ANMELDEN“ปิ่น ผมขอร้องให้คุณพูดออกมา ได้ไหม พูดมันออกมา” เตโซพรูลมหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นเมื่อเธอยังคงเอาแต่เงียบแล้วมองมาอย่างไม่ละสายตา
“ฉัน…” ปิ่นอนงค์อึกอักอย่างลังเลใจจึ้นมาเสียดื้อๆ เมื่อได้เห็นสายตาจริงจังแกมกังวลเกินไปจนเธอแอบสงสัยว่าทำไมเขาถึงได้กังวลได้มากมายเช่นนี้
“ปิ่น ผมจะบอกเรื่องหนึ่งให้คุณได้คิดตาม…เมื่อเจ็ดปีก่อนเกิดเรื่องขึ้นกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุแค่สิบเจ็ดปี เพราะความโลภความอยากได้ของคนอื่นทำให้เด็กคนนั้นต้องสูญเสียและชีวิตพังจนเกือบไร้อนาคต จมอยู่กับฝันร้ายที่เกิดจากคนใกล้ชิด ผมไม่อยากให้คุณเจอเหมือนกับเด็กคนนั้น” เตโซยอมพูดความจริงที่เขาไม่เคยบอกมันออกมาพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่อ่อนแสงลงเล็กน้อยเมื่อได้ฟังเรื่องราวที่เขาพูด
ชายหนุ่มมองนัยน์ตาหวานที่สั่นระริกเล็กน้อยของหญิงสาวจึงได้รู้ว่าเธอไม่ได้อยากจะปล่อยผ่านเรื่องที่เกิดขึ้นหากแต่เพราะเชอรีนคือคนในครอบครัวที่ยังสามารถแก้ไขปัญหาได้ แต่สำหรับเขาแล้วหากปล่อยไว้ปัญหาของพวกเธอจะไม่มีทางได้แก้ไขสำเร็จเป็นแน่
เขาจึงห่วง…
“แล้วเด็กคนนั้นถูกคนในครอบครัวทำร้ายเหรอคะ” ปิ่นอนงค์เอ่ยถามเสียงเบาลงกว่าในตอนแรกที่มีอารมณณ์หงุดหงิด
“เปล่า แต่สำหรับเธอคนนั้นแล้วคือคนที่ไว้ใจและสนิทมากที่สุด เขาคนนั้นคือเพื่อนที่คอยอยู่เคียงข้างมาตลอด แต่เพราะความโลภและความรักจอมปลอมทำให้เธอคนนั้นมีชีวิตต้องพังมาตั้งแต่เด็ก ส่วนคุณ มันอาจจะแตกต่างกันตรวที่เป็นคนในครอบครัว การอยากได้หรือความโลภอยากมีมากกว่าที่มีอยู่ ยังไงมันก็เป็นเรื่องที่วางใจไม่ได้” เตโซให้คำตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนจะยื่นมือไปวางลงบนมือของปิ่นอนงค์ที่วางอยู่บนตัก
“ฉัน…” ปิ่นอนงค์พูดพลางมองมือหนาที่กอบกุมอยู่แล้วเงียบลงอยู่เนิ่นนานอย่างใช้ความคิด
แต่ทว่า อาการหัวใจเต้นแรงที่ค่อยๆ สั่นไหวอีกครั้งทั้งที่เพิ่งสงบไปทันทีที่มือหนาวางลงบนมือของเธออย่างนุ่มนวลแสดงความอบอุ่นให้อีกครั้งทำให้เธอไม่ค่อยมีสมาธิในการคัดสินใจเอาเสียเลย
เธอเริ่มไม่รู้แล้วว่าใครกันแน่ที่กำลังทำตามข้อตกลง
มันควรจะเป็นเธอมิใช่หรือที่จะต้องทำให้เขาหวั่นไหวเพื่อการหย่า แต่ไหงกลับกันที่เขาทำให้เธอหวั่นไหวกันได้ล่ะ และเธอก็ไม่มั่นใจเช่นกันว่าข้อตกลงนั้นจะยังมีผลอยู่หรือไม่ในตอนนี้และไม่รู้ว่าจะทำมันได้หรือเปล่า
เพราะในตอนนี้เขากำลังทำให้เธอหวั่นไหว
“พูดออกมาปิ่น ระหว่างที่ผมยังยืนอยู่ตรงนี้ ผมพร้อมที่จะจับมือคุณแก้ไขปัญหาโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น” เตโซเห็นถึงความลังเลใจของปิ่นอนงค์จึงพูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ข้อตกลงก็ไม่เกี่ยว” ปิ่นอนงค์เอ่ยถามอย่างลอบมองปฏิกิริยาของเตโซ
“ไม่เกี่ยว” ชายหนุ่มตอบในทันทีที่หญิงสาวถามจบ
“เรื่องน้องสะใภ้ของคุณ…” เธอยังไม่ทันจะถามจบประโยคก็ถูกเขาให้คำตอบมาเสียก่อน
