FAZER LOGIN...แต่ขณะสารวัตรตฤณกำลังโศกเศร้ากับการสูญเสียน้องสาวนั้นเขาก็พลันฉุกคิดขึ้นได้กับคำพูดของน้องเขยที่พูดว่า
(ฝากดูแลยายเบลด้วยนะพี่)
...สารวัตรก็พลันนึกถึงหลานสาวที่เขารักมากขึ้นมาทันทีจึงรีบวางร่างไร้วิญญาณของน้องสาวลงแล้ววิ่งตรงไปยังประตูบ้านซึ่งเปิดอ้าอยู่ เขารีบวิ่งเข้าไปหาหลานสาวด้วยสภาพเหมือนคนสติแตกโดยไม่สนว่ายูนิฟอร์มตำรวจจะเลอะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดของน้องสาว
“เบล!!! น้องเบล!!! อยู่ไหนลูก!!! นี่ลุงนะ!!! น้องเบล!!”
...สารวัตรตฤณตะโกนเรียกชื่อหลานสาวและเดินหาไปทั่วชั้นล่างของบ้านแต่ก็ไม่พบนางฟ้าตัวน้อยๆ ของเขา เขาเลยรีบวิ่งขึ้นบันไดไปยังชั้นสองจนได้ยินเสียงร้องไห้
“ฮืออๆๆๆๆ”
...เสียงร้องไห้ของหนูน้อยดังมาจากห้องนอน สารวัตรตฤณรีบวิ่งผ่านประตูที่เปิดค้างไว้เข้าไป แล้วเขาก็ต้องตัวสั่นกับภาพที่เห็น
“น้องเบล!!!”
...สารวัตรตฤณเรียกชื่อหลานสาวที่นั่งชันเข่าร้องไห้อยู่ตรงซอกตู้เสื้อผ้าอย่างแผ่วเบา
...เมื่อหนูน้อยเงยหน้าขึ้นแล้วเห็นว่าคนที่ยืนอยู่กลางห้องคือคุณลุงที่เธอคุ้นเคยเธอจึงรีบลุกขึ้นแล้วโผเข้าหาอ้อมกอดของคุณลุงที่นั่งคุกเข่าลงแล้วอ้าแขนรับหลานสาวสุดที่รักมากอดไว้แน่น
“น้องเบลของลุง!!!”
...สารวัตรตฤณกับหลานสาวตัวน้อยอายุสามขวบกว่าๆ กอดกันแน่นน้ำตาของผู้เป็นลุงไหลเป็นทางเพราะสะเทือนใจและสงสารหลานรักจับใจ ร่างหนูน้อยสั่นสะท้านอยู่ในอ้อมกอดเขา เธอคงทั้งกลัวและตกใจที่พ่อแม่ทะเลาะกันอย่างรุนแรง
...แต่ทันใดนั้นก็มีนายตำรวจนายหนึ่งเดินตามขึ้นมาอย่างเร่งรีบ
“สารวัตรครับหมอกับกองพิสูจน์หลักฐานมาแล้วครับ!!”
...นายตำรวจผู้นั้นจำใจต้องรีบรายงานเขาแม้จะทราบดีว่านี่คือบ้านน้องสาวเขาผุ้เป็นหัวหน้าชุดปราบปราม และยิ่งเห็นภาพลุงกับหลานกอดกันร้องไห้ก็ยิ่งหดหู่ใจ แต่ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยการรีบแจ้งเพื่อให้เขาลงไปร่วมชันสูตรศพกับทีมหมอและหน่วยพิสูจน์หลักฐาน
...สารวัตรตฤณรีบใช้มือปาดน้ำตาตัวเองแต่มืออีกข้างยังคงกอดหนูน้อยไว้แน่น เพราะเขารู้ว่าหลานรักกำลังตกอยู่ในอาการเสียขวัญอย่างหนักและหัวใจที่เต้นเร็วของหนูน้อยนั้นทำให้เขาต้องกอดหลานรักไว้แน่นเพื่อให้หลานรักลดอาการหวาดกลัวลง
“บอกสารวัตรเอกทำงานแทนผมทีนะ ผมจะพาหลานกลับบ้านก่อนและช่วยบอกหมวดกำธรขับรถผมมารอที่ประตูรั้วด้านหลังด้วย ผมจะพาหลานออกทางด้านหลังจะให้เขาเห็นภาพข้างล่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด”
...เขาสั่งลูกน้องเสียงขรึม
“ครับผม!!”
...ตำรวจใต้บังคับบัญชาผู้นั้นรับคำสั่งแล้วรีบเดินลงจากชั้นสองอย่างรวดเร็ว
“น้องเบล!!! ไปอยู่กับลุงนะลูก ไปอยู่กับพี่วิทพี่วินนะลูกนะ!!”
...สารวัตรตฤณพูดปลอบพลางใช้มือเช็ดน้ำตาตรงแก้มป่องๆ ของหลานสาวพลาง
....................
