Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 17 — ก่อนเตาจะสว่าง

Share

บทที่ 17 — ก่อนเตาจะสว่าง

last update publish date: 2026-10-19 13:10:10

“อย่ารอถึงยามจื่อ”

เจ้าสำนักกล่าวทันทีที่อ่านคำให้การจบ

หลิงยวนวางแผนที่ลงกลางโต๊ะ

“ข้าส่งคนไปดูลาดเลาแล้ว หากพบคนถูกกักตัวจะเข้าช่วยทันที เวลาจากเผยเหวินซูอาจเปลี่ยนไปตั้งแต่เขาถูกจับ”

“แล้วเขารู้รายชื่อทั้งห้าคนได้อย่างไร”

“เขาเป็นผู้ตรวจคนก่อนส่งต่อ”

ความเงียบในห้องหนักขึ้น

เยว่ซีมองชื่อที่เขียนอยู่แถวที่สาม

ซูหว่านเฉิง — ปราณน้ำ

น้องชายของซูหว่านชิง

นางนึกถึงหญิงผู้พยายามขยับนิ้วทีละนิ้วอยู่บนเตียง และคำถามที่อีกฝ่ายถามทุกครั้งเมื่อมีข่าวจากสถานสงเคราะห์

พบคนอื่นอีกหรือไม่

มีใครเคยได้ยินชื่อน้องชายของข้าหรือไม่

หลิงยวนเลื่อนกระดาษอีกแผ่นให้เจ้าสำนัก

“เผยเหวินซูยืนยันว่าพบเขาเมื่อสองเดือนก่อน แต่เรายังต้องตรวจว่าคนในรายชื่ออยู่ที่นั่นจริง”

“แจ้งหว่านชิงหรือยัง” เสิ่นซูเหอถาม

“ยัง”

เยว่ซีเงยหน้า

“ควรบอกนางเจ้าค่ะ บอกเพียงสิ่งที่เรารู้ นางอาจช่วยยืนยันตัวเขาได้”

เจ้าสำนักพยักหน้าให้อาจารย์ฉิน

จากนั้นหันกลับมาหาหลิงยวน

“เจ้าไปควบคุมการตัดอาคม ผู้อาวุโสหอกระบี่จะนำคนเข้าจับผู้คุม เสิ่นซูเหอไปกับเรือรักษา ส่วนข้าจะอยู่เฝ้าสำนัก”

เขาวางนิ้วลงบนแผนที่

“ช่วยคนก่อน เก็บหลักฐานเท่าที่ทำได้ อย่าไล่ตามเซี่ยจิ้งเหิงจนทิ้งคนเจ็บไว้”

หลิงยวนรับคำ

ครั้งนี้เขาไม่ได้ออกเดินทางเพียงลำพัง

⸻

ซูหว่านชิงนั่งเงียบหลังได้ฟังข่าว

นางไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ขอให้พาไปด้วยทันทีอย่างที่เยว่ซีคาด

เพียงถามว่า

“ชื่อเขาเขียนอย่างไร”

เยว่ซีวางกระดาษให้ดู

หญิงบนเตียงอ่านมันช้า ๆ ก่อนยกมือที่ยังพันผ้าขึ้นแตะขอบกระดาษ

“เขามีแผลเหนือเข่าซ้าย ตอนเด็กตกจากต้นพลับ ส่วนฟันหน้าด้านในบิ่นไปนิดหนึ่ง หากยังเหมือนเดิม…”

นางหยุดแล้วกลืนคำที่เหลือลงไป

สิบสามปีนานพอให้เด็กชายคนหนึ่งเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้

อาจารย์ฉินจดรายละเอียดไว้

“มีอะไรที่ถามแล้วเขาจะรู้ว่าเป็นท่านฝากมาหรือไม่”

ซูหว่านชิงมองหน้าต่างอยู่ครู่หนึ่ง

“ถามเขาว่าใครขโมยลูกพลับลูกสุดท้าย”

เยว่ซีเผลอมองนาง

รอยยิ้มเล็กมากปรากฏบนริมฝีปากซีด

“ข้าบอกท่านแม่ว่าเป็นเขา ทั้งที่ข้าเป็นคนกินเอง เขาโกรธข้าอยู่สามวัน”

อาจารย์ฉินพับกระดาษเก็บ

เมื่อเขาออกไป ซูหว่านชิงจึงจับชายแขนเสื้อเยว่ซีไว้

“ถ้าไม่ใช่เขา… ก็ช่วยคนนั้นด้วยนะ”

เยว่ซีคุกเข่าลงข้างเตียง

“พวกเขาจะช่วยทุกคนเจ้าค่ะ”

