Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 16 — รอยต่อที่หายไป

Share

บทที่ 16 — รอยต่อที่หายไป

last update publish date: 2026-10-19 11:35:40

“ท่านลุงรู้หรือไม่ว่าเซี่ยจิ้งเหิงทำอะไรกับคนเหล่านั้น”

เยว่ซีถามทันที

เสิ่นซูเหอวางคีมลงข้างหมุดทองแดง

“เรื่องในหุบเขา เขารู้ แต่เรื่องเมืองหลินอัน ข้าไม่มีหลักฐานว่าเขาร่วมลงมือ”

“เซี่ยจิ้งเหิงออกจากหุบเขาเมื่อใดขอรับ” หลิงยวนถาม

“ก่อนเกิดเหตุหลินอันหลายปี เดิมเขามารักษาเส้นปราณที่เสื่อมเร็วกว่าปกติ มู่เฉิงเจ๋อเห็นว่าเขาอ่านอักขระโบราณได้ จึงให้ช่วยแปลตำราแลกกับการรักษา”

“ตำราประตูหรือ”

เสิ่นซูเหอพยักหน้า

“ตอนแรกเขาอยากมีชีวิตยืนยาว ต่อมาเริ่มถามว่าพลังอีกฟากของประตูจะทำให้ผู้ฝึกตนก้าวพ้นขีดจำกัดได้หรือไม่”

เยว่ซีนึกถึงคนที่สั่งแจกยาแก่ผู้ยากไร้ด้วยใบหน้าอ่อนโยน

ผู้ชายคนนั้นมีเวลาหลายปีให้เลือกหยุด

แต่เขากลับสร้างสถานสงเคราะห์ขึ้นมาครอบคลุมเส้นทางที่ใช้ตามหานาง

“แล้วท่านลุงต้องการสิ่งเดียวกับเขาหรือไม่เจ้าคะ”

“มู่เฉิงเจ๋อต้องการให้หุบเขาครอบครองประตู ส่วนเซี่ยจิ้งเหิงต้องการครอบครองสิ่งที่อยู่ข้างใน พวกเขาเคยทำงานร่วมกัน แต่ข้าไม่รู้ว่าปัจจุบันยังไว้ใจกันเพียงใด”

หลิงยวนห่อหมุดกลับอย่างระมัดระวัง

“ท่านรู้หรือไม่ว่าประตูต้องใช้คนอยู่ภายใน”

เสิ่นซูเหอเงียบไป

เยว่ซีหันมองเขาทันที

เขาจึงอธิบายสิ่งที่เผยเหวินซูเคยให้การ ว่าร่างของนางต้องเข้าไปในประตูด้วย ไม่ใช่เพียงส่งพลังให้มันเปิด

หญิงสูงวัยค่อย ๆ พยักหน้า

“คนที่ประคองปราณทั้งห้าได้ ต้องรักษาสมดุลอยู่ตรงกลางจนกว่าประตูจะปิด”

“ถ้าประตูไม่ปิดเล่าเจ้าคะ”

ไม่มีใครตอบทันที

เยว่ซีจึงเข้าใจ

คนข้างนอกอาจได้สิ่งที่ต้องการแล้วเดินจากไป

ส่วนคนข้างในต้องอยู่ต่อ

⸻

เรือของชิงเสวียนมาถึงหลังบ่ายคล้อย

ผู้อาวุโสฝ่ายอาคมลงมารับคำให้การกับหมุดทองแดง ก่อนแยกไปตรวจเหมืองพร้อมศิษย์ ส่วนหลิงยวนพาเยว่ซี เสิ่นซูเหอ และซ่งอวี้เหนียงกลับสำนักด้วยเรือที่มาใหม่

ผลึกของมู่เฉิงเจ๋อถูกฝากคืนผ่านถังเหยียนพร้อมใบรับส่ง

ไม่มีผู้ใดกลับไปเจรจาที่หุบเขาอีก

เมื่อยอดเขาชิงเสวียนปรากฏพ้นหมอก เยว่ซีเพิ่งรู้ว่าตนคิดถึงที่นี่เพียงใด

เสี่ยวถังยืนรออยู่ข้างลานรับเรือกับยายหวัง

ทันทีที่ลงถึงพื้น เพื่อนสาวก็เดินเข้ามาจับไหล่นางหมุนดูหนึ่งรอบ

“ครบ”

“อะไรครบ”

“แขนขา ข้าได้ยินว่าเจ้าไปหาญาติ แต่กลับได้ข่าวเรื่องหุบเขาจะกักคน”

“ข่าวมาถึงเร็วจัง”

“เร็วกว่าจดหมายเจ้า”

ยายหวังยื่นมือมาจับแก้มนาง

“ผอมลง”

