FAZER LOGIN...วันนี้เบลวิ่งรอบสนามนระยะสี่ร้อยเมตรครบยี่สิบรอบได้ในเวลาที่ผู้เป็นพ่อกำหนดไว้ให้
...ขณะที่เท้ากำลังผ่อนความเร็วลงนั้นตาเหมือนจะมองไปเห็นใครคนหนึ่งเดินมาหาผู้เป็นพ่อและพูดคุยกัน จนเธอวิ่งมาถึงจุดที่ทั้งสองยืนคุยกันจึงได้รู้ว่าคนที่กำลังคุยกับพ่อคืออาจารย์ที่โรงเรียน
“คืออย่างที่บอกแหละครับว่าผู้อำนวยการสนับสนุนเต็มที่ที่จะให้เบญรดาได้เข้าคัดเลือกนักกีฬาซีเกมส์ครั้งต่อไป ถ้าผ่านการคัดเลือกจะทำให้ทางโรงเรียนมีโอกาสได้รับงบประมาณสนับสนุนกีฬาเพิ่มด้วยน่ะครับ ผู้อำนวยการเลยมอบหมายให้ผมมาคุยกับท่านดูน่ะครับ”
...อาจารย์ซึ่งมีตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการของโรงเรียนที่เบญรดากำลังเรียนอยู่พูดกับพ่อของเธอด้วยท่าทางอ่อนน้อม เพราะรู้จักกันดีว่าพ่อมีตำแหน่งระดับนายพล และเพราะความตงฉินของพ่อก็ยิ่งทำให้ทุกคนให้ความยำเกรงมากขึ้นไปอีก
...เบลได้แต่ยืนหอบแฮ็กๆ และฟังผู้ใหญ่ทั้งสองคุยกัน
“คือถ้าผมไม่มีแผนอื่นไว้ก่อนนี้ผมก็พร้อมจะสนับสนุนเต็มที่เหมือนกันนะครับ แต่นี่ตามแผนแล้วเวลามันประจวบเหมาะกับที่ยายเบลจะเข้าสอบคัดเลือกเข้าเรียนนายร้อยหญิงซึ่งผมคาดหวังไว้สูงมาก ที่นี้เมื่อเรื่องสำคัญสองเรื่องมันชนกันก็ต้องขออนุญาตให้ผมได้ทำตามแผนที่วางไว้ให้เขาเถอะนะครับอาจารย์”
...นายพลตฤณตอบอย่างสุภาพกลับไป
...อาจารย์พยักหน้าเข้าใจและยิ้มเฝื่อนๆ เพราะเสียดายโอกาสที่ทางโรงเรียนจะได้รับทั้งชื่อเสียงและงบประมาณด้านกีฬา แต่ก็ต้องยอมรับตามที่ผู้ปกครองว่ากล่าวมา
...เบลได้แต่ยืนฟังแล้วทำตาปริบๆ จนอาจารย์หันมามองเธอ เบลรีบยกมือไหว้ทำความเคารพอาจารย์
“เสียดายเนาะเบญรดา ผู้อำนวยการคิดว่าถ้าเธอได้เข้าคัดตัวนักกีฬาซีเกมส์ยังไงก็ต้องผ่านแน่ๆ แต่ฟังคุณพ่อพูดแล้วครูก็ดีใจนะที่คุณพ่อจะผลักดันให้เข้าสอบนายร้อยหญิง อื่มมมม!!! ถ้าสอบผ่านนี่เก่งมากเลยล่ะ”
...อาจารย์แสดงความเสียดายแต่ก็ชื่นชมและให้กำลังใจแถมยกนิ้วโป้งให้เธอ เบลได้แต่ยิ้มรับโค้งคำนับขอบคุณให้อาจารย์ เพราะเธอพูดไม่ค่อยเก่งไม่ทราบว่าต้องพูดอะไรต่อแต่แอบคิดถึงคำที่พ่อบอกอาจารย์ว่าคาดหวังไว้สูงมาก คำนี้ช่างท้าทายชีวิตเธอจริงๆ
...................
...จังหวัดเชียงใหม่ขณะนี้เป็นช่วงรอยต่อฤดูกาลปลายฝนต้นหนาว ฟาร์มกล้วยไม้ขนาดใหญ่ในหุบเขาแห่งหนึ่งของพื้นที่อำเภอจอมทองกินพื้นที่นับร้อยไร่จนหุบเขาทั้งหุบเต็มไปด้วยดอกกล้วยไม้หลากสีหลากชนิดแม้บางช่วงจะมีแสลนปิดกั้นน้ำฝนเพื่อป้องกันเชื้อราแต่มีกล้วยไม้บางประเภทที่ชอบน้ำฝนและไม่ต้องใช้แสลนขึงปิดด้านบนจึงทำให้เห็นสีสันสวยงามของดอกกล้วยไม้ที่แข่งกันบานไปจนสุดหูสุดตา
...บ้านไม้สักหลังใหญ่หลังหนึ่งที่ปลูกอยู่ริมหน้าผาดูโดดเด่นโอ่อ่าและสวยหรูแบบล้านนาบ่งบอกถึงฐานะเจ้าของเป็นอย่างดี แต่ขณะนี้มีผู้สูงอายุสองคนนั่งหน้าเครียดอยู่ตรงระเบียงบ้านไม้สักหลังนี้
“เฮ้อออออ!!! คงต้องให้ลูกกลับมาแล้วล่ะ เพราะดูๆ แล้วคงยิ่งดิ่งลงเหวแหละคุณ!!”