“มันคนละเรื่องกับเรื่องนี้ ไม่มีข้อแม้ใดๆ ก็คือไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งนั้นปิ่น” เตโซให้คำตอบด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
ปิ่นอนงค์มองสบสายตาที่ไม่มีแววของการโกหกหรือเจ้าเล่ห์เพทุบายใดๆ ทั้งสิ้นจากเขา หากแต่ความจริงแล้วสายตาของเขาไม่เคยมีแววตาที่เจ้าเล่ห์เลยสักครั้งตั้งแต่ได้รู้จักเขา
ไม่มีเลยสักนิด
เขาคือคนที่ไว้ใจได้ที่สุด
หญิงสาวมองชายหนุ่มที่เผยรอยยิ้มบางหากแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยน เธอจึงก้มลงมองมือของตัวเองและเขาก่อนจะขยับแบมือทั้งที่มีมือของเขากุมอยู่ก่อนจะสอดประสานเรียวนิ้วทั้งห้ากำเข้าหาเรียวนิ้วของเขาแล้วกระชับก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองสบสายตากับเขาอีกครั้งแล้วค่อยๆ พูดออกมาในที่สุด
“จริงๆ แล้วที่ภูเก็ตคนที่จะต้องมาดูแลทั้งหมดในฐานะประธานควรจะเป็นอาสุพจน์กับลุงธีรเมศ ถึงเวลาเปลี่ยนรุ่นแล้วควรจะเป็นเชอรีน แต่เมื่อสิบห้าปีก่อนพ่อแม่ของฉันก็เข้ามารับช่วงต่อดูแลแทนคุณปู่ธีรนัย น้องชายของปู่ฉัน พูดเข้าใจง่ายๆ ก็เหมือนครอบครัวของฉันไปแย่งสิ่งที่ควรจะเป็นของอาสุพจน์กับลุงธีรเมศ มันไม่แปลกเลยที่เชอรีนจะมีปัญหากับฉันและมันก็ควรจะเป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอคะที่จะต้องชดใช้ให้กับการที่ไปแย่งของคนอื่นมา เชอรีนไม่ได้คิดแย่งของของฉัน เราก็ควรต้องยอมรับผลของมันสิคะคุณโซ”
ปิ่นอนงค์พูดออกมาด้วยแววตาที่รู้สึกผิดต่อเชอรีนกับโทนเสียงแผ่วเบาอย่างเหนื่อยล้ากับการที่จะต้องแบกรับความจริงที่พูดออกมาไม่ได้ต่อหน้าคนอื่นๆ มาหลายปี และอึดอัดใจทุกครั้งที่ต้องเห็นเชอรีนถูกใครต่อใครดูถูกนินทาทั้งที่ความผิดคือตัวของเธอ
ทั้งที่ปฏิเสธได้แต่เธอไม่มีความกล้ามากพอจะปฏิเสธแต่กลับเลือกยอมทำสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการมากกว่าจะกล้าทำตามใจตัวเองอยาก
สำหรับเธอแล้วการที่มีปากเสียงกับเชอรีนคือการชดใช้ให้แม้ในบางครั้งอาจมีการทะเลาะจนไปถึงขั้นวิวาทก็ตามแต่ก็มีเหตุนำมาก่อนเสมออย่างที่เชอรีนรุนแรงทางวาจาลามไปถึงคนอื่นๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กชายตัวน้อยอย่างเจ้านาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่ชอบจึงมีการตอบโต้บ้างเป็นธรรมดาหรือไม่ก็มีคำพูดที่ฟังแล้วมันมากเกินไปที่เธอจะชดใช้ให้จึงได้มีปากเสีย
แต่การที่เธอไม่เอาเรื่องก็เพราะรู้ตัวว่าไม่ได้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว แต่ครอบครัวของเธอยังกระทำต่อครอบครัวของเชอรีนก่อน
“แต่มันไม่ใช่ความผิดของคุณนะปิ่น” เตโซพูดขึ้นในส่วนของความเห็นของเขา
“ผิดสิ ผิดที่ฉันไม่ปฏิเสธแต่เห็นแก่ตัวทำตามคำสั่งผู้ใหญ่” เสียงของเตโซดังขึ้นดึงสติของปิ่นอนงค์ที่ตกอยู่ในภวังค์ความคิดก่อนจะตอบกลับไปด้วยความรู้สึกจริงๆ ของตัวเอง