เสี่ยวถังพยักหน้าอย่างจริงจัง

เยว่ซีมองทั้งสอง

“ข้าเพิ่งไปไม่กี่วันเองเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นคงหิว” ยายหวังตัดสิน “ไปกินข้าว”

คราวนี้เยว่ซีไม่เถียง

ก่อนเดินตามไป นางหันกลับมามองหลิงยวน

เขากำลังรับรายงานจากศิษย์หอวินัย แต่เมื่อรู้ตัวว่าถูกมองก็เงยหน้าขึ้น

เยว่ซีชี้ไปทางเรือนโอสถ

เขามองตาม ก่อนพยักหน้าให้นาง

เสี่ยวถังเห็นแล้วก้มเข้ามากระซิบ

“เดี๋ยวนี้เจ้าสั่งศิษย์พี่โม่ได้แล้วหรือ”

“ข้าเพียงเตือนให้ไปตรวจอาการ”

“ข้าก็ไม่ได้ถามว่าเจ้าสั่งเรื่องอะไร”

เยว่ซีเดินหนีทันที

⸻

เจ้าสำนักจัดห้องพักให้เสิ่นซูเหอใกล้เรือนโอสถ และให้ซ่งอวี้เหนียงอยู่ในเรือนรับรองอีกแห่งเพื่อบันทึกคำให้การ

คืนแรกผ่านไปโดยไม่มีการฝึก

คืนที่สองก็เช่นกัน

เสิ่นซูเหอกับอาจารย์ฉินตรวจผลึก ปรับอักขระ และทดลองรับปราณจากศิลาภายนอกหลายครั้งก่อนยอมให้เยว่ซีเข้าใกล้มัน

หลิงยวนต้องแสดงโครงสร้างผนึกส่วนที่เชื่อมกับตัวเขาให้หมอทั้งสองตรวจด้วย

นั่นทำให้เขาถูกสั่งงดงานที่ใช้ปราณต่อเนื่อง

“ข้ายังเขียนจดหมายได้” เขากล่าว

เสิ่นซูเหอไม่เงยหน้าจากผลึก

“เขียนได้ แต่ห้ามเขียนไปสามสิบฉบับแล้วอ้างว่านั่งพักมาตลอดวัน”

อาจารย์ฉินไอเบา ๆ เพื่อกลบเสียงหัวเราะ

เยว่ซีนั่งจดคำสั่งอยู่ข้างโต๊ะ นางขีดเส้นใต้ประโยคนั้นทันที

หลิงยวนเห็นปลายพู่กันของนางแล้วเงียบไป

⸻

วันที่สาม เสิ่นซูเหอจึงเรียกทั้งสองมาที่ห้องฝึกด้านใน

ผลึกจากเหมืองถูกเจียเป็นแผ่นแบน ฝังอยู่ในฐานทองแดงขนาดเท่าฝ่ามือ มีสายไหมสีขาวต่อจากฐานสองเส้น

เส้นหนึ่งวางข้างที่นั่งเยว่ซี

อีกเส้นอยู่ตรงหน้าหลิงยวน

“วันนี้เราจะยังไม่ถอดพันธะ” เสิ่นซูเหอกล่าว “ข้าจะเปิดทางให้แรงส่วนเกินไหลมาพักในผลึกก่อนถึงตัวเขา ครั้งแรกทำเพียงเล็กน้อย”

เยว่ซีมองสายไหม

“หากผลึกรับไม่ไหวเล่าเจ้าคะ”

“ข้าจะปิดทางทันที ผนึกเดิมยังอยู่”

อาจารย์ฉินเลื่อนแผ่นทองแดงสีแดงมาให้นาง

“หากต้องการหยุด วางมือลงบนแผ่นนี้ ไม่ต้องรอให้พูดไหว”

นางลองกดหนึ่งครั้ง

เสียงกระดิ่งดังขึ้น ประกายบนฐานผลึกดับทันที

เมื่อเห็นว่าหยุดได้จริง นางจึงผ่อนลมหายใจ

หลิงยวนนั่งลงตรงข้าม

เยว่ซีมองมือของเขาซึ่งวางอยู่ข้างสายไหม ก่อนถาม

“ท่านมีแผ่นหยุดหรือไม่เจ้าคะ”

อาจารย์ฉินชะงัก แล้วหยิบอีกแผ่นไปวางให้

เสิ่นซูเหอปรายตามองชายหนุ่ม

“ดี อย่างน้อยมีคนจำได้ว่าเขาก็เป็นคนไข้”

⸻

ช่วงแรกไม่ต่างจากการฝึกทั่วไป

เยว่ซีส่งปราณไม้ผ่านข้อมือช้า ๆ ความอุ่นเคลื่อนไปตามสายไหม เข้าสู่ผลึกจนเกิดแสงสีเขียวอยู่ภายใน