คราวนี้น้ำตาของซูหว่านชิงจึงหยดลงบนหลังมือ

⸻

ก่อนออกเดินทาง หลิงยวนมาที่เรือนโอสถเพื่อรับยันต์ตัดทางปราณชุดใหม่

เยว่ซีกำลังช่วยเสี่ยวถังจัดผ้ากับถ้วยยาสำหรับผู้บาดเจ็บที่จะถูกส่งกลับมา

นางวางของในมือลงเมื่อเห็นเขา

“ท่านจะไปแล้วหรือ”

“อืม”

นางพยักหน้า มองสายรัดข้อมือซึ่งเสิ่นซูเหอเพิ่งปรับให้เขา

“ข้าจะไม่ฝึกเพิ่มระหว่างท่านออกไป อาจารย์ฉินบอกให้พักจากเมื่อวานอยู่แล้ว”

“ข้ารู้”

“ถ้ามีอาการผิดปกติ ข้าจะบอกทันที”

“ดี”

คำตอบสั้น ๆ ของเขาทำให้นางนึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรต่อ

นางอยากบอกให้ระวังตัว แต่เขาคงได้ยินมาหลายครั้งแล้ว

อยากบอกให้กลับมา แต่ก็กลัวว่าฟังเหมือนเรียกร้องให้เขารับปากในสิ่งที่ไม่มีใครแน่ใจ

สุดท้ายเยว่ซีจึงหยิบถุงผ้าเล็กจากโต๊ะส่งให้

“ข้าวปั้นเจ้าค่ะ โรงครัวเพิ่งทำ ท่านยังไม่ได้กินมื้อเช้า”

หลิงยวนรับไป

“เจ้ากินแล้วหรือ”

“แล้วเจ้าค่ะ”

เสี่ยวถังซึ่งยืนอยู่ด้านหลังอ้าปากจะพูด เยว่ซีรีบหันไปมอง

เพื่อนสาวจึงปิดปากอย่างมีความหมาย

หลิงยวนแกะถุง หยิบข้าวปั้นลูกหนึ่งส่งคืนให้นาง

“กินอีกลูก”

เยว่ซีรับไว้

เขารอจนเห็นนางกัดคำแรก จึงเก็บถุงแล้วเดินออกไป

เสี่ยวถังมองตาม ก่อนหันมากระซิบ

“ข้ายังไม่ได้ฟ้องเลย”

เยว่ซีเคี้ยวข้าวเงียบ ๆ

ใบหูร้อนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

⸻

สถานสงเคราะห์ริมแม่น้ำตั้งอยู่ห่างชิงเสวียนไปทางตะวันตก

คนสอดแนมส่งข่าวกลับมาก่อนเที่ยง

เรือนหน้ามีผู้ป่วยกับคนชราอยู่จริง โรงครัวยังแจกอาหารตามปกติ แต่เรือนยาด้านหลังถูกปิด มีผู้คุมผลัดเวรทุกครึ่งชั่วยาม และได้ยินเสียงคนเคาะผนังจากชั้นใต้ดิน

ยังไม่เห็นเซี่ยจิ้งเหิง

หลิงยวนอ่านรายงานแล้วแบ่งคนออกเป็นสามชุด

ชุดหนึ่งเข้าถึงโรงครัวกับเรือนพักเพื่อพาผู้คนออกจากบริเวณโดยไม่ให้แตกตื่น อีกชุดควบคุมท่าน้ำและทางขนสินค้า ส่วนเขากับผู้อาวุโสฝ่ายอาคมเข้าทางหลังเรือนยา

ไม่มีผู้ใดรอให้ถึงเวลาที่เขียนไว้ในคำให้การ

ยามบ่าย เงาของธงคำว่าเมตตาทอดยาวถึงขั้นบันได

หญิงชราที่นั่งรับแดดอยู่หน้าเรือนเงยหน้ามองหมอสองคนซึ่งเพิ่งเข้ามา

“วันนี้เปลี่ยนคนตรวจหรือ”

เสิ่นซูเหอวางหีบยาลงข้างนาง

“วันนี้ย้ายไปตรวจข้างนอก อากาศตรงนี้อับ”

ขณะเดียวกัน ลำแสงสีเงินเส้นหนึ่งเลื่อนผ่านกลอนประตูเรือนด้านหลัง

เหล็กขาดโดยไม่มีเสียงกระแทก

⸻

ใต้เรือนยาไม่ได้มีประตูหินโบราณ

มีเพียงเตาทองแดงตั้งอยู่กลางห้อง ล้อมด้วยแท่นห้าแท่น และรางปราณซึ่งลากผ่านพื้นเข้าสู่ปากเตา

หลิงยวนเห็นคนบนแท่นก่อนเห็นผู้คุม

ทั้งห้าถูกตรึงข้อมือกับขอบหิน เสื้อผ้าเปียกชุ่ม บางคนหมดสติ ชายที่อยู่ใกล้ประตูที่สุดยังลืมตาและพยายามยกศีรษะ

