถูกเตรียมไว้แล้วเพียงสองใบ น้ำยังมีไอร้อน

พวกเขาถูกคาดหมายว่าจะมาถึงเวลานี้

หรือมีคนเห็นเรือตั้งแต่ก่อนลงเมือง

หญิงผมขาวนั่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย นางไม่ได้ลุกขึ้นต้อนรับ ดวงตากลับจับอยู่ที่ใบหน้าเยว่ซีทันที

มือบนหัวไม้เท้าค่อย ๆ กำแน่น

“แหวนอยู่ที่ใด”

เยว่ซีหยิบแหวนออกมา แต่ยังไม่ส่งให้

“ท่านชื่ออะไรเจ้าคะ”

หญิงชราเลิกคิ้ว

“ซ่งอวี้เหนียง ผู้ดูแลเรือนนี้”

“ท่านรู้จักเจ้าของแหวนหรือไม่”

“หลินจิ้งเหยียน”

เยว่ซีวางแหวนลงบนผ้า

ซ่งอวี้เหนียงเอื้อมมือมา ทว่านางกดผ้าไว้ก่อน

“ข้าขอถามอีกข้อ ท่านแม่ฝากให้คนถือแหวนมาหาใคร”

ห้องเงียบลง

หลิงยวนยืนอยู่ข้างเก้าอี้ ไม่ได้เร่งหรือช่วยตอบ

หญิงชรามองมือเยว่ซี แล้วค่อย ๆ ถอนมือกลับ

“นางไม่ได้ฝากให้มาหาข้า”

คำตอบทำให้เยว่ซีตั้งใจฟังยิ่งขึ้น

“ให้มาหาเหวินซู่ ผู้ดูแลเรือนฝนหยกคนก่อน เขาเสียชีวิตเมื่อหกปีก่อน ก่อนตายฝากไว้ว่า หากมีผู้ถือแหวนเงินตราบุปผาห้ากลีบมา ให้เปิดกล่องที่เขาเก็บไว้”

“กล่องอยู่ที่นี่หรือไม่เจ้าคะ”

“อยู่ แต่ข้าต้องแน่ใจก่อนว่าเจ้าเป็นใคร”

“เมื่อครู่ท่านยังไม่ได้ดูตรา แต่กลับมองหน้าข้าแล้ว”

ซ่งอวี้เหนียงนิ่งไป

เยว่ซีถามช้า ๆ

“ข้าเหมือนท่านแม่หรือ”

รอยแข็งบนใบหน้าหญิงชราค่อย ๆ คลายลง

“เหมือนตอนนางกำลังจะเถียงคน”

⸻

กล่องที่นำออกมาเล็กกว่าฝ่ามือ

ซ่งอวี้เหนียงวางมันตรงหน้าเยว่ซี ฝาบนมีช่องตื้นเป็นรูปดอกไม้ แต่ก่อนนางจะหยิบแหวน ผู้ดูแลกลับกล่าวขึ้น

“มารดาเจ้ามีนามเดิมว่า มู่ชิงหลัน”

เยว่ซีชะงัก

นางรู้จักมารดาผ่านคำว่า ท่านแม่ กับ หลินฮูหยิน มาตลอด

เพิ่งวันนี้เองที่ได้ยินชื่อของผู้หญิงคนนั้น

มู่ชิงหลัน

นางทวนอยู่ในใจหนึ่งครั้ง

“นางเป็นศิษย์ของหุบเขาหรือเจ้าคะ”

“เป็นบุตรสาวของอดีตเจ้าหุบเขา”

ปลายนิ้วเยว่ซีหยุดเหนือฝากล่อง

ซ่งอวี้เหนียงมองปฏิกิริยานาง ก่อนกล่าวต่อ

“เมื่อเจ้าอายุยังไม่ถึงขวบ หุบเขาเคยส่งคนไปรับ แต่บิดามารดาเจ้าไม่ยอมส่งตัวมา”

“เพราะอะไร”

“พวกเขาไม่เห็นด้วยกับวิธีเลี้ยงดูผู้สืบทอด”

