เข้าสู่ระบบร่างของเหอชงหยวน บุตรชายคนโตของเหอหลวนซาน ที่ปีนี้เขาอายุได้ 18 ปีพอดีรีบตรงดิ่งเข้าไปช่วยผู้เป็นบิดาและน้องสาวเพียงคนเดียวให้ลุกขึ้นจากพื้นด้วยหัวใจที่เจ็บปวด สำหรับชายหนุ่มแล้วนั้นครอบครัวของเขาล้วนก็ต้องเป็นฝ่ายถูกกระทำมาตั้งแต่เขาจำความได้จนในตอนนี้เขาโตพอที่จะปกป้องครอบครัวได้แล้วแต่เขากลับยังคงไม่สามารถปกป้องคนที่เขารักได้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจสำหรับชายหนุ่มยิ่งนัก
"หึ แกคิดว่าตัวเองอยู่ในฐานะที่จะมามีปากเสียงกับข้าอย่างนั้นรึเจ้าชงหยวน อย่าลืมว่าที่พวกเจ้าทั้งครอบครัวยังคงอยู่ดีมีสุขอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ก็เพราะสามีของข้าที่เป็นคนหาเลี้ยงพวกเจ้านะ"
นางจูซือที่เห็นว่ามีผู้มาสมทบก็ไม่ได้คิดหวาดกลัวต่ออีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อยด้วยนางนั้นยังคงมั่นใจว่าถึงอย่างไรพ่อแม่ของสามีก็ย่อมต้องเข้าข้างนางที่เป็นภรรยาสุดที่รักของบุตรชายสุดที่รักของพวกเขาอยู่แล้วจึงได้เอ่ยวาจาถากถางครอบครัวของชายหนุ่มไปอย่างไม่หวาดหวั่น
ซึ่งประโยคนี้เองที่ทำให้สองพ่อลูกแซ่เหอถึงกับกำหมัดแน่นด้วยความอัดอั้น เพียงแต่พวกเขาเองก็ยังคงไม่มีความกล้ามากพอที่จะเสี่ยงทำให้นางจูซือไม่พอใจด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะนำเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการรังแกครอบครัวของพวกเขาอีก แต่นั่นไม่ใช่สำหรับเหอฟ่านชิงที่รู้สึกว่านางจะหมดความอดทนต่อความไร้มนุษย์ของหญิงวัยกลางคนตรงหน้าแล้ว
"เช่นนั้นก็แยกบ้านกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ?"
"!!!" สิ้นคำพูดของเด็กสาวทั่วทั้งบริเวณก็เงียบสงบลงในทันที ไร้ซึ่งคำพูดจากทุกคนแม้กระทั่งเหล่าชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์เองก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กสาวที่อ่อนแอขี้กลัวที่พวกเขารู้จักจะมีความกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้
"หะ!...แกว่าอะไรนะนังเด็กอกตัญญู?" นางจูซือที่ตั้งสติได้รีบเอ่ยถามเด็กสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองได้ยินเมื่อสักครู่นี้คือเรื่องจริงหรือว่าฝันไป
"ข้าบอกวะ..."