เหนือเตามีขวดแก้วเล็กแขวนอยู่

ภายในว่างเปล่า

ผู้คุมคนหนึ่งหันมาเห็นเขาแล้วเอื้อมไปหาคันโยก

คมกระบี่แตะข้อมือก่อนนิ้วจะถึงเหล็ก

อาวุธหลุดจากมืออีกฝ่าย ตามด้วยร่างที่ถูกกดลงกับพื้น

ศิษย์หอกระบี่เข้าควบคุมผู้คุมที่เหลืออย่างรวดเร็ว ผู้อาวุโสฝ่ายอาคมปิดยันต์ส่งข่าวเหนือประตู ก่อนวางเครื่องกั้นปราณตามจุดที่เตรียมไว้

หลิงยวนไม่ไล่ตามชายที่วิ่งออกทางหลัง

“ทางท่าน้ำ คนหนึ่ง”

เสียงตอบรับดังจากยันต์สื่อสาร

เขาจึงตรงไปยังแท่นที่ใกล้ที่สุด

ชายบนแท่นมองชุดขาวของเขาอย่างหวาดระแวง

“อย่าเปิดเตา”

“ข้ามาปิดมัน”

“พวกมันพูดอย่างนี้ทุกครั้ง”

หลิงยวนชะงักเพียงเล็กน้อย ก่อนวางกระบี่ให้พ้นสายตาชายผู้นั้น

“ข้าจะตัดเส้นที่ข้อมือก่อน เจ้าจะเจ็บนิดหน่อย หากหายใจไม่ออกให้บอก”

ชายผู้นั้นยังสั่น แต่ไม่ได้ดิ้นหนี

หลิงยวนตรวจเส้นปราณแล้วส่งสัญญาณให้ผู้อาวุโส

แสงบนรางแรกดับลง

⸻

แท่นที่สามเป็นชายอายุราวยี่สิบปลาย ๆ

เขาซูบผอมจนเห็นแนวกระดูกใต้ผิว ทว่านัยน์ตายังมีสติ เมื่อหลิงยวนแตะชีพจร เขาพยายามดึงแขนกลับ

“ข้าไม่ได้ส่งข่าวให้ใคร”

“ข้าไม่ได้มาถามเรื่องนั้น”

หลิงยวนตรวจรอยอักขระบนแขนแล้วถาม

“ใครขโมยลูกพลับลูกสุดท้าย”

ร่างบนแท่นหยุดเคลื่อนไหว

ดวงตาคู่นั้นค่อย ๆ เบิกกว้าง

“ท่าน…”

เขากลืนลมหายใจอย่างยากลำบาก

“ท่านพบพี่ข้าหรือ”

“นางอยู่ที่ชิงเสวียน”

ชายผู้นั้นหลับตาแน่น น้ำตาไหลลงข้างขมับทันที

“นางยังอยู่”

หลิงยวนพยักหน้า

“บอกชื่อเจ้า”

“ซูหว่านเฉิง”

เขาหัวเราะออกมาหนึ่งครั้ง เสียงแหบพร่าจนแทบไม่เป็นเสียง

“ลูกพลับ… นางกินเอง”

⸻

เมื่อคนแรกถูกปลดออกจากแท่น รางปราณใต้พื้นกลับสว่างขึ้นอีกครั้ง

ผู้อาวุโสฝ่ายอาคมกดมือบนเครื่องกั้นทันที

“มีแรงมาจากด้านล่าง”

หลิงยวนก้มมอง

อักขระที่เห็นไม่ใช่ทั้งหมด

ใต้รางเดิมมีเส้นเล็กอีกชั้นซ่อนอยู่ มันเชื่อมข้อมือของผู้ถูกกักทั้งห้าคนเข้าด้วยกัน เมื่อคนหนึ่งถูกยกออก แรงจึงไหลไปกดอีกสี่คนแทน

เสียงร้องดังจากแท่นด้านหลัง

หลิงยวนวางฝ่ามือลงบนขอบหิน แสงสีเงินอมฟ้าหุ้มรางไว้ชั่วคราว

“อย่าปลดทีละคน ต้องตัดพร้อมกัน”

“ข้าเตรียมจุดกั้นได้สี่จุด” ผู้อาวุโสตอบ “ตรงกลางอยู่ใต้เตา”

ซูหว่านเฉิงกระชากแขนที่ยังติดอยู่กับแท่น

“มีช่อง… ใต้ขวด”

หลิงยวนเงยหน้าไปยังขวดแก้วเหนือเตา

ด้านล่างของมันมีแกนทองแดงแทงผ่านฝาปิดลงไป

“พวกมันเรียกแกนรับ” หว่านเฉิงหอบ “เคยยกออกตอนล้างเตา แล้วแสงก็ดับ”