“ผู้สืบทอดอะไรเจ้าคะ”

หญิงชราไม่ได้ตอบทันที

หลิงยวนจึงเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก

“เด็กอายุไม่ถึงขวบ ตัดสินจากสิ่งใด”

“ปราณทั้งห้า”

เยว่ซีรู้สึกว่าห้องเย็นลงเล็กน้อย

ความลับที่ชิงเสวียนระวังกันมาตลอดกลับถูกกล่าวออกมาราวกับเป็นชื่อฤดูกาล

ซ่งอวี้เหนียงมองหลิงยวน

“ข้าเห็นผนึกบนตัวนางตั้งแต่เข้าประตูแล้ว ไม่ต้องเตรียมกระบี่”

เขาไม่ได้ขยับมือออกจากข้างกาย

แต่ก็ไม่ได้ชักกระบี่

เยว่ซีเลื่อนกล่องเข้ามาใกล้

“ขอเปิดสิ่งที่ท่านเหวินซู่ฝากไว้ก่อนเจ้าค่ะ”

นางวางแหวนลงในช่องแล้วกดเบา ๆ

เสียงกลไกดังคลิก

ภายในมีจดหมายหนึ่งฉบับ กับแผ่นกระเบื้องสีขาวแตกครึ่ง

ลายมือบนซองจดหมายไม่เหมือนของบิดา

ถึงลูก หากเจ้าจำเป็นต้องมาถึงที่นี่

เยว่ซีค่อย ๆ คลี่กระดาษออก

ข้อความไม่ยาวนัก

ผู้ถือแผ่นกระเบื้องอีกครึ่งหนึ่งชื่อเสิ่นซูเหอ นางเป็นอาจารย์ของแม่ และเป็นคนเดียวในหุบเขาที่แม่ยอมฝากเรื่องเส้นปราณของเจ้าไว้

ให้เจ้าฟังคำอธิบายทั้งหมดก่อนตัดสินใจ หากนางเสนอวิธีรักษา จงถามให้ชัดว่าต้องเสียสิ่งใด และยังมีทางอื่นหรือไม่

หากผู้ใดอ้างว่าบุญคุณของตระกูลทำให้เจ้าต้องตอบแทนด้วยชีวิต อย่าเพิ่งเชื่อ

แม่รับบุญคุณมาเท่าใด แม่ได้ทำหน้าที่ของแม่แล้ว

ส่วนชีวิตของลูก ให้ลูกเป็นผู้เลือกเอง

เยว่ซีอ่านประโยคสุดท้ายซ้ำ

ปลายกระดาษสั่นอยู่ในมือ

นางเคยคิดว่าหากพบจดหมายจากมารดา อาจมีคำบอกว่ารักนางเพียงใด หรืออยากให้นางเติบโตเป็นคนเช่นไร

แต่หญิงผู้นี้กลับเว้นที่ไว้ให้นางเลือก

แม้ในตอนที่อาจไม่มีโอกาสอยู่ฟังคำตอบแล้ว

ผ้าสะอาดถูกวางลงข้างมือ

เยว่ซีไม่เงยหน้า เพียงหยิบมันขึ้นกดใต้ตา

หลิงยวนไม่ได้กล่าวอะไร

เขารอจนนางพับจดหมายด้วยตนเอง

⸻

“ท่านเสิ่นซูเหออยู่ที่ใดเจ้าคะ”

ซ่งอวี้เหนียงมองจดหมายที่ถูกเก็บลงในอกเสื้อ

“เรือนหลังเขา แต่นางไม่ได้รับแขกมาสิบสองปีแล้ว”

“เพราะป่วยหรือ”

“เพราะถูกสั่งให้อยู่ที่นั่น”

เยว่ซีเงยหน้าทันที

“นางทำผิดอะไร”

“คัดค้านการใช้คนทดลองฟื้นรากปราณ”

ความเงียบแผ่ไปทั่วห้อง

คราวนี้หลิงยวนถามต่อ

“การทดลองยังทำอยู่หรือไม่”