...เสียงหญิงวัยหกสิบกว่าเอ่ยกับชายวัยไล่เลี่ยกัน
...เธอคือแม่เลี้ยงฟองจันทร์และพ่อเลี้ยงสิทธิชัย สองสามีภรรยาเจ้าของฟาร์มกล้วยไม้แห่งนี้และทำธุรกิจส่งออกดอกกล้วยไม้มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่ตอนนี้ธุรกิจเกิดข้อผิดพลาดบางอย่างจำต้องทำให้ธุรกิจที่อยู่ภายใต้บริษัทของทั้งสองท่านกำลังจะไปไม่รอด
...สองสามีภรรยาสูงวัยนั่งปรึกษากันด้วยสีหน้าอ่อนล้า พยายามจะหาทางออกให้ธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้ยังคงดำเนินต่อไปเพราะอยากให้เป็นมรดกตกทอดไปยังลูกทั้งสองคนที่ตอนนี้กำลังเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
...ลูกสาวคนโตคือออมกำลังจะจบปริญญาโทใบที่สองด้านบริหารธุรกิจ และโอมน้องชายคนเล็กกำลังจบปริญญาโทเช่นกันแต่เรียนด้านพฤกษาศาสตร์เพื่อจะนำวิชามาต่อยอดกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้ของครอบครัว เขาทั้งสองเรียนอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธ์สวิสซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
...และการจะให้ลูกกลับมากลางคันทั้งที่ทั้งสองใกล้สำเร็จการศึกษาแล้วนั้นทำให้สองสามีภรรยารู้สึกร้าวรานมาก แต่เพราะการเงินของบริษัทกำลังมีปัญหาจึงทำให้ไม่สามารถส่งเสียให้ลูกทั้งสองเรียนต่อจนจบได้
“เอาเหอะ!!! เมื่อมันถึงทางตันแล้วเราก็ต้องตัดสินใจไม่ต้องคิดมากหรอก อย่าลืมนะแม่ฟองจันทร์ ลูกเราโตหมดแล้วและที่เรียนอยู่ก็ระดับที่เหนือกว่าปริญญาตรีแล้วทั้งสิ้น ยายออมกำลังจะจบโทใบที่สอง ถามว่ากับสถานการณ์ตอนนี้ปริญญามากมายช่วยอะไรได้มั้ย ก็ไม่ได้!! ฉะนั้น!! ลูกต้องได้รู้ถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นและเขาต้องช่วยเรากู้ธุรกิจกลับมาให้คล่องตัวเหมือนเดิม เฮ่ออออ!!! ฉันก็รู้สึกไม่ต่างจากเธอหรอกแต่เราต้องยอมรับความจริงว่าตอนนี้...เรากำลังแย่”
...น้ำเสียงพ่อเลี้ยงสิทธิชัยนั้นบอกถึงความเหนื่อยล้าอย่างชัดเจน
...แม่เลี้ยงฟองจันทร์นั่งน้ำตาคลอเพราะปวดใจกับการดำเนินการที่ผิดพลาดจนเกิดช่องโหว่ให้ลูกน้องที่เลี้ยงไม่เชื่องโกงเงินไปได้มากมายขนาดนี้มารู้อีกทีก็เมื่อเงินสำรองมีไม่พอจะจ่ายค่าแรงให้คนงานเป็นร้อยๆ คนเสียแล้ว เมื่อสืบสาวราวเรื่องถึงได้รู้ว่าพนักงานที่บริษัทในตัวเมืองสุมหัวกันโกงเงินบริษัทไปเป็นร้อยล้านบาท ไหนจะสงสารลูกที่ต้องหยุดเรียนกลางคันเพราะลูกทั้งสองชอบการเรียนมาก แม่เลี้ยงฟองจันทร์สนับสนุนการศึกษาของลูกแบบทุ่มไม่อั้นเพียงเพื่อให้ลูกได้ร่ำเรียนในสิ่งที่อยากเรียนและกลับมาต่อยอดธุรกิจต่อไป
...แต่เมื่อทางเลือกแทบไม่มีทั้งพ่อเลี้ยงและแม่เลี้ยงจึงต้องทำใจต้องบอกลูกให้หยุดเรื่องเรียนไว้ก่อน หากลูกสองคนจะเสียใจที่ไปไม่ถึงฝั่งแต่เมื่อได้กลับมารับทราบปัญหาแล้วหวังว่าคงจะเข้าใจว่าทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้
....................
...สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไ
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







