LOGIN“งั้นเธอก็ไปกับฉันนะ ฉันก็อยากไปรับเหลน” เจ้าสัวธรรมรงค์เอ่ยก่อนจะเดินนำออกจากห้องไปเมื่อปิ่นอนงค์ไม่คิดจะพูดอะไรหรือหันกลับมามอง
ซึ่งสายพิณก็รีบเดินตามเจ้าสัวธรรมรงค์ออกจากห้องไปเมื่อรู้ดีว่าตอนนี้ปิ่นอนงค์กำลังมีอารมณ์ไม่คงที่และมีโทสะอยู่ไม่น้อยกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะสายพิณรู้ดีว่าการที่เจ้านายสาวไม่อยากดึงเชอรีนเข้ามาเป็นเพราะอะไร แต่ในฐานะคนที่เป็นห่วงใช่ว่าสายพิณจะไม่เข้าใจเตโซเพราะลึกๆ แล้วสายพิณก็เห็นด้วยกับเตโซที่ตัดสินใจพูดออกไปกับตำรวจเช่นนั้นจึงไม่ได้ขัดแย้งอะไรออกไปนอกจากปล่อยให้คนทั้งสองได้อยู่กันตามลำพังสองต่อสองเพื่อเคลียร์กันเองโดยไม่คนอื่นเข้ามาแทรก
“ปิ่น...” เตโซเรียกหญิงสาวที่นั่งหันหน้าไปทางกระจกห้องพักฟื้นไม่ยอมหันกลับมาจนกระทั่งเจ้าสัวธรรมรงค์และสายพิณเดินกลับออกไปได้สักพักแล้วก็ยังไม่ยอมหันกลับมาพูดคุยกันเสียทีเขาจึงเป็นฝ่ายที่จะเรียกเธอแต่ก็ถูกเจ้าตัวหันกลับมาแล้วพูดเข้าประเด็นทันที
“คุณเตโซ ฉันจะพูดตรงๆ นะคะ อย่ายุ่งเรื่องนี้เลยนะคะ การที่คุณบอกกับทางตำรวจไปแบบนั้นฉันไม่โอเคเลย” ปิ่นอนงค์พูดขึ้นทันทีที่ทุกคนเดินออกจากห้องพักฟื้นกลับไปเหลือเพียงหญิงสาวและชายหนุ่มเท่านั้น
“ทำไมถึงปกป้องเชอรีนขนาดนั้นปิ่น ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อน คุณโชคดีแค่ไหนที่มีคนมาเห็นและมันไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นชีวิต แค่นี้คุณยังเจ็บขนาดนี้แล้วถ้ามีครั้งหน้ามันไม่ร้ายแรงกว่านี้เหรอปิ่น” เตโซให้เหตุผลกับสิ่งที่เขาตัดสินใจพูดออกไปจนเป็นเหตุให้ตำรวจพุ่งเป้าไปที่เชอรีนในที่สุด
“คุณโซ ฉันเองก็ไม่ใช่คนดีขนาดนั้นหรอกนะคะ การที่ปิ่นเอาแต่ทะเลาะกับฉันใช่ว่ามันจะมีแต่เหตุผลที่ฉันพูดไปก่อนหน้านี้หรอกนะคะ แต่มันก็เพราะทางแันด้วยที่ทำให้มันเกิดขึ้น ฉันขอร้องนะคุณ ฉันขอแค่เรื่องเดียวคือเรื่องที่มันเกิดขึ้นกับฉันกับเชอรีน” ปิ่นอนงค์ไม่คิดที่จะพูดความจริงออกไปแต่เลือกที่จะพูดอ้อมๆ ด้วยเพราะไม่อยากให้เตดซเข้ามายุ่งวุ่นวายกับเรื่องนี้มากไปกว่านี้ เพียงแค่เห็นเธอกับเชอรีนมีปากเสียกันมันก็มาเกิดพอแล้วที่เขาจะรับรู้
“พูดความจริงออกมาปิ่น ถ้าคุณไม่พูดผมก็คงทำในสิ่งที่ผมเข้าใจ ปิ่น ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณทำอะไรเชอรีนหรือมีปัญหาอะไรกันมาก่อน แต่ตอนนี้ผมเข้าไปเกี่ยวข้องแล้วและเห็นปัญหาของพวกคุณ ผมคงเลิกยุ่งไม่ได้ และผมขอพูดตรงนี้ว่าผมจะใช้ฐานะสามีของคุณในการมีสิทธิ์ยุ่งเรื่องส่วนตัวของคุณนะปิ่น” เตโซพุดออกไปตามตรงและบอกให้ปิ่นอนงค์ได้รู้ว่าเขาจะไม่ยอมอยู่เฉยๆ มองเธอกับเชอรีนมีปัญหากันเฉยๆ เป็นแน่
