ログインร่างของเหอชงหยวน บุตรชายคนโตของเหอหลวนซาน ที่ปีนี้เขาอายุได้ 18 ปีพอดีรีบตรงดิ่งเข้าไปช่วยผู้เป็นบิดาและน้องสาวเพียงคนเดียวให้ลุกขึ้นจากพื้นด้วยหัวใจที่เจ็บปวด สำหรับชายหนุ่มแล้วนั้นครอบครัวของเขาล้วนก็ต้องเป็นฝ่ายถูกกระทำมาตั้งแต่เขาจำความได้จนในตอนนี้เขาโตพอที่จะปกป้องครอบครัวได้แล้วแต่เขากลับยังคงไม่สามารถปกป้องคนที่เขารักได้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจสำหรับชายหนุ่มยิ่งนัก
"หึ แกคิดว่าตัวเองอยู่ในฐานะที่จะมามีปากเสียงกับข้าอย่างนั้นรึเจ้าชงหยวน อย่าลืมว่าที่พวกเจ้าทั้งครอบครัวยังคงอยู่ดีมีสุขอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ก็เพราะสามีของข้าที่เป็นคนหาเลี้ยงพวกเจ้านะ"
นางจูซือที่เห็นว่ามีผู้มาสมทบก็ไม่ได้คิดหวาดกลัวต่ออีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อยด้วยนางนั้นยังคงมั่นใจว่าถึงอย่างไรพ่อแม่ของสามีก็ย่อมต้องเข้าข้างนางที่เป็นภรรยาสุดที่รักของบุตรชายสุดที่รักของพวกเขาอยู่แล้วจึงได้เอ่ยวาจาถากถางครอบครัวของชายหนุ่มไปอย่างไม่หวาดหวั่น
ซึ่งประโยคนี้เองที่ทำให้สองพ่อลูกแซ่เหอถึงกับกำหมัดแน่นด้วยความอัดอั้น เพียงแต่พวกเขาเองก็ยังคงไม่มีความกล้ามากพอที่จะเสี่ยงทำให้นางจูซือไม่พอใจด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะนำเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการรังแกครอบครัวของพวกเขาอีก แต่นั่นไม่ใช่สำหรับเหอฟ่านชิงที่รู้สึกว่านางจะหมดความอดทนต่อความไร้มนุษย์ของหญิงวัยกลางคนตรงหน้าแล้ว
"เช่นนั้นก็แยกบ้านกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ?"
"!!!" สิ้นคำพูดของเด็กสาวทั่วทั้งบริเวณก็เงียบสงบลงในทันที ไร้ซึ่งคำพูดจากทุกคนแม้กระทั่งเหล่าชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์เองก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กสาวที่อ่อนแอขี้กลัวที่พวกเขารู้จักจะมีความกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้
"หะ!...แกว่าอะไรนะนังเด็กอกตัญญู?" นางจูซือที่ตั้งสติได้รีบเอ่ยถามเด็กสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองได้ยินเมื่อสักครู่นี้คือเรื่องจริงหรือว่าฝันไป
"ข้าบอกวะ..."