...14 ปี ต่อมา...
“พ่อครับให้น้องพักมั่งเหอะ!! ดูสิหน้าซีดหมดแล้วเดี๋ยวจะวูบเอานะครับ!!”
...วิทลูกชายคนโตของพลตำรวจเอกตฤณร้องบอกผู้เป็นพ่อ เมื่อเห็นว่าเบลผู้เป็นน้องสาวที่กำลังวิ่งรอบสนามสี่ร้อยเมตรเข้ารอบที่สิบห้าด้วยอาการเหนื่อยหอบจนลิ้นห้อย
...ส่วนนายพลตฤณผู้เป็นพ่อกำลังยืนกอดอกและถือนาฬิกาจับเวลาค่อยๆ หันมามองลูกชายคนโตด้วยหน้าตาดุดัน
“อย่าทักให้ใจเสียสิตาวิท แกวิ่งได้สามรอบก็หอบเป็นหมาไล่ไก่แล้ว ยังจะมาดึงคนที่ยังไหวอยู่ได้ยังไง!!”
...เสียงทุ้มต่ำแกมดุของนายพลสวนกลับมาอย่างไม่ค่อยพอใจนักกับการทักท้วงของลูกชาย
...วิทเห็นพ่อทำท่าไม่พอใจเลยหยุดที่จะพูดต่อและได้แต่มองตามน้องสาวที่วิ่งอยู่ลิบๆ อีกฟากของสนามสนามกีฬา
“ถ้าแกไม่อยากให้น้องโดนดูถูกว่าใช้เส้นสายของพ่อล่ะก็ แกต้องใจเด็ดที่จะฝึกให้น้องผ่านการทดสอบด้วยตัวเองให้ได้ พ่อเองก็ไม่อยากได้ยินคำครหาว่าใช้เส้นผลักดันลูกสาวตัวเองเข้าไปเป็นตำรวจหรอก แกลองคิดดูว่าถ้ายายเบลสามารถใช้ความสามารถของตัวเองฝ่าฟันจนสอบเข้าเป็นตำรวจได้ น้องแกจะภูมิใจมากแค่ไหน!!!”
...ประโยคยาวๆ พูดตามมาหลังจากที่เห็นลูกชายคนโตทำท่าเป็นห่วงน้องสาวที่โดนพ่อเข้มงวดในการฝึกระเบียบวินัยตลอดจนการออกกำลังกายเพื่อเตรียมพร้อมให้ลูกสาวคนเล็กกับการจะสอบเข้าโรงเรียนนายร้อย(หญิง)
(ที่ผ่านมาการสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจจะมีเฉพาะผู้ชายที่สอบเข้าได้ แต่เพิ่งมีนโยบายเปิดรับสมัครนายร้อยตำรวจหญิงรุ่นแรกในอีกแปดเดือนข้างหน้าซึ่งประจวบเหมาะกับที่ลูกสาวคนเล็กที่ชื่อเบญรดาหรือชื่อเล่นว่าเบลของนายพลตฤณจะจบการศึกษาระดับมัธยมปลายพอดี จึงเป็นจังหวะดีที่นายพลจะวางแผนชีวิตให้กับลูกสาวคนเล็กว่าอยากใด้เดินตามรอยเขาสักคน เพราะลูกชายคนโตเลือกที่จะประกอบอาชีพธุรกิจด้านส่งออก ส่วนลูกชายคนกลางก็กำลังจะเป็นนายแพทย์ในไม่ช้านี้ และลูกสาวคนเล็กซึ่งก็คือลูกของน้องสาวแท้ๆ ของเขานั่นเองที่จะเป็นความหวังแก่เขา)
...จากเหตุการณ์เมื่อสิบสี่ปีที่แล้วทำให้หลานสาวของเขาต้องสูญเสียทั้งพ่อและแม่ด้วยน้ำมือของพ่อเธอเอง จึงเป็นหน้าที่ของเขาซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงโดยสายเลือดต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูหลานสาว โดยต่อมานายพลตฤณได้ทำการจดทะเบียนให้หลานสาวเป็นบุตรบุญธรรมของตนกับปรียาผู้เป็นภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อเติมเต็มให้กับหลานสาวคนเดียว
...และลูกชายทั้งสองคือวิทกับวีก็ดีใจมากที่ได้ลูกของคุณอามาเป็นน้องสาวเพราะนั่นยิ่งทำให้รู้สึกถึงความใกล้ชิดทางสายเลือดมีมากขึ้น ที่สำคัญทุกคนให้ความรักความเอ็นดูและอบรมสั่งสอนจัดการวางแผนชีวิตเพื่อจะผลักดันให้ลูกสาวคนนี้ได้เป็นผู้มีฝีมือคนหนึ่งในวงการตำรวจ
...................
...สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไ
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







