FAZER LOGIN...โอมมองอินตาแล้วยิ้มขำๆ
“อยากให้มีเหรอ!! ถ้าพร้อมจะมีเจ้านายเพิ่มผมก็พร้อมจะหาให้นะ ฮ่าๆ” ...โอมตอบกลับแบบสนุกๆ “ถ้าเปิ้นเป๋นกนดี๋หมู่เฮาก็ดีใจ๋ แต่ผมกึ๊ดว่าคุณโอมบ่ต้องฟั่งมีเตื้อเน๊อ อิอิ ไปๆ มาๆ ผมกะหวงนายอยู่เนาะ!! กั๋วเปิ้นมาแย่งความฮักจากคุณโอมไปน่ะก่ะ ฮ่าๆๆ” ...อินตาพูดหยอกล้อกับเจ้านายแล้วฟัวเราะร่า เขาเรียนจบมัธยมต้นแล้วขอพ่อมาทำงานกับฟาร์มนี้จึงได้เห็นเจ้านายทั้งสองคนตั้งแต่เล็กๆ จนไปเรียนต่อในเมืองและเมืองนอก เมื่อพ่ออินตาป่วยจนเสียชีวิตเขาก็ยังทำงานอยู่ที่นี่และช่วยครอบครัวนี้มาหลายสิบปีจนถึงวันนี้ จึงมีความสนิทสนมประหนึ่งเป็นญาติกันก็ว่าได้ “ไม่ต้องห่วงวันหนึ่งผมต้องมีแน่ๆ แต่ไม่ใช่วันนี้เพราะวันนี้ต้องทำงานให้เยอะๆ ให้เก่งๆ ก่อนเวลาพาใครมาอยู่ด้วยเขาจะได้ไม่ลำบากไง หึๆ” ...โอมพูดไปยิ้มไปเพราะยังรู้สึกขำกับคำถามของอินตา “แต๊ก่ะแต่ผมว่าเนื้อกู้นายยังบ่เกิดเตื้อแม่นก่อคับ ฮ่าๆๆๆ” ...คำพูดของอินตาทำเอาทั้งสองหัวเราะลั่นกระท่อม ...แต่โอมก็ค่อยๆ ลดเสียงหัวเราะลงเมื่อคิดถึงใครคนหนึ่งที่เคยเจอที่กรุงเทพเมื่อสองปีที่แล้ว ใบหน้าใสๆ และท่ากินเค้กแบบใช้นิ้วจิ้มแล้วดูดจิ้มแล้วดูดค่อยๆ โผล่เข้ามาในความทรงจำ ...โอมเปลี่ยนเสียงหัวเราะเป็นยิ้มๆ แล้วมองออกไปข้างนอก “เนื้อคู่เหรอ!! เขาเกิดแล้วครับและคงเป็นสาวเต็มตัวแล้วด้วย แต่...อื่มมม!!! ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ไหนนี่สิ!! หึ หึๆๆ” ...โอมเปรยเหมือนพูดกับอากาศและหัวเราะในลำคอขณะยังมองออกไปข้างนอกตาก็จ้องไปที่ดอกกล้วยไม้แล้วความทรงจำที่น่าจะเลือนลางไปแล้วกลับค่อยๆ ชัดขึ้นอีกครั้ง (แคทลียาสีเหลืองอมแดงบานเต็มดอกในกระถางแขวนห้อยอยู่นอกกระท่อมที่โอมมองออกไปนั้นทำให้นึกถึงใบหน้าของใครคนหนึ่งในวันนั้นที่ร้านกาแฟที่เขาแอบมองผ่านช่อดอกแคทลียา ผ่านไปสองปีป่านนี้ไม่รู้ว่าอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยไหน นึกไปก็ประหลาดใจตัวเองที่ทำไมคิดกลับไปถึงวันนั้นได้ ป่านนี้เธอคงกำลังเรียนและคงมีคนรักแล้วกระมัง)“เฮ่ออออ!!!”
...เขาถอนหายใจเพื่อสลัดภาพนั้นออกแล้วดึงตัวเองกลับมางานตรงหน้าต่อ
...................... “ม๊า!!!! เด็กทารกกลับมาแล้วค่าาา!!!” ...เบญรดาตะโกนร้องหาแม่ด้วยเสียงเหนื่อยล้าพลางย่างเท้าเข้าบ้านแล้วรีบตรงดิ่งไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้โซฟาตัวยาวกลางห้องโถง ...คุณปรียาผู้เป็นแม่ได้ยินก็รีบเดินออกจากห้องครัวด้วยความดีใจเพราะวันนี้เป็นวันสุดสัปดาห์ที่ลูกสาวคนสุดท้องจะกลับมาบ้านหลังจากต้องไปเข้าเรียนหลักสูตรนายร้อยหญิงและต้องอยู่ประจำที่โรงเรียนจนกว่าจะถึงวันหยุดจึงจะกลับบ้านได้ ...เธอมายืนหลังเก้าอี้มองร่างในชุดวอล์มสีน้ำเงินที่นอนทอดยาวบนโซฟาแล้วรู้สึกขำกับพฤติกรรมของลูกสาวที่แข้งขาเก้งก้างหาความเรียบร้อยไม่ได้เลย แต่คุณปรียาก็ไม่เคยเคร่งครัดกับลูกเพราะรู้ว่าลูกจะทำแบบนี้เฉพาะอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวหรือในบ้านเท่านั้นและเพราะรู้ดีว่าการเรียนนั้นหนักขนาดไหนจึงอยากให้ลูกสาวได้พักผ่อนตามสบาย ...เบญรดาแกล้งลืมตาข้างเดียวแต่เมื่อเห็นผู้เป็นแม่ยืนมองตัวเองอยู่ก็รีบกระเด้งตัวขึ้นนั่ง “กอดหน่อยสิคิดถึงม๊าจังเลย!!!” ...หญิงสาวพูดเสียงอ้อนอ้าแขนจะกอดผู้เป็นแม่ที่คิดถึงมากแต่เพราะมีพนักโซฟาคั่นกลางอยู่เธอเลยเหวี่ยงขาขึ้นพาดพนักโซฟาแล้วดันตัวขึ้นไปนั่งบนพนักแล้วจึงอ้าแขนหาผู้เป็นแม่อีกครั้ง ...