FAZER LOGIN“ไม่เป็นไรค่ะแม่!! ออมเข้าใจค่ะ นี่ก็โทใบที่สองแล้วถึงไม่จบก็ไม่เป็นไรค่ะเดี๋ยวออมกับน้องจะกลับไปช่วยพ่อกับแม่เองนะคะ!!”
...เสียงออมลูกสาวคนโตสาวมั่นอายุยี่สิบแปดปีพูดกลับมาจากปลายสายทำให้แม่เลี้ยงฟองจันทร์ถอนหายใจโล่งอกที่ไม่ต้องได้ยินลูกร้องไห้เสียใจเพราะไม่ได้เรียนต่อ
“แม่ฝากออมคุยกับน้องด้วยนะ ว่าจะโทรหาโอมเหมือนกันแต่พ่อบอกว่าให้แม่คุยกับออมก่อนแล้วให้ออมไปคุยกับน้อง ถ้าน้องไม่เข้าใจเดี๋ยวพ่อจะโทรคุยอีกที แม่ขอโทษนะออม ลูกเรียนดีมาตลอดแต่แม่กลับทำให้การเรียนลูกต้องสะดุดหยุดลงเสียก่อน”
...แม่เลี้ยงพูดเสียงเศร้าและเสียใจที่ต้องทำแบบนี้
“แม่คะ!!! พ่อกับแม่เสียเงินเสียทองให้ออมกับน้องร่ำเรียนมามากมายแล้วนะคะ ออมกับน้องสิที่ต้องขอโทษแม่เพราะมัวแต่อยากเรียนจนเกือบลืมไปว่าควรได้เวลากลับไปช่วยที่บ้านจัดการเรื่องงานต่อได้แล้ว เรื่องโอมเดี๋ยวออมจะคุยกับน้องเองค่ะ ถ้าโอมไม่ยอมออมก็จะคุยจนกว่าน้องจะยอมและเข้าใจค่ะ พ่อกับแม่เหนื่อยกับเรามากแล้ว นี่อาจเป็นเวลาที่เราสองคนต้องกลับไปดูแลพ่อกับแม่แล้วล่ะค่ะ”
...ออมพูดกับมารดาด้วยความรู้สึกผิด ยิ่งเมื่อรู้ว่าฟาร์มกล้วยไม้กำลังมีปัญหาด้านการเงินอย่างหนักยิ่งทำให้รู้สึกผิดมากขึ้นที่มัวใช้ชีวิตการเรียนอยู่ต่างประเทศจนลืมไปว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้กินได้ใช้มีชีวิตสุขสบายนั้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของพ่อกับแม่และมาจากฟาร์มกล้วยไม้ที่ปู่กับย่ายกให้พ่อ
.....................
“ครับ!!! ผมเข้าใจครับพี่ออม”
...ชายหนุ่มอายุเข้าวัยเบญจเพสนั่งมองดอกกล้วยไม้ที่ปักอยู่ในแจกันบนโต๊ะรับแขกของอพาร์ทเม้นท์ที่เขาพักอยู่กลางเมืองซูริค
...โอมน้องชายของออมฟังเรื่องราวที่พี่สาวอธิบายถึงเหตุผลที่ต้องหยุดการเรียนอย่างกระทันหันและต้องกลับเมืองไทยให้เร็วที่อย่างเข้าใจและสงสารพ่อแม่จับใจ สุดเขาเป็นคนใจเย็นมองโลกในแง่ดีและเข้าใจอะไรง่ายจึงไม่ยากที่ออมจะพูดปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้ให้น้องชายได้รับรู้ นี่จึงทำให้โอมนั่งมองดอกกล้วยไม้ในแจกันที่มันจะมาจากไหนก็ตามแต่แต่มันคือตัวแทนของดอกกล้วยไม้ที่บ้านเขาและทำให้เขามองลึกลงไปถึงขนาดว่าเพราะความงดงามของกล้วยไม้นี้มิใช่หรือที่ทำให้ครอบครัวมีฐานะและส่งเสียให้เขามาเรียนถึงต่างประเทศ
...หากเมื่อปัญหาวิ่งเข้ามา ทำไมเขาจะเสียสละไม่ได้เพื่อกลับไปกอบกู้ให้ธุรกิจความงดงามของดอกกล้วยไม้ที่ทำให้เขาและครอบครัวมีกินมีใช้มาจนทุกวันนี้ได้กลับมาสร้างเม็ดเงินได้อีก
...และก็เพราะคำว่าเงินนี่แหละที่ล่อตาล่อใจให้คนทำงานที่รู้จักกันมานานนมถึงขั้นหักหลังฉวยโอกาสรวมหัวกันกัดกร่อนกอบโกยเข้าตัวเองจนธุรกิจกำลังจะพัง เขาจะกลับไปสร้างให้ฟาร์มกล้วยไม้ยังคงอยู่และดำเนินธุรกิจต่อไปให้ได้
....................
...วินพี่ชายคนรองพาเบลไปสมัครสอบคัดเลือกเข้าเรียนเป็นนักเรียนนายร้อยหญิงซึ่งรัฐบาลเพิ่งมีนโยบายเปิดรับปีนี้เป็นปีแรก
...เบญรดาหรือเบลเพิ่งรับประกาศนียบัตรจบการศึกษาระดับมัธยมปลายเมื่อสามอาทิตย์ที่แล้วนี่เอง และทุกวันที่ยังคงออกกำลังกายอย่างหนักโดยผู้ควบคุมระดับท็อปคือนายพลตฤณผู้เป็นพ่อนั่นเอง
...เมื่อทั้งสองกลับจากสมัครสอบคัดเลือกโรงเรียนนายร้อยหญิงก็พบว่าคุณปรียาหรือที่เบลเรียกว่าม๊ากำลังยืนรออยู่หน้าบ้านพอดี
“เป็นไงมั่งลูกเรียบร้อยมั้ย!!”