“ถูกยุติไปแล้ว”

“ด้วยเหตุใด”

ซ่งอวี้เหนียงมองเขาอย่างไม่พอใจ แต่ยังตอบ

“ผู้เข้ารับการรักษาเสียชีวิตสามคน เสิ่นซูเหอทำลายเตาหลักและเผาตำราที่ใช้ จึงถูกถอดจากตำแหน่งผู้อาวุโส”

เยว่ซีนึกถึงแขนที่บาดเจ็บของซูหว่านชิง และเด็กชายซึ่งเพิ่งกลับมานอนหลับได้โดยไม่สะดุ้งกลางดึก

“ข้าจะพบนางได้อย่างไร”

“ถ้าเจ้ายอมกลับเข้าสกุลมู่ ข้าสามารถพาเข้าไป—”

“ข้ามาพบอาจารย์ของท่านแม่เจ้าค่ะ”

น้ำเสียงเยว่ซีไม่ดัง แต่ชัดเจน

“เรื่องกลับเข้าสกุล ข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหมายถึงอะไร จึงรับปากไม่ได้”

หญิงชราขมวดคิ้ว

“เจ้าเป็นลูกของชิงหลัน”

“เจ้าค่ะ และท่านแม่บอกให้ข้าถามก่อนตัดสินใจ”

ซ่งอวี้เหนียงมองนางอยู่นาน

ท้ายที่สุดกลับถอนหายใจคล้ายเหนื่อยหน่ายกับคนที่ไม่อยู่ตรงนี้แล้ว

“แม่เจ้าก็พูดเช่นนี้ ตอนพาหลินจิ้งเหยียนมาหน้าหุบเขา”

เยว่ซีเผลอจับขอบโต๊ะ

“ท่านเคยพบท่านพ่อด้วยหรือ”

“เขายืนอยู่ข้างนาง ไม่พูดสักคำ ปล่อยให้นางเถียงคนทั้งเรือน”

เยว่ซีหันไปมองคนข้างตนโดยไม่ตั้งใจ

หลิงยวนสบตานาง

นางจึงรีบหันกลับ

ซ่งอวี้เหนียงมองทั้งคู่ แต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด

⸻

พวกเขาไม่ได้ตกลงเข้าหุบเขาในวันนั้น

เยว่ซีขอพักที่โรงเตี๊ยมในเมือง และฝากเพียงข้อความถึงเสิ่นซูเหอว่า บุตรสาวของมู่ชิงหลันนำกระเบื้องครึ่งแผ่นมาขอพบ

ไม่มีชื่อเรื่องผนึก ไม่มีคำขอรักษา

ซ่งอวี้เหนียงรับว่าจะส่งให้ถึงมือ

เมื่อออกจากเรือนฝนหยก แสงบ่ายก็เริ่มอ่อนลงแล้ว

เยว่ซีเดินเงียบไปเกือบครึ่งถนน ก่อนถามขึ้น

“ข้าปฏิเสธเร็วเกินไปหรือไม่”

“เรื่องใด”

“กลับเข้าสกุลมู่ หากพวกเขาไม่ช่วยเพราะข้าไม่ยอม—”

“เจ้ารู้หรือยังว่าต้องทำอะไรบ้าง”

นางส่ายหน้า

“เช่นนั้นก็ยังไม่ควรตอบ”

เยว่ซีหยุดข้างสะพานหิน

“ท่านคิดว่าข้าควรเข้าหุบเขาหรือไม่”

หลิงยวนมองกระแสน้ำด้านล่างครู่หนึ่ง

“ข้าอยากรู้ว่ามีวิธีทำให้เจ้าใช้พลังได้โดยไม่ต้องพึ่งผนึกหรือไม่”

นางมองใบหน้าของเขา

“เพราะผนึกทำให้ท่านเจ็บหรือ”

“เพราะเจ้าไม่ควรต้องรอข้าทุกครั้งที่มันผิดปกติ”