หนึ่งลมหายใจ

สองลมหายใจ

เมื่อถึงครั้งที่สาม ความเย็นบางอย่างพลันเลื่อนผ่านกลางอก

นางเกือบผลักมันกลับตามความเคยชิน แต่จำคำของหลิงยวนได้ จึงหยุดเพิ่มแรงแล้วปล่อยให้ลมหายใจดำเนินต่อ

เสิ่นซูเหอแตะเข็มลงที่ขอบฐาน

แสงสีเงินสายเล็กปรากฏในผลึก

มือของหลิงยวนขยับเล็กน้อย

เยว่ซีเห็นทันที

“เจ็บหรือเจ้าคะ”

“ตึงน้อยลง”

น้ำเสียงเขามีความประหลาดใจบางเบาที่นางไม่เคยได้ยิน

อาจารย์ฉินตรวจชีพจรแล้วพยักหน้าให้เสิ่นซูเหอ

นางจึงปรับเข็มต่ออีกเพียงนิดเดียว

ความเย็นในอกเยว่ซีคลายออก

พร้อมกันนั้น กลิ่นขนมดอกกุ้ยฮวาก็ลอยขึ้นมา

⸻

ไม่ใช่กลิ่นจากห้องฝึก

นางเห็นโต๊ะไม้ตัวหนึ่ง แจกันแตกร้าว และชายแขนเสื้อสีอ่อนซึ่งมีรอยไหม้เล็กน้อย

มือของตนเล็กกว่าที่ควรเป็น

บนฝ่ามือมีขนมอยู่ครึ่งชิ้น

“อันนี้ของท่าน”

คนตรงหน้ายื่นมือมารับ

เยว่ซีมองขึ้นไป เห็นใบหน้าหลิงยวนที่อ่อนเยาว์กว่าปัจจุบัน เขายืนอยู่ข้างโต๊ะเงียบ ๆ ส่วนเสียงหัวเราะของมารดาดังมาจากประตู

นางอยากหันไปมอง

อยากเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง

แต่ความร้อนเริ่มแล่นขึ้นแขน

ภาพโต๊ะไม้สั่นไหว ขอบแจกันเปลี่ยนเป็นสีแดง

เยว่ซีกำมือแน่น แล้วค่อย ๆ คลายออก

นางวางฝ่ามือลงบนแผ่นทองแดง

เสียงกระดิ่งดังขึ้น

ทุกอย่างดับวูบ

⸻

เมื่อลืมตา เยว่ซียังนั่งอยู่ที่เดิม

สายไหมถูกนำออกจากข้อมือแล้ว เสิ่นซูเหอกำลังตรวจตานาง ส่วนอาจารย์ฉินวางผ้าเย็นลงบนต้นแขน

หลิงยวนไม่ได้ขยับเข้ามาจับตัว

เขารอจนหมอพยักหน้า จึงถาม

“เห็นอะไร”

เยว่ซีมองเขาอยู่นาน

“ขนมเจ้าค่ะ”

ปลายนิ้วของเขาหยุดนิ่ง

“ข้ายื่นขนมให้ท่าน ตอนนั้นท่านยังเด็กกว่านี้ ท่านแม่อยู่ตรงประตู”

นางยกมือกดอกตนเอง

“มันเหมือนอยู่ตรงนั้นจริง ๆ”

เสิ่นซูเหอเก็บเข็ม

“ความทรงจำส่วนหนึ่งคลายตามแรงที่ผนึกรับไว้ ข้าต้องปรับทางพักใหม่ให้แยกจากส่วนนี้มากขึ้น”

“ข้าทำผิดหรือไม่เจ้าคะ”

“ไม่ เจ้าหยุดได้ก่อนร่างกายรับไม่ไหว”

เยว่ซีมองแผ่นทองแดง

นางเกือบไม่หยุดแล้ว

เพียงอีกนิดเดียวอาจได้เห็นหน้ามารดา

ความคิดนั้นทำให้น้ำตาเอ่อขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว

หลิงยวนเลื่อนผ้าสะอาดมาให้

“ข้าจำวันนั้นได้”

นางรับผ้า แต่ยังมองเขา

“ท่านแม่พูดว่าอะไรเจ้าคะ”

เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“นางบอกให้เจ้าไปล้างมือ เพราะเจ้ากำหมากแล้วมาจับขนม”

เยว่ซีหัวเราะทั้งที่น้ำตายังคลอ

ภาพที่เพิ่งเห็นจึงมีต่ออีกนิดหนึ่ง

แม้จะเป็นเพียงเรื่องล้างมือก็ตาม

⸻

หลังพักจนชีพจรกลับเป็นปกติ เยว่ซีนั่งอยู่ใต้ชายคาเรือนโอสถ

หลิงยวนออกมาพร้อมถ้วยน้ำสองใบ

เขาวางใบหนึ่งให้นาง ก่อนนั่งห่างออกไปเพียงช่วงแขน

“วันนี้ได้ผลหรือไม่เจ้าคะ”

