Masukหลังจากที่เชอรีนกลับไปทุกคนก็พากันกลับมาที่พลูวิลลาส่วนตัวของปิ่นอนงค์เมื่อไม่มีอารมณ์หรือบรรยากาศที่อยากจะอยู่ต่อ หากแต่เตโซก็อดที่จะมองหาพฤกษ์ไม่ได้ตั้งแต่ที่หายตัวไปอีกครั้งในจังหวะที่พราวมุกเดินเข้ามาในวงสนทนา เพราะปฏิกิริยาของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวต้องทักขึ้นมาด้วยความสงสัยใคร่รู้
“คุณมองหาใครอยู่เหรอคะ ตั้งแต่ที่ชายหาดแล้ว” ปิ่นอนงค์เอ่ยถามออกไปอย่างตรงไปตรงมา
“พฤกษ์น่ะครับ ปกติไม่เป็นแบบนี้เลยห่วงนิดหน่อย” เตโซเอ่ยตอบตามปกติ
“อ๋อ ใช่คนที่คุณเล่าให้ฟังว่างานอีกอย่างของเขาคือสายตำรวจ” ปิ่นอนงค์ทำท่านึกออกก่อนจะพูดเมื่อนึกถึงช่วงที่นั่งเครื่องบินมาภูเก็ต ซึ่งชายหนุ่มได้แนะนำให้รู้จักกับคนสนิทผ่านทางคำพูด
“ใช่ครับ ที่ห่วงก็เรื่องงานอีกอย่างของเขาน่ะ” เตโซตอบอย่างไม่ปิดบัง
“คุณดูเป็นคนใส่ใจทุกคนเลยนะคะ แล้วรู้จักกับมุกได้ยังไงเหรอคะ” ปิ่นอนงค์เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มชื่นชมในตัวเตโซที่ใส่ใจคนอื่นโดยไม่สนใจว่าคนคนนั้นจะอยู่ในฐานะไหนก่อนจะเอ่ยถามเรื่องของพราวมุกที่กำลังเดินมานั่งลงบนโซฟาหลังเดินกลับมาจากห้องนอนของเจ้านายพร้อมเคนและสายพิณ
“มุกเป็นเพื่อนสนิทน้องชายของผม จริงๆ แล้วตั้งแต่มุกเรียนมหาวิทยาลัยผมก็รู้จักแล้วครับ เธอเริ่มเข้ามาทำงานที่บริษัทพร้อมเตตั้งแต่ปีหนึ่งครับ” เตโซให้คำตอบอย่างไม่มปิดบังใดๆ ทั้งสิ้น
“อ๋อ แล้วคุณปู่ทำไม…” ปิ่นอนงค์ยังมีคำถามแต่ครานี้เป็นพราวมุกที่ตอบแทนเตโซ
“คุณปู่ไม่รู้เรื่องค่ะ เพราะมุกทำบานนี้ในฐานะตัวแทนลุงจอรันเท่านั้นค่ะ แต่นั่นก็แค่เบื้องหน้าเพราะลุงจิรันไม่ค่อยอยากให้สื่อมาทำข่าวให้วุ่นวาย แต่เบื้องหลังทุกก็ทำงานด้วยตัวมุกเองค่ะ จนถึงตอนนี้ค่ะ” พราวมุกให้คำตอบด้วยคำอธิบายที่รวบรัดเข้าใจ
“แล้วทำไมเชอรีนถึงรู้ได้ล่ะ” ปิ่นอนงค์ยังคงมีคำตอบ
“เมื่อหกปีก่อนพี่เชอรีนเข้าไปซื้อสร้อยคอที่ร้านค่ะ ตอนนั้นเป็นช่วงที่มุกต้องลงไปตรวจร้านพร้อมกับเต พี่เชอรีนก็เลยเค้นเอาคำตอบจนรู้ก่อนจะยื่นข้อแลกเปลี่ยนให้มุกทำตามทุกอย่างที่พี่เชอรีนต้องการค่ะ ใครถึงยังไม่รู้เรื่องด้วย” พราวมุกตอบออกไปอย่างไม่มีปิดบัง
“เอาแต่ใจเป็นเด็ก โอเค แล้วเรามาทำอะไรที่…” ปิ่นอนงค์ส่งยิ้มบางให้น้องสาวพลางถามออกไปอีกครั้ง แต่ทว่าถูกเตโซกล่าวแทรกขึ้นมาก่อนด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง
“คุณนี่ก็เป็นเจ้าหนูจำไมเหมือนกันนะ” เตโซเอ่ยขึ้นอย่างเอ็นดูปิ่นอนงค์ที่จะขี้สงสัยจนมีคำถามอยู่เสมอ
