LOGIN
“วางปืนลงนะศักดิ์!! ศักดิ์!!! นี่พี่เอง!! ใจเย็นๆ นะ!!! ฟังพี่ๆ!!! ตั้งสติแล้ววางปืนลง!! พี่สัญญาว่าจะไม่มีการทำร้ายร่างกายใดๆ ทั้งสิ้น!!! วางปืนลงก่อน!!”
...เสียงนายตำรวจยศพันตำรวจโทตะเบ็งเสียงพูดเกลี้ยกล่อมผ่านโทรโข่งเข้ามาภายในบ้านหลังใหญ่ที่ตอนนี้มีชายหนุ่มกำลังยืนถือปืนด้วยท่าทางลังเล
...เหตุเพราะเขาได้ปลิดชีพภรรยาของตนเองจนลงไปนอนจมกองเลือดอยู่บริเวณหน้าโรงจอดรถของบ้านทาวน์เฮาส์สองชั้นหลังใหญ่ และคนลั่นกระสุนที่ชื่อศักดิ์เหมือนกำลังลังเลว่าจะมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือจะทำบางอย่างที่ใจคิดไว้ ตอนนี้เขายืนใจสั่นจิตใจและร่างกายไม่มั่นคงเช่นเดิมจนร่างเริ่มโงนเงนเล็กน้อย สายตามองตรงลงมายังร่างไร้วิญญาณของภรรยาที่นอนแน่นิ่งไปเมื่อสามนาทีก่อนหน้านี้แล้ว ปากก็คร่ำครวญด้วยความสับสน
...แต่ตำรวจคนดังกล่าวยังคงยืนตัวเกร็งตาเพ่งมองไปยังร่างที่นอนแน่นิ่งด้วยความรู้สึกเจ็บปวดจนใจแทบแตกสลายและโกรธแค้นคนลั่นกระสุน แต่เขาก็ยังต้องบังคับใจให้ปฏิบัติตามหน้าที่
“ศักดิ์!!!! เชื่อพี่นะน้อง!! วางปืนลงแล้วพี่จะจัดการให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี วางปืนลงก่อน!!!”
...เขาบังคับเสียงผ่านโทรโข่งออกไปโดยพยายามเก็บความรู้สึกเจ็บปวดและเกรี้ยวกราดไว้ในใจเพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลายไปมากกว่า และเขาผู้นี้คือสารวัตรตฤณหัวหน้าชุดปราบปรามที่เก่งกาจฉลาดหลักแหลมจนวงการสีกากีต้องซูฮก แต่ขณะนี้เขากำลังปฏิบัติหน้าที่กับเหตุการณ์ที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง การปฏิบัติภารกิจเข้าจับกุมผู้ร้ายที่คร่าชีวิตภรรยาตัวเองครั้งนี้ทำให้เขาเจ็บปวดจนแทบจะขาดใจตายตามร่างที่นอนแน่นิ่งนั่นไปด้วย เพราะร่างที่นอนจมกองเลือดไร้ลมหายใจอยู่นั้นคือน้องสาวแท้ๆ ของเขาเอง เท่ากับว่าบุคคลที่ถูกตำรวจห้อมล้อมอยู่รอบบริเวณบ้านตอนนี้คือน้องเขยเขานั่นเอง
“ได้โปรดเถอะศักดิ์!! อย่าให้อะไรมันแย่ไปกว่านี้เลย!! ศักดิ์!!!”
...เสียงจุกอกที่บีบเค้นออกมาผ่านโทรโข่งเริ่มสั่นเพราะสารวัตรก็เริ่มทนเก็บความเสียใจที่ต้องสูญเสียน้องสาวสุดที่รักเพียงคนเดียวไปแทบไม่ไหว
...ศักดิ์หรือน้องเขยของสารวัตรตฤณจับน้ำเสียงที่พูดผ่านโทรโข่งนั้นได้ว่าเป็นน้ำเสียงของคนที่กำลังเจ็บปวดอย่างที่สุด ความสำนึกผิดจึงให้เขารู้คำตอบจากความลังเลทันทีว่าเขาจะมอบตัวหรือไม่
“พี่ตฤณผมขอโทษ!! ผมมันชั่ว!! ผมผิดเอง!! ผมฆ่าเมย์!!! ต่อให้ผมติดคุกตลอดชีวิตก็ไม่อาจลบล้างความผิดได้!!! พี่ครับ!! ผมฝากยายเบลด้วยนะครับ...พี่ตฤณ!!! ฝากลูกผมด้วยยยย!!!!”
...ชายหนุ่มยืนโอดครวญกับความผิดพลั้งของตัวเองที่กระทำลงไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ เขาร้องไห้หนักขึ้นจนตัวสั่นเทาและค่อยๆ ยกมือที่กำปืนขึ้นเพื่อทำบางอย่างที่คิดว่าเป็นทางเดียวที่จะลบล้างความผิดได้
...สารวัตรตฤณเห็นภาพนั้นก็รู้ทันทีว่าเขาจะทำสิ่งใด
“ไม่นะศักดิ์!!! ศักดิ์ ไม่ๆๆๆ....อย่าๆๆ... อย่า!!!!!”
ปังงงงงง!!!
“ศ๊ากกกกกกกกกก!!!! ม้ายยยยยยย!!!”