สองแม่ลูกได้กอดกันก็ชื่นใจ ยิ่งคุณปรียาผู้เป็นแม่นี่ไม่ต้องพูดถึงอยากจะร้องไห้ทุกครั้งที่ลูกกลับมาเพราะดีใจที่ลูกพาร่างครบสามสิบสองกลับมาบ้านได้ “ม๊ารอหนูตลอดเวลาแหละน่า!!! หิวไหมของชอบเสร็จพอดีเลย” ...ผู้เป็นแม่พูดยั่วกระเพาะลูกสาวจนทำให้คนฟังตาลุกวาวรีบลากมือแม่เดินเข้าไปในครัวทันที ...นี่ก็เป็นอีกห้วงเวลาที่เบญรดารอคอยนั่นคือได้กินอาหารฝีมือแม่ที่อร่อยที่สุดในโลก ว่าแล้วมื้อนี้จะฟาดให้เดินไม่ไหวเลยล่ะ ............................ “นี่ครั้งที่สามแล้วนะครับพ่อเลี้ยงที่เราโดนยึดของมูลค่ามหาศาล ถ้าเป็นแบบนี้บ่อยๆ ปลายทางถล่มกลับมาหาว่าเราเบี้ยวจะทำยังไงครับ!!” ...ชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนหน้าตาดุดันใส่สูทสีเทายืนพูดอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ของคนที่เขาเรียกว่าพ่อเลี้ยง ...พ่อเลี้ยงทรงพลที่กำลังนั่งเก้าอี้หันหลังมองวิวผ่านผนังกระจกค่อยๆ หมุนเก้าอี้ตัวใหญ่กลับมาพร้อมสีหน้าเคร่งขรึม มือข้างหนึ่งวางลงที่พักแขนอีกข้างหนึ่งจับไปป์ยาสูบที่คาบไว้ตลอดเวลา “ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายเพราะตำรวจเขาขอมาแล้วว่าต้องการสร้างผลงานให้นายใหญ่เห็นก่อน หลังจากนี้ไม่มีแล้วล่ะ ส่วนเรื่องหุ้นส่วนปลายทางไม่ต้องห่วงเดี๋ยวฉันเคลียร์เอง” ...เสียงทุ้มต่ำพูดช้าๆ แววตาและสีหน้ายังคงเคร่งขรึมเหมือนเดิม เมื่อพูดจบก็โน้มตัวลงเปิดลิ้นชักตรงหน้าตัวเองแล้วดึงแฟ้มออกมาพร้อมกับโยนลงบนโต๊ะอย่างไม่แยแส“อะไรเหรอครับพ่อเลี้ยง!!”
“แกไปจัดการส่งของรายย่อยนี้ให้เรียบร้อย ส่วนรายที่ต้องส่งออกนอกค่อยมารับรายการอีกที” ...พ่อเลี้ยงพูดจบก็หมุนเก้าอี้กลับไปมองวิวนอกผนังกระจกเช่นเดิม การกระทำแบบนี้คือการบอกลูกน้องไปในตัวว่ารับแฟ้มงานแล้วก็ออกจากห้องไปได้แล้ว (รายชื่อผู้มีอิทธิพลหมายเลขหนึ่งทางภาคเหนือชื่อพ่อเลี้ยงทรงพลที่ถูกบันทึกไว้ในบัญชีดำของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ทรงอิทธิพลสมชื่อที่ใครๆ ก็รู้ว่าธุรกิจโรงแรมรีสอร์ตต่างๆ นั้นมีไว้บังหน้าหรือเพื่อฟอกเงินทั้งนั้นเพราะแท้ที่จริงนั้นเป็นพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดของภาคเหนือที่รับสินค้าหรือยาเสพติดโดยตรงจากโรงงานแหล่งผลิตในรัฐฉานทางตอนเหนือ ไม่ว่าจะเป็นยาบ้า ฝิ่นที่นำมาผลิตต่อเพื่อแปรรูปเป็นเฮโรอีน โคเคน และยาไอซ์ ล้วนเป็นสินค้าสร้างรายได้มหาศาลให้กับพ่อเลี้ยงทรงพลที่แผ่อิทธิพลโดยการใช้เงินปิดปากเจ้าหน้าที่รวมถึงซื้อเจ้าหน้าที่ให้มาเป็นฝ่ายตนเพื่อความสะดวกในการลำเลียงสินค้า และนี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมทางการจึงปราบไม่หมด ไม่ลด ไม่เลิก เสียที) ...พ่อเลี้ยงทรงพลผู้ที่ใครๆ ก็เกรงขามแม้แต่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ยังต้องก้มหัวให้เพื่อผ่อนน้ำหนักของเงินที่ทุ่มลงมาบนกบาลนั่นเอง ...แต่เหนือฟ้าย่อมมีฟ้าแค่พ่อเลี้ยงไม่รู้ล่วงหน้าว่าคนที่จะทำให้ตนพบจุดจบในอนาคตกำลังฝึกปรือฝีมืออย่างหนักตามหลักสูตรการสอบสวนและต่อสู้ และคนคนนั้นก็ยังมีสิทธิ์สังหารได้อย่างถูกกฎหมายเสียด้วย ..........................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไ
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







