หน้าหลัก / วัยรุ่น / มักสาวอิปิ๊ / ตอนที่ 13 : ภารกิจหาปลาในนา

แชร์

ตอนที่ 13 : ภารกิจหาปลาในนา

ผู้เขียน: Chalam whale
last update วันที่เผยแพร่: 2026-02-08 15:44:10

แดดร่มลมตกยามบ่ายนิด ๆ แสงแดดเริ่มคล้อย อิปิ๊เดินนำลิ่วออกไปก่อนพลางส่งเสียงเจื้อยแจ้ว มือหนึ่งถือข้องใส่ปลา ส่วนอีกมือจูงเชือกนำเจ้า "บักทึก" ควายเผือกคู่ใจที่เดินทอดน่องเล็มหญ้าตามไปอย่างอารมณ์ดี พอถึงทางเข้าบ้านอิปิ๊ให้บักทึกกลับไปรอในคอก ตะโกนเรียกพ่อผู้ใหญ่ค่อยรับบักทึกหน้าบ้าน

กริชที่เดินรั้งท้ายมองภาพนั้นแล้วยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ความมีชีวิตชีวาของสาวบ้านนากับควายตัวเขื่องดูเข้ากันได้อย่างประหลาดกับฉากหลังที่เป็นท้องทุ่งกว้าง ทางเดินคันนาในช่วงบ่ายจัดเริ่มมีลมพัดตึง กลิ่นต้นข้าวที่เพิ่งแตกกอโชยมากับลมป่า กริชเดินตามแผ่นหลังที่คล่องแคล่วของหญิงสาวพลางสังเกตทุ่งนาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา

“ปิ๊! นามันกว้างขนาดนี้ เราจะรู้ได้ไงว่าปลาอยู่ตรงไหน” กริชตะโกนถามขณะก้าวข้ามร่องน้ำเล็ก ๆ

“โอยย อ้าย... เบิ่งพู้นน่ะ! นาหม่องนั้นมันเป็นหลุมเป็นแอ่ง น้ำมันขังเพราะคันนามันกั้นไว้ ปลาพวกลูกไล่มันหนีน้ำบ่ทัน มันกะสิมารวมกันอยู่หั่นล่ะ เพิ่นเอิ้นว่า 'ปลาค่อ' จ้าอ้าย” อิปิ๊หันมาตอบพร้อมรอยยิ้มซุกซน

เมื่อเดินมาถึงเขตนาของบ้านอิปิ๊ กริชถึงกับตาโตภาพตรงหน้าคือแอ่งน้ำขังสีโคลนตมขนาดใหญ่ที่มีต้นข้าวขึ้นแซมเป็นหย่อม ๆ ผิวน้ำสั่นไหวเป็นระลอกวงกลมถี่ ๆ มีทั้งเสียง จ๊วบ! ของปลาที่ขึ้นมาฮุบอากาศ และเสียง พึ่บพับ! ของปลากระโดดโชว์ตัวเหมือนจะท้าทายสถาปนิกหนุ่ม

“พู้นอ้าย มันลอยหน้าลอยตาถ่า (รอ) อ้ายอยู่หั่นน่ะ” อิปิ๊ชี้ไปที่จุดหนึ่งซึ่งเห็นเงาดำ ๆ หลายตัวว่ายวนอยู่

กริชจำใจถอดรองเท้าผ้าใบคู่โปรดทิ้งไว้ข้างแคร่ พับขากางเกงกางเกงเลขึ้นจนถึงเข่า เขาค่อย ๆ หย่อนเท้าลงไปในน้ำขุ่น แข้งขาที่เคยชินกับพื้นปูนและพรมราคาแพงสัมผัสได้ถึงความเย็นนุ่มของดินโคลน

“เย็นดีนะปิ๊ แต่มันหนึบ ๆ ที่เท้ายังไงไม่รู้” กริชก้าวเท้าอย่างระมัดระวัง กลัวจะไปเหยียบเปลือกหอยหรือของมีคม

“กะดินตมบ้านเฮานี่ล่ะอ้าย มันคือปุ๋ยชั้นดีเลยนะ” อิปิ๊พูดยังไม่ขาดคำ เธอก็ทำตัวก้ม ๆ เงย ๆ สองมือแหวกไปในกอข้าวอย่างรวดเร็ว

“พู้น ๆ อ้ายกริช! เบิ่งหม่องนั่น ปลาคอ(ปลาช่อน) ตัวบักเอ้กมันว่ายไปทางขาอ้ายแล้ว ตะครุบโลด”