“ได้”

“แต่ข้าหยุดกลางทาง”

“ผลึกรับแรงไว้ได้ และเจ้าหยุดเองได้ ทั้งสองอย่างสำคัญ”

เยว่ซีก้มมองข้อมือเขา

รอยสีเงินยังอยู่ แต่มันจางกว่าตอนอยู่ในโรงเตี๊ยม

“ข้าดูได้หรือไม่”

เขายื่นมือมา

นางใช้นิ้วแตะใต้รอยนั้นเบา ๆ ผิวเขาไม่ได้เย็นจัดเหมือนคืนก่อนแล้ว

เยว่ซีเผลอจับไว้นานเกินกว่าจำเป็น

เมื่อรู้ตัวจึงรีบปล่อย แต่เขากลับพลิกมือรองปลายนิ้วนางไว้ก่อน

“มือเจ้ายังเย็น”

“เพิ่งใช้ผ้าเย็นเช็ดแขนเจ้าค่ะ”

“อืม”

เขารับคำ แต่ไม่ได้ปล่อยทันที

เยว่ซีมองมือทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มลงดื่มน้ำด้วยมืออีกข้าง

น้ำในถ้วยอุ่นเกินไปนิดหนึ่ง

ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่กล้าเงยหน้า

⸻

เย็นวันเดียวกัน ลั่วชิงเหยาได้รับอนุญาตให้พบเผยเหวินซูต่อหน้าศิษย์หอวินัย

นางเป็นผู้ขอพบเพื่อสอบถามเรื่องที่เขาเคยใช้นางรับรองหีบหนังสือ เจ้าหน้าที่จึงบันทึกทุกคำพูดและนั่งอยู่ห่างเพียงสองก้าว

เผยเหวินซูสวมชุดเรียบ ไม่มีเครื่องประดับ ข้อมือมีวงอาคมกดปราณอยู่

เมื่อเห็นนาง เขาก็ลุกขึ้น

“ชิงเหยา”

“เจ้ารู้ตั้งแต่แรกหรือไม่ว่าในหีบมีสมุดที่ไม่ควรอยู่”

“รู้”

คำตอบทำให้นางกำมือในแขนเสื้อ

“แล้วเหตุใดไม่บอกข้า”

“เพราะถ้าบอก เจ้าคงไม่ลงชื่อ”

ลั่วชิงเหยามองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ

นางเตรียมคำถามมามากมาย แต่ไม่เคยคิดว่าเขาจะยอมรับง่ายดายเช่นนี้

“เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ”

เผยเหวินซูมองหน้านาง

“ข้าคิดว่าเจ้าอยากให้โม่หลิงยวนเห็นว่าเยว่ซีนำเรื่องยุ่งยากมาให้ และข้าใช้สิ่งนั้น”

ศิษย์ผู้จดคำให้การเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนเขียนต่อ

ลั่วชิงเหยาหน้าซีด

เขาพูดความคิดที่นางไม่เคยยอมรับออกมาต่อหน้าคนอื่น

นางลุกขึ้นทันที

“ข้าไม่มีอะไรจะถามแล้ว”

เผยเหวินซูไม่ได้รั้ง

แต่ก่อนนางถึงประตู เขากลับกล่าวขึ้น

“ครั้งหน้า หากมีใครเสนอสิ่งที่เจ้าต้องการง่ายเกินไป อย่าเพิ่งรับ”

นางหันกลับ

“เช่นเจ้าหรือ”

“ใช่”

ลั่วชิงเหยาเดินออกไปโดยไม่ตอบ

เมื่อประตูปิด เผยเหวินซูจึงนั่งลงช้า ๆ

เขาเสียความไว้ใจของนางไปแล้ว

ทว่าการยอมรับผิดบางส่วน อย่างน้อยก็ทำให้นางยอมฟังคำสุดท้ายจนจบ

⸻

ศิษย์หอวินัยกำลังจะเก็บกระดาษ เผยเหวินซูก็เรียกไว้

“ข้าขอพบคนสอบสวน”

“เรื่องใด”

“เตารับปราณของเซี่ยจิ้งเหิง”

ศิษย์ผู้นั้นหยุดมือ

“เหตุใดเพิ่งนึกออก”

“ข้าไม่ได้เพิ่งนึกออก ข้าเพิ่งคิดว่าถ้าเขาทำสำเร็จ ต่อให้ข้าได้ออกจากที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์”