"ชิงเอ๋อร์!/ชิงเอ๋อร์!" ยังไม่ทันที่เด็กสาวจะได้เอ่ยตอบหญิงวัยกลางคนตรงหน้าไป เสียงร้องประสานกันของพี่ชายและบิดาของนางก็ดังขึ้นจากด้านข้างของเหอฟ่านชิง นางจึงจำเป็นต้องหันไปมองทั้งสองด้วยสีหน้าจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนพร้อมกับเอ่ยกับทั้งสองด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด
"ท่านพ่อ พี่ใหญ่ ข้าอยากไปจากบ้านหลังนี้แล้วเจ้าค่ะ พวกเราแยกบ้านกันเถิดข้าไม่อยากทนเห็นพวกท่านต้องมาถูกข่มเหงรังแกและถูกจิกหัวใช้ราวกับไม่ใช่คนเช่นนี้อีกต่อไปแล้ว"
"ตั้งแต่ที่ข้าเกิดมาจนถึงตอนนี้ไม่เคยมีสักครั้งที่ครอบครัวของพวกเราจะได้กินอิ่มนอนหลับอย่างเต็มตา ท่านพ่อกับพี่ชายทั้งสองก็ต้องตื่นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่อไปทำงานอีกทั้งก็ยังไม่ได้พัก ไหนจะท่านแม่ที่ถูกรังแกทั้งจากพวกป้าใหญ่ป้ารอง แล้วยังข้าอีกที่ต่างก็ถูกพวกพี่ ๆ นั้นคอยรุมกลั่นแกล้งรังแก หนักสุดจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอดเช่นนี้พวกท่านยังคิดว่าคนพวกนี้เห็นพวกเราเป็นคนในครอบครัวอยู่อีกหรือเจ้าคะ"
"ถ้าพวกเรายังคงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่นานข้าคงตายลงในสักวันจริง ๆ อึก....ข้าไม่อยากทนต่อไปอีกแล้วเจ้าค่ะ อึก.." เหอฟ่านชิงที่เมื่อได้พูดถึงความรู้สึกภายในใจก็ไม่สามารถหยุดได้อีกต่อไปนางจึงได้เอ่ยความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในใจที่นางคิดว่าคงจะเป็นความรู้สึกของเด็กสาวเช่นเดียวกันจึงทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดและโศกเศร้าถึงเพียงนี้
"ชิงเอ๋อร์...." เหอหลวนซานที่ไม่สามารถพูดสิ่งใดออกมาได้เมื่อมองเห็นใบหน้าที่แสนเจ็บปวดและเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาของบุตรสาวสุดรักภายในใจของเขาก็ราวกับมีใครกำลังควักเอาดวงใจของเขาออกมาบีบและบดขยี้จนมันไม่เหลือชิ้นดี
ทางด้านของเหอชงหยวนเองก็รู้สึกไม่ต่างจากผู้เป็นบิดาด้วยตั้งแต่เด็กจนโตน้องสาวที่แสนน่ารักของเขาไม่เคยแสดงสีหน้าเจ็บปวดเช่นนี้ให้กับเข้าได้พบเห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของผู้เป็นน้องสาวนั่นยิ่งตอกย้ำว่าเขาเป็นพี่ชายที่ไร้ความสามารถถอย่างแท้จริง
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า นังเด็กโง่! แกคิดว่าท่าทางน่าสมเพชแบบนั้นของแกจะทำให้บิดาที่ไร้ประโยชน์กับพี่ชายที่ไร้ความสามารถของแกยอมแยกบ้านออกไปอย่างนั้นรึ เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว!" ในช่วงเวลาที่น่าอดสูสำหรับครอบครัวเหอหลวนซาน ก็มีเสียงพูดจาเย้ยหยันจากนางจูซือดังขึ้นเพื่อตอกย้ำถึงความไม่เอาไหนของผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวอย่างเหอหลวนซานได้เป็นอย่างดีทำเอาใบหน้าของชายวัยกลางคนถึงกับเศร้าหมองลงอย่างไร้เรี่ยวแรงจะเอ่ยแย้งคำพูดของอีกฝ่าย
"ถ้าท่านป้าใหญ่ยังไม่เลิกพูดจาดูหมิ่นบิดาที่น่าภาคภูมิใจของข้าก็อย่าหาว่าข้าเป็นเด็กชั่วร้ายนะเจ้าคะ!" เสียงของฟ่านชิงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมเรียกสติให้กับบิดาและพี่ชายของนางให้หันกลับไปมองยังใบหน้าเล็ก ๆ นั้นสายตาไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เด็กสาวเอ่ยออกมา
"ฮ่า ฮ่า บิดาที่น่าภาคภูมิใจอย่างนั้นรึ? ฟังแล้วข้าอยากจะหัวเราะให้ฟันร่วงหมดปากเสียเดี๋ยวนี้จริง ๆ บุรุษที่ทำสิ่งใดไม่ได้นอกจากชายแรงงานไปวัน ๆ เนี่ยะนะหรือน่าภาคภูมิใจ" นางจูซือเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันต่อคำพูดของเด็กสาวตรงหน้า
"ก็ไม่ใช่เพราะบุรุษที่ดีแต่ใช้กำลังอย่างท่านพ่อหรือตระกูลเหอถึงยังมีชีวิตที่สุขสบายอย่างทุกวันนี้ได้ สามีท่านถึงได้ร่ำเรียนจนสามารถมีงานทำที่ดี บุตรชายของท่านถึงได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาได้อย่างมีหน้ามีตานะหะท่านป้าใหญ่!" เหอฟ่านชิงเองก็ไม่คิดจะให้อีกฝ่ายพูดจาดูแคลนบิดาของตนได้อีกจึงได้ยกเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาตอกหน้าหญิงวัยกลางคนตรงหน้า ทำเอาใบหน้าของนางจูซือถึงกับตึงขึ้นมาด้วยความไม่พอใจในทันที
"นังเด็กผีนี่..แกอยากจะเจ็บตัวอีกรอบใช่หรือไม่ ปากแกนี่ผีเจาะปากมาพูดอย่างนั้นรึ!!"