“ฉันก็ต้องรู้ความจริงทุกอย่างสิคะ จะได้ตามทันว่าใครเป็นใคร รู้จักกับใครบ้าง ฉันไม่อยากทำทุกอย่างพังด้วยตัวเองนะคะ” หญิงสาวตอบด้วยรอยยิ้มบางพลางฉุกคิดไปถึงคำพูดของเชอรีน
ซึ่งทำให้เธออดที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับเชอรีนไม่ได้ เมื่อมองย้อนกลับไปแล้วคนที่ได้เปิดโลกกว้างได้รู้ข่าวสารหรือแม้กระทั่งได้รู้จักใครต่อใครจนไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีคนรู้จักและรู้จักคนมากมายมากกว่าเธอที่เอาแต่สนใจแค่เรื่องตัวเองอย่างเห็นแก่ตัวอย่างที่เชอรีนต่อว่าเธอ
มันคือความจริงที่เธอเพิ่งรู้ตัวสินา…
“เอาล่ะคะ มุกมาพักผ่อนตามเคยแหละพี่ปิ่น พอดีมีคนเห็นว่าพี่เชอรีนมาวุ่นวายดินเนอร์ของพวกพี่ไม่ยอมจบ มุกเลยตัดสินใจลงมาน่ะคะ” พราวมุกดึงทั้งสองคนกลับมาสนใจเรื่องที่คุยค้างไว้ก่อนจะตอบออกไปให้พี่สาวได้คลายความสงสัย
“ช่วงนี้มาเที่ยวกับแฟนบ่อยแบบนี้ ไม่กลัวคุณปู่จำได้เหรอ พยายามหลบอยู่นิเรา” ปิ่นอนงค์พยักหน้ารับรู้ก่อนจะถามออกไปอย่างไม่ตั้งใจอยากได้คำตอบ
“กว่าเขาจะว่างไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ค่ะ” พราวมุกตอบพลางยิ้มขบขันเล็กร้อยเมื่อนึกไปถึงคนรักของตัวเองที่ต้องคอยวิ่งไปมาสองที่เพื่อทำงาน มิหนำซ้ำยังค้องคอยปิดบังคนสำคัญเพื่อไม่ให้รู้เรื่องระหว่างตนด้วยเพราะเธอเป็นคนขอร้องเอาไว้
“แฟน? มุกมีแฟนแล้วเหรอ” เตโซเอ่ยถามด้วยความอยากรู้เพราะเขาก็เห็นพราวมุกไปมาที่บริษัทตลอดไม่เคยเห็นคนรักของพราวมุกสักครั้ง
“ใช่น่ะสิคะ สองคนนี้พากันมาพักผ่อนที่โรงแรมเป็นประจำเลยค่ะ น่าจะได้เกือบๆ ปีแล้ว จริงๆ แล้วเพิ่งกลับมาคบกันด้วยค่ะ จริงสิ พรุ่งนี้พาพฤ…” ปิ่นอนงค์ให้คำตอบแทนก่อนจะหันกลับไปมองพราวมุกเพื่อจะชวนคนรักของน้องสาวมาทานข้าวด้วยกัน ทว่าถูกพราวมุกรีบเอ่ยแทรกเสียก่อนจนเตโซฉงนไปกับปฏิกิริยาของพราวมุกที่ดูไม่อยากให้เขารู้จัก
“พี่ปิ่นคะ มุกเพิ่งนึกได้ว่าจะออกไปเที่ยวตลาดกับเขา ทิ้งเขาไว้ที่ห้องคนเดียว มุกขอตัวก่อนนะคะ” พราวมุกพูดจบก็ลุกขึ้นพลางส่งยิ้มลาแล้วจึงหมุนตัวเดินกลับออกไปอย่างรวดเร็ว
“ก็ไม่ข้าวใหม่ปลามันแล้วนะ แต่ทำไมขยันแสดงหวานใส่กันตลอดเลย” ปิ่นอนงค์เอ่ยแซวน้องสาวที่ก้าวเดินออกจากพลูวิลลาไป
“ผมชักอยากจะเห็นแฟนของมุกแล้วสิ” เตโซพูดจึ้นด้วยความอยากรู้ไม่น้อยเพราะคำพูดของปิ่นอนงค์ อีกทั้งเขาก็มองพราวมุกเป็นน้องสาวคนหนึ่ง