หลิงยวนมองโครงสร้างอยู่เพียงครู่เดียว

“ทุกคนเตรียมยกคนเจ็บ”

เขาก้าวขึ้นขอบเตา ใช้ปราณประคองแกนไว้ ก่อนตัดหมุดยึดทั้งสองข้าง

เสียงครางต่ำดังจากภายใน

ผิวทองแดงร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว

“สามลมหายใจ”

ผู้อาวุโสกดเครื่องกั้นทั้งสี่จุด ศิษย์แต่ละคนจับตัวผู้บาดเจ็บไว้พร้อมกัน

หลิงยวนถอนแกนขึ้นตรง ๆ

แสงห้าสายพุ่งตามแกนออกมา ทว่าถูกม่านสีเงินกดให้ม้วนกลับเข้าปากเตา

“ตัด”

สายรัดทั้งห้าขาดพร้อมกัน

คนเจ็บถูกยกพ้นแท่น

หลิงยวนผลักแกนกลับลงไปในเตาแล้วปิดฝา กระบี่ขีดผ่านขอบทองแดงเป็นวงเดียว อักขระสีเงินสว่างขึ้น ก่อนเสียงข้างในจะเงียบสนิท

เขาถอยลงจากเตา

มือข้างซ้ายสั่นอยู่ครั้งหนึ่ง จึงใช้มือขวากดไว้

ไม่มีใครเหลืออยู่บนแท่นแล้ว

⸻

ที่ชิงเสวียน เยว่ซีกำลังช่วยจัดฟูก เมื่อความเย็นวาบผ่านกลางอก

นางหยุดมือทันที

เสี่ยวถังหันมา

“เป็นอะไร”

“เรียกอาจารย์ฉินให้ข้าที”

นางนั่งลงตามที่หมอสั่งไว้ ไม่พยายามดันปราณกลับ และไม่ส่งพลังเข้ากำไลเอง

อาจารย์ฉินมาถึงในเวลาไม่นาน เขาตรวจชีพจรแล้วนำฐานผลึกมาวางข้างตัว

“แรงสะเทือนจากพันธะ แต่ยังไม่มาก ข้าจะเปิดทางพักให้ อย่าช่วยส่งปราณ”

เยว่ซีพยักหน้า

แสงสีเงินจาง ๆ ปรากฏภายในผลึก ก่อนค่อย ๆ สงบลง

นางมองมันอย่างไม่อาจละสายตา

“เขาเจ็บหรือไม่เจ้าคะ”

“เรายังไม่รู้ รอฟังข่าวก่อน”

ครั้งนี้นางไม่ได้ลุกไปหาคำตอบด้วยตนเอง

เพียงจับมือเสี่ยวถังไว้แน่น แล้วค่อย ๆ นับลมหายใจ

⸻

เรือรักษากลับถึงชิงเสวียนก่อนค่ำ

ผู้ถูกกักทั้งห้าคนยังมีชีวิต

คนหนึ่งเสียปราณไปมาก อีกคนมีบาดแผลติดเชื้อ ส่วนหว่านเฉิงต้องให้น้ำยาและเฝ้าชีพจรตลอดทาง แต่ทุกคนถูกนำออกมาก่อนเตาเดินเต็มกำลัง

ซูหว่านชิงยืนรออยู่หน้าห้องพักโดยมีศิษย์หญิงประคอง

เมื่อเปลที่สามถูกยกเข้ามา นางก้าวตามไปหนึ่งก้าวแล้วหยุด

ชายบนเปลหันหน้ามา

ทั้งสองมองกันราวกับกำลังพยายามหาคนที่เคยรู้จักจากใบหน้าซึ่งเปลี่ยนไป

ท้ายที่สุดหว่านเฉิงก็ขยับริมฝีปาก

“พี่ขโมยลูกพลับข้า”

ซูหว่านชิงยกมือปิดปาก

หัวเราะออกมาพร้อมเสียงสะอื้น

“ข้าจะซื้อคืนให้”

“สองลูก”

“ทั้งตะกร้าเลย”

นางนั่งลงข้างเปลอย่างหมดแรง มือที่ยังขยับไม่คล่องวางทับมือน้องชายเบา ๆ

เยว่ซียืนอยู่ตรงประตู

นางไม่รู้ว่าตนร้องไห้ตั้งแต่เมื่อใด จนเสี่ยวถังยื่นผ้าให้แล้วกระซิบว่าอย่าใช้แขนเสื้อเช็ดหน้า