ลมพัดเส้นผมข้างแก้มนางขึ้น

เยว่ซีกดมันไว้ แล้วถามเบาลง

“ถ้าวันหนึ่งข้าไม่ต้องพึ่งท่านแล้วเล่า”

หลิงยวนหันมามอง

“ก็เป็นเรื่องดี”

คำตอบนั้นถูกต้องทุกอย่าง

แต่นางกลับไม่ชอบมันนัก

เยว่ซีจึงออกเดินต่อ ก่อนหยุดเมื่อได้ยินเสียงเขาตามมา

“เจ้ายังมาหาข้าได้”

นางหันกลับ

หลิงยวนเดินมาหยุดข้างตัว

“ไม่จำเป็นต้องรอให้เจ็บ”

คราวนี้เยว่ซีต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะนึกคำตอบออก

“เช่นนั้นท่านอย่าบอกว่าข้ารบกวนก็แล้วกัน”

“ข้าเคยบอกหรือ”

นางเม้มปากซ่อนยิ้ม แล้วเดินข้ามสะพานไปก่อนเขา

⸻

ยามค่ำ คนจากเรือนฝนหยกนำคำตอบมาส่งถึงโรงเตี๊ยม

ไม่มีซองจดหมาย

เป็นเพียงแผ่นกระเบื้องสีขาวอีกครึ่งหนึ่ง ห่อมากับผ้าซึ่งเขียนข้อความไว้สามบรรทัด

พรุ่งนี้ยามเฉิน มาที่ประตูน้ำด้านตะวันตก

พาคนผูกผนึกมาด้วย

ข้าต้องตรวจเขาก่อนตรวจเจ้า

เยว่ซีอ่านจบแล้วมองหลิงยวน

เขาหยิบผ้าขึ้นตรวจอีกครั้ง สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่ความเงียบยาวนานกว่าปกติ

“ท่านรู้หรือไม่ว่านางหมายถึงอะไร”

“ยังไม่แน่ใจ”

เยว่ซีวางกระเบื้องทั้งสองครึ่งเข้าหากัน

รอยแตกประกบสนิท กลายเป็นลายดอกไม้ที่ไม่มีส่วนใดหายไป

ด้านหลังมีตัวอักษรซึ่งเพิ่งอ่านได้ครบเมื่ออยู่ด้วยกัน

ผนึกยืมชีพ

นิ้วของนางหยุดอยู่บนคำสุดท้าย

แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองเขาอีกครั้ง

“หลิงยวน”

เป็นครั้งแรกที่นางเรียกชื่อเขาโดยไม่มีคำว่าศิษย์พี่

“ผนึกในตัวข้า ยืมชีวิตของใครอยู่”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 68 — คนที่ยังไม่หลับ

    “หยุดคณะเดินทางทั้งสามก่อนถึงเรือนพัก” เจ้าสำนักชิงเสวียนวางคำให้การของเผยเหวินซูลงบนโต๊ะ ศิษย์หอวินัยรับตราคำสั่งแล้วออกไปทันที อีกสองคนแยกนำข่าวไปยังด่านใต้เขาและทางแยกฝั่งตะวันออก โม่หลิงยวนก้มมองชื่อบนกระดาษ เรือนรับรองชิงเหอ สถานที่พักสำหรับศิษย์ต่างสำนักซึ่งเดินทางมาร่วมงานประลอง อยู่ห่างจากตลาดใต้เขาออกไปไม่ถึงยี่สิบลี้ “ส่งคนไปตรวจจากภายนอกแล้วขอรับ” หัวหน้าหอวินัยรายงาน “หน้าประตูยังมีคนเฝ้า โรงครัวก่อไฟตามปกติ ไม่มีคณะศิษย์เข้าพักก่อนกำหนด” “คนงานเล่า” หลิงยวนถาม “ผู้ดูแลแจ้งไว้สิบสองคน” “ยืนยันว่าอยู่ที่ใดบ้าง อย่าให้ความสนใจเฉพาะห้องรับรอง” เจ้าสำนักเลื่อนภาพสะพานที่เผยเหวินซูเติมรายละเอียดมาให้ เสาหินสองต้น รอยร้าวใต้ฐานด้านขวา และทางน้ำใต้สะพานซึ่งลึกพอให้เรือเล็กลอดผ่าน “เขาระบุว่าของถูกส่งเข้าทางนี้” หลิงยวนมองข้อความอีกบรรทัด แผ่นรองพื้นไม่ได้ปูบนพื้น ทุกแผ่นติดอยู่ใต้เตียง “ให้คนเฝ้าปลายน้ำทั้งสองฝั่งด้วย” เขาหยิบกระบี่ขึ้น คราวนี้สิ่งที่พวกเขาต้องไปให้ถึงก่อน ไม่ใช่ขบวนรถ แต่เป็นเวลาที่คนในเรือนดับตะเกียงเข้านอน ⸻ หลินเยว่ซีพบเสิ่นซูเหอตรงทางเดิ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 67 — อย่าเปิดให้เสียงนั้น