ไม่แปลกที่เขาจะอยากช่วยพราวมุกพินิจพิจารณาคนรักว่าจะเหมาะสมและดีพอสำหรับน้องสาวคนนี้ของเขาหรือไม่ เพราะพราวมุกเป็นผู้หญิงที่ควรได้รับสิ่งดีๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้ชายที่จะมาอยู่ในฐานะคนรัก
การได้รู้จักกับพราวมุกมานานจึงได้รู้จักนิสัยใจคอว่าพราวมุกเป็นผู้หญิงที่เก่งไปเสียทุกอย่างยกเว้นเรื่องความรัก ครั้งหนึ่งเขาเคยเห็นพราวมุกเสียใจจนไม่เป็นอันทำงานหรือการดูแลตัวเองจนป่วยเข้าโรงพยาบาล ซึ่งในครานั้นทำให้เขากับเตขินกังวลไปตามๆ กันด้วยเพราะเจ้าตัวก็ไม่ยอมให้แจ้งเจ้าสัวธรรมรงค์ให้ทราบ และกว่าพราวมุกจะกลับมาเป็นคนเดิมก็กินเวลาไปถึงหกเดือน
หากเขาอยากจะสแกนคนรักของพราวมุกก็เป็นเรื่องธรรมดามิใช่หรือ
บทส่งท้ายปิ่นอนงค์ยันตัวลุกขึ้นอย่างลำบากเล็กน้อยหากแต่ไม่เท่ากับความเจ็บที่ขาเมื่อรู้สึกถึงตะคริวที่ขาซ้ายของตัวเองก่อนจะพยายามยืดขาเพื่อช่วยคลายตะคริว คิ้วทรงสวยขมวดเข้าหากันเมื่อยิ่งรู้สึกเจ็บที่ขามากขึ้น“เป็นตะคริวเหรอปิ่น”“ค่ะ”กระทั่งเสียงทุ้มเข้มของเตโซดังขึ้นพร้อมกับยันตัวลุกขึ้นจากเตียงพลางเดินอ้อมมาอยู่ด้านหน้าของหญิงสาวแล้วนั่งลงที่พื้นข้างเตียงซึ่งเธอก็ขยับตัวห้อยขามาทางชายหนุ่ม“อือ…ขาไม่บวม คงเป็นตะคริวปกติ” เตโซมองสำรวจขาซ้ายของปิ่นอนงค์ก่อนจะจับข้อเท้าของเธอมาแล้วเริ่มบีบนวดเบาๆ ตั้งแต่ข้อเท้าไปตามปลีน่องก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อหญิงสาวยิ้มออกมาพร้อมคำตอบ“เจ้าตัวเล็กทำให้คุณต้องตื่นมากลางดึกบ่อยนะช่วงนี้” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงคาดโทษเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในครรภ์ของหญิงสาวอย่างไม่จริงจัง“อีกสองเดือนก็ครบกำหนดแล้วนิคะ เป็นเรื่องปกติค่ะ” ปิ่นอนงค์ยิ้มมีความสุขในทุกครั้งที่เตโซยอมตื่นยอมลุกมากับเธอเช่นนี้ตั้งแต่มีอาการแพ้ท้องเขาไม่เคยบ่นหรือมีท่าทีหงุดหงิดใส่เลยแม้แต่นิด ซึ่งทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นทั้งที่ก่อนหน้านี้แอบกังวลเป็นอย่างมากกับการที่ตั้งครรภ์ตอนใกล้เลขสี
“ไม่ใช่ค่ะ ตอนแรกเรานอนห้องเดียวกันแต่แยกที่นอน พอมาที่นี่ก็แยกห้องนอนกัน ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเองเหมือนที่ผ่านมา แต่เพราะความอ่อนโยนอบอุ่นของเขาทำให้ปิ่นตัดสินใจขอเขาเป็นแฟนก่อนเลยค่ะ ทั้งหล่อทั้งรวยแถมด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน ใครจะไม่รีบคว้าเอาไว้มาเป็นเจ้าบ่าวของตัวเองละคะ” ปิ่นอนงค์เป็นคนเอ่ยตอบอย่างรักษาเกียรติของเตโซโดยไม่พูดถึงข้อตกลงระหว่างกันที่ตอนนั้นหัวใจของเธอกับเขายังว่างเปล่าอยู่“ถ้าไม่ใช่เพราะเธอน่ารักและทำให้ผมอยากดูแล