"ชิงเอ๋อร์!/ชิงเอ๋อร์!" ยังไม่ทันที่เด็กสาวจะได้เอ่ยตอบหญิงวัยกลางคนตรงหน้าไป เสียงร้องประสานกันของพี่ชายและบิดาของนางก็ดังขึ้นจากด้านข้างของเหอฟ่านชิง นางจึงจำเป็นต้องหันไปมองทั้งสองด้วยสีหน้าจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนพร้อมกับเอ่ยกับทั้งสองด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด
"ท่านพ่อ พี่ใหญ่ ข้าอยากไปจากบ้านหลังนี้แล้วเจ้าค่ะ พวกเราแยกบ้านกันเถิดข้าไม่อยากทนเห็นพวกท่านต้องมาถูกข่มเหงรังแกและถูกจิกหัวใช้ราวกับไม่ใช่คนเช่นนี้อีกต่อไปแล้ว"
"ตั้งแต่ที่ข้าเกิดมาจนถึงตอนนี้ไม่เคยมีสักครั้งที่ครอบครัวของพวกเราจะได้กินอิ่มนอนหลับอย่างเต็มตา ท่านพ่อกับพี่ชายทั้งสองก็ต้องตื่นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่อไปทำงานอีกทั้งก็ยังไม่ได้พัก ไหนจะท่านแม่ที่ถูกรังแกทั้งจากพวกป้าใหญ่ป้ารอง แล้วยังข้าอีกที่ต่างก็ถูกพวกพี่ ๆ นั้นคอยรุมกลั่นแกล้งรังแก หนักสุดจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอดเช่นนี้พวกท่านยังคิดว่าคนพวกนี้เห็นพวกเราเป็นคนในครอบครัวอยู่อีกหรือเจ้าคะ"
"ถ้าพวกเรายังคงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่นานข้าคงตายลงในสักวันจริง ๆ อึก....ข้าไม่อยากทนต่อไปอีกแล้วเจ้าค่ะ อึก.." เหอฟ่านชิงที่เมื่อได้พูดถึงความรู้สึกภายในใจก็ไม่สามารถหยุดได้อีกต่อไปนางจึงได้เอ่ยความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในใจที่นางคิดว่าคงจะเป็นความรู้สึกของเด็กสาวเช่นเดียวกันจึงทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดและโศกเศร้าถึงเพียงนี้
"ชิงเอ๋อร์...." เหอหลวนซานที่ไม่สามารถพูดสิ่งใดออกมาได้เมื่อมองเห็นใบหน้าที่แสนเจ็บปวดและเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาของบุตรสาวสุดรักภายในใจของเขาก็ราวกับมีใครกำลังควักเอาดวงใจของเขาออกมาบีบและบดขยี้จนมันไม่เหลือชิ้นดี
ทางด้านของเหอชงหยวนเองก็รู้สึกไม่ต่างจากผู้เป็นบิดาด้วยตั้งแต่เด็กจนโตน้องสาวที่แสนน่ารักของเขาไม่เคยแสดงสีหน้าเจ็บปวดเช่นนี้ให้กับเข้าได้พบเห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของผู้เป็นน้องสาวนั่นยิ่งตอกย้ำว่าเขาเป็นพี่ชายที่ไร้ความสามารถถอย่างแท้จริง
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า นังเด็กโง่! แกคิดว่าท่าทางน่าสมเพชแบบนั้นของแกจะทำให้บิดาที่ไร้ประโยชน์กับพี่ชายที่ไร้ความสามารถของแกยอมแยกบ้านออกไปอย่างนั้นรึ เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว!" ในช่วงเวลาที่น่าอดสูสำหรับครอบครัวเหอหลวนซาน ก็มีเสียงพูดจาเย้ยหยันจากนางจูซือดังขึ้นเพื่อตอกย้ำถึงความไม่เอาไหนของผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวอย่างเหอหลวนซานได้เป็นอย่างดีทำเอาใบหน้าของชายวัยกลางคนถึงกับเศร้าหมองลงอย่างไร้เรี่ยวแรงจะเอ่ยแย้งคำพูดของอีกฝ่าย
"ถ้าท่านป้าใหญ่ยังไม่เลิกพูดจาดูหมิ่นบิดาที่น่าภาคภูมิใจของข้าก็อย่าหาว่าข้าเป็นเด็กชั่วร้ายนะเจ้าคะ!" เสียงของฟ่านชิงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมเรียกสติให้กับบิดาและพี่ชายของนางให้หันกลับไปมองยังใบหน้าเล็ก ๆ นั้นสายตาไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เด็กสาวเอ่ยออกมา
"ฮ่า ฮ่า บิดาที่น่าภาคภูมิใจอย่างนั้นรึ? ฟังแล้วข้าอยากจะหัวเราะให้ฟันร่วงหมดปากเสียเดี๋ยวนี้จริง ๆ บุรุษที่ทำสิ่งใดไม่ได้นอกจากชายแรงงานไปวัน ๆ เนี่ยะนะหรือน่าภาคภูมิใจ" นางจูซือเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันต่อคำพูดของเด็กสาวตรงหน้า
"ก็ไม่ใช่เพราะบุรุษที่ดีแต่ใช้กำลังอย่างท่านพ่อหรือตระกูลเหอถึงยังมีชีวิตที่สุขสบายอย่างทุกวันนี้ได้ สามีท่านถึงได้ร่ำเรียนจนสามารถมีงานทำที่ดี บุตรชายของท่านถึงได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาได้อย่างมีหน้ามีตานะหะท่านป้าใหญ่!" เหอฟ่านชิงเองก็ไม่คิดจะให้อีกฝ่ายพูดจาดูแคลนบิดาของตนได้อีกจึงได้ยกเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาตอกหน้าหญิงวัยกลางคนตรงหน้า ทำเอาใบหน้าของนางจูซือถึงกับตึงขึ้นมาด้วยความไม่พอใจในทันที
"นังเด็กผีนี่..แกอยากจะเจ็บตัวอีกรอบใช่หรือไม่ ปากแกนี่ผีเจาะปากมาพูดอย่างนั้นรึ!!"