ครึ่งชั่วยามต่อมา หลิงยวนเข้ามาพร้อมเจ้าหน้าที่สอบสวน

เขาวางภาพหมุดทองแดงบนโต๊ะ

เผยเหวินซูมองมัน ก่อนหัวเราะเบา ๆ อย่างไร้อารมณ์ขัน

“พวกท่านหาเจอแล้ว”

“เจ้ารู้อะไร”

“เตาไม่ได้ใช้เพียงหลอมยา มันใช้เก็บแรงที่จะกระแทกประตู เมื่อก่อนเซี่ยจิ้งเหิงมีคนไม่พอ จึงส่งปราณเข้าไปทีละสาย”

“ตอนนี้เล่า”

“เขาต้องการคนห้าสายมาประคองมันครั้งเดียว”

หลิงยวนมองเขาโดยไม่พูด

เผยเหวินซูจึงกล่าวต่อ

“ข้ารู้ที่ตั้งเตาแห่งหนึ่ง และรู้วันเดินเตา แต่ขอให้บันทึกว่าข้าเป็นผู้แจ้งก่อนเกิดเหตุ”

“จะบันทึกตามจริง”

หลิงยวนเลื่อนกระดาษเปล่าให้

ไม่มีคำสัญญาปล่อยตัว

คราวนี้เผยเหวินซูไม่ได้ต่อรองเพิ่ม

เขาหยิบพู่กันแล้วเริ่มวาด

⸻

คืนนั้น เยว่ซีได้รับอนุญาตให้ดูภาพอาคมซึ่งคัดมาจากห้องใต้เมืองหลินอัน

เสิ่นซูเหอต้องการให้นางเริ่มรู้จักเส้นทางปราณของตน จึงอธิบายด้วยภาพง่าย ๆ ก่อนวางภาพประตูไว้ด้านข้างเพื่อชี้ส่วนที่ต่างกัน

เยว่ซีมองร่องทั้งห้าซึ่งวนเข้าหาช่องกลาง

นางใช้นิ้วไล่ตามเส้นหนึ่ง แล้วหยุด

“ตรงนี้หายไปหรือเจ้าคะ”

เสิ่นซูเหอหันมาดู

“อะไรหาย”

“ทางกลับ”

หญิงสูงวัยขยับเข้ามาใกล้

เยว่ซีชี้ภาพฝึกของตนก่อน

“ท่านบอกว่าหลังส่งปราณออก ต้องมีทางให้มันไหลต่อหรือคลายออก ไม่อย่างนั้นจะอัดกลับเหมือนอาคมสูบน้ำในเหมือง แต่ภาพประตูนี้มีแต่ทางเข้า”

“อาจอยู่ในส่วนที่คัดมาไม่ครบ”

“ถ้าเช่นนั้นเราต้องตรวจให้แน่ก่อนใช่หรือไม่เจ้าคะ”

เสิ่นซูเหอไม่ตอบทันที

นางดึงภาพทั้งหมดมาวางเรียง แยกส่วนฐาน เสา และวงอาคมด้านหลังออกจากกัน

ยิ่งตรวจ ใบหน้ายิ่งเคร่งเครียด

ประตูที่นางเคยเห็นในตำราเก่ามีทางคืนปราณอยู่ด้านล่าง

แต่ภาพที่หลิงยวนนำกลับมาไม่มี

เสิ่นซูเหอลุกขึ้น

“เรียกหลิงยวนมา”

⸻

เขามาถึงพร้อมแผนที่จากเผยเหวินซู

เสิ่นซูเหอชี้จุดที่เยว่ซีสังเกตให้ดู แล้วถามว่าได้ตรวจฐานประตูด้วยตนเองหรือไม่

“ตรวจแล้ว”

“มีร่องต่อออกจากช่องกลางหรือไม่”

หลิงยวนนึกถึงพื้นหินใต้เท้าผู้ถูกบังคับให้ยืนรับปราณ

“ไม่มี มีรอยอุดด้วยโลหะใหม่”

เสิ่นซูเหอกดฝ่ามือลงบนโต๊ะ

“เขาเปลี่ยนแบบ”

เยว่ซีรู้สึกว่าหัวใจเต้นช้าลง

“ถ้าคนเข้าไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ”

“พลังจะถูกดึงออกไปเรื่อย ๆ จนไม่มีเหลือให้รักษาตัวเอง ต่อให้ประตูปิด คนข้างในก็ออกมาไม่ได้”

หลิงยวนวางแผนที่ลงข้างภาพอาคม

จุดสีแดงอยู่ที่สถานสงเคราะห์ริมแม่น้ำแห่งหนึ่งซึ่งยังไม่ถูกปิด

ใต้จุดนั้น เผยเหวินซูเขียนเวลาไว้ชัดเจน

ยามจื่อ คืนพรุ่งนี้

เยว่ซีอ่านแล้วเงยหน้า

“แต่มันยังไม่มีข้า เขาจะเดินเตาได้อย่างไร”