ไม่มีทางที่คนอย่างผมจะใส่ใจใครโดยไม่สนว่าตัวเองจะลำบากแค่ไหน ขอแค่ให้เธอปลอดภัยมีความสุขก็พอแล้วครับ” เตโซพูดขึ้นบ้างพลางมองสบสายตาปิ่นอนงค์“หวาน หวานมากจริงๆ ค่ะ แต่ความร้ายของคุณปิ่นเราก็ถูกสยบด้วยความอ่อนโยนจากคุณโซ แหม น่าอิจฉามากเลยค่ะ แบบนี้ทั้งคู่คงรักเหนียวแน่นแน่นอน” เพราะความหมั่นไส้และอิจฉาที่คนื่นมีคนรักแล้วทำให้เชอรีนแอบแขวะออกไปตามประสาคนอิจฉาคนมีความรัก“แน่นอนครับ ผมรักเธอมากจนไม่สามารถปล่อยให้เธอเป็นอันตรายได้ ต่อให้ตอนนั้นเธอจะขอหย่าผม ผมก็จะปกป้องเธออย่างไม่มีข้อแม้” เตโซเป็นฝ่ายตอบก่อน“ปิ่นเองก็รักคุณมากเกินกว่าจะเสี่ยงให้คุณมามีอั
บทที่ 24ดวงใจที่ร้ายที่รัก หลังจากที่เตโซได้ขอปิ่นอนงค์แต่งงานไปได้เพียงคืนเดียวข่าวบันเทิงต่างก็ตีแผ่ภาพและข่าวการขอแต่งงานอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ต่อมาอีกหนึ่งเดือนงานวิวาห์สุดแสนตระการตาภายในห้องโถงใหญ่ของโรงแรมวรรณวิภากิจที่ภูเก็ตก็ถูกจัดขึ้นโดยมีสื่อมวลชนและผู้หลักผู้ใหญ่ถูกเชิญเข้าร่วมงานวิวาห์ที่เปิดเผยและออกสื่อให้ทุกคนได้รู้อย่างสมเกียรติของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่เป็นถึงนักธุรกิจชื่อดังที่ใครต่างให้ความสนใจข่าวของคนทั้งสองมาตลอดยามที่มีข่าวตีแผ่ออกไป แม้งานวิวาห์ครั้งนี้จะถูกจัดขึ้นด้วยความรักและความสุขท่ามกลางผู้คนมากมายที่เข้ามาเป็นพยานในวันแห่งความทรงจำที่มีความสุขที่สุดของปิ่นอนงค์และเตโซก็ยังมีข้อครหาเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่าคนทั้งสองแต่งงานกันแบบเงียบและออกมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งานเลี้ยงเลื่อนตำแหน่งของเตโซทำไมถึงแต่งงานกันอีกครั้งแต่แล้วข้อครหาเหล่านั้นก็ถูกปัดตกไปเมื่อมีคนแย้งมาว่าคนรวยมักชอบทำเรื่องแปลกตามใจ จึงกลายเป็นว่าทุกคนไม่สนใจตั้งคำถามอีกนอกจากรอดูภาพงานวิวาห์ตามสือที่จะตีแผ่ข่าวออกมาภายในงานดำเนินไปอย่างราบรื่นและใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ
“ถ้าผมไม่เข้าไปช่วยคุณ ผมก็เสียคุณไปสิ ผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอก คุณคือทุกอย่างในชีวิตที่เหลืออยู่ของผมนะปิ่น อย่าโทษเจ้าสัวเลย ต่อให้เจ้าสัวไม่ผิดคำพูดกับคุณผมก็จะดื้อเข้าไปปกป้องคุณอยู่ดี” เตโซได้ยิ้มกว้างเสียทีพลางยื่นมือไปดึงมือของสาวเจ้ามากอบกุมเอาไว้“เจ็บมากไหมคะ ยังปวดหัวอยู่หรือเปล่า” ปิ่นอนงค์ค่อยๆ ระบายยิ้มออกมาเพื่อให้เตโซชื่นใจขึ้นมาอีกนิดพลางดึงมือออกแล้วยื่นไปลูบเบาๆ ใกล้บริเวณบาดแผลที่ยังมีผ้าก๊อซปิดอยู่“ไม่แล้วครับ” เตโซยิ้มรับพลางตอบ“อยากจะแกล้งโกรธแล้วมึนตึงใส่ก่อนพังงานแต่ก็ทำไม่ลง ห่วงความรู้สึกของคุณอยู่เรื่อย” เธอยู่ปากพูดออกมา“แสบนักนะเรา ว่าแต่ปิ่นรู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ผมฟื้นแล้ว” ชายหนุ่มพูดพลางยกมือลงบนศีรษะของหญิงสาวยีเบาๆ ก่อนจะถาม“วันที่ปิ่นบอกมีงานด่วนนั่นแหละคะ บังเอิญเจอลุงหมอแล้วท่านบอกเลยยืนแอบฟังค่ะ” สาวเจ้าตอบตามตรง“อือหือ แสบจริงๆ นะปิ่น” เตโซอุทานออกมาพลางยิ้มขันตัวเองที่ไม่เชื่อพฤกษ์ที่ช่างสังเกต“ว่าแต่ จะเซอร์ไพรส์ขอปิ่นแต่งงานไม่ใช่เหรอคะ” เธอยิ้มขันก่อนจะพูดออกไป“ไม่เซอร์ไพรส์แล้ว ขอเลยแล้วกัน” เตโซพูดก่อนจะเริ่มมีท่าทีจริงจังขึ้นมาเตโซมองส
“อย่าเพิ่งกังวลไปครับ พี่ปิ่นอาจจะคิดงานถึงได้ให้เชอรีนมาที่นี่ก่อนก็ได้นะครับ พี่ปิ่นไม่หนีพี่ไปไหนแน่นอนครับ” เตชินเอื้อนเอ่ยขึ้นหากแต่ข้างในใจก็รู้สึกกลัวเล็กน้อยว่าการเซอร์ไพรส์ในครั้งนี้จะล่มไม่เป็นท่า“ขอบใจมาก” เตโซยิ้มรับแล้วขอบคุณน้องชายออกไป“แต่ถ้าพี่ปิ่นรู้แล้วเกิดโกรธขึ้นมาละคะ” พราวมุกเอื้อนเอ่ยขึ้นอย่างเผลอลืมตัวก่อนจะรีบหันไปทางอื่นพลางขยับตัวไปหลบอยู่ด้านหลังพฤกษ์ทันทีที่เตโซหันขวับมามอง“ไม่หรอกครับ” เตชินพยายามคิดในแง่ดีหากแต่มือไม้เริ่มสั่นยืนไม่นิ่งเฉกเช่นเดียวกับเตโซไปเสียแล้วเพราะกว่าพี่ชายของเขาจะได้พบผู้หญิงที่ใช่และมอบความสุขกับรอยยิ้มของเตโซได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยสักนิดทั้งสองคนเกือบจะไม่ได้มีชีวิตมาถึงวันนี้แล้ว…“คุณโซคะ เชอรีน เอ่อ…รออีกนิดนะคะ เชอรีนคิดว่าจะต้องไปได้สวยค่ะ” เชอรีนยังไม่ได้ให้คำตอบแต่ก้าวไปหาเตโซแล้วดึงแขนให้ชายหนุ่มหันหลังกับทางเดินมองมาที่เธอแล้วพูดขึ้นต่อ“รออะไรครับ แล้วเธอทำอะไรอยู่” เตโซพยายามควบคุมสติแล้วถามกลับไปด้วยความสงสัยใคร่รู้“คือว่า…ทุกคนคะ!” เชอรีนที่กำลังจะตอบอยู่ๆ ก็ตะโกนให้ทุกคนหันกลับมามองที่เธอเมื่อเห็นว่าปิ่นอน