    “นางบอกว่าครั้งนี้…หากข้าไม่ไป นางจะออกมาหาข้าเอง” เสิ่นซูเหอมองรอยประตูที่ศิษย์หนุ่มวาดบนโต๊ะ น้ำตรงส่วนอื่นเริ่มแห้งแล้ว แต่เส้นใต้ประตูยังเปียก ราวกับมีใครลากนิ้วซ้ำอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่มือของเขาวางอยู่บนตัก นางเลื่อนถ้วยออกจากรอยนั้นอย่างสงบ “เจ้าชื่ออะไร” ชายหนุ่มกะพริบตา “หลิวอันขอรับ” “หลิวอัน มองข้า ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ใด” “ชิงเสวียน” “ดี วางเท้าทั้งสองลงบนพื้น อย่ามองโต๊ะ” เขาทำตาม ทว่าดวงตายังเหลือบกลับไปหารอยน้ำ เสียงเคาะดังขึ้นสามครั้ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก ผู้คุมหน้าประตูหันขวับ เสียงไม่ได้มาจากด้านนอก มันดังจากใต้โต๊ะ เสิ่นซูเหอกดกระดาษยันต์ลงเหนือรอยประตู แสงอ่อนสว่างขึ้นทันที เสียงเคาะขาดหายไป แต่หลิวอันกลับสะดุ้งสุดตัว “อย่าปิด!” เขาพุ่งมือไปหากระดาษ เสิ่นซูเหอจับข้อมือไว้ ผู้คุมเข้าช่วยประคองไหล่โดยไม่กดเขาลงกับพื้น ชายหนุ่มดิ้น หอบจนคำพูดแตกเป็นช่วง “ท่านแม่อยู่ข้างใน…นางกลัวความมืด…” เสิ่นซูเหอสั่งผู้คุมอีกคนทันที “เชิญท่านเจ้าสำนักกับโม่หลิงยวนมา นำของที่มีอาคมออกจากห้องข้างเคียง แล้วปิดทางเดินนี้” ใต้แผ่นยันต์ รอยน้ำค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ⸻ เยว่