หลิงยวนเลื่อนคำให้การอีกแผ่นมาให้

รายชื่อคนห้าคนถูกเขียนแยกตามสายปราณ

ชื่อหนึ่งอยู่ในรายชื่อผู้สูญหายที่ซูหว่านชิงเคยขอให้สำนักช่วยค้นหา

น้องชายของนาง

เสิ่นซูเหอมองภาพประตูอีกครั้ง แล้วกล่าวเสียงต่ำ

“เขายังเปิดประตูจริงไม่ได้”

หลิงยวนหยิบกระบี่ขึ้นจากข้างโต๊ะ

“แต่เขากำลังจะลองว่าคนห้าคน ตายแทนคนเดียวได้หรือไม่”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 68 — คนที่ยังไม่หลับ

    “หยุดคณะเดินทางทั้งสามก่อนถึงเรือนพัก” เจ้าสำนักชิงเสวียนวางคำให้การของเผยเหวินซูลงบนโต๊ะ ศิษย์หอวินัยรับตราคำสั่งแล้วออกไปทันที อีกสองคนแยกนำข่าวไปยังด่านใต้เขาและทางแยกฝั่งตะวันออก โม่หลิงยวนก้มมองชื่อบนกระดาษ เรือนรับรองชิงเหอ สถานที่พักสำหรับศิษย์ต่างสำนักซึ่งเดินทางมาร่วมงานประลอง อยู่ห่างจากตลาดใต้เขาออกไปไม่ถึงยี่สิบลี้ “ส่งคนไปตรวจจากภายนอกแล้วขอรับ” หัวหน้าหอวินัยรายงาน “หน้าประตูยังมีคนเฝ้า โรงครัวก่อไฟตามปกติ ไม่มีคณะศิษย์เข้าพักก่อนกำหนด” “คนงานเล่า” หลิงยวนถาม “ผู้ดูแลแจ้งไว้สิบสองคน” “ยืนยันว่าอยู่ที่ใดบ้าง อย่าให้ความสนใจเฉพาะห้องรับรอง” เจ้าสำนักเลื่อนภาพสะพานที่เผยเหวินซูเติมรายละเอียดมาให้ เสาหินสองต้น รอยร้าวใต้ฐานด้านขวา และทางน้ำใต้สะพานซึ่งลึกพอให้เรือเล็กลอดผ่าน “เขาระบุว่าของถูกส่งเข้าทางนี้” หลิงยวนมองข้อความอีกบรรทัด แผ่นรองพื้นไม่ได้ปูบนพื้น ทุกแผ่นติดอยู่ใต้เตียง “ให้คนเฝ้าปลายน้ำทั้งสองฝั่งด้วย” เขาหยิบกระบี่ขึ้น คราวนี้สิ่งที่พวกเขาต้องไปให้ถึงก่อน ไม่ใช่ขบวนรถ แต่เป็นเวลาที่คนในเรือนดับตะเกียงเข้านอน ⸻ หลินเยว่ซีพบเสิ่นซูเหอตรงทางเดิ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 67 — อย่าเปิดให้เสียงนั้น

    “นางบอกว่าครั้งนี้…หากข้าไม่ไป นางจะออกมาหาข้าเอง” เสิ่นซูเหอมองรอยประตูที่ศิษย์หนุ่มวาดบนโต๊ะ น้ำตรงส่วนอื่นเริ่มแห้งแล้ว แต่เส้นใต้ประตูยังเปียก ราวกับมีใครลากนิ้วซ้ำอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่มือของเขาวางอยู่บนตัก นางเลื่อนถ้วยออกจากรอยนั้นอย่างสงบ “เจ้าชื่ออะไร” ชายหนุ่มกะพริบตา “หลิวอันขอรับ” “หลิวอัน มองข้า ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ใด” “ชิงเสวียน” “ดี วางเท้าทั้งสองลงบนพื้น อย่ามองโต๊ะ” เขาทำตาม ทว่าดวงตายังเหลือบกลับไปหารอยน้ำ เสียงเคาะดังขึ้นสามครั้ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก ผู้คุมหน้าประตูหันขวับ เสียงไม่ได้มาจากด้านนอก มันดังจากใต้โต๊ะ เสิ่นซูเหอกดกระดาษยันต์ลงเหนือรอยประตู แสงอ่อนสว่างขึ้นทันที เสียงเคาะขาดหายไป แต่หลิวอันกลับสะดุ้งสุดตัว “อย่าปิด!” เขาพุ่งมือไปหากระดาษ เสิ่นซูเหอจับข้อมือไว้ ผู้คุมเข้าช่วยประคองไหล่โดยไม่กดเขาลงกับพื้น ชายหนุ่มดิ้น หอบจนคำพูดแตกเป็นช่วง “ท่านแม่อยู่ข้างใน…นางกลัวความมืด…” เสิ่นซูเหอสั่งผู้คุมอีกคนทันที “เชิญท่านเจ้าสำนักกับโม่หลิงยวนมา นำของที่มีอาคมออกจากห้องข้างเคียง แล้วปิดทางเดินนี้” ใต้แผ่นยันต์ รอยน้ำค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ⸻ เยว่