"ข้าเพียงแต่พูดความจริงที่คนทั่วทั้งหมู่บ้านเป่าหนิงนั้นต่างก็รับรู้มาโดยตลอดเพียงเท่านั้น อีกอย่างข้าไม่คิดว่าจะยืนให้ใครมาตบตีข้าอยู่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไปเช่นกัน" เหอฟ่านชิงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าดุดันอีกทั้งยังจ้องมองไปยังร่างของหญิงวัยกลางคนด้วยสายตาที่อ่านยาก จนทำให้อีกฝ่ายถึงกับรู้สึกขนกายลุกชั้นขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
"ปากดี! แบบนี้ให้มันได้ตลอดรอดฝั่งนะอย่ามาอ้อนวอนขอให้สามีของข้าช่วยเหลือเล่า" เมื่อไม่สามารถคิดคำโต้ตอบเด็กสาวตรงหน้าได้นางจูซือจึงเลือกที่จะเอ่ยขู่เด็กสาวตรงหน้าด้วยคิดว่าตนเองนั้นถือไพ่เหนือกว่าพวกเขานั่นเอง
"ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงที่แสนจะจอมปลอมนะเจ้าคะ แต่ข้าไม่ต้องการ"
"เช่นนั้นพวกเจ้าก็ไสหัวออกไปจากบ้านของข้าเสีย!" ยังไม่ทันที่ฟ่านชิงจะได้เอ่ยอะไรต่อไปก็มีเสียงทรงอำนาจของชายชราดังขึ้นพร้อมกับร่างของเขาค่อย ๆ เดินผ่านฝูงชนตรงมายังที่ที่พวกของฟ่านชิงยืนอยู่
"ท่านพ่อ! /ท่านปู่!" เมื่อเห็นว่าเจ้าของน้ำเสียงทรงอำนาจนั้นคือใครเหอหลวนซานและเหอชงหยวนก็ร้องเรียกอีกฝ่ายออกมาด้วยสีหน้าตื่นตกใจอย่างถึงที่สุด แตกต่างจากใบหน้าของเด็กสาวที่ยังคงเรียบสงบอย่างไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ต่อคำพูดของอีกฝ่ายด้วยนี่เป็นความต้องการของตนเองอยู่แล้ว
"ยังจำได้อยู่รึว่าข้าคือใคร ทำไมไม่พูดจาอวดดีเหมือนเมื่อครู่แล้วเล่า หรือว่าพอเป็นข้าแล้วเจ้าเกิดพูดไม่ได้ขึ้นมากัน" เหอหานตงหรือก็คือปู่ของเหอฟ่านชิงหันไปเอ่ยกับผู้เป็นบุตรชายก่อนจะหันมาพูดกับเด็กสาวตรงหน้าด้วยสายตาคมกริบอย่างเย้ยหยัน
"ท่านปู่แน่ใจหรือเจ้าคะว่าถ้าข้าพูดออกไปท่านจะรับได้?"