ปิ่นอนงค์มองหน้าเตโซด้วยสีหน้าเรียบเฉยด้วยความรู้สึกผิดผิดก่อนที่หยาดน้ำตาจะเอ่อคลอเบ้าหากแต่หญิงสาวพยายามกักเก็บไม่ให้น้ำตาแห่งความอ่อนแอรินไหลออกมา กระทั่งคำพูดด้วยโทนเสียงทุ้มละมุนของชายหนุ่มที่เอื้อนเอ่ยออกมาทำให้ความเข้มแข็งที่เธอพยายามแสดงมันออกมาแปรเปลี่ยนเป็นหยาดน้ำตามากมายที่รินไหลลงอาบสองแก้ม
“ถ้าเหนื่อยก็ปล่อยออกมา ยื่มบ่าของผมเช็ดก่อนได้นะ” เตโซพูดพลางส่งยิ้มอบอุ่นไปให้กับปิ่นอนงค์แล้วขยับตัวเข้าไปใกล้ในระดับที่หญิงสาวจะโน้มใบหน้ามาซบลงที่หัวไหล่เพื่อระบายความอึดอัดในใจออกมา
เขามองเธอด้วยสายตาละมุน
เธอมองเขาทั้งน้ำตา
น่ารักสดใสและใจดีแบบนี้สิน่า คนอย่างเตโซถึงตัดใจไม่ได้แบบนี้ มิหนำซ้ำยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่โดยไม่ถือตัวที่ตัวเองมีฐานะที่สูงกว่า แค่เธอสัมผัสในระยะสั้นๆ ยังรู้สึกเอ็นดูดาริกาเสียไม่ได้เลย“โธ่ น้องดาคะ ทำไมถ่อมตนอีกแล้ว คุณเตคุณโซได้กินหัวพี่กันพอดีสิคะ” สาลียิ้มพลางห่อไหล่ลงอย่างอ่อนใจใส่เจ้านายสาวผู้แสนดี“ไม่หรอกค่ะ มีดาอยู่” ดาริกาพูดพลางหัวเราะออกมาตามปกติที่แอบแซวเจ้านายหนุ่มกับพนักงานก่อนจะเดินตามสาลีออกไปเมื่ออีกฝ่ายยอมที่จะเดินออกก่อนปิ่นอนงค์เผยอยิ้มเอ็ดูต่อดาริกาออกมาก่อนจะก้าวเดินออกจากลิฟต์ตามคนทั้งสองที่ยังมีบทสนทนาหยอกเย้าราวกับไม่ใช่ลูกน้องเจ้านายแต่เป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ก่อนจะหยุดเดินตามเมื่อทั้งสองหยุดเดินทั้งที่ยังสนทนากันอยู่“แน่ใจนะคะว่าจะไม่เจอคุณเตคุณโซ” สาลีถามอีกครั้งพลางสอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอย่างระแวดระวัง“ค่ะ พี่เตเดินไปหาพี่โซที่ด้านหลัง รายนั้นชอบเข้าทางด้านหลังบริษัทตรงเข้าห้องประชุมสะดวก รับรองว่าไม่เจอแน่นอนค่ะ” ดาริกายังยืนยันคำเดิม“โอเคค่ะ ฝากด้วยนะคะน้องดา” สาบียิ้มกว้างอย่างโล่งใจ“ยินดีค่ะ เดี๋ยวรออยู่ที่โต๊ะพี่สาลีก่อนนะคะ ดาคิดว
เมื่อเดินออกมาจากโรงแรมปิ่นอนงค์และเตโซก็ขึ้นรถขับออกตรงไปยังวราไดมอนด์ทันทีโดยเป็นรถของชายหนุ่มและสารถีก็คือเจ้าของรถ หญิงสาวเพิ่งสัมผัสได้ว่าเขามีฐานะชื่อเสียงแต่ใช้ชีวิตธรรมดาพึ่งตัวเอง แตกต่างจากคนวรรณวิภากิจที่น้อยนักจะได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เธอจึงฉุกคิดได้ว่าการที่ย้ายไปอยู่บ้านของเขาคงจะทำให้เธอโตขึ้นมากกว่านี้ คงได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากเดิมไม่น้อยจากเขาก็เป็นได้ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงวราไดมอนด์ เตโซเลือกที่จะเข้าเข้ามาจอดรถที่ลานจอดใต้ตึกตามคำขอของปิ่นอนงค์ที่นึกสนุกอยากแอบเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้ว่าหญิงสาวเป็นใครก็เพื่อประเมินดาริกาตามความตั้งใจ แต่ทว่าไม่คิดเลยว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาทางด้านหน้าบริษัทแทนการเข้าที่ลิฟต์ส่วนตัวผู้บริหารกับเตโซ“น้อง! น้องใช่ไหมที่เป็นพนักงานใหม่ ทำไมมาสายขนาดนี้ ทุกคนกำลังยุ่งๆ กันเลย วันนี้คุณเตโซจะเข้าบริษัท เดี๋ยว ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ตายๆ เอชอาร์รับมาได้ยังไง ทำยังไงดีๆ คุณเตโซเป็นคนเนี้ยบซะด้วยสิ”ปิ่นอนงค์มองพนักงานหญิงที่สวมแว่นตาหนาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบที่บ่นไปดึงแขนพาหญิงสาวเดินไปก่อนจะชะงักมองเธออีกครั้งอย่างพิจารณา และยิ่งพบความไม่เรี