สามวันต่อมาเตโซออกจากโรงพยาบาลก็เดินทางตรงมาภูเก็ตทันทีพร้อมกับคนอื่นๆ ที่ทราบเรื่องของชายหนุ่มตั้งแต่แรกแล้วไม่เว้นแม้แต่เจ้าสัวธรรมรงค์ โดยที่ไม่รู้เลยว่าก่อนที่ปิ่นอนงค์จะเดินทางมาภูเก็ตได้ยินทุกอย่างที่พูดในห้องพักฟื้นแล้วเพียงแต่หญิงสาวไม่รู้ว่าเขามีแผนจะเซอร์ไพรส์อะไรเธอแต่ก่อนที่เขาจะเซอร์ไพรส์เธอนั่น ขอเอาคืนเล็กๆ น้อยๆ ให้รู้สึกแสบๆ คันๆ สักนิดก็แล้วกันปิ่นอนงค์เรียกพราวมุกมาเค้นหาความจริงจากปากจนได้รู้ว่าเตโซคิดจะทำอะไรและไม่ยากที่พราวมุกจะเข้าข้างหญิงสาวจนพูดออกมาจนหมดเปลือก เธอนึกดีใจที่รู้ว่าชายหนุ่มคิดจะเซอร์ไพรส์อะไรเธอแต่มีหรือจะง่ายอย่างที่หวังเอาไว้“คอยดูนะ ปิ่นจะทำให้คุณน้ำตาล่วงต่อหน้าคนอื่นไปเลย เจ้าเล่ห์ดีนัก แต่ก็นะ…ก็ยังดีที่ทำแบบนี้” ปิ่นอนงค์พึมพำกับตัวเองพลางมองไปยังกลุ่มคนขนาดใหญ่ที่กำลังเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์โรงแรมที่ด้านหลังสวนหย่อมซี่งเชื่อมกับทางเดินมาทางรีสอร์ต“พี่ปิ่น งั้นมุกขอตัวไปหาพวกเขาก่อนนะคะ เดี๋ยวฝ่ายนั้นจะรู้ซะก่อนว่าพี่ปิ่นรู้เรื่องแล้ว” พราวมุกที่มาอยู่รอที่ภูเก็ตและแปรพรรคมาอยู่กับปิ่นอนงค์พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่จะดีใจก็ไม่ดีใจจะเห็นใจก
บทที่ 3 หลานเขยสายเปย์“มามี้ๆ มามี้ทำไมไม่พูด เงียบทำไมครับ” เจ้านายซึ่งยืนจับมือกับปิ่นอนงค์มองสลับไปสลับมากับเตโซที่มองหน้าหญิงสาวไม่ยอมพูดเช่นกันด้วยความไม่เข้าใจจึงตัดสินใจเขย่ามือสาวเจ้าเอื้อนเอ่ยถามออกไป“เอ่อ คือ…เอ่อ ไม่มีอะไรครับ งั้นเราไปทานข้าวกันเลยเนอะ” เพราะความหาเหตุผลมาตอบไม่ได้ปิ
หญิงสาวเลือกที่รวบผมเกล้าขึ้นทั้งหมดเมื่อค่ำวันนี้จะต้องทานอาหารริมทะเลที่ต้องเจอลมแรงไม่ใช่น้อยจึงไม่อยากให้ผมปลิวไปตามลมจนเกิดปัญหาระหว่างทานมื้อค่ำ ส่วนรองเท้าเธอเลือกสวมใส่รองเท้าแตะรัดข้อเท้าสีขาวเข้ากับชุดเดรสที่สวมใส่ หากแต่เสียดายที่สาวเจ้าไม่ใช่คนชอบสวมใส่เครื่องประดับเหมือนคนอื่นๆ จึงทำให
“ถ้าคุณปิ่นไม่อยากดินเนอร์ สั่งอาหารจากห้องอาหารมาตามเดิมก็ได้ครับ” เตโซมองปิ่นอนงค์ซึ่งพยายามกดสีหน้าอึดอัดใจด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มจึงหันไปมองสายพิณพลางยิ้มก่อนจะออกคำสั่งออกไปใหม่เพื่อไม่ให้หญิงสาวรู้สึกไม่ดีกับการถูกบีบบังคับให้ทำในสิ่งที่เธอไม่อยากทำ ก่อนจะหันกลับไปมองที่สาวเจ้าเมื่อเธอโพล่งออกมา
เสียงคลื่นยกระทบฝั่งพร้อมสายลมหอบใหญ่ที่พัดเข้าฝั่งปะทะผิวกายของปิ่นอนงค์ที่เดินออกมาจากตัวพลูวิลลาส่วนตัวของตัวเองภายในรีสอร์ตสาขาป่าตอง หญิงสาวยิ้มกว้างออกมาอย่างมีความสุขเมื่อได้กลับมาอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวจึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาฉับพลันจนลืมไปว่าภายในพลูวิลลามีเตโซนั่งไขว่ห้างอยู่ที่โซฟาชุดภายในห้อ