"ชิงเอ๋อร์/ชิงเอ๋อร์" จบคำของเด็กสาวผู้เป็นบิดาและพี่ชายก็เอ่ยเรียกนางขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันเพื่อส่งสัญญาณว่าให้นางเงียบลงไปเสีย ซึ่งเด็กสาวเองก็ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจออกมาหนึ่งครั้งอย่างเหนื่อยล้ากับความหวาดกลัวที่มีในใจของพวกเขา แต่นางก็รู้ว่าตอนไหนควรไปต่อหรือหยุดแค่นั้นและในตอนนี้นางก็ควรจะหยุดได้แล้ว
************************************************************************************************
เหนื่อยแทนน้องแต่ก็เข้าใจความรู้สึกของพ่อกับพี่ชายที่กลัวว่าจะทำให้ครอบครัวลำบากกว่าเดิมถึงยังไม่ต้องการแยกบ้าน
หลังจากที่นางจูซือและเหอลี่ถิงถูกจับตัวไปนั้นก็ได้รับโทษโบยคนละสี่สิบไม้ ก่อนที่นำตัวไปขังยังคุกตลอดชีวิต ด้วยข้อหาที่นางสองแม่ลูกได้จ้างวานฆ่าผู้อื่นนั้นมีโทษหนักเป็นอย่างมากอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องของเหอลี่ถิงนี้เองที่ทำให้นางจางนั้นเป็นทุกข์อย่างมาก แต่นางก็ยังคงใช้ชีวิตเช่นเดิมของตนเองต่อไปส่วนเหอซือไฉกับบุตรชายของเขานั้นต่างก็ใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบากด้วยถูกผู้คนนั้นพูดจาดูถูกเหยียดหยาม และนินทาลับหลัง แต่พวกเขาก็ต้องฝืนใช้ชีวิตอยู่ต่อไป จนในที่สุดพวกเขาก็ทนไม่ได้จนต้องกลับมาให้นางจางผู้เป็นมารดานั้นเลี้ยงดูอีกครั้งส่วนเหอหานตงเองหลังจากจบเรื่องของสะใภ้คนโตเขาก็ได้จัดการเรื่องแยกบ้านให้กับบุตรชายคนรองเพื่อให้พวกเขานั้นสามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากเดิม ส่วนตัวเขาเองก็ได้ไปอาศัยอยู่กับบุตรชายคนเล็กตามคำชักชวนของบุตรชาย ด้วยเขานั้นไม่สามารถอยู่ที่บ้านหลังนั้นได้อีกต่อไป ด้วยว่านางจางนั้นยิ่งนับวันจะยิ่งมีนิสัยที่เลวร้ายลงไปทุกวันจนเขาทนอยู่ต่อไปอีกไม่ไหวด้านนางมี่ซือเองหลังจากที่ฟืนคืนสติกลับมาอีกครั้งนางก็จดจำได้แล้วว่าตนเองนั้นเคยเป็นใครมาก่อน เพียงแต่นางกลับเลือกที่จะไม่เอ่ย
"ถิงเอ๋อร์!"นางจางที่เห็นว่าหลานสาวสุดรักถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตาก็รีบวิ่งเข้าไปดูอาการของหญิงสาวด้วยความเป็นห่วงพร้อมกับส่งเสียงเรียกอีกฝ่ายด้วยความตกใจ"อย่าคิดที่จะทำร้ายชิงเอ๋อร์!"หยางฉีไม่ได้สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้นเขากลับยิ่งมองร่างของเหอลี่ถิงด้วยสายตาเหยียบเย็นพร้อมกับเอ่ยวาจาที่ทำเอาทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับหนาวสะท้านด้วยความหวาดกลัวต่อรังสีที่แผ่ออกมาจากตัวของชายหนุ่มผู้มาใหม่"สารเลว! เจ้ามันเป็นบุรุษประสาอะไรถึงได้กล้ารังแกสตรีไร้ทางสู้เช่นนี้กัน!"