“ไหน ๆ อ๊ากกก มันลื่นมากปิ๊!” กริชตะโกนลั่นเมื่อสัมผัสได้ถึงความลื่นไหลผ่านง่ามเท้า เขาพยายามตะครุบลงไปในน้ำจนโคลนกระเด็นเข้าหน้าเต็ม ๆ แต่สิ่งที่ได้ติดมือมากลับมีแต่หญ้าเน่ากำใหญ่

“ฮ่า ๆ อ้ายกริช จับปลาหรือจับหญ้าจ้า! เบิ่งปินี่” อิปิ๊พุ่งตัวลงไปอย่างมืออาชีพ เพียงครู่เดียวเธอก็ชูจับปลาช่อนตัวเขื่องที่ดิ้นพราด ๆ ขึ้นมาโชว์

“เห็นบ่ มันต้องใจเย็น ๆ ค่อย ๆ สอดมือลงไปใต้ท้องมัน แต่อย่ากำแน่นเด้อ เดี๋ยวมันเจ็บแล้วมันสิดิ้นหลุด”

กริชปาดโคลนออกจากแก้มแล้วหัวเราะออกมาอย่างลืมตัว เขาเริ่มเข้าใจจังหวะของมันบ้างแล้ว สถาปนิกที่เคยคำนวณโครงสร้างตึกซับซ้อน บัดนี้ต้องมาเรียนรู้การคำนวณทิศทางการว่ายน้ำของปลาช่อนในหลุมโคลน เขาค่อย ๆ เคลื่อนตัวเงียบ ๆ มือสองข้างจุ่มลงไปใต้ผิวน้ำอย่างใจเย็น

“มาเลยเจ้าปลา! คราวนี้ไม่พลาดแน่!”

ภาพสถาปนิกหนุ่มจากเมืองกรุงที่ตัวมอมแมมไปด้วยโคลน กับสาวบ้านนาที่วิ่งไล่จับปลากันพัลวันท่ามกลางเสียงหัวเราะ กลายเป็นภาพที่ใครผ่านไปผ่านมามองดูด้วยรอยยิ้ม ลมพัดเอากลิ่นดินและกลิ่นรวงข้าวโชยมาปะทะจมูก

ในขณะที่กริชกำลังเริ่มจับจังหวะการเคลื่อนไหวของปลาช่อนได้ และเตรียมจะตะครุบลงไปอีกรอบ เขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่บริเวณน่องขาซ้าย มันไม่ใช่แค่ดินโคลนที่หนืด ๆ หรือต้นข้าวที่มาครูดผิว แต่มันเป็นสัมผัสที่ “เย็นเยียบ นุ่มหยุ่น และแน่นหนึบ” เหมือนมีก้อนยางเปียกน้ำมาแปะติดอยู่

กริชขมวดคิ้วพลางก้มลงมองผ่านน้ำขุ่นสีโคลนเข้าไปที่ขาตัวเอง แสงแดดยามบ่ายส่องให้เห็นวัตถุสีดำมะเมื่อม ขนาดยาวเกือบเท่าฝ่ามือ กำลังยืดหดตัวเกาะติดแน่นอยู่บนผิวหนังของเขา

“ปิ๊... ตัวอะไรมันเกาะขาผมดำ ๆ ยาว ๆ” กริชถามเสียงสั่น พยายามจะเอามือไปดึงออก

อิปิ๊ละสายตาจากปลาในมือ หันมามองตามนิ้วของกริชเพียงครู่เดียว ดวงตาเธอก็เบิกกว้าง

“โอ๊ะ! อ้ายกริช! อย่าฟ้าวเอาดึงออกแรงเด้อ นั่นมัน 'ปลิงควาย' ตัวบักเอ้กเลย”

“ป... ปลิงควาย!!” กริชแหกปากลั่นทุ่งนา ความกลัวที่เคยมีต่อตุ๊กแกพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที

“มันดูดเลือดผมอยู่ใช่ไหมปิ๊! เอาออกให้ที! อ๊ากกก มันยืดตัวได้ด้วย!”