...สารวัตตฤณตะโกนร้องเสียงหลงพร้อมกับเสียงปืนจากการเหนี่ยวไกของศักดิ์ที่จ่อขมับงตัวเอง
...สารวัตรตฤณเห็นภาพนั้นก็ทิ้งโทรโข่งพร้อมกับวิ่งจากประตูรั้วหน้าบ้านตรงไปยังโรงจอดรถจุดเกิดเหตุ
...เมื่อเขาวิ่งมาถึงก็พุ่งตัวลงนั่งเขย่าร่างร้องเรียกชื่อน้องเขยด้วยความตกใจและคาดไม่ถึง ตอนนี้ทั้งความตกใจความเศร้าความเจ็บปวดก็ประเดประดังเข้ามาในความรู้สึกจนลำดับไม่ถูก
...จนเมื่อเขาแน่ใจแล้วว่าร่างนั้นไม่มีวันจะฟื้นขึ้นมาอีกแล้ว เขาจึงรีบผละไปนั่งคุกเข่าข้างๆ ร่างของน้องสาวตัวเองแล้วค่อยๆ ใช้มือช้อนท้ายทอยขึ้นมา แม้จะมีเจ้าหน้าที่วิ่งตามเข้ามาเป็นสิบนายและร้องเตือนว่าเขาไม่ควรแตะต้องร่างนั้น แต่สารวัตรตอนนี้เหมือนคนหูดับที่ไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
“เมย์น้องพี่!!!! ฮืออๆๆๆ เมย์!!!!”
...สารวัตรตฤณตะโกนเรียกชื่อน้องสาวอย่างหมดความอดทนที่ต้องแสดงความเข้มแข็งอีกต่อไป เขายกร่างน้องสาวคนเดียวขึ้นมากอดแนบอก น้องสาวที่เขาทั้งรักทั้งห่วงเสมอมาแม้เธอจะแต่งงานมีครอบครัวแล้วก็ตาม เขาผู้เป็นพี่ชายก็ยังคงทำหน้าที่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ยังคงดูแลน้องในทุกเรื่องมาตลอด
...นายตำรวจหนุ่มผู้นี้และน้องสาวคนเดียวของเขามาจากครอบครัวค่อนข้างมีฐานะ พ่อแม่มีลูกสองคนโดยคนโตคือเขาผู้เป็นพี่ชายและมนินยาหรือเมย์เป็นน้องสาว หลังจากพ่อแม่เสียชีวิตตามอายุขัยเขาซึ่งเป็นพี่คนโตก็ดูแลน้องสาวอย่างดีเสมอมาจนเขาแต่งงานกับปรียาและมีลูกชายด้วยกันสองคน
...จวบจนเมย์ได้พบรักกับอดิศักดิ์และคบหาดูใจกันจนถึงเวลาเหมาะสมจึงเข้าพิธีแต่งงานและมีลูกสาวที่น่ารักน่าชังหนึ่งคน ตฤณและปรียา ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงและป้ารวมถึงลูกชายทั้งสองคนที่มีศักดิ์เป็นพี่ชายก็ทั้งรักทั้งหวงแถมเห่อเอามากๆ กับเด็กน้อยวัยกำลังน่ารักที่ชื่อ “น้องเบล”
... แต่มาถึงวันนี้วันที่มนินยาเพิ่งทราบว่าสามีของเธอเข้าไปพัวพันกับแก็งยาเสพติตจึงมีการพูดคุยและสอบถามกันอย่างเข้มข้น แต่การที่ศักดิ์ไม่ยอมรับความจริงทำให้มนินยายื่นคำขาดเพื่อขอแยกทางกับเขาเพราะเธอไม่สามารถอยู่กับคนที่เกี่ยวข้องกับยานรกได้ ยิ่งพี่ชายเธอเป็นตำรวจมันก็ยิ่งย้อนแย้งกับสิ่งที่สามีของเธอกำลังกระทำอยู่ เมื่อการขอหย่าไม่เป็นผลจนเรื่องบานปลายทำให้มีปากเสียงถึงขนาดลงไม้ลงมือกัน
...สุดท้ายแล้วศักดิ์ก็พ่ายแพ้ต่อกิเลสที่เรียกว่า “โทสะ” โดยการใช้ปืนยิงมนินยาเพราะบันดาลโทสะจากเหตุทะเลาะกันรุนแรงจนเพื่อนบ้านที่ได้ยินเสียงทะเลาะและเสียงปืนดังขึ้นจึงโทรแจ้งตำรวจ และภาพที่ตำรวจหลายสิบนายกำลังล้อมบ้านของศักดิ์และเกลี้ยกล่อมให้เขาวางอาวุธลงนั้นเป็นผลมาจากเขาไม่ยอมมอบตัวและไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ศพภรรยาซึ่งนอนทิ้งร่างอยู่หน้าโรงจอดรถภายในบริเวณบ้านนั่นเอง
...จากครอบครัวที่อบอุ่นและน่ารัก ทุกอย่างค่อยๆ เปลี่ยนไปเมื่ออดิศักดิ์น้องเขยของเขาพาตัวเองไปเกี่ยวข้องและเป็นสมาชิกของแก็งผู้มีอิทธิพลเรื่องค้ายาเสพติดจนเขาซึ่งเป็นตำรวจได้รับทราบข่าวและพยายามจะเก็บข้อมูลเพื่อหาจังหวะล้มผู้มีอิทธิพลคนนี้
...แต่แล้วสิ่งที่คาดไม่ถึงก็มาเกิดขึ้นในวันนี้ ภาพครอบครัวที่อบอุ่นได้แตกสลายลงตรงหน้าเขาผู้เป็นพี่ชาย
...................
...สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไ
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