...คุณปรียาถามและส่งยิ้มพร้อมกับอ้าแขนรับลูกสาวที่พุ่งตัวเข้าหาอ้อมกอดแล้วประเคนจูบผู้เป็นแม่ด้วยความคิดถึงเหมือนไม่ได้เจอกันหลายวัน
“เรียบร้อยค่ะ!! เมื่อกี้พี่วินพาหนูแวะกินเค้กที่ร้านกาแฟเปิดใหม่ด้วยอร่อยมากค่ะม๊า”
“นี่ๆ จะกินอะไรก็นึกถึงครูฝึกบ้างนะ เดี๋ยวถ้ารู้ว่ากินของพวกนี้จะโดนดุเอาน่ะ!!”
...ผู้เป็นแม่แกล้งเปรยให้เธอหน้าเสีย และเธอก็หน้าเสียจริงๆ เมื่อนึกถึงหน้าของพ่อผู้เคร่งครัดและจริงจัง
...วินพี่ชายคนรองรู้สึกขัดใจกับคำพูดของผู้เป็นแม่
“โธ่แม่!!! ไอ้เบลมันไม่ได้กินทุกวันนิ!!! ผมเรียนหมอนะแม่ทำไมผมจะไม่รู้ นี่พ่อยิ่งให้ผมทำตารางโภชนาการให้ไอ้เบลโดยเฉพาะเลยนะ แต่ผมไม่ได้เรียนด้านนี้มาเดี๋ยวจะให้เพื่อนที่เรียนด้านโภชนาการทำให้นะ”
...เขาพูดเชิงอธิบายแก่ผู้เป็นแม่ ผู้เป็นแม่ก็พยักหน้ารับแล้วทำท่าคิด
“เอ๊ะแม่ว่าเบลก็ควรได้กินขนมนมเนยเหมือนคนอื่นๆ นะลูกแต่แค่จำกัดปริมาณลงหน่อยก็ไม่น่าจะมีปัญหานะ ดูสิโอ๊ยยย...จับตรงไหนก็แข็งโป๊กไปหมด ยังกะผู้ชายแหนะ!!”
...ผู้เป็นแม่พูดแล้วบีบตามแขนตามไหล่ของลูกสาวและทุกอณูร่างกายเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแรงจนแอบคิดไม่ได้ว่าเดี๋ยวลูกสาวจะเบี่ยงเบนทางเพศเสียหรือเปล่า
...แต่ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ไม่ได้!!!! เค้กที่กินไปวันนี้แกรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเลย วันนี้วิ่งเพิ่มเป็นสามสิบรอบเพื่อเผาผลาญไขมันไร้ประโยชน์นั่นออกไปให้หมด ไป๊!!!”
...เสียงดุดันนั้นทำให้ทั้งสามหันไปมองพร้อมกันแล้วถึงด้วยความตกใจ และแน่นอนว่าเจ้าของเสียงดุๆ นั่นคือนายพลตฤณผู้เป็นพ่อนั่นเอง
...คุณปรียาหน้าเจื่อนลงทันที วินลูกชายก็หน้าเจื่อนตามเพราะไม่คิดว่าพ่อจะได้ยินเรื่องที่เขา
พาน้องไปแวะกินเค้ก
...วินจากหน้าเจื่อนๆ ก็กลายเป็นถอดสีจนเกือบซีดเพราะเขารู้ดีว่าเค้กสามชิ้นและคุ้กกี้อีกหนึ่งกล่องตามด้วยโกโก้สองแก้วใหญ่ๆ ที่น้องสาวอัดเข้าไปเหมือนคนไม่เคยได้สวาปามมาก่อนเป็นชาตินั้นพลังงานมันมากแค่ไหน แต่เพราะเห็นว่าน้องไม่เคยได้กินของแบบนี้เลยจัดชุดใหญ่ให้เต็มที่ และเตี๊ยมกันอย่างดีว่าหากถูกจับได้ก็ให้บอกว่ากินแค่ชิ้นเดียว
...แต่คนที่ตกใจจนหัวใจจะวายนั้นเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจ้าตัวหรือเจ้าของกระเพาะที่สวาปามขนมเข้าไปชนิดที่พนักงานขายมองกันเกือบตาถลนเพราะคิดไม่ถึงว่าลูกค้าที่ดูร่างกายแข็งแรงสมส่วนคนนี้จะกินจุขนาดส่งเข้าชิงแชมป์กินแข่งได้เลย
....................
...เครื่องบินจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์แลนดิ้งลงรันเวย์สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ สองพี่น้องเดินเข้าอาคารผู้โดยสารไปยังจุดตรวจคนเข้าเมืองและเตรียมบินต่อไปยังจังหวัดเชียงใหม่
...การกลับบ้านครั้งนี้ผิดจากทุกครั้ง เพราะก่อนหน้านี้จะกลับมาเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ เพราะขนาดเวลาปิดเทอมสองพี่น้องยังอุตส่าห์หางานพาร์ทไทม์ทำเพื่อเก็บเงินไว้ใช้จ่ายต่อในเทอมต่อไปเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายทางบ้านลงได้บ้าง แต่ครั้งนี้คือการกลับมาอย่างถาวรเพื่อกอบกู้ธุรกิจกล้วยไม้ของที่บ้าน
...........................
...สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไ
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