“จริงสิคะ ที่คุณบอกว่าจะเรียกคนที่ดูกระเป๋าเป็นมา คุณมีคนรู้จักแบบนั้นด้วยเหรอคะ” ปิ่นอนงค์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเตโซก็ยิ่งดขินอายมากกว่าเดิมจึงตัดสินใจหันกลับไปเปลี่ยนเรื่องทันที“รู้จักน่ะมี แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็แค่พูดแก้ไขสถานการณ์ไปน่ะ” เตโซตอบตามตรง“คุณเองก็ร้ายค่ะ” เธอขำออกมากับคำตอบของเขาก่อนจะแกล้งว่ากลับไป“ทำไงได้ เจอคนกำลังเอาเปรียบก็ต้องเปิดโปง แล้วคุณดูไม่ออกจริงๆ เหรอเรื่องกระเป๋า” เตโซยักหัวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะถามกลับ“ดูไม่ออกค่ะ ฉันไม่ค่อยใช้ของแบรนด์เนม มีไม่กี่อย่างเองและที่มีก็ได้มาจากของขวัญที่คนอื่นให้มา” ปิ่นอนงค์ส่ายหัวพรืดตอบกลับไป“ไม่เอามาใช้แล้วคุณเก็บไว้ไหน” ถามกลับด้วยความสงสัย“ห้องเก็บของที่บ้านเล็กที่กรุงเทพฯ ค่ะ” ตอบด้วยท่าทางสบายๆ“ไม่แปลกใจแล้ว อีกเรื่อง ทำไมคนที่นี่ถึงไม่เรียกคุณว่าคุณหนึ่งเหมือนคนที่กรุงเทพฯ แต่เรียกคุณว่าคุณปิ่น” เตโซเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมานานเมื่ออยู่ที่นี่นานจนจับสังเกตได้ว่าคนทั้งโรงแรมและรีสอร์ตต่างเรียกปิ่นอนงค์ด้วยชื่อมากกว่า ‘คุณหนึ่ง’ ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งหลานสาวคนโตของวรรณวิภากิจ“ฉันสั่งเองค่ะ สำหรับ ‘คุณหนึ่ง’
“โชคดีนะคะที่ไม่แตกจนต้องเย็บ คุณนะคุณ ทำไมทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเหล็กทั้งตัวด้วยคะ”ปิ่นอนงค์บ่นพลางช่วยปิดพลาสเตอร์ที่แผลหลังล้างแผลพและใส่ยาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเปลี่ยนใจให้สายพิณออกไปจัดการกับลูกค้ารายนั้นแทนด้วยคำสั่งใหม่เมื่อคำสั่งแรกทุกคนไม่ยอมทำตามและเป็นเธอเองที่พาเตโซมาห้องพยาบาลของรีสอร์ตโดยมีรุจีรากับภานพตามมาด้วย“เท้ามันไปเอง” เตโซตามเสียงปกติด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา“เท้าไปเอง!? นี่คุณกวนประสาทฉันอยู่ใช่ไหมคะคุณโซ” ปิ่นอนงค์เอ็ดเล็กน้อยพลางถลึงตาใส่ด้วยความโมโหเตโซเพราะคำตอบ“ขอโทษครับ” เตโซตอบกลับด้วยคำขอโทษเสียงนุ่ม ทว่าทำคนฟังอย่าปิ่นอนงค์ไปต่อไม่ถูกเมื่อจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนผิด“คุณ…” หญิงสาวได้แต่มองชายหนุ่มอย่างอ่อนใจ“…ทำไมถึงยอมง่ายๆ แบบนี้ ผมพูดไปขนาดนั้นแล้ว” เขาเลือกที่จะส่งยิ้มไปให้เธอเพื่อให้สบายใจก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุผลอะไรสาวเจ้าถึงยอมง่ายๆ เช่นนั้น“ใครว่าฉันยอมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์ตอบกลับพลางนั่งลงบนเตียงคนไข้เตียงข้างๆ หลังจากยืนทำแผลให้กับเขา“ไม่ยอมยังไงถึงปล่อยไป” เตโซถามกลับทันที เพราะสำหรับเขาไม่ควรปล่