เยว่ซีรับผ้ามา ก่อนถอยออกให้หมอเข้าไป

คืนนี้ห้องนั้นไม่ต้องการคนยืนดูมากกว่านี้แล้ว

⸻

หลิงยวนลงจากเรือลำสุดท้าย

เยว่ซีรอเขาอยู่ข้างทางไปเรือนโอสถ

เมื่อเห็นนาง เขาก็ชะลอฝีเท้า

“ข้าได้ข่าวว่าเจ้ามีอาการ”

“อาจารย์ฉินดูให้แล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้ไม่เป็นอะไร”

สายตานางเลื่อนไปที่มือซ้ายของเขา

เขาไม่ได้ซ่อนไว้ด้านหลัง

“ข้อมือตึง ตอนปิดเตา”

คำตอบตรงไปตรงมาทำให้เยว่ซีคลายมือที่กำอยู่

“ข้ามารับท่านไปตรวจ”

“ข้ากำลังจะไป”

“เช่นนั้นไปด้วยกันเจ้าค่ะ”

นางยื่นมือไปจับชายแขนเสื้อเขา แต่คราวนี้หลิงยวนกลับยกมือขวาขึ้นให้นางจับแทน

เยว่ซีชะงัก

คนงานกำลังขนหีบยาผ่านด้านหลัง ศิษย์สองคนเดินสวนมา นางได้ยินเสียงทุกอย่างชัดเจนเกินไป

“ทางมืด” เขากล่าว

นางก้มมองโคมซึ่งแขวนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว

“เจ้าค่ะ”

เยว่ซีวางมือลงบนฝ่ามือเขา

ไม่มีใครพูดถึงเรื่องแสงสว่างอีก

⸻

คืนนั้น ผู้คุมสถานสงเคราะห์ที่ถูกจับให้การตรงกันว่าเซี่ยจิ้งเหิงไม่ได้อยู่ในเรือนตั้งแต่สามวันก่อน

เตาถูกตั้งให้เดินตามเวลา เขาจะส่งคนกลับมารับขวดแก้วหลังจบการทดลอง

ขวดนั้นใช้เก็บปราณที่ผ่านการบีบรวมแล้ว

หลิงยวนวางมันลงในกล่องหลักฐาน ก่อนรับข่าวจากผู้อาวุโสฝ่ายอาคมที่ยังตรวจสถานที่อยู่

นอกจากเตาทองแดง พวกเขาพบช่องส่งของขนาดเล็กใต้พื้น

อาคมในช่องถูกทำลายจากอีกฝั่งขณะเข้าช่วยคน ไม่มีสิ่งใดส่งกลับไปได้แล้ว เหลือเพียงแผ่นภาพบางส่วนติดอยู่ระหว่างรอยหิน

ภาพที่บันทึกด้วยอาคมเงา

“เป็นภาพจากที่ใด” เจ้าสำนักถาม

ศิษย์ผู้ส่งข่าวนำแผ่นนั้นวางบนโต๊ะ แล้วใช้ศิลาปราณแตะมุมที่ยังสมบูรณ์

แสงสั่นไหวเหนือผิวกระดาษ

ห้องไม้ปรากฏขึ้น

พื้นมีอักขระสีแดง ชายคนหนึ่งนั่งอยู่กลางวง มือจับไหล่เด็กหนุ่มซึ่งถือกระบี่ตรงหน้า

หลิงยวนยืนนิ่ง

ภาพไม่มีเสียง และขาดหายก่อนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อ

แต่ชายกลางวงคือหลินจิ้งเหยียน

เด็กหนุ่มผู้ถือกระบี่คือตัวเขาเอง

เจ้าสำนักหันมามองทันที

“ใครเห็นภาพนี้แล้วบ้าง”

“ข้ากับผู้อาวุโสฝ่ายอาคมขอรับ ยังไม่ได้ให้ผู้ใดดู”

หลิงยวนเอื้อมมือไปหยุดแสง

ปลายนิ้วเขาเย็นลงกว่าตอนปิดเตาเสียอีก

“ขอบแผ่นถูกตัดใหม่” เขากล่าว

เจ้าสำนักก้มตรวจ

จริงดังว่า รอยตัดยังเรียบ ไม่มีคราบเก่าจับอยู่เหมือนส่วนอื่น

มีคนเพิ่งแยกภาพนี้ออกจากแผ่นที่ใหญ่กว่า

และส่งส่วนที่เหลือผ่านช่องอาคมไปแล้ว

⸻

ไกลออกไป เซี่ยจิ้งเหิงวางขวดแก้วเปล่าลงบนโต๊ะ

“เสียไปทั้งห้าคนหรือ”

ผู้ติดตามก้มศีรษะ

“ชิงเสวียนพาไปหมดแล้วขอรับ เตาก็ถูกปิด”

เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมองแผ่นภาพที่เพิ่งส่งมาถึง

ในนั้น เด็กหนุ่มชุดขาวกำลังถอนกระบี่จากอกหลินจิ้งเหยียน

ไม่มีคำขอร้องก่อนหน้า

ไม่มีภาพอาคมที่กำลังคร่าชีวิตคนทั้งเมือง

มีเพียงเลือดบนคมกระบี่กับเด็กหญิงที่นอนอยู่ใกล้กัน

เซี่ยจิ้งเหิงแตะขอบภาพ

“อย่างน้อยก็ได้ของชิ้นนี้กลับมา”

“จะส่งให้หลินเยว่ซีหรือขอรับ”

“ยัง”

เขาดับแสงบนแผ่นภาพอย่างช้า ๆ

“ให้นางเชื่อใจเขามากกว่านี้ก่อน”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 68 — คนที่ยังไม่หลับ

    “หยุดคณะเดินทางทั้งสามก่อนถึงเรือนพัก” เจ้าสำนักชิงเสวียนวางคำให้การของเผยเหวินซูลงบนโต๊ะ ศิษย์หอวินัยรับตราคำสั่งแล้วออกไปทันที อีกสองคนแยกนำข่าวไปยังด่านใต้เขาและทางแยกฝั่งตะวันออก โม่หลิงยวนก้มมองชื่อบนกระดาษ เรือนรับรองชิงเหอ สถานที่พักสำหรับศิษย์ต่างสำนักซึ่งเดินทางมาร่วมงานประลอง อยู่ห่างจากตลาดใต้เขาออกไปไม่ถึงยี่สิบลี้ “ส่งคนไปตรวจจากภายนอกแล้วขอรับ” หัวหน้าหอวินัยรายงาน “หน้าประตูยังมีคนเฝ้า โรงครัวก่อไฟตามปกติ ไม่มีคณะศิษย์เข้าพักก่อนกำหนด” “คนงานเล่า” หลิงยวนถาม “ผู้ดูแลแจ้งไว้สิบสองคน” “ยืนยันว่าอยู่ที่ใดบ้าง อย่าให้ความสนใจเฉพาะห้องรับรอง” เจ้าสำนักเลื่อนภาพสะพานที่เผยเหวินซูเติมรายละเอียดมาให้ เสาหินสองต้น รอยร้าวใต้ฐานด้านขวา และทางน้ำใต้สะพานซึ่งลึกพอให้เรือเล็กลอดผ่าน “เขาระบุว่าของถูกส่งเข้าทางนี้” หลิงยวนมองข้อความอีกบรรทัด แผ่นรองพื้นไม่ได้ปูบนพื้น ทุกแผ่นติดอยู่ใต้เตียง “ให้คนเฝ้าปลายน้ำทั้งสองฝั่งด้วย” เขาหยิบกระบี่ขึ้น คราวนี้สิ่งที่พวกเขาต้องไปให้ถึงก่อน ไม่ใช่ขบวนรถ แต่เป็นเวลาที่คนในเรือนดับตะเกียงเข้านอน ⸻ หลินเยว่ซีพบเสิ่นซูเหอตรงทางเดิ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 67 — อย่าเปิดให้เสียงนั้น

    “นางบอกว่าครั้งนี้…หากข้าไม่ไป นางจะออกมาหาข้าเอง” เสิ่นซูเหอมองรอยประตูที่ศิษย์หนุ่มวาดบนโต๊ะ น้ำตรงส่วนอื่นเริ่มแห้งแล้ว แต่เส้นใต้ประตูยังเปียก ราวกับมีใครลากนิ้วซ้ำอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่มือของเขาวางอยู่บนตัก นางเลื่อนถ้วยออกจากรอยนั้นอย่างสงบ “เจ้าชื่ออะไร” ชายหนุ่มกะพริบตา “หลิวอันขอรับ” “หลิวอัน มองข้า ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ใด” “ชิงเสวียน” “ดี วางเท้าทั้งสองลงบนพื้น อย่ามองโต๊ะ” เขาทำตาม ทว่าดวงตายังเหลือบกลับไปหารอยน้ำ เสียงเคาะดังขึ้นสามครั้ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก ผู้คุมหน้าประตูหันขวับ เสียงไม่ได้มาจากด้านนอก มันดังจากใต้โต๊ะ เสิ่นซูเหอกดกระดาษยันต์ลงเหนือรอยประตู แสงอ่อนสว่างขึ้นทันที เสียงเคาะขาดหายไป แต่หลิวอันกลับสะดุ้งสุดตัว “อย่าปิด!” เขาพุ่งมือไปหากระดาษ เสิ่นซูเหอจับข้อมือไว้ ผู้คุมเข้าช่วยประคองไหล่โดยไม่กดเขาลงกับพื้น ชายหนุ่มดิ้น หอบจนคำพูดแตกเป็นช่วง “ท่านแม่อยู่ข้างใน…นางกลัวความมืด…” เสิ่นซูเหอสั่งผู้คุมอีกคนทันที “เชิญท่านเจ้าสำนักกับโม่หลิงยวนมา นำของที่มีอาคมออกจากห้องข้างเคียง แล้วปิดทางเดินนี้” ใต้แผ่นยันต์ รอยน้ำค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ⸻ เยว่