“คุณเตโซ!” ปิ่นอนงค์ขึ้นเสียงใส่ชายหนุ่มด้วยความไม่พอใจ แม้คำพูดของเขาจะเป็นความจริงที่เธอปฏิเสธไม่ได้แต่เธอก็ไม่อยากให้เตโซเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอยู่ดี
“พูดออกมาปิ่น การที่เห็นผมขัดใจคุณแบบนี้อย่างไม่คิดยอมแพ้ คุณก็น่าจะรู้แล้วว่าผมเป็นคนยังไง” เตโซเริ่มกดดันปิ่นอนงค์มากขึ้นพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ฉายแววมีโทสะ
“คุณไม่ยุ่งไม่ได้หรือไง ยังไงเราก็แค่เพื่อนกัน ฐานะมันก็แค่ในนามเท่านั้น ปล่อยให้มันเป็นแค่เรื่องส่วนตัวของฉันเถอะค่ะ” ปิ่นอนงค์ยังไม่คิดยอมพูดออกไป
“พูดออกมาปิ่น ถ้าคุณไม่พูดผมก็คงทำในสิ่งที่ผมเห็นผมเข้าใจ” เตโซยังยืนยันคำเดิม
“คุณเตโซ มันจะมากเกินไปแล้วนะคะ!” ปิ่นอนงค์ขึ้นเสียงมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์
“ถ้ามันหมายถึงชีวิตของคุณนะปิ่น มันไม่มากเกินไปหรอก” เตโซเลือกที่จะใจเย็นเข้าสู้อารมณ์ร้อนของปิ่นอนงค์พลางมองสบสายตาที่กำลังวาวโรจน์หงุดหงิดใส่มาที่เขา
ปิ่นอนงค์คลายหัวคิ้วลงเล็กน้อยเมื่อกำลังขมวดคิ้วหงุดหงิดใส่เตโซ เพียงเพราะคำพูดด้วยโทนเสียงทุ้มนุ่มและสายตาที่มองจ้องมาอย่างจริงจังด้วยสีหน้าเป็นกังวลจนเกินไปที่คนในฐานะเพื่อนจะมีให้กัน และเป็นเพราะเธอไม่เคยได้รับความเอาใจใส่และความเป็นห่วงจากใครเท่ากับเตโซมาก่อนจึงทำให้ก้อนเนื้อหัวใจเกิดอาการแผ่นดินไหวเก้าจุดศูนย์ริกเตอร์อีกครั้งในสถานการณ์ที่ไม่น่าจะก่อให้เกิดอาการสั่นไหวได้แท้ๆ แต่เพียงอากัปกิริยาที่จริงจังของเขาช่างมีอิทธิพลมากเสียจริง
เขาดูจริงจังกับความปลอดภัยของเธอซึ่งไม่มีใครเคยปฏิบัติกับเธอเลย
เขากังวลยิ่งกว่าผู้เป็นปู่ทั้งที่เพิ่งจะเจอเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ
เขาให้ความสำคัญกับทุกอย่างในชีวิตของเธอแม้กระทั่งเรื่องของเจ้านาย
แล้วแบบนี้จะไม่ให้เธอเกิดอาการเก้าจุดศูนย์ริกเตอร์ได้อย่างไรเล่า เขาช่างเป็นคนที่ทำให้เธอเกิดอาการหวั่นไหวได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะสถานการณ์แบบไหน แม้กระทั่งสถานการณืตอนนี้ก็ทำให้เธอหายโกรธได้อย่างฉับพลันจนเก้อเขินแทน
น่ารักสดใสและใจดีแบบนี้สิน่า คนอย่างเตโซถึงตัดใจไม่ได้แบบนี้ มิหนำซ้ำยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่โดยไม่ถือตัวที่ตัวเองมีฐานะที่สูงกว่า แค่เธอสัมผัสในระยะสั้นๆ ยังรู้สึกเอ็นดูดาริกาเสียไม่ได้เลย“โธ่ น้องดาคะ ทำไมถ่อมตนอีกแล้ว คุณเตคุณโซได้กินหัวพี่กันพอดีสิคะ” สาลียิ้มพลางห่อไหล่ลงอย่างอ่อนใจใส่เจ้านายสาวผู้แสนดี“ไม่หรอกค่ะ มีดาอยู่” ดาริกาพูดพลางหัวเราะออกมาตามปกติที่แอบแซวเจ้านายหนุ่มกับพนักงานก่อนจะเดินตามสาลีออกไปเมื่ออีกฝ่ายยอมที่จะเดินออกก่อนปิ่นอนงค์เผยอยิ้มเอ็ดูต่อดาริกาออกมาก่อนจะก้าวเดินออกจากลิฟต์ตามคนทั้งสองที่ยังมีบทสนทนาหยอกเย้าราวกับไม่ใช่ลูกน้องเจ้านายแต่เป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ก่อนจะหยุดเดินตามเมื่อทั้งสองหยุดเดินทั้งที่ยังสนทนากันอยู่“แน่ใจนะคะว่าจะไม่เจอคุณเตคุณโซ” สาลีถามอีกครั้งพลางสอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอย่างระแวดระวัง“ค่ะ พี่เตเดินไปหาพี่โซที่ด้านหลัง รายนั้นชอบเข้าทางด้านหลังบริษัทตรงเข้าห้องประชุมสะดวก รับรองว่าไม่เจอแน่นอนค่ะ” ดาริกายังยืนยันคำเดิม“โอเคค่ะ ฝากด้วยนะคะน้องดา” สาบียิ้มกว้างอย่างโล่งใจ“ยินดีค่ะ เดี๋ยวรออยู่ที่โต๊ะพี่สาลีก่อนนะคะ ดาคิดว
เมื่อเดินออกมาจากโรงแรมปิ่นอนงค์และเตโซก็ขึ้นรถขับออกตรงไปยังวราไดมอนด์ทันทีโดยเป็นรถของชายหนุ่มและสารถีก็คือเจ้าของรถ หญิงสาวเพิ่งสัมผัสได้ว่าเขามีฐานะชื่อเสียงแต่ใช้ชีวิตธรรมดาพึ่งตัวเอง แตกต่างจากคนวรรณวิภากิจที่น้อยนักจะได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เธอจึงฉุกคิดได้ว่าการที่ย้ายไปอยู่บ้านของเขาคงจะทำให้เธอโตขึ้นมากกว่านี้ คงได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากเดิมไม่น้อยจากเขาก็เป็นได้ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงวราไดมอนด์ เตโซเลือกที่จะเข้าเข้ามาจอดรถที่ลานจอดใต้ตึกตามคำขอของปิ่นอนงค์ที่นึกสนุกอยากแอบเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้ว่าหญิงสาวเป็นใครก็เพื่อประเมินดาริกาตามความตั้งใจ แต่ทว่าไม่คิดเลยว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาทางด้านหน้าบริษัทแทนการเข้าที่ลิฟต์ส่วนตัวผู้บริหารกับเตโซ“น้อง! น้องใช่ไหมที่เป็นพนักงานใหม่ ทำไมมาสายขนาดนี้ ทุกคนกำลังยุ่งๆ กันเลย วันนี้คุณเตโซจะเข้าบริษัท เดี๋ยว ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ตายๆ เอชอาร์รับมาได้ยังไง ทำยังไงดีๆ คุณเตโซเป็นคนเนี้ยบซะด้วยสิ”ปิ่นอนงค์มองพนักงานหญิงที่สวมแว่นตาหนาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบที่บ่นไปดึงแขนพาหญิงสาวเดินไปก่อนจะชะงักมองเธออีกครั้งอย่างพิจารณา และยิ่งพบความไม่เรี