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 66 — วันนี้ข้านัดเจ้าไว้

    หลินเยว่ซีเพิ่งพบว่าการเดินลงเขาอาจยากกว่าการฝึกกระบี่โดยเฉพาะเมื่อโม่หลิงยวนจับมือนางมาตลอดทางศิษย์คู่แรกที่เดินสวนมาค้อมศีรษะตามปกติ คู่ถัดไปมองมือทั้งสองแล้วรีบก้มหน้า ส่วนคนสุดท้ายเดินผ่านไปแล้วถึงกับหันกลับมา จนเกือบชนต้นไม้ข้างทางเยว่ซีลองขยับนิ้วหลิงยวนก้มมอง“เจ็บหรือ”“มีคนมอง”เขาหันไปทางศิษย์ที่เพิ่งชนกิ่งไม้ คนผู้นั้นรีบยกแขนคารวะแล้วเดินเร็วกว่าเดิม“ตอนนี้ไม่มีแล้ว”เยว่ซีเม้มปาก“ท่านแก้ปัญหาเช่นนี้หรือ”“เจ้าต้องการให้ข้าปล่อย?”เขาคลายมือเล็กน้อย เปิดโอกาสให้นางดึงออกเยว่ซีกลับเป็นฝ่ายจับไว้หลิงยวนไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงรอยยิ้มตรงมุมปากของเขาทำให้นางอยากเหยียบรองเท้าคู่นั้นสักครั้ง⸻เสี่ยวถังวิ่งมาถึงประตูสำนักพร้อมป้ายอนุญาตออกนอกเขตงานช่วงเช้าส่งต่อเรียบร้อยแล้ว นางขอลงตลาดในเวลาพักตามข้อกำหนดของหอวินัย จึงไม่ได้แอบหนีเวร แต่เหตุผลที่บอกผู้ดูแลมีเพียงซื้อด้ายกับของใช้จ้าวเฉิงมองตะกร้าในมือเพื่อน“เจ้าจะซื้อด้ายจริงหรือ”“จริง”“แล้วเหตุใดต้องเดินหลบหลังข้า”“ศิษย์พี่โม่ยังอยู่ข้างหน้า”จ้าวเฉิงถอนหายใจข้างกันมีศิษย์หนุ่มจากเรือนครัวติดมาด้วย เขามีหน้าที่ซื้

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 65 — ราคาของคำตอบ

    “อย่าส่งหนังสือกลับฉางเยวี่ย”หานจิ้นพูดทันทีที่เจ้าสำนักชิงเสวียนเข้ามาในห้องสอบสวนแขนขวาของเขาถูกดามไว้ ห่วงผนึกปราณตรึงข้อมือทั้งสองกับโซ่บนโต๊ะ ใบหน้าที่เคยวางท่าสุภาพตอนผ่านด่านเหลือเพียงเหงื่อเย็นเจ้าสำนักนั่งลง“เจ้ากลัวผู้ใด”หานจิ้นเหลือบมองผู้จดคำให้การ ก่อนหันกลับมา“รองเจ้าสำนัก เฉินซู่”โม่หลิงยวนวางกระดาษที่พบในฝักกระบี่ตรงหน้าเขา“เขาสั่งให้เจ้ามาพบมู่เฉิงเจ๋อ?”“ใช่”“คำสั่งอยู่ที่ใด”“ข้าเผาแล้ว”“เช่นนั้นเริ่มจากสิ่งที่พิสูจน์ได้”หานจิ้นก้มมองข้อความด้านหลังกระดาษ ดวงตาหยุดตรงคำว่าเด็กสกุลหลิน“กระดาษนี้ข้าเขียนเอง แต่คำถามเป็นของเขา เขาต้องการรู้ว่าร่างของนางรับพลังต่างสายได้อย่างไร”หลิงยวนไม่ขยับ ทว่าสายตาเย็นลงจนหานจิ้นรีบพูดต่อ“ข้าไม่ได้รับคำสั่งให้จับนางในครั้งนี้!”“ครั้งนี้?”เสียงเจ้าสำนักทำให้เขาชะงักความเงียบยาวนานพอให้ได้ยินเสียงพู่กันลากผ่านกระดาษ“หากได้คำตอบ…เขาจะตัดสินใจอีกที”หลิงยวนเลื่อนบัญชีรายชื่อชาวบ้านไปทับคำร้อง“คนในบัญชีนี้ก็ถูกใช้หาคำตอบเดียวกันหรือ”หานจิ้นหลบตา“พวกเขามีเส้นปราณรับพลังได้มากกว่าคนธรรมดา ข้าเพียงตรวจว่า—”“หญิงคนหนึ่ง