ปิ่นอนงค์หันขวับมามองเตโซด้วยความตกใจกับสิ่งที่เขาทำอยู่แม้จะแอบไม่พอใจเขาในตอนแรก แต่ไม่คิดเลยว่าเขากำลังช่วยไม่ให้เธอถูกลูกค้าหัวหมอเอารัดเอาเปรียบสร้างความเสียหายให้กับทางรีสอร์ต และไม่คิดเลยว่าเขาจะช่วยเธอมากมายขนาดนี้ จนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าถึงเวลาที่จะค้องปล่อยเขาไปเธอจะปล่อยเขาไปได้จริงๆ หรือ…“แก! แกพูดอะไร ฉันชื่อมาเป็นแสนนะยะ พูดมานี่ดูกระเป๋าเป็นหรือเปล่ายะ” ลูกค้ายังคงโวยวายกลับมาแต่เริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลนขึ้นมาเล็กน้อย“เป็นไม่เป็น ผมรู้จักคนที่ดูกระเป๋าเป็น ผมสามารถเรียกเขามาได้นะครับ” เตโซพูดอย่างกดดันและข่มอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม“แก! แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยยะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอไม่ชดใช้ รีสอร์ตได้เสียชื่อเสียงแน่” เจ้าหล่อนยังคงโวยวายกลบเกลื่อนไม่หยุด“ยินดีครับ ผมเองก็จะฟ้องกลับเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและทำให้เสียชื่อเสียง และยังมีการฉ้อโกง ยังทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางกายและใจ” เตโซตอบโต้กลับไม่วายชี้ไปทางพนักงานชงเครื่องดื่มในท้ายประโยค ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าพรักงานชายคนนี้ถูกทำร้ายร่างกายเมื่อเห็นรอยนิ้วมือและเล็บที่ข่วนแก้ม“แก! นี่หล่อน! มันเป็นใคร คนวรรณวิภากิจบริ
“ภรรยาท่านทูตที่ประจำอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เวลาคุณหญิงกลับมาพักผ่อนที่ไทยจะเลือกพักโรงแรมวรรณวิภากิจเป็นประจำ อีกอย่างเมื่อปีก่อนฉันไปเรียนที่สวิตซ์ระยะสั้นก็ได้ท่านช่วยหาบ้านพักและดูแลตลอดนี่แหละ คุณปู่เลยจะเลี้ยงข้าวท่านทุกครั้งที่มาไทยค่ะ” ปิ่นอนงค์อธิบายให้เตโซได้ฟังระหว่างเดินไปที่รีสอร์ต“โอเค หลังจากนั้นเราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสองเดือน เจ้าสัวอยากจัดงานวันเกิดให้คุณที่กรุงเทพฯ อ้อ ของของคุณถูกย้ายไปไว้ที่บ้านผมแล้วนะ” เตโซพยักหน้าเข้าใจก่อนจะยื่นมือไปดันต้นแขนของปิ่นอนงค์เบาๆ ให้เปลี่ยนมาเดินทางซ้ายของเขาเมื่อมีกลุ่มแขกของรีสอร์ตกำลังเดินลากกระเป๋าออกมาพอดี“คุณปู่อีกตามเคย จริงสิ ก่อนจะเข้าบ้านคุณ ฉันมีโอกาสเจอน้องสะใภ้คุณหรือเปล่า” ปิ่นอนงค์บ่นอุบก่อนจะถามถึงดาริกาตามปกติ“…ไม่ จนกว่าจะเข้าบ้าน” เตโซชำเลืองมองปิ่นอนงค์อย่างไม่ชอบใจเล็กน้อยที่เธอคลายจะเร่งรัดข้อตกลงแต่ก็ยอมตอบออกไป“งั้นฉันขอแวะไปที่วราไดมอนด์ก่อนเข้าบ้านคุณนะคะ อยากจะเห็นหน้าชัดๆ อีกที ตั้งแต่งานแต่งจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าเธอชัดๆ สักที อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเป็นใคร” ปิ่นอนงค์พยักหน้าก่อนจะพูดให้เตโซได้รับรู้