คงมีเพียงแค่นางจางเท่านั้นที่ไม่ได้รับรู้ถึงความน่ากลัวที่แฝงอยู่ในคำพูดของชายหนุ่มตรงหน้า มิหนำซ้ำหญิงชรายังเอ่ยต่อว่าหยางฉีอย่างไม่พอใจ"ไร้ทางสู้?.....เมื่อครู่นางยังตั้งใจจะเข้ามาทำร้ายชิงเอ๋อร์อยู่เลยมิใช่รึ แบบนั้นข้าไม่คิดว่านางจะเป็นสตรีที่บอบบางไร้ทางสู้หรอกนะขอรับท่านย่าจาง"หยางฉีเอ่ยตอบหญิงชราอย่างเย็นชา ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตนเองได้ทำลงไปก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย"ใครเป็นย่าของเจ้ากัน! แล้วเจ้าเป็นใครถึงได้มาเสนอหน้าออกรับแทนนังเด็กโสโครกนั้นกัน นางมีคู่หมั้นอยู่แล้วเจ้าไม่รู้หรืออย่างไรกัน หรือว่านางไปล่อลวงเ
หลังจากเหตุการณ์เลวร้ายในวันนั้นก็ผ่านมาแล้วสามวันที่นางมี่ซือยังคงนอนหลับไม่ได้สติ สร้างความปวดใจให้กับครอบครัวเหอบ้านเล็กเป็นอย่างมากเหอฟ่านชิงเองหลังจากที่กลับออกมาจากป่าได้นางก็รีบจัดการกับตัวเองแล้วเร่งเดินทางเข้ามาในตัวเมืองเพื่อดุอาการของมารดาพร้อมกับเหอชงหยวนเมื่อเหอหลวนซานและเหอชงอี้เห็นหญิงสาวก็ถึงกับโผล่เข้ามาสวมกอดด้วยความดีใจที่หญิงสาวกลับมาได้อย่างปลอดภัยจากนั้นเหอหลวนซานจึงได้เอ่ยบอกอาการของภรรยารักให้กับลูกทั้งสองได้รับรู้ จนในตอนนี้ก็ผ่านมาแล้วถึงสามวันแต่ก็ยังไร้วี่แววว่านางมี่ซือจะลืมตาฟื้นขึ้นมาจากการนอนหลับใหลแต่ครอบครัวเหอบ้านเล็กก็ยังคงมีความหวังว่านางมี่ซือจะต้องตื่นขึ้นมาในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน หลังจากเกิดเรื่องขึ้นกับครอบครัวสกุลเหอบ้านเล็กรุ่งเช้ามาทั่วทั้งหมู่บ้านเป่าหนิงจึงได้พูดคุยกันและแวะเวียนมาสอบถามความเป็นอยู่ของพวกเขาเพื่อแสดงถึงความเห็นใจเป็นจำนวนมาก แม้แต่นางจางเองก็ยังอุตส่าห์ติดตามสามีมาดูว่าครอบครัวของบุตรชายคนเล็กนั้นเป็นเช่นไรบ้างเพราะถึงแม้นางจะไม่ได้รักใคร่ครอบครัวของบุตรชายคนเล็กมากมายนัก แต่พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นก็ทำให้นางจางต้องมาแสดง
เพียงแต่ยังไม่ทันที่เหอฟ่านชิงจะได้ทำอะไรต่อไป มือหนาของชายหนุ่มก็วางทาบทับลงมาที่ใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่ของนาง ก่อนที่เขาจะบังคับให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมามองสบตากับตนเองเสี้ยวนาทีที่ดวงตาของเหอฟ่านชิงสบเข้ากับชายหนุ่มนั้นหยางฉีก็ได้โน้มใบหน้าหล่อเหลาของเขาลงมาประกบจูบลงที่ริมฝีปากบางของเหอฟ่านชิงในทันทีจากนั้นชายหนุ่มก็ได้ตักตวงเอาความหวานจากปากของหญิงสาวครั้งแล้วครั้งเล่าอย่าเอาแต่ใจ ส่วนเหอฟ่านชิงที่ตั้งรับไม่ทันก็รู้สึกตกใจกับการกระทำของชายหนุ่มเป็นอย่างมากแต่ไม่นานนางก็ยอมตามใจของอีกฝ่ายเพราะรู้หัวใจตัวเองดีว่าเจ้าของร่างหนาตรงหน้านั้นได้เข้ามาเป็นเจ้าของหัวใจของนางจนเต็มไปหมดทั้งดวงแล้วนั่นเองส่วนหยางฉีเองก็รู้สึกไม่ต่างจากที่เหอฟ่านชิงรู้สึก เพราะเขานั้นได้มอบหัวใจทั้งดวงให้กับคนตัวเล็กในอ้อมกอดไปตั้งนานแล้วยิ่งเกิดเรื่องขึ้นเมื่อคืนในตอนที่เขาตามหาหญิงสาวไม่พบนั้นเขารู้สึกถึงอาการบีบรัดที่หน้าอกของตัวเองราวกับว่ามันกำลังถูกสิ่งที่มองไม่เห็นบีบรัดจนหายใจแทบไม่ออกนั้นได้อย่างชัดเจนและภาพที่ร่างของเหอฟ่านชิงตกลงไปในน้ำก็ยังคงเด่นชัดอยู่ภายในหัวของเขาตลอด ความรู้สึกในตอนที่เห็นร
ร่างของหยางฉีนั้นจมดิ่งลงไปภายใต้แม่น้ำพร้อมทั้งรีบเพ่งสายตามองหาร่างของหญิงสาวด้วยความเป็นกังวลเป็นอย่างมากจนในที่สุดเขาก็เห็นว่าหญิงสาวกำลังใช้เรี่ยวแรงของตนเองที่เหลืออยู่เพื่อว่ายทวนกระแสน้ำนำพาร่างของตัวเองเข้าไปยังฝั่ง แต่กลับหมดแรงเสียก่อนในจังหวะที่เขาว่ายมาถึงตัวของหญิงสาวพอดีหลังจากที่ชายหนุ่มรวบร่างบางเข้ามากอดเอาไว้ได้แล้วนั้นก็รีบพาหญิงสาวว่ายขึ้นฝั่งในทันที ก่อนที่คนทั้งคู่จะนอนหมดแรงอยู่บนฝั่งได้สำเร็จเหอฟ่านชิงที่หลังจากชายหนุ่มพาขึ้นมาบนฝั่งได้แล้วก็หมดสติไปในทันทีด้วยความเหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุดส่วนหยางฉีนั้นเมื่อเห็นว่าหญิงสาวได้หมดสติไปแล้วก็ได้ลุกขึ้นแล้วรีบอุ้มร่างบางขึ้นมาแนบอกในท่าเจ้าสาวก่อนจะเร่งพาคนในอ้อมกอดไปหาที่นอนพักในค่ำคืนนี้เพราะว่าตอนกลางคืนในป่านั้นล้วนมีแต่สัตว์ป่าดุร้ายที่กำลังออกหากินจึงเป็นการดีกว่าที่เขาจะหาที่พักค้างคืนเอาแรงเสียก่อนและจุดหมายที่ชายหนุ่มพาเหอฟ่านชิงไปนั้นก็คือถ้ำในครั้งก่อนที่พวกเขาเคยใช้หลบฝนนั่นเอง ใช้เวลาเพียงไม่นานหยางฉีพร้อมด้วยหญิงสาวในอ้อมกอดก็ได้มาถึงภายในถ้ำแต่อากาศด้านในถ้ำช่วงกลางดึกแบบนี้ช่างหนาวเหน็บยิ่งนัก
"ใครจ้างพวกเจ้าให้มาทำร้ายพวกข้ากัน!"เหอฟ่านชิงเมื่อได้ยินคำพูดจากคนร้ายชุดดำ นางก็คิดขึ้นมาได้ในทันทีว่าจะต้องมีคนจ้างวานพวกมันให้มาสังหารครอบครัวนางอย่างแน่นอน เพียงแต่นางเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใครกัน แต่ในตอนนี้จะต้องคิดหาทางรอดให้กับครอบครัวของนางเสียก่อน นางจึงได้เอ่ยถามคนร้ายที่เป็นคนตอบคำถามของบิดาเมื่อครู่นี้ในทันที"หึ เจ้านี่ก็ฉลาดไม่เบานะแม่สาวน้อย