“นิ่ง ๆ อ้าย นิ่ง ๆ” อิปิ๊รีบเดินลุยน้ำเข้ามาหา

“มันมักมานำโคลนหม่องที่ควายที่วัวมักลงเล่นน้ำนั่นล่ะ เพิ่นหิวเลือดคือกันเด้นั่น ยิ่งอ้ายดิ้นสะบัด มันยิ่งเกาะแน่นเด้อ” กริชหน้าซีดเผือด ยืนขาเดียวโอนเอนกลางนา

“ปิ๊! ผมจะหน้ามืดไหม มันจะดูดเลือดผมหมดตัวไหมเนี่ย!” อิปิ๊กลั้นขำพยายามทำหน้าจริงจัง เธอคว้าเอา "ยาเส้น" (ยาสูบของคนแก่) ที่เหน็บไว้ในกระเป๋าเสื้อทำงานออกมาขยี้กับน้ำเล็กน้อยจนสีน้ำตาลเข้มไหลเยิ้ม

“อย่าฟ้าวตกใจอ้าย เลือดอ้ายกริชมีหลายอยู่ แบ่งให้เพิ่นกินแนกะบ่เป็นหยังดอก”

อิปิ๊ค่อย ๆ เอาชานยาเส้นที่แฉะน้ำไปโปะลงตรงหัวของปลิงควายที่กำลังฝังเขี้ยว ความเมาและรสฉุนของยาเส้นทำให้เจ้าปลิงตัวยักษ์ที่เคยเกาะแน่นเริ่มคลายตัวออกอย่างรวดเร็ว อิปิ๊คว้าหมับเข้าที่ลำตัวลื่น ๆ ของมันแล้วโยนออกไปไกล ๆ

“ฟิ้ววว! เรียบร้อยจ้าอ้าย” กริชมองรอยเลือดซิบ ๆ ที่น่องขาตัวเองด้วยความหวาดเสียว

“มัน... มันเจ็บนิด ๆ เหมือนมดกัดเลยปิ๊ แต่ทำไมเลือดมันไหลไม่หยุดเลยล่ะ”

“น้ำลายมันมีสารเฮ็ดให้เลือดบ่แข็งตัวจ้าอ้าย เดี๋ยวเอาปูนแดง (ปูนเคี้ยวหมากย่า) มาแต้มกะเซาแล้ว” อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางมองหน้ามอมแมมของสถาปนิกหนุ่ม

“เป็นจั่งใด๋ มาหาปลาแถมได้บริจาคเลือดฟรี ๆ ให้เจ้าถิ่นนำ ประสบการณ์หาซื้อบ่ได้เด้ออ้าย!” กริชถอนหายใจยาวเหยียด ทรุดตัวลงนั่งบนคันนาอย่างหมดแรง ความภูมิใจที่จับปลาได้เมื่อครู่หายวับไปกับปลิงควายตัวเดียว

“ผมว่า... วันนี้ผมพอแค่นี้เถอะปิ๊ ทั้งปลาช่อน ทั้งขี้โคลน ทั้งปลิง... มรดกของย่านี่มันต้องแลกด้วยเลือดด้วยเนื้อจริงๆ นะเนี่ย!”อิปิ๊ขำพรืดพลางเดินมาชุดปลารวมส่งให้

“เอ้า! ถือไว้ นี่ล่ะรางวัลของคนกล้า ไปเถอะอ้าย ฟ้าวกลับไปล้างแข้งล้างขาเดี๋ยวสิพาเผาปลาโตที่อ้ายตะครุบเกือบได้นั่นล่ะ”

กริชเดินกะเผลกตามอิปิ๊กลับมาที่เถียงนาในสภาพที่ดูไม่ได้ ทั้งตัวเต็มไปด้วยคราบโคลนแห้งกรัง หน้าตาซีดเซียวพลางก้มมองน่องขาตัวเองที่มีเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุดเพราะฤทธิ์น้ำลายปลิง

“ย่าครับ ย่า ผมโดนปลิงควายกัด เลือดมันไม่ยอมหยุดเลย” กริชร้องโวยวายมาแต่ไกล จนช่างหวังที่กำลังเก็บอุปกรณ์ถึงกับสะดุ้ง

ย่าบุญมาที่กำลังนั่งเคี้ยวหมากพ่นน้ำหมากสีแดงลงกระโถนไม้ไผ่ เงยหน้าขึ้นมองหลานชายตัวแสบแล้วหัวเราะหึๆ

“โอ๊ยยย... บักหลานเอ๊ย ขวัญอ่อนแท้หนอ กะแค่ปลิงควายมาขอแบ่งเลือดซื่อ ๆ มันบ่กินเจ้าเบิดโตดอกลูกมานี่มา...” อิปิ๊รีบพากริชไปที่บ่อน้ำข้างเถียงนา