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 66 — วันนี้ข้านัดเจ้าไว้

    หลินเยว่ซีเพิ่งพบว่าการเดินลงเขาอาจยากกว่าการฝึกกระบี่โดยเฉพาะเมื่อโม่หลิงยวนจับมือนางมาตลอดทางศิษย์คู่แรกที่เดินสวนมาค้อมศีรษะตามปกติ คู่ถัดไปมองมือทั้งสองแล้วรีบก้มหน้า ส่วนคนสุดท้ายเดินผ่านไปแล้วถึงกับหันกลับมา จนเกือบชนต้นไม้ข้างทางเยว่ซีลองขยับนิ้วหลิงยวนก้มมอง“เจ็บหรือ”“มีคนมอง”เขาหันไปทางศิษย์ที่เพิ่งชนกิ่งไม้ คนผู้นั้นรีบยกแขนคารวะแล้วเดินเร็วกว่าเดิม“ตอนนี้ไม่มีแล้ว”เยว่ซีเม้มปาก“ท่านแก้ปัญหาเช่นนี้หรือ”“เจ้าต้องการให้ข้าปล่อย?”เขาคลายมือเล็กน้อย เปิดโอกาสให้นางดึงออกเยว่ซีกลับเป็นฝ่ายจับไว้หลิงยวนไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงรอยยิ้มตรงมุมปากของเขาทำให้นางอยากเหยียบรองเท้าคู่นั้นสักครั้ง⸻เสี่ยวถังวิ่งมาถึงประตูสำนักพร้อมป้ายอนุญาตออกนอกเขตงานช่วงเช้าส่งต่อเรียบร้อยแล้ว นางขอลงตลาดในเวลาพักตามข้อกำหนดของหอวินัย จึงไม่ได้แอบหนีเวร แต่เหตุผลที่บอกผู้ดูแลมีเพียงซื้อด้ายกับของใช้จ้าวเฉิงมองตะกร้าในมือเพื่อน“เจ้าจะซื้อด้ายจริงหรือ”“จริง”“แล้วเหตุใดต้องเดินหลบหลังข้า”“ศิษย์พี่โม่ยังอยู่ข้างหน้า”จ้าวเฉิงถอนหายใจข้างกันมีศิษย์หนุ่มจากเรือนครัวติดมาด้วย เขามีหน้าที่ซื้

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 65 — ราคาของคำตอบ

    “อย่าส่งหนังสือกลับฉางเยวี่ย”หานจิ้นพูดทันทีที่เจ้าสำนักชิงเสวียนเข้ามาในห้องสอบสวนแขนขวาของเขาถูกดามไว้ ห่วงผนึกปราณตรึงข้อมือทั้งสองกับโซ่บนโต๊ะ ใบหน้าที่เคยวางท่าสุภาพตอนผ่านด่านเหลือเพียงเหงื่อเย็นเจ้าสำนักนั่งลง“เจ้ากลัวผู้ใด”หานจิ้นเหลือบมองผู้จดคำให้การ ก่อนหันกลับมา“รองเจ้าสำนัก เฉินซู่”โม่หลิงยวนวางกระดาษที่พบในฝักกระบี่ตรงหน้าเขา“เขาสั่งให้เจ้ามาพบมู่เฉิงเจ๋อ?”“ใช่”“คำสั่งอยู่ที่ใด”“ข้าเผาแล้ว”“เช่นนั้นเริ่มจากสิ่งที่พิสูจน์ได้”หานจิ้นก้มมองข้อความด้านหลังกระดาษ ดวงตาหยุดตรงคำว่าเด็กสกุลหลิน“กระดาษนี้ข้าเขียนเอง แต่คำถามเป็นของเขา เขาต้องการรู้ว่าร่างของนางรับพลังต่างสายได้อย่างไร”หลิงยวนไม่ขยับ ทว่าสายตาเย็นลงจนหานจิ้นรีบพูดต่อ“ข้าไม่ได้รับคำสั่งให้จับนางในครั้งนี้!”“ครั้งนี้?”เสียงเจ้าสำนักทำให้เขาชะงักความเงียบยาวนานพอให้ได้ยินเสียงพู่กันลากผ่านกระดาษ“หากได้คำตอบ…เขาจะตัดสินใจอีกที”หลิงยวนเลื่อนบัญชีรายชื่อชาวบ้านไปทับคำร้อง“คนในบัญชีนี้ก็ถูกใช้หาคำตอบเดียวกันหรือ”หานจิ้นหลบตา“พวกเขามีเส้นปราณรับพลังได้มากกว่าคนธรรมดา ข้าเพียงตรวจว่า—”“หญิงคนหนึ่ง