"ข้าเพียงแต่พูดความจริงที่คนทั่วทั้งหมู่บ้านเป่าหนิงนั้นต่างก็รับรู้มาโดยตลอดเพียงเท่านั้น อีกอย่างข้าไม่คิดว่าจะยืนให้ใครมาตบตีข้าอยู่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไปเช่นกัน" เหอฟ่านชิงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าดุดันอีกทั้งยังจ้องมองไปยังร่างของหญิงวัยกลางคนด้วยสายตาที่อ่านยาก จนทำให้อีกฝ่ายถึงกับรู้สึกขนกายลุกชั้นขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
"ปากดี! แบบนี้ให้มันได้ตลอดรอดฝั่งนะอย่ามาอ้อนวอนขอให้สามีของข้าช่วยเหลือเล่า" เมื่อไม่สามารถคิดคำโต้ตอบเด็กสาวตรงหน้าได้นางจูซือจึงเลือกที่จะเอ่ยขู่เด็กสาวตรงหน้าด้วยคิดว่าตนเองนั้นถือไพ่เหนือกว่าพวกเขานั่นเอง
"ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงที่แสนจะจอมปลอมนะเจ้าคะ แต่ข้าไม่ต้องการ"
"เช่นนั้นพวกเจ้าก็ไสหัวออกไปจากบ้านของข้าเสีย!" ยังไม่ทันที่ฟ่านชิงจะได้เอ่ยอะไรต่อไปก็มีเสียงทรงอำนาจของชายชราดังขึ้นพร้อมกับร่างของเขาค่อย ๆ เดินผ่านฝูงชนตรงมายังที่ที่พวกของฟ่านชิงยืนอยู่
"ท่านพ่อ! /ท่านปู่!" เมื่อเห็นว่าเจ้าของน้ำเสียงทรงอำนาจนั้นคือใครเหอหลวนซานและเหอชงหยวนก็ร้องเรียกอีกฝ่ายออกมาด้วยสีหน้าตื่นตกใจอย่างถึงที่สุด แตกต่างจากใบหน้าของเด็กสาวที่ยังคงเรียบสงบอย่างไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ต่อคำพูดของอีกฝ่ายด้วยนี่เป็นความต้องการของตนเองอยู่แล้ว
"ยังจำได้อยู่รึว่าข้าคือใคร ทำไมไม่พูดจาอวดดีเหมือนเมื่อครู่แล้วเล่า หรือว่าพอเป็นข้าแล้วเจ้าเกิดพูดไม่ได้ขึ้นมากัน" เหอหานตงหรือก็คือปู่ของเหอฟ่านชิงหันไปเอ่ยกับผู้เป็นบุตรชายก่อนจะหันมาพูดกับเด็กสาวตรงหน้าด้วยสายตาคมกริบอย่างเย้ยหยัน
"ท่านปู่แน่ใจหรือเจ้าคะว่าถ้าข้าพูดออกไปท่านจะรับได้?"