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 64 — ผู้มาเลือกคน

    “เขาไม่ได้มารักษา…เขามาเลือกคน”หลินเยว่ซีเลื่อนถาดออกจากมือหญิงบนเตียง ก่อนเศษถ้วยจะบาดนิ้วที่กำลังสั่นธงด้านนอกถูกม้วนเก็บแล้ว แต่หญิงผู้นั้นยังจ้องหน้าต่าง ราวกับคนที่นางหวาดกลัวกำลังยืนอยู่อีกฟากเยว่ซีขยับไปบังช่องหน้าต่าง“คนถือธงเป็นศิษย์ของชิงเสวียนเจ้าค่ะ เขาเพียงขนของผ่านไป”หญิงผู้นั้นหายใจติดขัด“ลายนั้น…ข้าจำได้”“ข้าจะให้คนเก็บไว้ ท่านไม่ต้องรีบเล่า”ศิษย์หอวินัยมาถึงพร้อมเสิ่นซูเหอ เยว่ซีจึงถอยให้ผู้รักษาตรวจชีพจร ส่วนผู้จดคำให้การนั่งลงห่างจากเตียง ไม่วางธงให้นางเห็นซ้ำผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงผู้นั้นจึงยอมคลายมือจากผ้าห่ม“มันอยู่บนถุงใส่เข็มของเขา”“ท่านเห็นเขาทำอะไรบ้าง” เยว่ซีถาม“จับข้อมือเรา กดตรงคอ แล้วให้กลืนยา คนที่อาเจียนถูกแยกไปอีกห้อง”นางกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น“ข้าอาเจียน เขากลับหัวเราะ บอกว่าคนเช่นข้าหาได้ยาก”ปลายพู่กันหยุดไปชั่วขณะ“ท่านจำลักษณะของเขาได้หรือไม่” ศิษย์หอวินัยถาม“ผอม ไว้เคราสั้น…นิ้วนางมือขวางอไม่สุด ตอนจับคางข้า เขาใช้สามนิ้ว”เยว่ซีมองมือของหญิงผู้นั้นซึ่งยกขึ้นเลียนท่า“เขาพูดชื่อหรือเรียกใครหรือไม่เจ้าคะ”“คนเฝ้าประตูเรียกเขาว่าผู้ดูแลห

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 63 — ชีวิตที่เรียกคืนไม่ได้

    เข็มเล็กกดลงกลางแผ่นผนึกในห้องรักษาของสำนักชิงเสวียน ถานอันลืมตาโพลงลมหายใจขาดห้วง ร่างบนเตียงแอ่นขึ้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากจากข้างใน รอยอักขระใต้ชายโครงเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ก่อนเลือดจะซึมออกตามเส้นที่เคยแห้งแล้วเสิ่นซูเหอคว้าข้อมือเขาชีพจรเต้นเร็วขึ้นอย่างผิดปกติแล้วเสียงร้องจากห้องข้างกันก็ดังตามมาหนึ่งคนสองคนกระทั่งครบทั้งเจ็ดคนที่ถูกช่วยกลับมา“แจ้งเจ้าสำนัก ปิดเขตเรือนรักษา!”นางสั่งศิษย์หน้าประตู ก่อนดึงแผ่นผนึกกั้นปราณมาติดข้างเตียงแสงขาวกางขึ้นร่างถานอันหยุดกระตุกไปครู่หนึ่ง ทว่าเส้นแดงใต้ผิวกลับยิ่งชัดสิ่งที่อยู่ในตัวเขาไม่ได้พยายามหนีออกมาทางประตูมันกำลังถูกดึงผ่านรอยบนร่าง⸻โม่หลิงยวนออกจากห้องสอบสวนตั้งแต่เผยเหวินซูพูดจบคำเตือนถูกส่งล่วงหน้าไปแล้ว แต่เสียงระฆังจากเรือนรักษาดังขึ้นก่อนเขาจะไปถึงเมื่อก้าวผ่านประตู เขาเห็นเสิ่นซูเหอกำลังกดจุดบนไหล่ถานอัน ขณะที่อาจารย์ฉินย้ายจากเตียงหนึ่งไปอีกเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“เจ็ดคนเกิดอาการพร้อมกัน” เสิ่นซูเหอบอกทันที “ผนึกข้างเตียงกันสิ่งภายนอกได้ แต่หยุดแรงดึงในรอยไม่ได้”หลิงยวนคุกเข่าข้างเตียงเขาไม่ได้เต

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status