อีกทั้งยังดูงดงามอย่างที่หญิงนางนั้นบอกเอาไว้เสียด้วยสิ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะก่อนที่เจ้าจะตายข้าจะพาเจ้าขึ้นสวรรค์ก่อนเพื่อเป็นคำปลอบใจจากข้าก็แล้วกันนะสาวน้อย"แต่แทนที่มันจะตอบคำถามของเหอฟ่านชิงกลับกลายเป็นว่ามันนั้นค่อย ๆ เดินตรงมายังร่างของเหอฟ่านชิงที่นั่งกอดร่างของผู้เป็นมารดาเอาไว้ พร้อมกับปากก็พร่ำเอ่ยวาจาที่น่ารังเกียจจนทำให้หญิงสาวรู้สึกรังเกียจบุรุษร่างใหญ่ตรงหน้าเป็นอย่างมาก"อย่าทำอะไรลูกสาวของข้านะ!"เสียงร้องห้ามของเหอหลวนซานดังขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยวเมื่อเห็นว่าไอ้หัวหน้าคนร้ายนั้นมีความคิดที่จะย่ำยีบุตรสาวของเขา ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เขาขอแลกชีวิตกับมันอย่างแน่นอน"จะตายอยู่แล้วยังจะมาปากดีอีกนะ ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก
ซ่า! ซ่า! ซ่า! เสียงฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนักทำให้เหอฟ่านชิงกับหยางฉีต้องติดฝนกันอยู่ภายในถ้ำที่ทั้งสองวิ่งมาหลบฝนกัน จนในตอนนี้ก็ผ่านมาเกือบสองชั่วยามแล้วแต่ยังคงไม่มีวี่แววว่าฝนลูกนี้จะหยุดลงเลยแม้แต่น้อยอีกทั้งนางยังรู้สึกว่ามันจะตกแรงขึ้นเรื่อย ๆ เสียมากกว่าแถมอากาศภายในถ้ำนั้นทั้งอับชื้นแล
"ฮ่า ฮ่า พวกเจ้านี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ เอาละ ๆ ถ้าเจ้าไม่อยากจะเอ่ยถึงก็ไม่เป็นไร แล้วพวกเจ้าจะรับเป็นตำลึงเงินทั้งหมดหรือไม่เล่า" ตู้หมิงเองก็ไม่คิดจะถามซักไซร้ให้สามพี่น้องรู้สึกอึดอัดใจเช่นเดียวกันจึงได้เอ่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นแทน"…" และก็เกิดความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเมื่อสักครู่นี้พ
เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดเหอฟ่านชิงก็เอ่ยบอกกับพี่ชายทั้งสองของตนเองเกี่ยวกับเห็ดหูหนูดำที่อยู่ตรงหน้าเพื่อให้ทั้งสองคนนั้นคลายความตึงเครียดลงไป"ทานพี่เจ้าคะ เห็ดที่อยู่ตรงหน้าพวกเรานั้นมีชื่อเรียกว่า เห็นหูหนูมันสามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายมาก อีกทั้งเจ้าเห็ดนี่ยังมีประโยชน์ไม่น้อย พวกท่านเชื
"สิ่งนี้รึที่เรียกว่าจอมปลวก" เหอชงหยวนเอ่ยขึ้นหลังจากที่พวกเขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าสิ่งที่ตามหา"ใช่แล้วเจ้าค่ะ พี่รองท่านช่วยขุดสิ่งนี้ออกมาให้ข้าทีเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบพี่ชายคนโตก่อนที่นางจะหันไปหาพี่ชายคนรองพร้อมกับเอ่ยบอกอีกฝ่าย"ได้ ๆ " หลังจากเอ่ยตอบรับคำของน้องสาวเหอชงอี้ก็วางตะกร้าที่