"ชิงเอ๋อร์/ชิงเอ๋อร์" จบคำของเด็กสาวผู้เป็นบิดาและพี่ชายก็เอ่ยเรียกนางขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันเพื่อส่งสัญญาณว่าให้นางเงียบลงไปเสีย ซึ่งเด็กสาวเองก็ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจออกมาหนึ่งครั้งอย่างเหนื่อยล้ากับความหวาดกลัวที่มีในใจของพวกเขา แต่นางก็รู้ว่าตอนไหนควรไปต่อหรือหยุดแค่นั้นและในตอนนี้นางก็ควรจะหยุดได้แล้ว
************************************************************************************************
เหนื่อยแทนน้องแต่ก็เข้าใจความรู้สึกของพ่อกับพี่ชายที่กลัวว่าจะทำให้ครอบครัวลำบากกว่าเดิมถึงยังไม่ต้องการแยกบ้าน
หลังจากที่หยางฉีได้เดินจากไปแล้วหยางเฟิงก็ได้เดินไปหยิบคันธนูที่ดูแล้วเหมาะสมกับเหอฟ่านชิงเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวของที่จับคันธนูนั้นทำจากไม้เนื้อแข็งอย่างดีสีน้ำตาลดำส่วนสายนั้นทำจากเอ็นที่มีความเหนียวแน่นคงทนเป็นอย่างมาก แถมชายวัยกลางคนยังแกะสลักรูปดอกโม่ลี่ฮวาดอกเล็ก ๆ เอาไว้ตรงปลายของสายธนูทั้งสองช่างงดงามและลงตัวจนทำให้เหอฟ่านชิงถึงกับจ้องมองไปยังคันธนูของนางอย่างไม่วางตาทำเอาหยางเฟิงถึงกับหลุดขำออกมากับท่าทางของเด็กสาว"ฮ่า ฮ่า ชิงเอ๋อร์ดูเจ้าทำสีหน้าเช่นนี้แสดงว่าลุงทำธนูให้ถูกใจใช่หรือไม่" "เจ้าค่ะท่านลุง มันช่างงดงามมาก ท่านลุงคิดราคาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ?" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบชายวัยกลางคนด้วยใบหน้ามีความสุขอีกทั้งนางก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยถามถึงค่าสิ่งของที่นางชื่นชอบอยู่ในตอนนี้"อ้อ...ลุงมอบให้เจ้าถือเป็นคำขอบคุณที่เจ้าช่วยหลิงเอ๋อร์เอาไว้ก็แล้วกันนะ" หยางเฟิงเอ่ยบอกกับเด็กสาวที่เขาเอ็นดูอีกทั้งนางยังเป็นผู้มีพระคุณและเพื่อนของบุตรสาวจะให้คิดเงินกับนางได้อย่างไรกัน"เอ่อ...แต่ว่าท่านลุงเจ้าคะข้า...""ห้ามปฏิเสธลุงนะชิงเอ๋อร์ เพื่อความสบายใจของลุงก็แล้วกัน" เหอฟ่านชิงที่ในตอนแรกตั้งใจ
"อ่ะ....ขออภัยเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงที่ถูกชนจนร่างผอมบางเซถอยหลังไปสองก้าวถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจอีกทั้งยังไม่ลืมที่จะเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายตามความเคยชิน"ชิงชิงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพี่ท่านเดินชนเพื่อนของข้าแล้วเจ้าค่ะ" หยางหลิงที่ได้ยินเสียงร้องของเหอฟ่านชิงจึงได้หันหลังกลับมาดูก่อนจะพบว่าเพื่อนสาวของตนนั้นได้เดินชนเข้ากับพี่ชายของนางจากมุมเลี้ยวตรงทางแยกของบ้านพอดี ด้วยความเป็นห่วงหยางหลิงรีบเข้าไปดูเพื่อนขอตนเองพร้อมกับเอ่ยถามอีกฝ่าย แต่เมื่อนึกขึ้นได้เด็กสาวจงได้หันไปเอ่ยกับผู้เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวในทันทีเช่นกัน"พี่ไม่ได้ตั้งใจพอดีไม่ทันได้มองนึกว่าเจ้าเดินมาคนเดียวเหมือนทุกครั้ง" ชายหนุ่มคนเดิมที่เหอฟ่านชิงเคยพบเจอเมื่อครั้งที่แล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย"อ่า...หลิงหลิงข้าไม่เป็นไรเจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย ข้าต้องขอโทษท่านด้วยนะเจ้าคะที่เดินไม่ได้ดูทางเพราะมัวแต่ก้มหน้า" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกกับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าขอโทษ"ไม่เป็นไร แล้วทำไมเจ้าทั้งสองถึงได้เปียกปอนเช่นนี้กัน รีบไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด" หยางฉี บุตรชายคนโตของหยางเฟิง อายุ 18 ปีมีนิสัย นิ่งขรึม พูดน้อ
หลังจากฝ่ามือของเหอฟ่านชิงที่ตบลงไปบนใบหน้าของ เหอลี่ถิง บุตรสาวคนเล็กของท่านลุงใหญ่ ทั่วทั้งบริเวณก็เกิดความเงียบขึ้นมาในทันที แม้แต่เหล่าสตรีที่เป็นลูกไล่ของเหอลี่ถิงก็ยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนพูดไม่ออก"เจ้าจะด่าทอข้าหรือทำร้ายข้า ข้าไม่เคยสนใจ แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์มาเอ่ยเรียกบิดาของข้าแบบนั้นเข้าใจหรือไม่!" ภายใต้ความเงียบจู่ ๆ เสียงเหยียบเย็นของเหอฟ่านชิงก็ดังขึ้นทำเอาเหอลี่ถิงพร้อมทั้งลูกสมุนของนางต้องตกใจอีกครั้งกับท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปของอีกฝ่ายอาจจะเพราะแต่ก่อนนั้นเหอฟ่านชิงคนเดิมนั้นอ่อนแอ ไม่กล้าสู้คนและขี้กลัวนางจึงตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ตลอด เพียงแต่กับเหอฟ่านชิงคนใหม่นั้นถึงแม้นิสัยส่วนตัวจะไม่ชอบหาเรื่องใคร รักสงบแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีใครก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตของนางนางก็พร้อมที่จะเอาคืนคนผู้นั้น และเส้นแบ่งเขตของเหอฟ่านชิงก็คือคนในครอบครัวที่นางรักและหวงแหนยิ่งกว่าสิ่งใด มีหรือที่เด็กสาวจะยอมให้ใครมาพูดจาว่าร้ายบิดาของตนเองได้"น..นังฟ่านชิงแก! นี่แกกล้าตบหน้าข้าอย่างนั้นรึ แกคงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้วสินะหะ!" หลังจากที่ได้สติคืนกลับมาเหอลี่ถิงก็ถึงกับเกรี้ยวกราดตะค
ช่วงปลายยามอู่ (11.00-12.59 น.) ในที่สุดสามพี่น้องสกุลเหอก็พากันกลับมาถึงบ้านของพวกเขา เหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยถามบิดาและมารดาของตนที่ในวันนี้นางได้ให้พวกท่านช่วยกันตีนุ่นเพื่อใช้สำหรับทำผ้านวมและฟูกนอนรอระหว่างที่พวกเขาสามพี่น้องไปขายปลาในตัวเมือง"ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านทานมื้อเที่ยงกันหรือยังเจ้าคะ?""ยังเลยลูก พ่อเจ้าบอกจะรอพวกเจ้าก่อนค่อยทานพร้อมกันน่ะ" นางมี่ซือเป็นผู้เอ่ยตอบคำถามของบุตรสาวพร้อมทั้งรอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนใบหน้าสวย"เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะรีบไปทำมื้อเที่ยงให้ทุกคนทานกันนะเจ้าคะ" เหอฟ่านชิงรีบเอ่ยบอกทั้งสี่คนก่อนที่นางจะเดินตรงไปยังครัวแล้วจัดการทำมื้อเที่ยงอย่างง่ายพียงอย่างสองอย่างจากนั้นคนบ้านเหอก็ได้ร่วมกันทานมื้อเที่ยงอย่างพร้อมเพรียงกัน อาจจะด้วยเครื่องปรุงหลาย ๆ อย่างยังไม่ครบทำให้อาหารที่เหอฟ่านชิงทำนั้นยังคงมีรสชาติธรรมดา ๆ ไม่ได้อร่อยมากมายจึงยังไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนหลังจากที่ทานมื้อเที่ยงกันเสร็จเรียบร้อยเหอฟ่านชิงก็บอกให้พี่ชายทั้งสองไปยังป่าไผ่เพื่อเริ่มตัดไม้ตามขนาดที่นางได้สั่งเอาไว้ เพื่อจะนำมาสร้างบ้านในวันต่อ ๆ ไป ส่วนเหอฟ่านชิงเองก็ได้เดิน