“จริงสิคะ ที่คุณบอกว่าจะเรียกคนที่ดูกระเป๋าเป็นมา คุณมีคนรู้จักแบบนั้นด้วยเหรอคะ” ปิ่นอนงค์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเตโซก็ยิ่งดขินอายมากกว่าเดิมจึงตัดสินใจหันกลับไปเปลี่ยนเรื่องทันที“รู้จักน่ะมี แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็แค่พูดแก้ไขสถานการณ์ไปน่ะ” เตโซตอบตามตรง“คุณเองก็ร้ายค่ะ” เธอขำออกมากับคำตอบของเขาก่อนจะแกล้งว่ากลับไป“ทำไงได้ เจอคนกำลังเอาเปรียบก็ต้องเปิดโปง แล้วคุณดูไม่ออกจริงๆ เหรอเรื่องกระเป๋า” เตโซยักหัวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะถามกลับ“ดูไม่ออกค่ะ ฉันไม่ค่อยใช้ของแบรนด์เนม มีไม่กี่อย่างเองและที่มีก็ได้มาจากของขวัญที่คนอื่นให้มา” ปิ่นอนงค์ส่ายหัวพรืดตอบกลับไป“ไม่เอามาใช้แล้วคุณเก็บไว้ไหน” ถามกลับด้วยความสงสัย“ห้องเก็บของที่บ้านเล็กที่กรุงเทพฯ ค่ะ” ตอบด้วยท่าทางสบายๆ“ไม่แปลกใจแล้ว อีกเรื่อง ทำไมคนที่นี่ถึงไม่เรียกคุณว่าคุณหนึ่งเหมือนคนที่กรุงเทพฯ แต่เรียกคุณว่าคุณปิ่น” เตโซเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมานานเมื่ออยู่ที่นี่นานจนจับสังเกตได้ว่าคนทั้งโรงแรมและรีสอร์ตต่างเรียกปิ่นอนงค์ด้วยชื่อมากกว่า ‘คุณหนึ่ง’ ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งหลานสาวคนโตของวรรณวิภากิจ“ฉันสั่งเองค่ะ สำหรับ ‘คุณหนึ่ง’
“โชคดีนะคะที่ไม่แตกจนต้องเย็บ คุณนะคุณ ทำไมทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเหล็กทั้งตัวด้วยคะ”ปิ่นอนงค์บ่นพลางช่วยปิดพลาสเตอร์ที่แผลหลังล้างแผลพและใส่ยาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเปลี่ยนใจให้สายพิณออกไปจัดการกับลูกค้ารายนั้นแทนด้วยคำสั่งใหม่เมื่อคำสั่งแรกทุกคนไม่ยอมทำตามและเป็นเธอเองที่พาเตโซมาห้องพยาบาลของรีสอร์ตโดยมีรุจีรากับภานพตามมาด้วย“เท้ามันไปเอง” เตโซตามเสียงปกติด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา“เท้าไปเอง!? นี่คุณกวนประสาทฉันอยู่ใช่ไหมคะคุณโซ” ปิ่นอนงค์เอ็ดเล็กน้อยพลางถลึงตาใส่ด้วยความโมโหเตโซเพราะคำตอบ“ขอโทษครับ” เตโซตอบกลับด้วยคำขอโทษเสียงนุ่ม ทว่าทำคนฟังอย่าปิ่นอนงค์ไปต่อไม่ถูกเมื่อจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนผิด“คุณ…” หญิงสาวได้แต่มองชายหนุ่มอย่างอ่อนใจ“…ทำไมถึงยอมง่ายๆ แบบนี้ ผมพูดไปขนาดนั้นแล้ว” เขาเลือกที่จะส่งยิ้มไปให้เธอเพื่อให้สบายใจก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุผลอะไรสาวเจ้าถึงยอมง่ายๆ เช่นนั้น“ใครว่าฉันยอมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์ตอบกลับพลางนั่งลงบนเตียงคนไข้เตียงข้างๆ หลังจากยืนทำแผลให้กับเขา“ไม่ยอมยังไงถึงปล่อยไป” เตโซถามกลับทันที เพราะสำหรับเขาไม่ควรปล่