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 64 — ผู้มาเลือกคน

    “เขาไม่ได้มารักษา…เขามาเลือกคน”หลินเยว่ซีเลื่อนถาดออกจากมือหญิงบนเตียง ก่อนเศษถ้วยจะบาดนิ้วที่กำลังสั่นธงด้านนอกถูกม้วนเก็บแล้ว แต่หญิงผู้นั้นยังจ้องหน้าต่าง ราวกับคนที่นางหวาดกลัวกำลังยืนอยู่อีกฟากเยว่ซีขยับไปบังช่องหน้าต่าง“คนถือธงเป็นศิษย์ของชิงเสวียนเจ้าค่ะ เขาเพียงขนของผ่านไป”หญิงผู้นั้นหายใจติดขัด“ลายนั้น…ข้าจำได้”“ข้าจะให้คนเก็บไว้ ท่านไม่ต้องรีบเล่า”ศิษย์หอวินัยมาถึงพร้อมเสิ่นซูเหอ เยว่ซีจึงถอยให้ผู้รักษาตรวจชีพจร ส่วนผู้จดคำให้การนั่งลงห่างจากเตียง ไม่วางธงให้นางเห็นซ้ำผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงผู้นั้นจึงยอมคลายมือจากผ้าห่ม“มันอยู่บนถุงใส่เข็มของเขา”“ท่านเห็นเขาทำอะไรบ้าง” เยว่ซีถาม“จับข้อมือเรา กดตรงคอ แล้วให้กลืนยา คนที่อาเจียนถูกแยกไปอีกห้อง”นางกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น“ข้าอาเจียน เขากลับหัวเราะ บอกว่าคนเช่นข้าหาได้ยาก”ปลายพู่กันหยุดไปชั่วขณะ“ท่านจำลักษณะของเขาได้หรือไม่” ศิษย์หอวินัยถาม“ผอม ไว้เคราสั้น…นิ้วนางมือขวางอไม่สุด ตอนจับคางข้า เขาใช้สามนิ้ว”เยว่ซีมองมือของหญิงผู้นั้นซึ่งยกขึ้นเลียนท่า“เขาพูดชื่อหรือเรียกใครหรือไม่เจ้าคะ”“คนเฝ้าประตูเรียกเขาว่าผู้ดูแลห

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 63 — ชีวิตที่เรียกคืนไม่ได้

    เข็มเล็กกดลงกลางแผ่นผนึกในห้องรักษาของสำนักชิงเสวียน ถานอันลืมตาโพลงลมหายใจขาดห้วง ร่างบนเตียงแอ่นขึ้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากจากข้างใน รอยอักขระใต้ชายโครงเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ก่อนเลือดจะซึมออกตามเส้นที่เคยแห้งแล้วเสิ่นซูเหอคว้าข้อมือเขาชีพจรเต้นเร็วขึ้นอย่างผิดปกติแล้วเสียงร้องจากห้องข้างกันก็ดังตามมาหนึ่งคนสองคนกระทั่งครบทั้งเจ็ดคนที่ถูกช่วยกลับมา“แจ้งเจ้าสำนัก ปิดเขตเรือนรักษา!”นางสั่งศิษย์หน้าประตู ก่อนดึงแผ่นผนึกกั้นปราณมาติดข้างเตียงแสงขาวกางขึ้นร่างถานอันหยุดกระตุกไปครู่หนึ่ง ทว่าเส้นแดงใต้ผิวกลับยิ่งชัดสิ่งที่อยู่ในตัวเขาไม่ได้พยายามหนีออกมาทางประตูมันกำลังถูกดึงผ่านรอยบนร่าง⸻โม่หลิงยวนออกจากห้องสอบสวนตั้งแต่เผยเหวินซูพูดจบคำเตือนถูกส่งล่วงหน้าไปแล้ว แต่เสียงระฆังจากเรือนรักษาดังขึ้นก่อนเขาจะไปถึงเมื่อก้าวผ่านประตู เขาเห็นเสิ่นซูเหอกำลังกดจุดบนไหล่ถานอัน ขณะที่อาจารย์ฉินย้ายจากเตียงหนึ่งไปอีกเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“เจ็ดคนเกิดอาการพร้อมกัน” เสิ่นซูเหอบอกทันที “ผนึกข้างเตียงกันสิ่งภายนอกได้ แต่หยุดแรงดึงในรอยไม่ได้”หลิงยวนคุกเข่าข้างเตียงเขาไม่ได้เต

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status