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 66 — วันนี้ข้านัดเจ้าไว้

    หลินเยว่ซีเพิ่งพบว่าการเดินลงเขาอาจยากกว่าการฝึกกระบี่โดยเฉพาะเมื่อโม่หลิงยวนจับมือนางมาตลอดทางศิษย์คู่แรกที่เดินสวนมาค้อมศีรษะตามปกติ คู่ถัดไปมองมือทั้งสองแล้วรีบก้มหน้า ส่วนคนสุดท้ายเดินผ่านไปแล้วถึงกับหันกลับมา จนเกือบชนต้นไม้ข้างทางเยว่ซีลองขยับนิ้วหลิงยวนก้มมอง“เจ็บหรือ”“มีคนมอง”เขาหันไปทางศิษย์ที่เพิ่งชนกิ่งไม้ คนผู้นั้นรีบยกแขนคารวะแล้วเดินเร็วกว่าเดิม“ตอนนี้ไม่มีแล้ว”เยว่ซีเม้มปาก“ท่านแก้ปัญหาเช่นนี้หรือ”“เจ้าต้องการให้ข้าปล่อย?”เขาคลายมือเล็กน้อย เปิดโอกาสให้นางดึงออกเยว่ซีกลับเป็นฝ่ายจับไว้หลิงยวนไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงรอยยิ้มตรงมุมปากของเขาทำให้นางอยากเหยียบรองเท้าคู่นั้นสักครั้ง⸻เสี่ยวถังวิ่งมาถึงประตูสำนักพร้อมป้ายอนุญาตออกนอกเขตงานช่วงเช้าส่งต่อเรียบร้อยแล้ว นางขอลงตลาดในเวลาพักตามข้อกำหนดของหอวินัย จึงไม่ได้แอบหนีเวร แต่เหตุผลที่บอกผู้ดูแลมีเพียงซื้อด้ายกับของใช้จ้าวเฉิงมองตะกร้าในมือเพื่อน“เจ้าจะซื้อด้ายจริงหรือ”“จริง”“แล้วเหตุใดต้องเดินหลบหลังข้า”“ศิษย์พี่โม่ยังอยู่ข้างหน้า”จ้าวเฉิงถอนหายใจข้างกันมีศิษย์หนุ่มจากเรือนครัวติดมาด้วย เขามีหน้าที่ซื้

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 65 — ราคาของคำตอบ

    “อย่าส่งหนังสือกลับฉางเยวี่ย”หานจิ้นพูดทันทีที่เจ้าสำนักชิงเสวียนเข้ามาในห้องสอบสวนแขนขวาของเขาถูกดามไว้ ห่วงผนึกปราณตรึงข้อมือทั้งสองกับโซ่บนโต๊ะ ใบหน้าที่เคยวางท่าสุภาพตอนผ่านด่านเหลือเพียงเหงื่อเย็นเจ้าสำนักนั่งลง“เจ้ากลัวผู้ใด”หานจิ้นเหลือบมองผู้จดคำให้การ ก่อนหันกลับมา“รองเจ้าสำนัก เฉินซู่”โม่หลิงยวนวางกระดาษที่พบในฝักกระบี่ตรงหน้าเขา“เขาสั่งให้เจ้ามาพบมู่เฉิงเจ๋อ?”“ใช่”“คำสั่งอยู่ที่ใด”“ข้าเผาแล้ว”“เช่นนั้นเริ่มจากสิ่งที่พิสูจน์ได้”หานจิ้นก้มมองข้อความด้านหลังกระดาษ ดวงตาหยุดตรงคำว่าเด็กสกุลหลิน“กระดาษนี้ข้าเขียนเอง แต่คำถามเป็นของเขา เขาต้องการรู้ว่าร่างของนางรับพลังต่างสายได้อย่างไร”หลิงยวนไม่ขยับ ทว่าสายตาเย็นลงจนหานจิ้นรีบพูดต่อ“ข้าไม่ได้รับคำสั่งให้จับนางในครั้งนี้!”“ครั้งนี้?”เสียงเจ้าสำนักทำให้เขาชะงักความเงียบยาวนานพอให้ได้ยินเสียงพู่กันลากผ่านกระดาษ“หากได้คำตอบ…เขาจะตัดสินใจอีกที”หลิงยวนเลื่อนบัญชีรายชื่อชาวบ้านไปทับคำร้อง“คนในบัญชีนี้ก็ถูกใช้หาคำตอบเดียวกันหรือ”หานจิ้นหลบตา“พวกเขามีเส้นปราณรับพลังได้มากกว่าคนธรรมดา ข้าเพียงตรวจว่า—”“หญิงคนหนึ่ง