“อ้ายกริช ล้างแข้งล้างขาเอาโคลนออกให้เกลี้ยงก่อนจ้า เดี๋ยวข่อยสิไปเอาของดีมายา (ทายา) ให้” กริชรีบตักน้ำจากถังราดรดขาตัวเอง กลิ่นดินโคลนกระจายออกไป เผยให้เห็นรอยแผลเล็กๆ ที่เลือดแดงฉานยังคงไหลซึมออกมาอย่างต่อเนื่อง

ย่าบุญมาเอื้อมมือไปคว้า “ตระกร้าหมาก” คู่ใจที่วางอยู่ข้างตัว ท่านเปิดฝาไม้ไผ่สานออก หยิบเอาตลับทองเหลืองเล็กๆ ที่ข้างในบรรจุ “ปูนแดง” (ปูนที่ใช้เคี้ยวกับหมาก) ออกมา ย่าหยิบปูนสีชมพูเข้มขึ้นมาปั้นเป็นก้อนเล็กๆ แล้วเดินลงมาหาหลานชายที่ริมบ่อน้ำ

“เอ้า... นิ่ง ๆ ลูก ปูนแดงนี่ล่ะของดีนักแล ทั้งฆ่าเชื้อทั้งเฮ็ดให้เลือดหยุดไว” ย่าบุญมาบรรจงแต้มปูนแดงลงไปตรงรอยแผลที่ปลิงกัด กริชสะดุ้งเฮือกเมื่อความรู้สึกแสบๆ ร้อนๆ วิ่งพล่านไปทั่วแผล

“โอ๊ยยย ย่า แสบครับ”

“แสบกะทนเอาลูก มันสิได้หายไว” ย่าพูดพลางใช้นิ้วคลึงปูนให้ปิดปากแผลจนมิด

“เห็นบ่ เลือดหยุดไหลทันตาเห็นเลย ปูนแดงย่านี่ล่ะขลังกว่ายาฝรั่งอีกเด้อ” อิปิ๊ยืนมองพลางขำกริชที่เกินไป

“เป็นจั่งใด๋อ้ายกริช ได้ทั้งยาเส้น ได้ทั้งปูนแดง ครบสูตรวิถีชาวนาแท้ๆ เลยมื้อนี่ วันหลังถ้าสิลงนาอีก อย่าลืมเอายาเส้นทาแข้งทาขาไว้ก่อนเด้อ ปลิงมันสิได้บ่กล้าใกล้คนเนื้อหอมคืออ้าย” กริชถอนหายใจยาวเหยียด มองดูขาตัวเองที่มีแต้มสีแดงอมชมพูเด่นหราอยู่บนน่อง

“ขอบคุณครับย่า ขอบคุณนะปิ๊... ผมนึกว่าผมจะต้องเสียเลือดจนเป็นลมกลางนาซะแล้ว”

“ไป ๆ ล้างหน้าล้างตาให้สะอาด แล้วขึ้นไปนั่งพักบนเถียงนาพู้น เดี๋ยวอิปิ๊เพิ่นสิเอาปลาที่จับได้ไปเผามาให้กิน ปลอบขวัญคนเจ็บแนจักหน่อย” ย่าบุญมาบอกพลางตบไหล่หลานชายเบาๆ

กริชพยักหน้า พลางมองไปที่เถียงนาที่เพิ่งซ่อมเสร็จ แสงไฟโซลาร์เซลล์เริ่มสว่างขึ้นท่ามกลางความมืดที่คืบคลานเข้ามา แม้จะตัวเปื้อนโคลนและเจ็บตัวจากปลิง แต่ความรู้สึกภาคภูมิใจเล็กๆ ที่ได้ "ร่วมชะตากรรม" กับผืนดินผืนนี้ เริ่มทำให้เขารู้สึกว่าที่นี่คือ "บ้าน" ของเขาจริงๆ ไม่ใช่แค่สถานที่พักร้อนอีกต่อไป

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • มักสาวอิปิ๊   ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง

    ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก

  • มักสาวอิปิ๊   ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัว

    ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่

  • มักสาวอิปิ๊   ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้ม

    ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง

  • มักสาวอิปิ๊   ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊

    ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา

  • มักสาวอิปิ๊   ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียง

    ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ

  • มักสาวอิปิ๊   ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุน

    ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status