"ฮ่า ฮ่า พวกเจ้านี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ เอาละ ๆ ถ้าเจ้าไม่อยากจะเอ่ยถึงก็ไม่เป็นไร แล้วพวกเจ้าจะรับเป็นตำลึงเงินทั้งหมดหรือไม่เล่า" ตู้หมิงเองก็ไม่คิดจะถามซักไซร้ให้สามพี่น้องรู้สึกอึดอัดใจเช่นเดียวกันจึงได้เอ่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นแทน"…" และก็เกิดความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเมื่อสักครู่นี้พวกเขามัวแต่ตกใจเรื่องของน้องสาวเลยไม่ได้สนใจจำนวนเงินที่ขายได้ เพียงแต่เมื่อได้ยินชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นพวกเขาก็ถึงกับตกตะลึงอีกครั้งกับจำนวนเงินที่ขายปลาได้ในวันนี้ นี่มันมากกว่ารายได้ทั้งปีของครอบครัวเขาเสียอีกนะ"นายท่านข้าขอเป็นสี่ตำลึงกับแปดร้อยอีแปะเจ้าค่ะ" เป็นเหอฟ่านชิงที่ยังคงรักษาท่าทางสุขุมเอาไว้ได้แล้วเอ่ยตอบชายวัยกลางคนตรงหน้าไป"ได้…แล้วก็พวกเจ้าเรียกข้าว่าท่านลุงตู้ก็พอไม่ต้องเรียกนายท่านหรอกเพราะข้าเป็นเพียงผู้จัดการร้านเท่านั้น" ตู้หมิงเอ่ยบอกทั้งสามพี่น้องด้วยสีหน้าเอ็นดู ยิ่งกับแม่นางน้อยอย่างเหอฟ่านชิงแล้วเขายิ่งรู้สึกว่าตนอยากมีหลานสาวที่ฉลาดเช่นนี้บ้าง"ขอรับ / เจ้าค่ะ"สามพี่น้องสกุลเหอเองก็ไม่คิดที่จะเอ่ยค้านด้วยรู้ว่าเมื่อผู้ใหญ่ให้ความเอ็นดูเราควรจะตอบรับมากกว่าปฏิเสธ
เช้าวันรุ่งขึ้นครอบครัวเหอก็ยังคงใช้ชีวิตกันเหมือนอย่างเคยเพราะหลังจากที่แยกบ้านออกมาจากบ้านใหญ่พวกเขาก็ยังไม่ได้ทำสิ่งใดเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะฉะนั้นวันนี้หลังจากที่ทุกคนทานข้าวเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นเหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยชวนพี่ชายทั้งสองไปที่ลำธารหลังบ้านตามเดิมเพื่อจับปลาไปขายในตัวเมืองซึ่งพวกของเหอฟ่านชิงก็ได้ปลามาเพิ่มอีกเกือบสิบตัว พอรวมกับปลาของเมื่อวานก็ได้ราว ๆ ยี่สิบกว่าตัว เมื่อมองดูพระอาทิตย์ก็เห็นว่าล่วงเลยเข้าปลายยามเฉิน (07.00-08.59 น.) สามพี่น้องสกุลเหอก็ได้กลับมาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดที่แห้งจากนั้นก็พากันออกเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองในทันทีด้วยเด็กสาวต้องการที่จะประหยัดค่าเดินทางนางจึงได้เลือกใช้วิธีเดินเท้าแทนที่จะนั่งเกวียน อีกทั้งไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาที่เดินทางเข้าเมือง มีทั้งชาวบ้านใกล้เคียงหรือชาวบ้านหมู่บ้านเป่าหนิง บางครอบครัวก็เลือกใช้การเดินทางด้วยเท้าเข้าไปแทนการนั่งเกวียน สามพี่น้องสกุลเหอเองก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งในเหล่าชาวบ้านที่เดินทางเข้าเมือง เพียงแต่จะแปลกหน่อยก็เพราะที่ด้านหลังของชายหนุ่มทั้งสองนั้นที่ตะกร้าคนละใบที่ไม่รู้ว่าด้านในนั้นใส่อะไรเอาไ