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 64 — ผู้มาเลือกคน

    “เขาไม่ได้มารักษา…เขามาเลือกคน”หลินเยว่ซีเลื่อนถาดออกจากมือหญิงบนเตียง ก่อนเศษถ้วยจะบาดนิ้วที่กำลังสั่นธงด้านนอกถูกม้วนเก็บแล้ว แต่หญิงผู้นั้นยังจ้องหน้าต่าง ราวกับคนที่นางหวาดกลัวกำลังยืนอยู่อีกฟากเยว่ซีขยับไปบังช่องหน้าต่าง“คนถือธงเป็นศิษย์ของชิงเสวียนเจ้าค่ะ เขาเพียงขนของผ่านไป”หญิงผู้นั้นหายใจติดขัด“ลายนั้น…ข้าจำได้”“ข้าจะให้คนเก็บไว้ ท่านไม่ต้องรีบเล่า”ศิษย์หอวินัยมาถึงพร้อมเสิ่นซูเหอ เยว่ซีจึงถอยให้ผู้รักษาตรวจชีพจร ส่วนผู้จดคำให้การนั่งลงห่างจากเตียง ไม่วางธงให้นางเห็นซ้ำผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงผู้นั้นจึงยอมคลายมือจากผ้าห่ม“มันอยู่บนถุงใส่เข็มของเขา”“ท่านเห็นเขาทำอะไรบ้าง” เยว่ซีถาม“จับข้อมือเรา กดตรงคอ แล้วให้กลืนยา คนที่อาเจียนถูกแยกไปอีกห้อง”นางกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น“ข้าอาเจียน เขากลับหัวเราะ บอกว่าคนเช่นข้าหาได้ยาก”ปลายพู่กันหยุดไปชั่วขณะ“ท่านจำลักษณะของเขาได้หรือไม่” ศิษย์หอวินัยถาม“ผอม ไว้เคราสั้น…นิ้วนางมือขวางอไม่สุด ตอนจับคางข้า เขาใช้สามนิ้ว”เยว่ซีมองมือของหญิงผู้นั้นซึ่งยกขึ้นเลียนท่า“เขาพูดชื่อหรือเรียกใครหรือไม่เจ้าคะ”“คนเฝ้าประตูเรียกเขาว่าผู้ดูแลห

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 63 — ชีวิตที่เรียกคืนไม่ได้

    เข็มเล็กกดลงกลางแผ่นผนึกในห้องรักษาของสำนักชิงเสวียน ถานอันลืมตาโพลงลมหายใจขาดห้วง ร่างบนเตียงแอ่นขึ้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากจากข้างใน รอยอักขระใต้ชายโครงเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ก่อนเลือดจะซึมออกตามเส้นที่เคยแห้งแล้วเสิ่นซูเหอคว้าข้อมือเขาชีพจรเต้นเร็วขึ้นอย่างผิดปกติแล้วเสียงร้องจากห้องข้างกันก็ดังตามมาหนึ่งคนสองคนกระทั่งครบทั้งเจ็ดคนที่ถูกช่วยกลับมา“แจ้งเจ้าสำนัก ปิดเขตเรือนรักษา!”นางสั่งศิษย์หน้าประตู ก่อนดึงแผ่นผนึกกั้นปราณมาติดข้างเตียงแสงขาวกางขึ้นร่างถานอันหยุดกระตุกไปครู่หนึ่ง ทว่าเส้นแดงใต้ผิวกลับยิ่งชัดสิ่งที่อยู่ในตัวเขาไม่ได้พยายามหนีออกมาทางประตูมันกำลังถูกดึงผ่านรอยบนร่าง⸻โม่หลิงยวนออกจากห้องสอบสวนตั้งแต่เผยเหวินซูพูดจบคำเตือนถูกส่งล่วงหน้าไปแล้ว แต่เสียงระฆังจากเรือนรักษาดังขึ้นก่อนเขาจะไปถึงเมื่อก้าวผ่านประตู เขาเห็นเสิ่นซูเหอกำลังกดจุดบนไหล่ถานอัน ขณะที่อาจารย์ฉินย้ายจากเตียงหนึ่งไปอีกเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“เจ็ดคนเกิดอาการพร้อมกัน” เสิ่นซูเหอบอกทันที “ผนึกข้างเตียงกันสิ่งภายนอกได้ แต่หยุดแรงดึงในรอยไม่ได้”หลิงยวนคุกเข่าข้างเตียงเขาไม่ได้เต

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status