ปิ่นอนงค์หันขวับมามองเตโซด้วยความตกใจกับสิ่งที่เขาทำอยู่แม้จะแอบไม่พอใจเขาในตอนแรก แต่ไม่คิดเลยว่าเขากำลังช่วยไม่ให้เธอถูกลูกค้าหัวหมอเอารัดเอาเปรียบสร้างความเสียหายให้กับทางรีสอร์ต และไม่คิดเลยว่าเขาจะช่วยเธอมากมายขนาดนี้ จนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าถึงเวลาที่จะค้องปล่อยเขาไปเธอจะปล่อยเขาไปได้จริงๆ หรือ…“แก! แกพูดอะไร ฉันชื่อมาเป็นแสนนะยะ พูดมานี่ดูกระเป๋าเป็นหรือเปล่ายะ” ลูกค้ายังคงโวยวายกลับมาแต่เริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลนขึ้นมาเล็กน้อย“เป็นไม่เป็น ผมรู้จักคนที่ดูกระเป๋าเป็น ผมสามารถเรียกเขามาได้นะครับ” เตโซพูดอย่างกดดันและข่มอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม“แก! แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยยะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอไม่ชดใช้ รีสอร์ตได้เสียชื่อเสียงแน่” เจ้าหล่อนยังคงโวยวายกลบเกลื่อนไม่หยุด“ยินดีครับ ผมเองก็จะฟ้องกลับเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและทำให้เสียชื่อเสียง และยังมีการฉ้อโกง ยังทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางกายและใจ” เตโซตอบโต้กลับไม่วายชี้ไปทางพนักงานชงเครื่องดื่มในท้ายประโยค ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าพรักงานชายคนนี้ถูกทำร้ายร่างกายเมื่อเห็นรอยนิ้วมือและเล็บที่ข่วนแก้ม“แก! นี่หล่อน! มันเป็นใคร คนวรรณวิภากิจบริ
“ภรรยาท่านทูตที่ประจำอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เวลาคุณหญิงกลับมาพักผ่อนที่ไทยจะเลือกพักโรงแรมวรรณวิภากิจเป็นประจำ อีกอย่างเมื่อปีก่อนฉันไปเรียนที่สวิตซ์ระยะสั้นก็ได้ท่านช่วยหาบ้านพักและดูแลตลอดนี่แหละ คุณปู่เลยจะเลี้ยงข้าวท่านทุกครั้งที่มาไทยค่ะ” ปิ่นอนงค์อธิบายให้เตโซได้ฟังระหว่างเดินไปที่รีสอร์ต“โอเค หลังจากนั้นเราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสองเดือน เจ้าสัวอยากจัดงานวันเกิดให้คุณที่กรุงเทพฯ อ้อ ของของคุณถูกย้ายไปไว้ที่บ้านผมแล้วนะ” เตโซพยักหน้าเข้าใจก่อนจะยื่นมือไปดันต้นแขนของปิ่นอนงค์เบาๆ ให้เปลี่ยนมาเดินทางซ้ายของเขาเมื่อมีกลุ่มแขกของรีสอร์ตกำลังเดินลากกระเป๋าออกมาพอดี“คุณปู่อีกตามเคย จริงสิ ก่อนจะเข้าบ้านคุณ ฉันมีโอกาสเจอน้องสะใภ้คุณหรือเปล่า” ปิ่นอนงค์บ่นอุบก่อนจะถามถึงดาริกาตามปกติ“…ไม่ จนกว่าจะเข้าบ้าน” เตโซชำเลืองมองปิ่นอนงค์อย่างไม่ชอบใจเล็กน้อยที่เธอคลายจะเร่งรัดข้อตกลงแต่ก็ยอมตอบออกไป“งั้นฉันขอแวะไปที่วราไดมอนด์ก่อนเข้าบ้านคุณนะคะ อยากจะเห็นหน้าชัดๆ อีกที ตั้งแต่งานแต่งจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าเธอชัดๆ สักที อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเป็นใคร” ปิ่นอนงค์พยักหน้าก่อนจะพูดให้เตโซได้รับรู้







